กกลังกา

กกลังกา

กกลังกาเป็นพืชล้มลุกอายุหลายปีในวงศ์กก (Cyperaceae) พบได้ดีในพื้นที่ชื้นแฉะ ริมน้ำ และบริเวณที่มีน้ำขัง นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ และมีประวัติการใช้เป็นสมุนไพรในภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้าน โดยเฉพาะส่วนลำต้น ใบ ดอก ราก และเหง้า อย่างไรก็ตาม หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันยังอยู่ในระดับการศึกษาในห้องปฏิบัติการและสัตว์ทดลอง จึงไม่ควรนำผลการทดลองมาเทียบเท่ากับประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์โดยตรง

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร: กกลังกา
  • ชื่ออื่น: กกรังกา, กกต้นกลม, กกขนาก, หญ้าสเล็บ, หญ้าลังกา, กกดอกแดง, หญ้ากก, หญ้ารังกา
  • ชื่อสามัญ: Umbrella Plant, Umbrella Sedge, Flatsedge
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับในปัจจุบัน: Cyperus alternifolius L.
  • วงศ์: Cyperaceae
  • ลักษณะการเจริญเติบโต: ไม้ล้มลุกอายุหลายปี มีเหง้าใต้ดินและขึ้นเป็นกอ
  • ถิ่นอาศัย: พื้นที่ชุ่มน้ำ ริมแม่น้ำ ลำคลอง สระน้ำ และบริเวณดินชื้น
  • การใช้ประโยชน์: สมุนไพร ไม้ประดับ พืชสำหรับพื้นที่ชุ่มน้ำ พืชเส้นใย และพืชที่ใช้ในระบบบำบัดน้ำเสีย

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น: เป็นพืชล้มลุกอายุหลายปี ขึ้นเป็นกอ มีเหง้าอยู่ใต้ดิน ลำต้นตั้งตรง สีเขียว โดยข้อมูลแหล่งสมุนไพรไทยระบุว่าสูงประมาณ 1–1.5 เมตร ขณะที่ข้อมูล PROSEA รายงานว่าลำต้นอาจสูงประมาณ 50–170 เซนติเมตร และมีลักษณะค่อนข้างกลมหรือเป็นสามเหลี่ยมมน
  • ใบ: ใบลดรูปเป็นกาบบริเวณโคน ส่วนใบประดับบริเวณปลายลำต้นแผ่ออกเป็นรัศมีคล้ายร่ม เป็นลักษณะเด่นที่ทำให้มีชื่อสามัญว่า Umbrella Plant
  • ดอก: ดอกขนาดเล็ก รวมกันเป็นช่อบริเวณปลายก้าน ช่อดอกมีลักษณะคล้ายซี่ร่ม มีใบประดับจำนวนมากรองรับ
  • ผล: เป็นผลแห้งแบบเมล็ดล่อน มีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมและมีสีน้ำตาลเมื่อแก่
  • รากและเหง้า: มีเหง้าสั้นอยู่ใต้ดิน สามารถแตกหน่อและเจริญเป็นกอใหม่ได้

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของแอฟริกา มาดากัสการ์ หมู่เกาะในมหาสมุทรอินเดีย และคาบสมุทรอาหรับ
  • ปัจจุบันมีการนำไปปลูกอย่างแพร่หลายในเขตร้อนและกึ่งร้อน รวมถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
  • ในประเทศไทยพบทั้งในลักษณะพืชปลูกและพืชที่ขึ้นตามพื้นที่ชื้น โดยมีรายงานการพบและการใช้ในประเทศไทย
  • สามารถพบตามริมแม่น้ำ ลำคลอง คูน้ำ นาข้าว พื้นที่ลุ่ม และบริเวณที่มีความชื้นสูง

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • สภาพพื้นที่: เหมาะกับดินที่มีความชื้นสูงหรือพื้นที่ริมน้ำ สามารถปลูกในบริเวณที่มีน้ำขังตื้นได้
  • แสง: เจริญได้ดีในบริเวณที่ได้รับแสงแดดหรือแสงรำไร
  • การขยายพันธุ์: นิยมแยกกอหรือแยกหน่อจากต้นแม่ เนื่องจากมีเหง้าและสามารถแตกกอได้ดี
  • การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด: สามารถทำได้ แต่การแยกกอเป็นวิธีที่สะดวกและเหมาะสำหรับการขยายพันธุ์เพื่อปลูกเป็นไม้ประดับ
  • การดูแล: ควรรักษาความชื้นของดินอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในระยะเริ่มปลูก

