ก้นจ้ำ

ก้นจ้ำ

ก้นจ้ำ เป็นพืชล้มลุกในวงศ์ทานตะวันหรือ Asteraceae มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bidens biternata (Lour.) Merr. & Sherff พบขึ้นตามพื้นที่รกร้าง ชายป่า ไร่นา และบริเวณที่ถูกรบกวน ในประเทศไทยมีรายงานการใช้เป็นสมุนไพรพื้นบ้าน โดยเฉพาะใบและทั้งต้น นอกจากนี้ในบางพื้นที่ของเอเชียยังนำยอดอ่อนและใบอ่อนไปใช้เป็นผักพื้นบ้านด้วย อย่างไรก็ตาม หลักฐานทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับประสิทธิผลและความปลอดภัยในมนุษย์ยังมีจำกัด จึงควรแยกการใช้ตามภูมิปัญญาออกจากข้อสรุปทางการแพทย์อย่างชัดเจน

ชื่ออื่นที่พบ ได้แก่ หญ้าก้นจ้ำ และ บ่ะดี่ (ลั้วะ) ส่วนชื่อสามัญภาษาอังกฤษพบใช้ว่า Spanish Needles และ Black jack

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อไทย: ก้นจ้ำ
  • ชื่ออื่น: หญ้าก้นจ้ำ, บ่ะดี่ (ลั้วะ)
  • ชื่อสามัญ: Spanish Needles, Black jack
  • ชื่อวิทยาศาสตร์: Bidens biternata (Lour.) Merr. & Sherff
  • วงศ์: Asteraceae (วงศ์ทานตะวัน)
  • สกุล: Bidens
  • ลักษณะชีวิต: พืชล้มลุกอายุปีเดียว (annual herb)
  • ส่วนที่ใช้ตามภูมิปัญญาสมุนไพรไทย: ใบ และทั้งต้น

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น: เป็นไม้ล้มลุก ลำต้นตั้งตรง แตกกิ่ง สูงประมาณ 0.5–2 เมตร ลำต้นมีลักษณะเป็นเหลี่ยมหรือมีร่อง และอาจมีขนประปราย
  • ใบ: เป็นใบประกอบ ออกตรงข้ามกัน ใบย่อยมีลักษณะรูปไข่หรือรูปไข่แกมรูปขอบขนาน ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ขอบใบหยักคล้ายฟันเลื่อย
  • ดอก: ออกเป็นช่อดอกแบบกระจุก ดอกมีสีเหลือง โดยดอกวงในเป็นดอกสมบูรณ์เพศ
  • ผล: เป็นผลแห้งแบบ achene มีลักษณะยาวแคบ และบริเวณปลายมีระยางค์สำหรับช่วยในการกระจายพันธุ์
  • ฐานข้อมูลพฤกษศาสตร์บางแห่งรายงานลักษณะเด่นของชนิดนี้ว่าเป็นไม้ล้มลุกตั้งตรง ลำต้นมีร่องและมีขน ใบประกอบ และผลมีปลายเป็นหนามหรือระยางค์

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • Bidens biternata มีเขตการกระจายพันธุ์กว้างในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนของโลกเก่า
  • ฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew ระบุว่ามีถิ่นกำเนิดครอบคลุมหลายพื้นที่ในแอฟริกา เอเชีย และภูมิภาคอินโด-มาเลเซียไปจนถึงออสเตรเลีย รวมถึงประเทศไทย
  • ในประเทศไทยพบตามพื้นที่ป่า ชายป่า พื้นที่เกษตร และบริเวณที่ถูกรบกวน โดยข้อมูลการสำรวจของกรมวิชาการเกษตรระบุการพบในประเทศไทย และมีรายงานว่าพบในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
  • พืชชนิดนี้สามารถขึ้นได้ดีในพื้นที่ที่มีการรบกวนและมักพบในลักษณะวัชพืชของพื้นที่เกษตรหรือพื้นที่รกร้าง

