ก้นปิด
ก้นปิดเป็นสมุนไพรพื้นบ้านประเภทไม้เถาในวงศ์บอระเพ็ด (Menispermaceae) พบในพื้นที่ป่าชื้นของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชีย มีชื่อเรียกแตกต่างกันตามท้องถิ่น และมีการใช้ส่วนรากหรือหัวใต้ดินตามภูมิปัญญาพื้นบ้านเพื่อดูแลอาการไข้ ระบบทางเดินอาหาร และระบบทางเดินปัสสาวะ อย่างไรก็ตาม พืชชนิดนี้มีสารกลุ่มอัลคาลอยด์หลายชนิดและมีข้อมูลเกี่ยวกับความเป็นพิษ จึงไม่ควรนำมาใช้รับประทานเองโดยขาดความรู้ด้านการแพทย์แผนไทยหรือการกำกับดูแลจากผู้เชี่ยวชาญ
หมายเหตุด้านชื่อวิทยาศาสตร์: แหล่งข้อมูลสมุนไพรไทยและบทความด้านการแพทย์แผนไทยระบุ “ก้นปิด” เป็น Stephania glandulifera Miers ขณะที่รายงานสำรวจพืชของกรมวิชาการเกษตรบางฉบับใช้ชื่อ “ก้นปิด” กับ Stephania japonica (Thunb.) Miers ด้วย จึงควรตรวจสอบตัวอย่างพรรณไม้ก่อนนำไปใช้เป็นยา และไม่ควรใช้ชื่อพื้นเมืองเพียงอย่างเดียวในการระบุชนิดพืช
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อไทย: ก้นปิด
- ชื่ออื่น: ใบก้นปิด, ปังปอน, ย่านปด, กรุงคะเมา, บัวเครือ
- ชื่อวิทยาศาสตร์: Stephania glandulifera Miers
- วงศ์: Menispermaceae
- สกุล: Stephania
- ลักษณะพืช: ไม้เถาเลื้อย มีหัวหรือส่วนสะสมอาหารใต้ดิน
- ส่วนที่ใช้ตามภูมิปัญญาไทย: ราก และทั้งต้น
- รสยา: รากมีรสฝาดขม
- ประเภท: พืชสมุนไพรจำพวกเถา–เครือ
ชื่อ Stephania glandulifera Miers เป็นชื่อวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับในฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew โดยมีถิ่นกระจายพันธุ์ตั้งแต่บริเวณเทือกเขาหิมาลัยตะวันออกไปจนถึงประเทศไทย
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น: เป็นไม้เถาเลื้อยขนาดเล็กถึงปานกลาง ลำต้นยาวประมาณ 6–7 เมตร ไม่มีมือจับ สามารถเลื้อยพาดไปตามต้นไม้อื่นหรือโขดหินได้ ลำต้นกลม สีน้ำตาล และส่วนลำต้นแก่มีรอยแตกตามแนวยาว มีส่วนสะสมอาหารหรือหัวอยู่ใต้ดิน
- ใบ: เป็นใบเดี่ยว สีเขียวเข้ม รูปไข่หรือรูปคล้ายใบโพธิ์ ปลายใบแหลม โคนใบกลมและมีลักษณะบังก้านใบ ขนาดประมาณ 8–15 เซนติเมตร กว้าง และ 8–17 เซนติเมตรยาว ขอบใบเรียบ ใบค่อนข้างนิ่มและเป็นคลื่นเล็กน้อย ก้านใบยาวประมาณ 5–17 เซนติเมตร
- ดอก: ดอกแยกเพศ โดยดอกเพศผู้และดอกเพศเมียอยู่ต่างต้น ดอกมีขนาดเล็ก สีเหลืองถึงเหลืองส้ม ออกเป็นช่อตามซอกใบหรือตามลำต้น ช่อดอกมีลักษณะคล้ายช่อซี่ร่ม
- ผล: ผลมีลักษณะรูปไข่กลับ ขนาดประมาณ 6 มิลลิเมตร เมื่อแก่มีเนื้อและมีเมล็ดแข็งสีดำ
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
Stephania glandulifera มีถิ่นกำเนิดตามธรรมชาติบริเวณเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยฐานข้อมูล Kew ระบุการกระจายพันธุ์ในอัสสัม บังกลาเทศ เทือกเขาหิมาลัยตะวันออก เมียนมา เนปาล และประเทศไทย เป็นพืชที่สัมพันธ์กับพื้นที่ชื้นและระบบนิเวศเขตร้อน
ในประเทศไทยมีรายงานการพบพืชชนิดนี้ในบริบทของพืชสมุนไพรและพืชพื้นบ้าน โดยมีชื่อท้องถิ่นแตกต่างกันไปตามพื้นที่
การปลูกและการขยายพันธุ์
- ก้นปิดเป็นไม้เถาที่มีส่วนสะสมอาหารใต้ดินและเจริญได้ดีในสภาพแวดล้อมแบบเขตร้อนชื้น
- ข้อมูลเฉพาะสำหรับการเพาะปลูกเชิงการค้าและสูตรการขยายพันธุ์ที่เป็นมาตรฐานสำหรับ S. glandulifera ยังมีจำกัด
- จากลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ควรจัดสภาพแวดล้อมให้มีความชื้นเพียงพอ มีอินทรียวัตถุในดิน และมีวัสดุหรือโครงสร้างสำหรับให้เถาเลื้อย