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ลำต้น
  • ใบ
  • ดอก
  • ราก
  • เหง้า

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

  • ลำต้น: ตามภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้าน ใช้เป็นยารสจืดเย็น ต้มดื่มเพื่อช่วยขับปัสสาวะ ขับลม และใช้ในตำรับที่เกี่ยวข้องกับการขับน้ำดี
  • ใบ: มีการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านเป็นยาฆ่าพยาธิหรือเชื้อโรคบางชนิด และใช้ภายนอกโดยนำมาตำพอกบริเวณที่มีปัญหา
  • ดอก: ใช้ต้มเป็นน้ำสำหรับอมและกลั้วคอ ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านใช้บรรเทาอาการในช่องปาก เช่น แผลเปื่อยและปากเป็นแผล
  • ราก: มีการใช้เป็นยาตามภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับอาการช้ำภายในและช่วยขับของเสียหรือเลือดเสีย
  • เหง้า: ใช้ต้มดื่มหรือบดเป็นผงในตำรับพื้นบ้านเพื่อบำรุงธาตุ ช่วยเจริญอาหาร และใช้เมื่อมีเสมหะมาก

หมายเหตุ: สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาการใช้สมุนไพร ไม่ได้หมายความว่าได้รับการพิสูจน์ประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์แล้ว

วิธีใช้

  • ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน: ลำต้น ใบ ดอก ราก หรือเหง้าอาจนำมาต้มเป็นน้ำดื่มตามวัตถุประสงค์ของตำรับ หรือใช้เฉพาะส่วนภายนอกตามภูมิปัญญาท้องถิ่น
  • การใช้ภายนอก: ใบมีรายงานการนำมาตำพอกตามตำรับพื้นบ้าน
  • การใช้ในงานวิจัย: มีการเตรียมสารสกัดด้วยตัวทำละลาย เช่น น้ำ เมทานอล เอทานอล และเอทิลอะซีเตต แต่ขนาดที่ใช้ในการทดลองไม่ควรนำมาใช้เป็นขนาดรับประทานสำหรับคนโดยตรง

ในบัญชียาจากสมุนไพร

  • จากการตรวจสอบแหล่งข้อมูลที่ค้นได้ ยังไม่พบหลักฐานเพียงพอที่จะระบุว่ากกลังกา (Cyperus alternifolius L.) เป็นตัวยาเดี่ยวที่มีรายการอยู่ในบัญชียาจากสมุนไพรของประเทศไทยในปัจจุบัน
  • อย่างไรก็ตาม กกลังกามีบทบาทในภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย และมีรายงานว่าเป็นส่วนประกอบของตำรับ เบญจผลธาตุ ซึ่งเป็นตำรับสมุนไพรที่ประกอบด้วยพืชหลายชนิด

สารสำคัญ

  • การศึกษาทางพฤกษเคมีพบสารกลุ่ม ฟีนอลิก (phenolics) และ ฟลาโวนอยด์ (flavonoids)
  • มีการแยกสารจาก C. alternifolius ได้แก่ esculetin, umbelliferone, imperatorin, psoralen, xanthotoxin, quercetin, quercetin-3-O-rutinoside (rutin) และ gallic acid
  • การศึกษาสารสกัดจากกกลังกายังพบกลุ่มสาร terpenoids, flavonoids, saponins และ tannins
  • งานวิเคราะห์สารเมแทบอไลต์ด้วย UPLC-MS พบความแตกต่างขององค์ประกอบสารตามส่วนของพืชและตัวทำละลายที่ใช้สกัด โดยสารกลุ่ม phenolic acids มีความเกี่ยวข้องกับฤทธิ์ทางชีวภาพที่ศึกษา

