กกสามเหลี่ยม

กกสามเหลี่ยม

กกสามเหลี่ยม เป็นพืชล้มลุกอายุหลายปีในวงศ์กก (Cyperaceae) พบได้ตามพื้นที่ชุ่มน้ำ หนอง บึง คลอง อ่างเก็บน้ำ และบริเวณที่มีน้ำขัง ลักษณะเด่นคือมีลำต้นเป็นสามเหลี่ยมและเจริญเป็นกอขนาดใหญ่ นอกจากการใช้ประโยชน์ด้านจักสานแล้ว ส่วนหัวและรากยังปรากฏอยู่ในภูมิปัญญาการใช้สมุนไพรของไทยและระบบการแพทย์พื้นบ้านในเอเชีย โดยเฉพาะการใช้เพื่อบรรเทาอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารและเป็นยาขับปัสสาวะ อย่างไรก็ตาม หลักฐานทางคลินิกในมนุษย์ยังมีจำกัด จึงควรแยกให้ชัดเจนระหว่าง สรรพคุณตามภูมิปัญญา กับ หลักฐานทางวิทยาศาสตร์

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร: กกสามเหลี่ยม
  • ชื่ออื่น: กก, กกตะกลับ, กกตาแดง, กกปรือ, กกคมบาง, มะนิ่ว, มะเนี่ยว, แห้วกระดาน, แห้วหิน และกกสามเหลี่ยมยักษ์
  • ชื่อสามัญ: Giant bulrush, Greater club-rush, Greater bulrush, Coarse bullrush
  • ชื่อวิทยาศาสตร์: Actinoscirpus grossus (L.f.) Goetgh. & D.A.Simpson
  • วงศ์: Cyperaceae
  • ส่วนที่มีการใช้เป็นยาในภูมิปัญญา: หัวหรือส่วนใต้ดิน และราก
  • ลักษณะเด่น: พืชอายุหลายปี ลำต้นเป็นสามเหลี่ยม สูงประมาณ 1–2 เมตร และมีไหลหรือส่วนใต้ดินสำหรับขยายพันธุ์
  • การใช้ประโยชน์อื่น: ใช้ทำเสื่อ เครื่องจักสาน ตะกร้า กระเป๋า ฝาบ้าน ฝ้าเพดาน และงานหัตถกรรมจากวัสดุธรรมชาติ

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น: เป็นพืชล้มลุกอายุหลายปี เจริญเป็นกอ มีไหลหรือส่วนใต้ดิน ลำต้นตั้งตรง แข็ง มีลักษณะเป็นสามเหลี่ยมอย่างชัดเจน สูงประมาณ 1–2 เมตร บางแหล่งรายงานว่าสามารถสูงได้มากกว่านี้
  • ลำต้น: มีสามเหลี่ยมมุมค่อนข้างแหลม ผิวค่อนข้างเรียบหรืออาจสากตามขอบ ลักษณะภายในและกาบมีเนื้อคล้ายฟองน้ำ
  • ใบ: ใบออกบริเวณโคนต้น ลักษณะเป็นแถบหรือเส้นยาว แบนและค่อนข้างแข็ง ยาวประมาณ 0.5–1.7 เมตร ขอบใบอาจเรียบหรือสาก
  • กาบใบ: กาบใบเปิดและหุ้มโคนลำต้น ไม่มีลิ้นกาบ
  • ช่อดอก: ออกบริเวณปลายยอด เป็นช่อแบบแยกแขนงหรือคล้ายช่อร่ม มีช่อดอกย่อยจำนวนมาก
  • ดอกย่อย: ช่อดอกย่อยมีลักษณะรูปรีถึงรูปไข่ สีเขียวอ่อนเมื่ออ่อน และเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเมื่อแก่
  • ผล: เป็นผลแห้งขนาดเล็ก ลักษณะค่อนข้างแบนหรือเป็นสามเหลี่ยม สีน้ำตาล
  • ส่วนใต้ดิน: มีไหลและส่วนที่พัฒนาเป็นหัวขนาดเล็ก ซึ่งช่วยให้พืชสามารถแพร่ขยายเป็นกอได้

