กระต่ายจันทร์

กระต่ายจันทร์

กระต่ายจันทร์

กระต่ายจันทร์ เป็นสมุนไพรพื้นบ้านขนาดเล็กในวงศ์ทานตะวัน พบได้ตามพื้นที่ชื้นแฉะ นาข้าว ริมน้ำ และพื้นที่เปิดโล่งทั่วหลายภูมิภาคของประเทศไทย ชื่อที่ใช้เป็นชื่อหลักทางพฤกษศาสตร์ของไทยคือ “กระต่ายจาม” ส่วน “กระต่ายจันทร์” เป็นชื่อเรียกที่พบในกรุงเทพฯ และใช้แพร่หลายในตำรับสมุนไพรพื้นบ้าน พืชชนิดนี้มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Centipeda minima (L.) A.Braun & Asch. และมีประวัติการใช้เป็นยาพื้นบ้านทั้งในประเทศไทย จีน และประเทศอื่นในเอเชีย โดยเฉพาะเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ จมูก และการใช้ภายนอก

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร : กระต่ายจันทร์
  • ชื่อหลักทางพฤกษศาสตร์ไทย : กระต่ายจาม
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Centipeda minima (L.) A.Braun & Asch.
  • ชื่อสามัญ : Spreading sneezeweed
  • ชื่อวงศ์ : Asteraceae
  • ชื่อวงศ์เดิม : Compositae
  • ชื่ออื่น : กระต่ายจาม, กระต่าย, กระตายจันทร์, หญ้ากระต่ายจาม, หญ้าต่ายจาม, หญ้าต่ายจันทร์, หญ้าจาม, หญ้ากระจาม, สาบแร้ง, หญ้าผมยุ่ง, หญ้าขี้ตู้ด, เหมือดโลด/เหมือนโลด เป็นต้น
  • ประเภทพืช : ไม้ล้มลุกอายุปีเดียว
  • ลักษณะเด่น : ต้นขนาดเล็กทอดเลื้อยติดพื้น ใบเล็กเรียงสลับ ช่อดอกขนาดเล็กมากออกตามซอกใบ และมีกลิ่นเฉพาะตัว
  • แหล่งที่พบ : พื้นที่ชื้นแฉะ ริมแหล่งน้ำ นาข้าว พื้นที่ลุ่ม และบริเวณเปิดโล่ง

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ลำต้น : เป็นไม้ล้มลุกขนาดเล็ก ลำต้นแตกแขนงและทอดราบไปตามพื้นดิน ปลายกิ่งมักชูขึ้นเล็กน้อย สูงประมาณ 15 เซนติเมตร หรือในสภาพแวดล้อมเหมาะสมอาจสูงกว่านี้ ลำต้นและส่วนต่าง ๆ มีขนปกคลุมตั้งแต่ค่อนข้างมากจนถึงเกือบเกลี้ยง
  • ใบ : เป็นใบเดี่ยวเรียงสลับ ก้านใบสั้นมากหรือแทบไม่มี แผ่นใบรูปช้อนถึงรูปช้อนแกมขอบขนาน กว้างประมาณ 2–5 มิลลิเมตร ยาวประมาณ 0.5–1.5 เซนติเมตร โคนใบสอบ ปลายใบแหลม ขอบใบหยักหยาบ ด้านล่างของใบมีขนค่อนข้างหนาแน่น
  • ดอก : ออกเป็นช่อกระจุกแน่นแบบ capitulum ตามซอกใบ ช่อดอกเกือบกลม มีขนาดประมาณ 2–4 มิลลิเมตร ดอกวงนอกเป็นดอกเพศเมียสีขาว ส่วนดอกบริเวณกลางช่อเป็นดอกสมบูรณ์เพศสีเหลือง โคนช่อมีใบประดับขนาดเล็กจำนวนมาก
  • ผล : เป็นผลแห้งไม่แตก มีขนาดเล็กมาก รูปรีถึงรูปขอบขนาน ยาวประมาณ 1 มิลลิเมตร
  • กลิ่น : ทั้งต้นมีกลิ่นเฉพาะตัว เมื่อสูดดมหรือใช้ผงพืชอาจกระตุ้นให้จาม ซึ่งสัมพันธ์กับชื่อพื้นบ้าน “กระต่ายจาม” และ “หญ้าจาม”