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • ก้นจ้ำเป็นพืชล้มลุกที่สามารถขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด
  • เมล็ดหรือผลสามารถแพร่กระจายไปกับลม สัตว์ คน และกิจกรรมทางการเกษตร
  • พืชชนิดนี้พบได้ตามพื้นที่เปิดและพื้นที่ถูกรบกวน จึงไม่ใช่พืชที่มีข้อกำหนดด้านการปลูกซับซ้อน
  • ข้อมูลด้านการผลิตเชิงเกษตรแบบมาตรฐานและการกำหนดระยะปลูกเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบยาสมุนไพรยังมีจำกัด จึงไม่ควรกำหนดสูตรการปลูกเชิงการค้าโดยอ้างว่าเป็นมาตรฐานทางยาโดยไม่มีข้อมูลเพิ่มเติม

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ใบ
  • ทั้งต้น

ข้อมูลภูมิปัญญาสมุนไพรไทยระบุการใช้ใบสดและทั้งต้นในการเตรียมยาพื้นบ้านหลายรูปแบบ

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

  • ใบ: ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านไทย ใบสดนำมาตำและคั้นน้ำ ใช้สำหรับล้างตาในกรณีตามัว
  • ใบ: ใช้ใบสดตำพอกบริเวณแผลสด แผลไฟไหม้ และแผลน้ำร้อนลวก
  • ทั้งต้น: ใช้ต้มเป็นน้ำดื่มตามภูมิปัญญาพื้นบ้านเพื่อบรรเทาอาการหวัดและปวดท้อง
  • ทั้งต้น: มีรายงานการตำผสมสุราแล้วใช้ภายนอกบริเวณที่เป็นงูสวัด
  • ทั้งต้น: ตำผสมกับน้ำตาลทรายแดงใช้พอกบริเวณโรคผิวหนัง ฝีพุพอง และอาการบวม
  • ทั้งต้น: ต้มเอาน้ำใช้ภายนอกบริเวณฝี
  • ตำรับพื้นบ้านบางพื้นที่: ใช้ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นต้มน้ำดื่มสำหรับอาการไอ มีน้ำมูกข้น หวัด และคัดจมูก หรือใช้อาบเพื่อบรรเทาอาการไข้

ข้อมูลเหล่านี้เป็น การใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน ไม่ใช่ข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการยืนยันทางคลินิก โดยแหล่งข้อมูลสมุนไพรไทยที่รวบรวมตำรับพื้นบ้านระบุการใช้ดังกล่าวไว้หลายรูปแบบ

วิธีใช้

  • ใช้ภายนอก: ใบสดตำให้ละเอียดแล้วใช้พอกบริเวณแผลตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
  • ใช้เป็นน้ำคั้น: มีรายงานการนำใบสดมาตำและคั้นน้ำเพื่อใช้ล้างตาตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
  • ใช้เป็นยาต้ม: ทั้งต้นนำไปต้มเป็นน้ำดื่ม หรือใช้เป็นน้ำสำหรับภายนอกตามตำรับพื้นบ้าน
  • ใช้ร่วมกับสมุนไพรอื่น: มีตำรับพื้นบ้านที่นำก้นจ้ำไปผสมกับสมุนไพรชนิดอื่นเพื่อใช้สำหรับอาการหวัด ไอ และคัดจมูก

ข้อควรระวัง: ไม่ควรนำข้อมูลวิธีใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านไปกำหนดเป็นขนาดรับประทานมาตรฐาน เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกเพียงพอสำหรับกำหนดขนาดยาและระยะเวลาการใช้ที่ปลอดภัย

ในบัญชียาจากสมุนไพร

  • จากการตรวจสอบแหล่งข้อมูลออนไลน์ที่ค้นได้ ไม่พบหลักฐานที่น่าเชื่อถือว่าก้นจ้ำ (Bidens biternata) เป็นตัวยาสำคัญที่มีรายการใช้เป็นตำรับมาตรฐานใน บัญชียาจากสมุนไพรของบัญชียาหลักแห่งชาติของประเทศไทย
  • การมีข้อมูลการใช้ในตำรับพื้นบ้านจึงไม่ควรตีความว่าเป็นสมุนไพรที่มีสถานะเป็นยามาตรฐานในบัญชียาจากสมุนไพร