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • มีถิ่นกำเนิดอยู่ในเขตร้อนและกึ่งร้อนของเอเชีย ตั้งแต่เอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปจนถึงตอนเหนือของออสเตรเลีย
  • พบในประเทศอินเดีย เนปาล บังกลาเทศ ศรีลังกา เมียนมา ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ จีนตอนใต้ ไต้หวัน และบางพื้นที่ของออสเตรเลีย
  • ในประเทศไทยพบได้หลายภูมิภาค โดยเฉพาะพื้นที่ชุ่มน้ำ หนอง บึง คลอง อ่างเก็บน้ำ และพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังเป็นระยะ
  • เป็นพืชที่ปรับตัวได้ดีกับพื้นที่ชื้นแฉะและพื้นที่น้ำท่วม จึงมักพบขึ้นเป็นกลุ่มหรือเป็นกอขนาดใหญ่

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • กกสามเหลี่ยมเหมาะกับพื้นที่ชื้นหรือมีน้ำเพียงพอ เช่น พื้นที่ริมบ่อ หนอง คลอง หรือแปลงที่มีน้ำขัง
  • สามารถขยายพันธุ์ด้วย ไหลหรือส่วนใต้ดิน ซึ่งเป็นวิธีที่ช่วยให้ตั้งต้นได้รวดเร็ว
  • สามารถขยายพันธุ์ด้วย เมล็ด ได้เช่นกัน
  • ในการปลูกเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบสมุนไพรควรเลือกพื้นที่ที่ปราศจากน้ำเสียและสารปนเปื้อน เนื่องจากเป็นพืชที่มักขึ้นในบริเวณชุ่มน้ำ
  • หากปลูกเพื่อใช้ในงานจักสาน สามารถปล่อยให้เจริญเป็นกอและเก็บเกี่ยวลำต้นเมื่อมีขนาดเหมาะสม

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • หัวหรือส่วนใต้ดิน: มีการใช้ตามภูมิปัญญาเพื่อบรรเทาอาการท้องเสีย อาเจียน และใช้เป็นยาขับปัสสาวะ
  • ราก: มีรายงานการใช้เป็นยาสมาน ลดไข้ ขับปัสสาวะ บำรุงตับ และใช้กับอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร
  • การใช้ส่วนใต้ดินในระบบการแพทย์พื้นบ้านของอินเดียและภูมิภาคเอเชียมีการบันทึกไว้เช่นกัน

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

  • หัว: ตามตำรายาพื้นบ้านมีรสฝาดหวาน ใช้แก้ท้องเสียและแก้อาเจียน
  • ราก: ตามภูมิปัญญาไทยมีรสฝาดหวาน ใช้เป็นยาสมาน ลดไข้ ขับปัสสาวะ บำรุงตับ แก้ท้องเสีย แก้อาเจียน และใช้ในตำรับที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหาร
  • ภูมิปัญญาอินเดีย: ส่วนหัวหรือเหง้ามีการใช้เป็นยาขับปัสสาวะ ยาสมาน ยาระบาย ยาบำรุง และใช้กับอาการท้องเสียและอาเจียน
  • ควรเข้าใจว่าสรรพคุณดังกล่าวเป็น ข้อมูลการใช้ตามภูมิปัญญาและตำรายา ไม่ได้หมายความว่าได้รับการยืนยันประสิทธิผลในมนุษย์จากการทดลองทางคลินิกแล้ว