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • งานวิจัยปี ค.ศ. 2019 ศึกษาสารสกัดจากส่วนเหนือดินและเหง้าของ C. alternifolius ในหนูทดลองที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารด้วย indomethacin พบว่าสารสกัดบางชนิดช่วยลดจำนวนแผล คะแนนความรุนแรงของแผล และระดับ TNF-α พร้อมทั้งพบการเปลี่ยนแปลงของสารเมแทบอไลต์ที่สัมพันธ์กับฤทธิ์ดังกล่าว
  • งานวิจัยอีกฉบับพบว่าสารสกัดเอทานอลของกกลังกามีฤทธิ์ปกป้องตับในหนูทดลองที่ถูกเหนี่ยวนำความเสียหายของตับด้วยคาร์บอนเตตราคลอไรด์ (CCl₄) และสามารถแยกสารฟีนอลิกหลายชนิดจากพืชได้
  • งานศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระพบว่าสารสกัดจากรากของ C. alternifolius สามารถจับอนุมูลอิสระในระบบ DPPH ได้ในระดับที่น่าสนใจ
  • งานวิจัยในประเทศไทยเกี่ยวกับตำรับเบญจผลธาตุพบว่าสารสกัดน้ำของ C. alternifolius สามารถยับยั้ง Enterococcus faecalis ในการทดลองระดับห้องปฏิบัติการ แต่ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาต่อเพื่อระบุสารออกฤทธิ์และประเมินประสิทธิผลทางคลินิก

เภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ: สารสกัดจากรากมีฤทธิ์กำจัดอนุมูลอิสระในระบบ DPPH และมีสารฟีนอลิก/ฟลาโวนอยด์เป็นกลุ่มสารที่น่าสนใจ
  • ฤทธิ์ปกป้องกระเพาะอาหาร: สารสกัดจากเหง้าและส่วนเหนือดินช่วยลดการเกิดแผลกระเพาะอาหารในหนูทดลอง และสัมพันธ์กับการลด TNF-α และการเปลี่ยนแปลงของตัวชี้วัดการอักเสบ
  • ฤทธิ์ปกป้องตับ: สารสกัดเอทานอลและสารสกัดบางส่วนแสดงฤทธิ์ปกป้องตับในแบบจำลองหนูที่ได้รับ CCl₄
  • ฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย: สารสกัดน้ำจากกกลังกาแสดงฤทธิ์ต่อ Enterococcus faecalis ในระดับห้องปฏิบัติการ แต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าสามารถใช้รักษาการติดเชื้อในมนุษย์ได้
  • การใช้ด้านสิ่งแวดล้อม: กกลังกาสามารถนำมาใช้ในระบบพื้นที่ชุ่มน้ำเทียมเพื่อช่วยบำบัดน้ำเสียและกำจัดสารอาหารบางชนิด เช่น ฟอสฟอรัส

ความปลอดภัย

  • การทดลองในหนูเมาส์รายงานว่าสารสกัดเอทานอลของ C. alternifolius ไม่ทำให้เกิดการเสียชีวิตหรืออาการพิษอย่างชัดเจนเมื่อให้ทางปากในขนาดสูงถึง 5,000 มก./กก. ในการทดลองดังกล่าว
  • อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาความเป็นพิษในสัตว์ไม่สามารถยืนยันความปลอดภัยในการใช้เป็นยาสำหรับมนุษย์ได้โดยตรง
  • ยังมีข้อมูลด้านความปลอดภัยในมนุษย์ การใช้ระยะยาว การตั้งครรภ์ การให้นมบุตร และสารสกัดเข้มข้นค่อนข้างจำกัด
  • ไม่ควรใช้สารสกัดเข้มข้นหรือรับประทานในปริมาณมากด้วยตนเอง โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือใช้ยาประจำ
  • หากใช้เป็นสมุนไพรเพื่อรักษาอาการเจ็บป่วย ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยก่อนใช้

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

  • ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอในการยืนยันปฏิกิริยาระหว่างกกลังกากับยาสมัยใหม่ที่ใช้ในมนุษย์
  • งานวิจัยพบสารกลุ่ม coumarin และฟีนอลิกบางชนิดในพืช จึงไม่ควรสรุปว่าปลอดจากปฏิกิริยากับยาโดยสิ้นเชิง
  • ผู้ที่ใช้ยาประจำ โดยเฉพาะยาที่มีดัชนีการรักษาแคบ ยาต้านการแข็งตัวของเลือด หรือยาที่มีผลต่อตับ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้สารสกัดกกลังกา เนื่องจากยังขาดข้อมูลปฏิกิริยาระหว่างยาและสมุนไพรที่เป็นระบบ