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

ข้อมูลของ Royal Botanic Gardens, Kew ระบุว่า Centipeda minima มีถิ่นกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติตั้งแต่บริเวณรัสเซียตะวันออกไกล ผ่านเอเชียตะวันออก เอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปจนถึงหมู่เกาะแปซิฟิกและออสเตรเลีย ประเทศไทยอยู่ในเขตการกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติของพืชชนิดนี้

  • การกระจายพันธุ์ในประเทศไทย : พบได้หลายภูมิภาค โดยเฉพาะพื้นที่ชื้นและพื้นที่ลุ่ม
  • แหล่งอาศัย : ริมแม่น้ำ ริมคลอง นาข้าว พื้นที่ลุ่มชื้นแฉะ พื้นที่เปิดโล่ง และที่รกร้างที่มีความชื้น
  • สภาพแวดล้อม : ชอบบริเวณที่ดินมีความชื้นค่อนข้างสูง และสามารถขึ้นเป็นกลุ่มจนมีลักษณะคล้ายวัชพืชได้

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การขยายพันธุ์ : ใช้เมล็ดเป็นหลัก
  • ดิน : เจริญได้ดีในดินร่วนหรือดินที่สามารถรักษาความชื้นได้
  • น้ำ : ต้องการความชื้นสม่ำเสมอ ไม่ควรปล่อยให้ดินแห้งจัดเป็นเวลานาน
  • แสง : เหมาะกับพื้นที่เปิดโล่งที่ได้รับแสงแดด
  • การดูแล : เนื่องจากเป็นพืชขนาดเล็กและพบขึ้นเองตามพื้นที่ชื้น การปลูกเพื่อใช้เป็นสมุนไพรควรควบคุมวัชพืชและรักษาความชื้นของดิน
  • การเก็บเมล็ด : สามารถเก็บผลหรือเมล็ดที่แก่เต็มที่เพื่อนำไปเพาะในฤดูถัดไป

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ทั้งต้น : เป็นส่วนที่มีการใช้เป็นยามากในตำรายาจีนและงานวิจัยสมัยใหม่
  • ลำต้น : ใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
  • ใบ : ใช้เป็นยาและใช้ทำให้จามในตำรับพื้นบ้าน
  • เมล็ด : มีบันทึกการใช้เป็นยาพื้นบ้าน

ในเภสัชตำรับจีนใช้ส่วนเหนือดินหรือพืชทั้งต้นที่ทำให้แห้ง โดยมักเก็บในช่วงออกดอก

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

การกล่าวถึงสรรพคุณต่อไปนี้เป็นข้อมูลการใช้ตามภูมิปัญญาและตำรายาพื้นบ้าน ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการยืนยันทั้งหมด

  • ลำต้น/ทั้งต้น : ตามตำรายาพื้นบ้านไทยมีการใช้เกี่ยวกับการระงับพิษ ดับพิษสุรา อาการทางตา ปวดฟัน ปัญหาทางเดินอาหาร บาดแผล และริดสีดวงทวาร
  • ใบและเมล็ด : มีการบดเป็นผงสำหรับใช้เป็นยาทำให้จาม
  • เมล็ด : มีบันทึกภูมิปัญญาการใช้เป็นยาขับพยาธิ
  • การแพทย์แผนจีน : ใช้สำหรับอาการคัดจมูก ไซนัสอักเสบ ปวดศีรษะจากลมเย็น ไอ และหอบหืดมาเป็นเวลานาน
  • การใช้พื้นบ้านในต่างประเทศ : มีรายงานการใช้กับอาการปวดศีรษะ ท้องเสียร่วมกับปวดท้อง คัดจมูก ฟกช้ำ บวม และอาการจากสัตว์มีพิษกัดต่อย

วิธีใช้

  • ยาชง/ยาต้ม : ตำรับพื้นบ้านบางแห่งใช้ต้นแห้งชงหรือต้มกับน้ำรับประทาน
  • ใช้ภายนอก : ต้นสดอาจนำมาตำแล้วใช้พอกบริเวณที่ต้องการตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน เช่น การใช้พอกบริเวณแก้มในกรณีปวดฟัน
  • ผงสมุนไพร : ใบหรือเมล็ดบดเป็นผงเคยใช้เป็นยาทำให้จาม