- การนำส่วนหัวหรือรากจากธรรมชาติมาขยายพันธุ์ควรทำอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้กระทบต่อประชากรในธรรมชาติ
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- ราก: ใช้เป็นยาตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
- หัวหรือส่วนสะสมอาหารใต้ดิน: มีการกล่าวถึงการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้าน
- ทั้งต้น: มีรายงานการใช้ภายนอกเพื่อบรรเทาอาการคัน
- ส่วนอื่น ๆ: งานวิจัยจากต่างประเทศมีการศึกษาราก หัวสะสมอาหาร ลำต้น และใบในด้านองค์ประกอบทางเคมีและฤทธิ์ทางชีวภาพ แต่ไม่ควรนำผลการทดลองดังกล่าวมาใช้แทนคำแนะนำในการรักษาโรค
สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา
- ราก: ตามตำราภูมิปัญญาสมุนไพรไทย ใช้แก้ไข้ แก้ท้องเสีย แก้ธาตุไม่ปกติ และใช้เกี่ยวกับโรคของระบบทางเดินปัสสาวะ
- ทั้งต้น: มีรายงานการใช้เพื่อแก้อาการคัน
- หัวหรือส่วนใต้ดิน: ในภูมิปัญญาพื้นบ้านบางพื้นที่มีการนำไปเข้าตำรับยา
- การใช้ดังกล่าวเป็น ข้อมูลการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน ไม่ใช่หลักฐานยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคตามมาตรฐานการแพทย์แผนปัจจุบัน
มีรายงานชาติพันธุ์พฤกษศาสตร์จากเนปาลเกี่ยวกับ S. glandulifera ว่ามีการใช้น้ำจากรากเพื่อดูแลโรคกระเพาะอาหาร ความผิดปกติของประจำเดือน และอาหารเป็นพิษ ขณะที่การสำรวจอีกพื้นที่หนึ่งรายงานการใช้รากสำหรับอาการปวดศีรษะ ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนความหลากหลายของภูมิปัญญาท้องถิ่น แต่ไม่ควรถือเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการรับรอง
วิธีใช้
- การใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านมีการนำ รากหรือส่วนใต้ดิน ไปเตรียมเป็นยาสมุนไพร
- มีรายงานการใช้ส่วนของต้นสำหรับการใช้ภายนอกในกรณีอาการคัน
- ไม่พบขนาดรับประทานมาตรฐานที่ได้รับการยืนยันทางคลินิกสำหรับ Stephania glandulifera จึงไม่ควรระบุขนาดยาแบบตายตัวบนเว็บไซต์ในลักษณะที่อาจทำให้ผู้อ่านนำไปใช้รักษาตนเอง
- โดยเฉพาะส่วนหัวหรือราก ไม่ควรนำมาบด คั้น หรือรับประทานเอง เนื่องจากมีรายงานเกี่ยวกับพิษและสารออกฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายกลุ่ม
สารสำคัญ
มีรายงานพบสารกลุ่ม alkaloids เป็นองค์ประกอบสำคัญของ Stephania glandulifera โดยงานวิจัยสมัยใหม่พบสารสำคัญ ได้แก่
- Tetrahydropalmatine
- Palmatine
- Stepholidine
- Stepharine
- Stepharanine
งานวิจัยปี 2025 รายงานการวิเคราะห์ปริมาณสารจาก caudex ของ S. glandulifera ด้วย HPLC พบ tetrahydropalmatine, palmatine, stepholidine และ stepharine ในสารสกัดที่ศึกษา โดย stepharine เป็นหนึ่งในสารที่พบในปริมาณสูงในการทดลองดังกล่าว
ก่อนหน้านี้มีงานวิจัยแยกสารจาก caudex ของพืชชนิดนี้และยืนยันสาร 5 ชนิด ได้แก่ tetrahydropalmatine, palmatine, stepharanine, stepholidine และ stepharine โดยจัดอยู่ในกลุ่ม proaporphine, protoberberine และ tetrahydroprotoberberine alkaloids
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
งานวิจัยเกี่ยวกับ Stephania glandulifera โดยตรงยังมีจำนวนไม่มากเมื่อเทียบกับพืชชนิดอื่นในสกุล Stephania แต่มีงานศึกษาที่น่าสนใจเพิ่มขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
- งานวิจัยปี 2023 สามารถแยก alkaloids 5 ชนิดจาก caudex ของ S. glandulifera และทดสอบฤทธิ์ต่อเซลล์ glioblastoma ชนิด LN-229 พบว่า stepharine มีฤทธิ์ยับยั้งเซลล์ในการทดลอง โดยมีค่า IC50 8.1 µg/mL อย่างไรก็ตาม เป็นการทดลองระดับเซลล์ ไม่ใช่หลักฐานว่าสามารถใช้รักษามะเร็งในมนุษย์ได้