วิธีใช้

  • ในภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้าน มีการนำส่วนหัวหรือส่วนใต้ดินไปเตรียมเป็นยาต้ม หรือใช้ในรูปแบบยาสมุนไพรตามตำรับ
  • การใช้ในระบบอายุรเวทมีการกล่าวถึงการใช้ส่วนหัวหรือเหง้าในรูปแบบยาต้มและผง
  • ยังไม่มีข้อมูลมาตรฐานเพียงพอที่จะกำหนดขนาดรับประทานสำหรับประชาชนทั่วไปจากหลักฐานทางคลินิก
  • จึงไม่ควรนำข้อมูลขนาดยาจากตำรายาต่างประเทศมาใช้แทนคำแนะนำของแพทย์แผนไทยหรือบุคลากรทางการแพทย์โดยตรง
  • สำหรับการนำไปใช้เป็นสมุนไพรรับประทาน ควรใช้วัตถุดิบที่ระบุชนิดพืชได้ถูกต้องและสะอาด ปราศจากการปนเปื้อนจากแหล่งน้ำเสีย

ในบัญชียาจากสมุนไพร

  • จากการตรวจสอบแหล่งข้อมูลที่ค้นได้ ยังไม่พบหลักฐานเพียงพอที่จะระบุว่ากกสามเหลี่ยม (Actinoscirpus grossus) เป็นตัวยาเดี่ยวที่อยู่ในบัญชียาจากสมุนไพรของบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพรของประเทศไทย
  • ดังนั้นไม่ควรระบุว่ากกสามเหลี่ยมเป็น “สมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ” หากไม่มีตำรับหรือประกาศทางราชการรองรับ
  • ข้อมูลส่วนนี้ควรตรวจสอบกับประกาศบัญชียาหลักแห่งชาติฉบับล่าสุดทุกครั้งก่อนเผยแพร่ เพราะรายการบัญชีสามารถมีการปรับปรุงได้

สารสำคัญ

  • ฐานข้อมูล IMPPAT ซึ่งเป็นฐานข้อมูลพืชสมุนไพรอินเดีย รายงานสารที่สัมพันธ์กับ Actinoscirpus grossus ในส่วนใต้ดินและหัวหลายชนิด
  • สารที่มีการบันทึก ได้แก่ progesterone, benzaldehyde, 4-hydroxybenzoic acid และ cinnamic acid
  • ในส่วนหัวมีรายงานกรดไขมัน เช่น myristic acid, heptadecanoic acid, pentadecanoic acid, lauric acid, decanoic acid และ octanoic acid
  • งานวิจัยด้านพฤกษเคมีรายงานการตรวจพบกลุ่มสาร เช่น flavonoids, tannins, saponins, phenolics, steroids และ terpenoids ในสารสกัดของพืช
  • อย่างไรก็ตาม ชนิดและปริมาณสารสำคัญอาจแตกต่างกันตามส่วนของพืช แหล่งปลูก วิธีสกัด และวิธีวิเคราะห์

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • มีงานวิจัยในสัตว์ทดลองเกี่ยวกับฤทธิ์ปกป้องตับของสารสกัดเอทานอลจากหัว Actinoscirpus grossus
  • งานวิจัยของ Ganapathi และคณะ ซึ่งตีพิมพ์ใน Journal of King Saud University – Science ปี 2021 พบว่าสารสกัดจากหัวขนาด 200 และ 400 มก./กก. ในหนูที่ได้รับเอทานอลสามารถช่วยปรับค่าการทำงานของเอนไซม์ตับ ลด lipid peroxidation และช่วยฟื้นกิจกรรมของ catalase และ glutathione peroxidase เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับเอทานอล
  • การตรวจทางพยาธิสภาพยังพบว่าการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ตับในกลุ่มที่ได้รับสารสกัดลดลง
  • อย่างไรก็ตาม งานดังกล่าวเป็น การทดลองในหนู ไม่ใช่การทดลองทางคลินิกในมนุษย์ จึงยังไม่สามารถสรุปว่ากกสามเหลี่ยมใช้รักษาโรคตับในคนได้
  • มีงานวิจัยด้านฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดจากพืชชนิดนี้ โดยพบกิจกรรมต้านอนุมูลอิสระในระดับหนึ่ง แต่ผลดังกล่าวยังอยู่ในระดับการศึกษาเชิงทดลองและไม่ควรตีความเป็นประสิทธิผลทางการรักษา

เภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ: สารสกัดจาก Actinoscirpus grossus มีรายงานกิจกรรมต้านอนุมูลอิสระจากการทดสอบในห้องปฏิบัติการ
  • ฤทธิ์ปกป้องตับ: สารสกัดเอทานอลจากหัวแสดงผลปกป้องตับในหนูทดลองที่เกิดพิษจากเอทานอล โดยสัมพันธ์กับการลด lipid peroxidation และการฟื้นตัวของเอนไซม์ antioxidant
  • ฤทธิ์ด้านความดันโลหิต: งานวิจัยเก่าที่ถูกอ้างถึงในงานวิจัยปัจจุบันระบุว่าสารสกัดเอทานอลจากหัวมีผลต่อความดันโลหิตในแมวที่ได้รับการวางยาสลบ แต่หลักฐานดังกล่าวเก่าและไม่เพียงพอสำหรับการนำมาใช้ทางคลินิก
  • หลักฐานเภสัชวิทยาส่วนใหญ่ยังเป็น in vitro หรือสัตว์ทดลอง จึงยังไม่สามารถยืนยันประสิทธิผลและขนาดยาที่เหมาะสมในมนุษย์ได้

ความปลอดภัย

  • ยังมีข้อมูลด้านความปลอดภัยในมนุษย์ของกกสามเหลี่ยมค่อนข้างจำกัด
  • งานวิจัยในสัตว์ทดลองรายงานว่าการทดสอบความเป็นพิษเฉียบพลันของสารสกัดเอทานอลจากหัวมีค่า LD50 มากกว่า 2,000 มก./กก. ในหนู แต่ข้อมูลดังกล่าวไม่สามารถนำมาใช้กำหนดขนาดที่ปลอดภัยสำหรับมนุษย์โดยตรงได้
  • แหล่งข้อมูลด้านพืชอาหารบางแห่งรายงานว่าส่วนรากหรือหัวต้องผ่านกระบวนการเตรียมที่เหมาะสมก่อนนำมาบริโภค และไม่ควรรับประทานส่วนใต้ดินแบบดิบโดยไม่ทราบวิธีเตรียมที่ถูกต้อง
  • หญิงตั้งครรภ์ เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคตับหรือโรคไต และผู้ที่ใช้ยาประจำ ควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ก่อนใช้ผลิตภัณฑ์จากกกสามเหลี่ยม
  • ไม่ควรใช้กกสามเหลี่ยมแทนยามาตรฐานสำหรับโรคตับ ท้องเสีย หรือโรคอื่น ๆ ที่ต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษา

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

  • ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอเกี่ยวกับปฏิกิริยาระหว่างกกสามเหลี่ยมกับยาสำคัญชนิดต่าง ๆ
  • เนื่องจากมีการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายด้าน จึงยังไม่ควรสรุปว่าปลอดภัยเมื่อใช้ร่วมกับยาทุกชนิด
  • ผู้ที่รับประทานยารักษาโรคตับ ยาขับปัสสาวะ ยาลดความดันโลหิต ยาต้านการแข็งตัวของเลือด หรือยาที่มีผลต่อการทำงานของตับ ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ผลิตภัณฑ์จากกกสามเหลี่ยม
  • ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะจัดทำรายการยาที่ห้ามใช้ร่วมกับกกสามเหลี่ยมโดยเฉพาะ