สารสำคัญ

การศึกษาทางพฤกษเคมีของ Bidens biternata พบสารกลุ่มต่าง ๆ ได้แก่

  • ฟลาโวนอยด์ (flavonoids)
  • ฟีนอลิก (phenolic compounds)
  • อัลคาลอยด์ (alkaloids)
  • แทนนิน (tannins)
  • ไกลโคไซด์ (glycosides)
  • สเตียรอยด์ (steroids)
  • ซาโปนิน (saponins)
  • เทอร์พีนอยด์ (terpenoids)

มีรายงานการแยก quercetin จากสารสกัดใบของก้นจ้ำ และมีการศึกษาสารประกอบอื่น ๆ จากสารสกัดของพืชชนิดนี้ด้วย

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • งานวิจัยปี ค.ศ. 2018 ศึกษาสารสกัดเมทานอลและคลอโรฟอร์มจากทั้งต้น พบสารกลุ่มอัลคาลอยด์ ฟลาโวนอยด์ ฟีนอล และแทนนิน และพบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ รวมถึงฤทธิ์ต้านแบคทีเรียและเชื้อราบางชนิดในการทดสอบในห้องปฏิบัติการ
  • งานวิจัยในปี ค.ศ. 2017 ศึกษาสารสกัดเมทานอลจากใบและสาร quercetin ที่แยกได้ พบการยับยั้งเอนไซม์ COX-2 และ 5-LOX ในการทดสอบ in vitro ซึ่งสนับสนุนความเป็นไปได้ของฤทธิ์ต้านการอักเสบ แต่ยังไม่สามารถสรุปว่าใช้รักษาโรคอักเสบในมนุษย์ได้
  • การศึกษาในสัตว์ทดลองพบว่าสารสกัดแห้งแช่เยือกแข็งของ B. biternata มีฤทธิ์ต้านอาการท้องเสียในแบบจำลองสัตว์ทดลอง
  • งานวิจัยที่เผยแพร่ในปี ค.ศ. 2026 ศึกษาสารสกัด B. biternata ในหนูทดลองที่มีภาวะเบาหวานชนิดที่ 2 และพบว่าสามารถลดการสะสมไขมันในตับ โดยเกี่ยวข้องกับการกระตุ้นกระบวนการ mitophagy และการลดการสร้างไขมันใหม่ อย่างไรก็ตาม ผลดังกล่าวยังเป็นหลักฐานระดับสัตว์ทดลอง ไม่ใช่หลักฐานการรักษาในมนุษย์

โดยภาพรวม งานวิจัยเกี่ยวกับก้นจ้ำยังอยู่ในระดับ การทดลองในห้องปฏิบัติการและสัตว์ทดลองเป็นหลัก และยังขาดการศึกษาทางคลินิกในมนุษย์ที่มีคุณภาพเพียงพอสำหรับยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรค

เภสัชวิทยา

จากงานวิจัยที่มีอยู่ พบแนวโน้มฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่น่าสนใจ ได้แก่

  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ จากการทดสอบ DPPH และวิธีประเมินอื่นในหลอดทดลอง
  • ฤทธิ์ต้านจุลชีพ โดยพบการยับยั้งแบคทีเรียและเชื้อราบางชนิดจากสารสกัด
  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ โดยสารสกัดใบและ quercetin แสดงการยับยั้ง COX-2 และ 5-LOX ในหลอดทดลอง
  • ฤทธิ์ต้านอาการท้องเสีย จากการศึกษาในแบบจำลองสัตว์ทดลอง
  • ฤทธิ์ต่อการเผาผลาญไขมันในตับ มีข้อมูลใหม่จากการทดลองในหนูเบาหวานชนิดที่ 2

ฤทธิ์เหล่านี้ควรจัดเป็น ศักยภาพทางเภสัชวิทยา มากกว่าการระบุเป็นสรรพคุณรักษาโรค เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกในมนุษย์เพียงพอ

ความปลอดภัย

  • ยังมีข้อมูลด้านความปลอดภัยของก้นจ้ำในมนุษย์ค่อนข้างจำกัด
  • ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกเพียงพอสำหรับกำหนดขนาดรับประทานที่ปลอดภัยในระยะสั้นหรือระยะยาว
  • การนำพืชสดหรือสารสกัดที่ไม่ได้มาตรฐานมาใช้รักษาโรคจึงควรระมัดระวัง
  • โดยเฉพาะ ไม่ควรนำน้ำคั้นจากพืชสดมาหยอดตาเอง แม้จะมีการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน เนื่องจากการเตรียมที่ไม่สะอาดอาจทำให้เกิดการปนเปื้อนและการติดเชื้อที่ตาได้
  • ผู้ตั้งครรภ์ เด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวและผู้ที่รับประทานยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้เป็นยาภายใน