- งานวิจัยปี 2025 ศึกษาปริมาณสาร alkaloids และฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย/ต้านอนุมูลอิสระ โดย palmatine แสดงฤทธิ์ต่อ Staphylococcus aureus และ vancomycin-resistant S. aureus ในการทดลอง ขณะที่ stepharanine และ stepharine แสดงฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในแบบจำลองที่ศึกษา
- งานวิจัยที่เผยแพร่ในปี 2026 ใช้ molecular docking และ molecular dynamics ศึกษา alkaloids 5 ชนิดจาก S. glandulifera ต่อ acetylcholinesterase โดย stepharine แสดงค่าการจับที่น่าสนใจในการจำลองด้วยคอมพิวเตอร์ แต่ผลดังกล่าวเป็น in silico ไม่ใช่การทดลองทางคลินิกในมนุษย์
ดังนั้น หลักฐานในปัจจุบันควรตีความว่า S. glandulifera เป็นพืชที่มีศักยภาพทางเภสัชวิทยาและมีสารออกฤทธิ์ที่น่าสนใจ แต่ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกเพียงพอที่จะยืนยันการใช้เพื่อรักษาโรคสำคัญต่าง ๆ ในมนุษย์
เภสัชวิทยา
- สารกลุ่ม alkaloids จาก S. glandulifera มีการศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและฤทธิ์ต้านแบคทีเรียในระดับห้องปฏิบัติการ
- stepharine และสารอื่น ๆ มีการศึกษาฤทธิ์ต่อเอนไซม์ acetylcholinesterase ด้วยวิธีการจำลองโครงสร้างโมเลกุล
- งานวิจัยระดับเซลล์พบฤทธิ์ของ stepharine ต่อเซลล์ glioblastoma
- ผลการทดลองเหล่านี้เป็นข้อมูลเบื้องต้นสำหรับการพัฒนายา ไม่ควรนำไปกล่าวอ้างว่า “รักษามะเร็ง”, “รักษาอัลไซเมอร์” หรือโรคอื่น ๆ ในคนได้
ความปลอดภัย
หัวข้อนี้ควรเน้นเป็นพิเศษในเว็บไซต์
- มีข้อมูลภูมิปัญญาพื้นบ้านระบุว่าน้ำจากหัวของก้นปิดสามารถนำไปใช้เบื่อปลา และมีคำเตือนว่าหากมนุษย์นำมาดื่มอาจเกิดพิษรุนแรงถึงเสียชีวิตได้
- พืชสกุล Stephania มีสาร alkaloids หลายชนิด ซึ่งบางชนิดมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาต่อระบบประสาทและเป้าหมายทางชีวภาพต่าง ๆ
- ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกเพียงพอสำหรับกำหนดขนาดรับประทานที่ปลอดภัยของ S. glandulifera
- ไม่ควรนำหัวหรือรากสดมาคั้นน้ำรับประทานเอง
- ไม่ควรใช้ในหญิงตั้งครรภ์ เด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากผู้ประกอบวิชาชีพที่เหมาะสม
- หากสงสัยว่าได้รับพิษจากพืช ควรหยุดใช้และเข้ารับการประเมินทางการแพทย์ทันที
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
ยังไม่พบข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับระบุปฏิกิริยาระหว่าง Stephania glandulifera กับยาชนิดใดอย่างแน่ชัด
อย่างไรก็ตาม สาร alkaloids หลายชนิดในพืชมีฤทธิ์ต่อเอนไซม์และตัวรับทางชีวภาพ และมีการศึกษาฤทธิ์ต่อ acetylcholinesterase ในงานวิจัยสมัยใหม่ จึงควรใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษเมื่อใช้ร่วมกับยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทหรือยาที่มีช่วงความปลอดภัยแคบ
ไม่ควรใช้ก้นปิดแทนยาที่แพทย์สั่ง และไม่ควรเริ่มใช้ร่วมกับยาประจำโดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
ก้นปิดมีการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านในหลายพื้นที่ของเอเชีย โดยส่วนใต้ดินและรากเป็นส่วนที่ถูกกล่าวถึงบ่อย มีรายงานจากเนปาลเกี่ยวกับการใช้น้ำรากในโรคระบบทางเดินอาหารและความผิดปกติบางประการ ขณะที่ข้อมูลในประเทศไทยระบุการใช้รากเพื่อแก้ไข้ ท้องเสีย ธาตุไม่ปกติ และปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินปัสสาวะ
ประวัติและวัฒนธรรม
ก้นปิดเป็นพืชสมุนไพรพื้นบ้านที่ปรากฏอยู่ในองค์ความรู้ด้านเภสัชกรรมไทยและฐานข้อมูลพืชสมุนไพร โดยมีชื่อเรียกแตกต่างกันตามภูมิภาค เช่น ปังปอน และย่านปด ชื่อเหล่านี้สะท้อนการนำพืชป่ามาใช้ประโยชน์ในชุมชนและการถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับพืชสมุนไพรจากรุ่นสู่รุ่น
สถานะการอนุรักษ์
ฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew ยอมรับ Stephania glandulifera Miers เป็นชนิดที่ถูกต้อง และระบุถิ่นกระจายพันธุ์รวมถึงประเทศไทย นอกจากนี้การประเมิน Angiosperm Extinction Risk Predictions ระบุการคาดการณ์สถานะว่า not threatened แต่ข้อมูลดังกล่าวเป็นการประเมินความเสี่ยงเชิงแบบจำลอง ไม่ควรตีความว่าเป็นการประกาศสถานะบัญชีแดงของ IUCN โดยตรง
การเก็บรากหรือหัวจากธรรมชาติจึงควรทำอย่างรับผิดชอบ และควรส่งเสริมการขยายพันธุ์เพื่อการใช้ประโยชน์แทนการขุดจากธรรมชาติมากเกินไป
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- Kingdom: Plantae
- Phylum: Streptophyta
- Class: Equisetopsida
- Subclass: Magnoliidae
- Order: Ranunculales
- Family: Menispermaceae
- Genus: Stephania
- Species: Stephania glandulifera Miers
- ชื่อวิทยาศาสตร์เต็ม: Stephania glandulifera Miers
- ชื่อผู้ตั้งชื่อ: Miers
- ลักษณะทางนิเวศ: climbing caudex geophyte
- ถิ่นกำเนิดที่ยอมรับ: ตั้งแต่ Central & Eastern Himalaya ถึงประเทศไทย
ควรแยก S. glandulifera ออกจาก Stephania japonica แม้ว่าจะมีการใช้ชื่อพื้นเมือง “ก้นปิด” ซ้ำกันในเอกสารบางพื้นที่ โดย Kew ยอมรับทั้งสองชนิดเป็นพืชคนละชนิด
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- Dhungel, J., & Shyaula, S. L. (2025). HPLC quantification, antibacterial and antioxidant activity of alkaloids from Stephania glandulifera Miers. Journal of Institute of Science and Technology, 30(2), 75–81. https://doi.org/10.3126/jist.v30i2.61714
- Dhungel, J., Shyaula, S. L., Faizan, M., Rathnayaka, R. K., & Agrawal, M. (2026). Computer-aided drug design approach for alkaloids isolated from Stephania glandulifera Miers as potential acetylcholinesterase inhibitors. Journal of Biomolecular Structure and Dynamics, 44(4), 2177–2190. https://doi.org/10.1080/07391102.2025.2474054
- Dhungel, J., & Shyaula, S. L. (2023). Cytotoxic activity of alkaloids isolated from Stephania glandulifera Miers. Journal of Biologically Active Products from Nature, 13(2), 118–128. https://doi.org/10.1080/22311866.2023.2224283
- Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Stephania glandulifera Miers. Plants of the World Online. Plants of the World Online – Stephania glandulifera
- Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Stephania japonica (Thunb.) Miers. Plants of the World Online. Plants of the World Online – Stephania japonica
- Suksathit, S., et al. (2024). การสำรวจและจัดทำฐานข้อมูลพืชสมุนไพรในบริบทการแพทย์แผนไทย. วารสารการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก, 22(2).
- วีระชัย ณ นคร. (2540). สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เล่ม 4. องค์การสวนพฤกษศาสตร์ สำนักนายกรัฐมนตรี.
- สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร. (2563). ก้นปิด.