การใช้ในอาหาร

  • มีรายงานในบางภูมิภาคว่าหัวหรือส่วนใต้ดินของกกสามเหลี่ยมสามารถนำมาใช้เป็นอาหารได้หลังผ่านกระบวนการเตรียมที่เหมาะสม
  • แหล่งข้อมูลด้านพืชอาหารระบุว่าต้องผ่านขั้นตอน เช่น การบด การเผาหรือทำให้แห้ง และการบดเป็นแป้งก่อนนำไปประกอบอาหาร
  • เนื่องจากข้อมูลการบริโภคมีความแตกต่างกันตามภูมิภาค จึง ไม่แนะนำให้นำหัวหรือรากสดของกกสามเหลี่ยมมารับประทานโดยตรง โดยไม่มีข้อมูลการเตรียมที่เชื่อถือได้

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ผลิตภัณฑ์จักสาน: ลำต้นใช้ทอเสื่อและทำเครื่องจักสาน
  • เครื่องใช้ในครัวเรือน: ใช้ทำตะกร้า กระเป๋า ฝาบ้าน ฝ้าเพดาน และวัสดุพื้นบ้าน
  • ผลิตภัณฑ์สมุนไพร: มีงานวิจัยทดลองนำสารสกัดของ Actinoscirpus grossus ไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ เช่น เม็ดฟู่และ phytosome เพื่อศึกษาการนำส่งสารต้านอนุมูลอิสระ
  • การพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพจำเป็นต้องควบคุมชนิดพืช แหล่งวัตถุดิบ สารปนเปื้อน ปริมาณสารสำคัญ และความปลอดภัยก่อนนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • หากเก็บเกี่ยวเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบสมุนไพร ควรเลือกต้นที่เจริญเต็มที่และมีการระบุชนิดพืชอย่างถูกต้อง
  • ส่วนหัวหรือรากควรขุดอย่างระมัดระวังและทำความสะอาดเอาดินออก
  • ควรคัดแยกส่วนที่ขึ้นรา เน่าเสีย หรือมีร่องรอยการปนเปื้อนออก
  • หากต้องการเก็บเป็นวัตถุดิบแห้ง ควรหั่นเป็นชิ้นและทำให้แห้งอย่างทั่วถึงในสภาพที่สะอาดและมีการระบายอากาศที่เหมาะสม
  • เก็บวัตถุดิบแห้งในภาชนะสะอาด แห้ง ปิดสนิท และป้องกันความชื้น แมลง และเชื้อรา
  • เนื่องจากกกสามเหลี่ยมมักขึ้นในพื้นที่ชุ่มน้ำ ควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการตรวจสอบการปนเปื้อนของโลหะหนัก สารเคมี และจุลินทรีย์ หากนำไปใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตภัณฑ์รับประทาน

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

  • ในภูมิปัญญาไทย กกสามเหลี่ยมถูกนำมาใช้เป็นสมุนไพร โดยเฉพาะส่วนหัวและราก
  • มีการกล่าวถึงการใช้หัวแก้ท้องเสียและอาเจียน ส่วนรากใช้เป็นยาสมาน ขับปัสสาวะ ลดไข้ และใช้กับอาการทางเดินอาหาร
  • ในภูมิปัญญาของอินเดีย มีการใช้ส่วนหัวหรือเหง้าในฐานะยาขับปัสสาวะ ยาสมาน ยาระบาย และยาบำรุง
  • นอกจากด้านยาแล้ว กกสามเหลี่ยมยังมีความสำคัญในภูมิปัญญาการจักสาน โดยใช้ลำต้นเป็นวัสดุสำหรับทำเสื่อและเครื่องใช้ต่าง ๆ

ประวัติและวัฒนธรรม

  • กกเป็นพืชที่มีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของชุมชนในพื้นที่ชุ่มน้ำของเอเชียมาช้านาน
  • กกสามเหลี่ยมมีลำต้นที่เหนียวและมีโครงสร้างเหมาะกับการนำมาสาน จึงถูกนำมาใช้ทำเสื่อและเครื่องจักสานในหลายพื้นที่
  • ชื่อท้องถิ่นของพืชแตกต่างกันไปตามภูมิภาค เช่น กกปรือ กกคมบาง มะนิ่ว มะเนี่ยว แห้วกระดาน และแห้วหิน
  • ในทางพฤกษศาสตร์ กกสามเหลี่ยมเคยถูกจัดอยู่ในสกุล Scirpus และ Schoenoplectus ในเอกสารเก่า ก่อนที่ชื่อที่ยอมรับในปัจจุบันจะเป็น Actinoscirpus grossus