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ปัจจุบันยังมีข้อมูลไม่เพียงพอที่จะระบุปฏิกิริยาระหว่าง Bidens biternata กับยาสำคัญชนิดต่าง ๆ ในมนุษย์อย่างชัดเจน

  • ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับยืนยันปฏิกิริยากับยาละลายลิ่มเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด ยาลดน้ำตาลในเลือด หรือยาที่มีผลต่อตับ
  • เนื่องจากมีการศึกษาฤทธิ์ทางชีวภาพหลายด้านของสารสกัด จึงควรหลีกเลี่ยงการสรุปว่าปลอดภัยเมื่อใช้ร่วมกับยาทุกชนิด
  • หากใช้เป็นยาสมุนไพรภายในร่วมกับยาประจำ ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และปริมาณที่ใช้

การใช้ในอาหาร

มีรายงานการใช้ Bidens biternata เป็น ผักพื้นบ้าน ในบางชุมชนของเอเชีย

  • งานศึกษาภูมิปัญญาพืชอาหารป่าในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา รายงานการใช้ยอดของ B. biternata เป็นผัก
  • งานวิจัยในเขต Wayanad รัฐ Kerala ประเทศอินเดีย รายงานว่าชนเผ่าพื้นเมืองบางกลุ่ม เช่น Paniya, Chetti, Kani และ Kattunaayika ใช้ก้นจ้ำเป็นผักใบ
  • งานทบทวนด้านโภชนาการระบุว่าพืชชนิดนี้มีสารอาหารหลายชนิด จึงได้รับความสนใจในฐานะพืชอาหารป่า อย่างไรก็ตาม การนำมารับประทานควรใช้พืชที่ระบุชนิดถูกต้องและมาจากแหล่งที่ปลอดภัยจากสารเคมีและการปนเปื้อน

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

ในประเทศไทย ก้นจ้ำมีข้อมูลการใช้เป็นสมุนไพรพื้นบ้าน โดยเฉพาะการใช้ ใบสด และ ทั้งต้น

  • ใบสดใช้ตำคั้นตามตำรับพื้นบ้านสำหรับการใช้ภายนอก
  • ใบสดใช้ตำพอกแผลสด แผลไฟไหม้ และแผลน้ำร้อนลวก
  • ทั้งต้นใช้ต้มเป็นยาพื้นบ้านสำหรับอาการหวัดและปวดท้อง
  • บางตำรับนำไปผสมกับสมุนไพรชนิดอื่นเพื่อใช้สำหรับอาการไอ มีน้ำมูกข้น หวัด และคัดจมูก
  • ในบางกลุ่มชาติพันธุ์ของอินเดีย มีการใช้ใบหรือทั้งต้นเกี่ยวข้องกับการดูแลบาดแผลและโรคบางชนิด

ข้อมูลเหล่านี้เป็นหลักฐานด้าน ชาติพันธุ์พฤกษศาสตร์และภูมิปัญญาท้องถิ่น ไม่ควรตีความว่าเป็นหลักฐานยืนยันประสิทธิผลทางการแพทย์

ประวัติและวัฒนธรรม

ก้นจ้ำเป็นพืชในสกุล Bidens ที่มีประวัติการใช้เป็นทั้งพืชอาหารป่าและสมุนไพรพื้นบ้านในหลายพื้นที่ของเอเชีย

  • ในภูมิภาคเอเชียมีการบันทึกการใช้ก้นจ้ำในระบบการแพทย์พื้นบ้านหลายรูปแบบ
  • ในบางพื้นที่ของอินเดีย ก้นจ้ำถูกนำมาใช้เป็นผักใบโดยชุมชนพื้นเมือง
  • ในประเทศไทยมีการบันทึกชื่อท้องถิ่น เช่น “ก้นจ้ำ” และ “หญ้าก้นจ้ำ” รวมทั้งชื่อ “บ่ะดี่” ในภาษาลั้วะ
  • ชื่อวิทยาศาสตร์เดิมมีความเกี่ยวข้องกับชื่อ Coreopsis biternata Lour. ซึ่งปัจจุบัน Kew ยอมรับ Bidens biternata เป็นชื่อที่ถูกต้อง และจัด Coreopsis biternata เป็นชื่อพ้อง