การใช้ในอาหาร

  • มีข้อมูลจากฐานข้อมูลพฤกษศาสตร์สากลว่า Cyperus alternifolius มีการใช้ประโยชน์ด้านอาหารในบางพื้นที่ และมีการใช้เป็นอาหารสัตว์
  • อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะระบุว่ากกลังกาเป็นผักหรือเครื่องเทศที่นิยมใช้ประกอบอาหารในประเทศไทย
  • จึงควรแยกการใช้เป็นพืชอาหารในบางภูมิภาคออกจากการใช้เป็นสมุนไพรตามภูมิปัญญาไทย

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ไม้ประดับ: เป็นหนึ่งในประโยชน์ที่พบได้มากที่สุด เนื่องจากลักษณะใบประดับที่แผ่ออกคล้ายร่ม เหมาะสำหรับสวนริมน้ำ สวนญี่ปุ่น และพื้นที่ชุ่มน้ำ
  • ผลิตภัณฑ์เส้นใย: ลำต้นสามารถนำไปใช้ทำเสื่อและผลิตเยื่อกระดาษได้ โดยมีการศึกษาคุณสมบัติของเยื่อจากลำต้นกกลังกา
  • งานด้านสิ่งแวดล้อม: สามารถใช้เป็นพืชในระบบ constructed wetland เพื่อช่วยบำบัดน้ำเสียและดูดซับสารอาหารหรือมลพิษบางชนิด

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • หากเก็บเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบสมุนไพร ควรเลือกต้นที่แข็งแรง ไม่ขึ้นในบริเวณที่มีน้ำเสีย สารเคมี หรือมลพิษสะสม
  • หลังเก็บเกี่ยวควรทำความสะอาดและแยกส่วนที่ต้องการใช้
  • สำหรับการทำวัตถุดิบแห้ง ควรผึ่งหรือตากในที่สะอาด อากาศถ่ายเท และหลีกเลี่ยงความชื้นโดยตรง
  • เก็บวัตถุดิบแห้งในภาชนะสะอาด แห้ง ปิดสนิท และป้องกันแสง ความชื้น และแมลง
  • ในงานวิจัยมีการทำให้ส่วนพืชแห้งในที่ร่มก่อนบดและสกัด ซึ่งสะท้อนแนวทางการเตรียมวัตถุดิบสำหรับการศึกษาทางเภสัชวิทยา

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

  • กกลังกามีชื่อพื้นเมืองหลายชื่อในประเทศไทย เช่น กกรังกา กกต้นกลม กกขนาก และกกดอกแดง
  • ในภูมิปัญญาพื้นบ้านมีการใช้หลายส่วนของพืชแตกต่างกันตามวัตถุประสงค์ เช่น ดอกใช้สำหรับกลั้วคอ รากใช้ในตำรับเกี่ยวกับอาการช้ำภายใน และเหง้าใช้ในตำรับบำรุงธาตุและช่วยเจริญอาหาร
  • กกลังกายังเป็นส่วนหนึ่งของตำรับ เบญจผลธาตุ ซึ่งสะท้อนการนำพืชชนิดนี้ไปใช้ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นในระบบการแพทย์แผนไทย
  • ในบางภูมิภาคมีการใช้พืชชนิดนี้เพื่อประโยชน์ด้านเส้นใยและงานจักสานหรือทำเสื่ออีกด้วย

ประวัติและวัฒนธรรม

  • กกลังกามีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตในพื้นที่ชุ่มน้ำทั้งในด้านพืชสมุนไพร พืชประดับ และพืชเส้นใย
  • ลักษณะใบประดับที่แผ่ออกเป็นวงคล้ายร่มทำให้เกิดชื่อสามัญภาษาอังกฤษว่า Umbrella Plant
  • ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กกลังกาถูกนำมาปลูกเป็นไม้ประดับและมีการใช้ประโยชน์จากลำต้นเป็นเส้นใย ขณะที่ในบางพื้นที่มีการนำมาใช้ในภูมิปัญญาการรักษาโรคพื้นบ้าน