สถานะการอนุรักษ์

  • Actinoscirpus grossus ได้รับการยอมรับเป็นชนิดพันธุ์ในฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Kew
  • Kew ระบุสถานะตามข้อมูล IUCN เป็น Least Concern (LC) หรือมีความเสี่ยงต่ำ
  • การประเมินความเสี่ยงการสูญพันธุ์ยังระบุว่าเป็นพืชที่ไม่ได้อยู่ในภาวะถูกคุกคาม
  • อย่างไรก็ตาม การอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำยังมีความสำคัญ เนื่องจากเป็นถิ่นอาศัยหลักของพืชชนิดนี้และเป็นระบบนิเวศที่มีความสำคัญต่อความหลากหลายทางชีวภาพ

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร: Plantae
  • กลุ่มพืชมีท่อลำเลียง: Tracheophyta
  • กลุ่มพืชดอก: Angiosperms
  • กลุ่มพืชใบเลี้ยงเดี่ยว: Monocots
  • อันดับ: Poales
  • วงศ์: Cyperaceae
  • สกุล: Actinoscirpus
  • ชนิด: Actinoscirpus grossus
  • ชื่อวิทยาศาสตร์เต็ม: Actinoscirpus grossus (L.f.) Goetgh. & D.A.Simpson
  • ชื่อพ้องสำคัญ: Scirpus grossus L.f., Schoenoplectus grossus (L.f.) Palla, Hymenochaeta grossa (L.f.) Nees
  • ชื่อไทยในฐานข้อมูล TH-BIF: กกสามเหลี่ยม, แห้วกระดาน
  • ชื่อสามัญ: Giant Bur Rush

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2559). กกสามเหลี่ยม (Actinoscirpus grossus (L.f.) Goetgh. & D.A.Simpson). สารานุกรมพืชในประเทศไทย.
  2. Ganapathi, S. C., Holla, R., Shankara, S., Mundugaru, R., KN, S., Rajagopal, R., Alfarhan, A., & AlAnsari, A. (2021). Protective effect of ethanolic extract of Actinoscirpus grossus tubers against ethanol induced liver toxicity in albino rats. Journal of King Saud University – Science, 33(1), 101253. https://doi.org/10.1016/j.jksus.2020.101253
  3. International Plant Names Index. (2026). Actinoscirpus grossus (L.f.) Goetgh. & D.A.Simpson.
  4. Kew Science, Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Actinoscirpus grossus (L.f.) Goetgh. & D.A.Simpson. Plants of the World Online.
  5. Kew Science, Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Actinoscirpus grossus – Medicinal Plant Names Services.
  6. Indian Medicinal Plants, Phytochemistry and Therapeutics (IMPPAT). (2026). Actinoscirpus grossus: Phytochemical and therapeutic associations.
  7. Noval, N., Febrianti, D. R., Melviani, Mayna, Nisrina, S., & Samara, A. F. (2025). Formulasiและ characterisation phytosome extract Actinoscirpus grossus as antioxidant. Jurnal Ilmiah Ibnu Sina: Ilmu Farmasi dan Kesehatan, 10(1).
  8. สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. (ม.ป.ป.). Actinoscirpus grossus. Thai Biodiversity Information Facility (TH-BIF).
  9. Wight, R. et al. / Flora of Thailand และเอกสารอนุกรมวิธานวงศ์ Cyperaceae ที่อ้างถึงในฐานข้อมูล Kew และงานศึกษาทางอนุกรมวิธาน
  10. วุฒิ วุฒิธรรมเวช. (2540). สารานุกรมสมุนไพร. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์.
Scroll to top