สถานะการอนุรักษ์

  • Bidens biternata เป็นพืชที่มีการกระจายพันธุ์กว้างและพบได้ในพื้นที่ถูกรบกวนหลายประเภท
  • Plants of the World Online ของ Kew ระบุผลการประเมินความเสี่ยงการสูญพันธุ์เชิงคาดการณ์ว่า Not Threatened โดยมีความเชื่อมั่นในระดับสูง
  • อย่างไรก็ตาม ฐานข้อมูลพรรณไม้บางแห่งยังระบุสถานะ Not Evaluated (NE) ดังนั้นควรระบุในเว็บไซต์อย่างระมัดระวังว่า “ยังไม่มีข้อมูลการประเมินสถานะการอนุรักษ์อย่างเป็นทางการที่เป็นสากลในฐานข้อมูลที่ตรวจสอบได้” มากกว่าการระบุว่าเป็นพืชสถานะ LC โดยตรง

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • Kingdom: Plantae
  • Phylum: Streptophyta
  • Class: Equisetopsida
  • Order: Asterales
  • Family: Asteraceae
  • Genus: Bidens
  • Species: Bidens biternata (Lour.) Merr. & Sherff
  • Basionym: Coreopsis biternata Lour.
  • ชื่อพ้องที่สำคัญ: Coreopsis biternata Lour.
  • ชื่อที่ยอมรับในปัจจุบัน: Bidens biternata (Lour.) Merr. & Sherff

ข้อมูลอนุกรมวิธานดังกล่าวสอดคล้องกับฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew และ International Plant Names Index (IPNI)

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมวิชาการเกษตร. (2553). ศึกษารวบรวมสายพันธุ์วัชพืชสมุนไพรและไม้น้ำ. กรมวิชาการเกษตร.
  2. วุฒิ วุฒิธรรมเวช. (2540). สารานุกรมสมุนไพร. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์.
  3. วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม. (2539). พจนานุกรมสมุนไพรไทย (พิมพ์ครั้งที่ 4). กรุงเทพฯ: ประชุมทองการพิมพ์.
  4. International Plant Names Index. (2026). Bidens biternata (Lour.) Merr. & Sherff.
  5. Kew Science. (2026). Bidens biternata (Lour.) Merr. & Sherff. Plants of the World Online.
  6. Kinuthia, D. G., Muriithi, A. W., & Mwangi, P. W. (2016). Freeze dried extracts of Bidens biternata (Lour.) Merr. and Sheriff. show significant antidiarrheal activity in in-vivo models of diarrhea. Journal of Ethnopharmacology, 193, 416–422. https://doi.org/10.1016/j.jep.2016.09.041
  7. Pradeesh, S., & Swapna, T. S. (2017). In vitro anti-inflammatory activity of Bidens biternata (Lour.) Merr. & Sheriff – a wild medicinal plant of Waynadu District of Kerala. Journal of Medicinal and Aromatic Plant Sciences, 39(1), 18–23. https://doi.org/10.62029/jmaps.v39i1.Pradeesh
  8. Zahara, K., Bibi, Y., Qayyum, A., & Nisa, S. (2019). Investigation of antimicrobial and antioxidant properties of Bidens biternata. Iranian Journal of Science and Technology, Transactions of Science, 43, 725–734. https://doi.org/10.1007/s40995-018-0564-2
  9. Li, Y., Kang, S., Wang, Q., Zeng, C., & Dong, G. (2026). Bidens biternata (Lour.) Merr. & Sherff improves liver lipid metabolism disorders in type 2 diabetic mice by activating mitophagy. Journal of Ethnopharmacology, 357, 120877. https://doi.org/10.1016/j.jep.2025.120877
  10. Yang, X., Jia, Z., Gan, C., & Zhao, X. (2025). Bidens biternata: Chemistry and pharmacology. In The Genus Bidens (pp. 257–273). Springer.
Scroll to top