ข้อควรระวัง : ไม่ควรกำหนดขนาดรับประทานเองจากข้อมูลภูมิปัญญา เนื่องจากขนาดยา รูปแบบสารสกัด และมาตรฐานวัตถุดิบอาจแตกต่างกัน และข้อมูลความปลอดภัยในมนุษย์ยังไม่สมบูรณ์

สารสำคัญ

การศึกษาทางพฤกษเคมีพบสารจำนวนมากใน Centipeda minima โดยบทความทบทวนปี 2022 รายงานว่ามีสารที่แยกและระบุโครงสร้างแล้วประมาณ 191 ชนิด ครอบคลุมหลายกลุ่ม

  • Sesquiterpene lactones : เป็นกลุ่มสารสำคัญที่ได้รับการศึกษามาก เช่น brevilin A, arnicolide C, arnicolide D และ helenalin
  • Flavonoids : พบสารในกลุ่มฟลาโวนอยด์หลายชนิด
  • Triterpenoids : มีรายงานสาร เช่น taraxerol และ taraxasterol
  • Sterols : พบสารในกลุ่มสเตอรอลหลายชนิด
  • Organic acids : พบกรดอินทรีย์หลายชนิด
  • Volatile oils : มีน้ำมันหอมระเหยและองค์ประกอบระเหยหลายชนิด
  • Phenolic compounds : พบสารประกอบฟีนอลหลายชนิด

งานทบทวนล่าสุดเสนอว่า brevilin A, arnicolide C, arnicolide D และ helenalin เป็นสารที่น่าสนใจสำหรับการศึกษาต่อในฐานะตัวบ่งชี้คุณภาพ (Q-Markers) ของสมุนไพรชนิดนี้

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

งานวิจัยของกระต่ายจันทร์ส่วนใหญ่ยังเป็นการทดลองระดับเซลล์ สัตว์ทดลอง การศึกษาสารสกัด และการศึกษากลไกของสารสำคัญ ดังนั้นจึงยังไม่ควรนำผลดังกล่าวไปสรุปเป็นประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์โดยตรง

  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : สารสกัดและสาร sesquiterpene lactones หลายชนิดแสดงฤทธิ์ลดกระบวนการอักเสบในแบบจำลองการทดลอง
  • ฤทธิ์ต้านภูมิแพ้ : มีงานทดลองเกี่ยวกับการยับยั้งกระบวนการตอบสนองของเซลล์ที่เกี่ยวข้องกับภูมิแพ้
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สารสกัดและองค์ประกอบบางชนิดมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในการทดลอง
  • ฤทธิ์ต้านจุลชีพ : มีรายงานฤทธิ์ต้านแบคทีเรียและจุลชีพบางชนิด
  • ฤทธิ์ต้านไวรัส : พบผลในการทดลองบางระบบ แต่ยังต้องมีการศึกษาทางคลินิกเพิ่มเติม
  • ฤทธิ์ต่อต้านเซลล์มะเร็ง : brevilin A และสาร sesquiterpene lactones บางชนิดได้รับความสนใจจากงานวิจัยด้านการยับยั้งการเพิ่มจำนวนและกระตุ้นการตายของเซลล์มะเร็ง อย่างไรก็ตาม หลักฐานส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับก่อนคลินิก ไม่ได้หมายความว่ากระต่ายจันทร์สามารถใช้รักษามะเร็งได้
  • ระบบทางเดินหายใจ : มีการศึกษาฤทธิ์เกี่ยวกับการไอ เสมหะ และอาการหอบ รวมถึงประวัติการใช้ทางคลินิกในจีนสำหรับโรคจมูกอักเสบและไซนัสอักเสบ แต่คุณภาพและระดับหลักฐานแตกต่างกันไป

เภสัชวิทยา

ข้อมูลจากการทบทวนงานวิจัยสมัยใหม่พบกิจกรรมทางเภสัชวิทยาหลายด้าน ได้แก่

  • Anti-inflammatory activity : ฤทธิ์ต้านการอักเสบ
  • Anti-allergic activity : ฤทธิ์ต้านปฏิกิริยาภูมิแพ้
  • Antioxidant activity : ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
  • Antibacterial activity : ฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย
  • Antiviral activity : ฤทธิ์ต้านไวรัส
  • Antitumor activity : ฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็งในแบบจำลองการทดลอง
  • Hepatoprotective activity : มีรายงานศักยภาพในการปกป้องตับจากการศึกษาก่อนคลินิก