สถานะการอนุรักษ์

  • ฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Kew ระบุ Cyperus alternifolius ว่ามีสถานะการอนุรักษ์ Least Concern (LC) ตามข้อมูลที่เชื่อมโยงกับ IUCN
  • จึงไม่ใช่พืชที่มีข้อมูลว่ากำลังถูกคุกคามในระดับโลกอย่างรุนแรงในปัจจุบัน
  • อย่างไรก็ตาม การเก็บจากธรรมชาติควรคำนึงถึงการรักษาพื้นที่ชุ่มน้ำและหลีกเลี่ยงการทำลายแหล่งอาศัยตามธรรมชาติ

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • Kingdom: Plantae
  • Clade: Angiosperms
  • Clade: Monocots
  • Order: Poales
  • Family: Cyperaceae
  • Genus: Cyperus L.
  • Species: Cyperus alternifolius L.
  • ชื่อพ้องที่พบในเอกสาร: Cyperus flabelliformis Rottb., Cyperus involucratus Rottb.

ชื่อวิทยาศาสตร์ของกกลังกาในเอกสารไทยอาจพบเป็น Cyperus alternifolius, Cyperus involucratus หรือ Cyperus flabelliformis เนื่องจากแนวคิดในการจำแนกชนิดและชนิดย่อยของพืชกลุ่มนี้มีความแตกต่างกันในอดีต โดยฐานข้อมูล Kew และแนวทางอนุกรมวิธานปัจจุบันยอมรับ Cyperus alternifolius L. เป็นชื่อที่ถูกต้องของชนิดนี้

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. Awaad, A. S., Soliman, G. A., El-Sayed, D. F., El-Gindi, O. D., & Alqasoumi, S. I. (2012). Hepatoprotective activity of Cyperus alternifolius on carbon tetrachloride-induced hepatotoxicity in rats. Pharmaceutical Biology, 50(2), 155–161. doi:10.3109/13880209.2011.580351
  2. Babiaka, S. B., et al. (2025). Natural products in Cyperus species (Cyperaceae): Phytochemistry, pharmacological activities, and biosynthesis. Chemistry & Biodiversity, 22, e202403352. doi:10.1002/cbdv.202403352
  3. Farrag, A. H., Abdallah, H. M. I., Khattab, A. R., Elshamy, A. I., El Gendy, A. N. G., Mohamed, T. A., Farag, M. A., Efferth, T., & Hegazy, M.-E. F. (2019). Antiulcer activity of Cyperus alternifolius in relation to its UPLC-MS metabolite fingerprint: A mechanistic study. Phytomedicine, 62, 152970. doi:10.1016/j.phymed.2019.152970
  4. Kew Science. (2026). Cyperus alternifolius L. Plants of the World Online.
  5. Phungphol, J., Ohama, P., Kamoltham, T., & Sangvichien, S. (2019). Preliminary assessment of phytochemical content and antibacterial activity against urinary tract pathogens of herbs in Benjapoltadhu. Journal of Thai Traditional and Alternative Medicine, 17(1), 85–94.
  6. Brink, M., Jansen, P. C. M., & Bosch, C. H. (2003). Cyperus alternifolius L. In M. Brink & R. P. Escobin (Eds.), Plant resources of South-East Asia No. 17: Fibre plants. PROSEA Foundation.
  7. Thongtha, S., Teamkao, P., Boonapatcharoen, N., Tripetchkul, S., Techkarnjararuk, S., & Thiravetyan, P. (2014). Phosphorus removal from domestic wastewater by Nelumbo nucifera Gaertn. and Cyperus alternifolius L. Journal of Environmental Management, 137, 54–60. doi:10.1016/j.jenvman.2014.02.003
  8. วุฒิ วุฒิธรรมเวช. (2540). สารานุกรมสมุนไพร. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์.
  9. นิจศิริ เรืองรังษี, และ ธวัชชัย มังคละคุปต์. (2547). สมุนไพรไทย เล่ม 1. กรุงเทพฯ: ฐานการพิมพ์.
Scroll to top