งานทบทวนปี 2025 ยังคงชี้ว่า แม้พบกิจกรรมทางเภสัชวิทยาหลากหลาย แต่ความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบทางเคมีกับผลทางเภสัชวิทยา กลไกของสารหลายชนิด และการทำงานร่วมกันของสารภายในพืชยังต้องศึกษาเพิ่มเติม

ความปลอดภัย

ข้อมูลด้านความปลอดภัยของ Centipeda minima ยังมีข้อจำกัดเมื่อเทียบกับสมุนไพรที่ผ่านการศึกษาทางคลินิกอย่างกว้างขวาง งานทบทวนทางวิทยาศาสตร์จึงเน้นว่าจำเป็นต้องมีการศึกษาความเป็นพิษและความปลอดภัยเพิ่มเติมก่อนพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์รักษาโรคมาตรฐาน

  • ไม่ควรรับประทานในปริมาณสูงหรือใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานโดยไม่มีผู้เชี่ยวชาญดูแล
  • หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตรควรหลีกเลี่ยงการใช้เพื่อการรักษา เนื่องจากข้อมูลความปลอดภัยยังไม่เพียงพอ
  • เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัวควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้
  • ผู้ที่แพ้พืชวงศ์ Asteraceae เช่น เบญจมาศ ดาวเรือง หรือพืชในวงศ์เดียวกัน ควรระมัดระวัง
  • ผงหรือกลิ่นของพืชสามารถกระตุ้นให้เกิดการจามและการระคายเคืองบริเวณจมูกได้
  • พจนานุกรมไทยมีบันทึกว่าพืชชนิดนี้เป็นพิษต่อปศุสัตว์ จึงไม่ควรถือว่าการเป็น “สมุนไพร” หมายถึงสามารถบริโภคได้อย่างไม่มีข้อจำกัด

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับกำหนดปฏิกิริยาระหว่าง Centipeda minima กับยาสมัยใหม่อย่างชัดเจน

ผู้ที่รับประทานยาประจำ โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ยาหลายชนิด ยารักษาโรคเรื้อรัง ยากดภูมิคุ้มกัน หรือยาที่มีช่วงการรักษาแคบ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ผลิตภัณฑ์กระต่ายจันทร์ร่วมกับยา

การใช้ในผลิตภัณฑ์

เนื่องจากมีสารสำคัญหลายกลุ่ม โดยเฉพาะ sesquiterpene lactones และน้ำมันระเหย กระต่ายจันทร์จึงได้รับความสนใจในงานวิจัยเพื่อพัฒนาเป็น

  • ผลิตภัณฑ์สมุนไพร : โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจและจมูกในประเทศที่มีการใช้พืชชนิดนี้ในระบบการแพทย์ดั้งเดิม
  • สารสกัดมาตรฐาน : มีการศึกษาสารสำคัญเพื่อใช้ควบคุมคุณภาพของวัตถุดิบและสารสกัด
  • ผลิตภัณฑ์วิจัยทางเภสัชกรรม : brevilin A และสารกลุ่ม sesquiterpene lactones เป็นกลุ่มที่ได้รับความสนใจในการวิจัยยาใหม่

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ช่วงเก็บเกี่ยว : ตามการใช้ในเภสัชตำรับจีน นิยมเก็บส่วนเหนือดินหรือทั้งต้นในช่วงที่พืชกำลังออกดอก โดยเฉพาะฤดูร้อนถึงฤดูใบไม้ร่วง
  • การเตรียม : คัดสิ่งสกปรกและพืชชนิดอื่นออก ล้างอย่างเหมาะสมหากจำเป็น แล้วทำให้แห้ง
  • การทำแห้ง : ควรทำให้แห้งอย่างรวดเร็วและเหมาะสมเพื่อลดความชื้นและการเกิดเชื้อรา
  • การเก็บรักษา : เก็บในภาชนะสะอาด ปิดสนิท ในบริเวณแห้ง อากาศถ่ายเท และหลีกเลี่ยงแสงแดดโดยตรง
  • ข้อควรระวัง : วัตถุดิบที่มีกลิ่นผิดปกติ มีเชื้อรา หรือมีความชื้นสูงไม่ควรนำมาใช้

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

ชื่อท้องถิ่นที่หลากหลายสะท้อนถึงการรู้จักพืชชนิดนี้ในหลายภูมิภาคของประเทศไทย เช่น “หญ้าจาม” ในเชียงใหม่และชุมพร “หญ้ากระจาม” ในสุราษฎร์ธานี และ “กระต่ายจันทร์” ในกรุงเทพฯ

ชื่อ “หญ้าจาม” หรือ “กระต่ายจาม” เชื่อมโยงกับการใช้ใบหรือเมล็ดบดเป็นผงเพื่อกระตุ้นให้จามตามตำรับพื้นบ้าน ขณะที่ส่วนต้นมีการนำมาชง ต้ม หรือตำพอกตามวัตถุประสงค์ต่าง ๆ

ประวัติและวัฒนธรรม

Centipeda minima มีประวัติการใช้เป็นสมุนไพรในระบบการแพทย์จีนมายาวนาน โดยบทความทบทวนระบุว่าหลักฐานการบันทึกสามารถสืบย้อนไปถึงตำรา “Shi Xing Ben Cao” ในสมัยราชวงศ์ถังใต้ และต่อมาพัฒนาเป็นสมุนไพรที่ใช้สำหรับอาการคัดจมูก ไซนัส ไอ และโรคทางเดินหายใจ

ในประเทศไทย การมีชื่อพื้นเมืองแตกต่างกันตามภูมิภาค รวมถึงการบันทึกในงานอนุกรมวิธานพืชไทย แสดงให้เห็นว่าพืชชนิดนี้เป็นส่วนหนึ่งของความรู้ด้านพืชสมุนไพรและพรรณไม้พื้นบ้านของไทยมาเป็นเวลานาน

สถานะการอนุรักษ์

กระต่ายจันทร์มีขอบเขตการกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติกว้างมาก ตั้งแต่เอเชียตะวันออก เอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออสเตรเลีย จนถึงหมู่เกาะแปซิฟิก และพบตามพื้นที่ชื้นหรือพื้นที่ถูกรบกวนได้ง่าย

จากข้อมูลที่สืบค้น ไม่พบหลักฐานว่ากระต่ายจันทร์เป็นพืชสมุนไพรที่อยู่ในภาวะถูกคุกคามในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ไม่ควรตีความว่าการไม่พบสถานะคุกคามเท่ากับมีการประเมินโดย IUCN แล้ว

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • Kingdom : Plantae
  • Phylum : Tracheophyta
  • Class : Equisetopsida
  • Subclass : Magnoliidae
  • Order : Asterales
  • Family : Asteraceae
  • Genus : Centipeda
  • Species : Centipeda minima
  • Scientific name : Centipeda minima (L.) A.Braun & Asch.
  • Accepted name : Centipeda minima (L.) A.Braun & Asch.

Royal Botanic Gardens, Kew ยอมรับ Centipeda minima (L.) A.Braun & Asch. เป็นชื่อที่ยอมรับ (accepted species) โดยมีการตีพิมพ์ชื่อดังกล่าวในปี ค.ศ. 1867

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. สำนักงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ. (ม.ป.ป.). กระต่ายจาม Centipeda minima. ฐานข้อมูลพรรณไม้ โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ.
  2. สำนักงานราชบัณฑิตยสภา. (2554). พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554: กระต่ายจาม/กระต่ายจันทร์.
  3. ฐานข้อมูลอนุกรมวิธานพืช. (ม.ป.ป.). กระต่ายจาม: Centipeda minima (L.) A.Braun & Asch.
  4. Kew Science. (n.d.). Centipeda minima (L.) A.Braun & Asch. Plants of the World Online. Royal Botanic Gardens, Kew.
  5. Liu, J., Zheng, W., He, Y., Zhang, W., Luo, Z., Liu, X., Jiang, X., Meng, F., & Wu, L. (2024). A review of the research applications of Centipeda minima. Molecules, 29(1), 108.
  6. Shang, Z., Wang, Y., Zhu, T., Niu, W., Lu, T., & Lou, R. (2025). Centipeda minima: A review of phytochemistry, pharmacology, and predictive analysis on quality markers. Molecules, 30(20), 4072.
  7. Tan, J., Qiao, Z., Meng, M., Zhang, F., Kwan, H. Y., Zhong, K., Yang, C., Wang, Y., Zhang, M., Liu, Z., & Su, T. (2022). Centipeda minima: An update on its phytochemistry, pharmacology and safety. Journal of Ethnopharmacology, 292, 115027.
Scroll to top