กระเช้าสีดา

กระเช้าสีดา

กระเช้าสีดาเป็นไม้เถาในวงศ์ Aristolochiaceae มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Aristolochia indica L. มีประวัติการใช้เป็นสมุนไพรในภูมิภาคเอเชียใต้ โดยเฉพาะอินเดียและศรีลังกา ในประเทศไทยพบการนำเข้ามาปลูกอยู่บ้างแต่ไม่แพร่หลาย อย่างไรก็ตาม พืชชนิดนี้มีประเด็นด้านความปลอดภัยที่สำคัญ เนื่องจากพืชสกุล Aristolochia สามารถมีสารกลุ่ม aristolochic acids ซึ่งมีพิษต่อไตและมีฤทธิ์ก่อมะเร็ง จึงไม่ควรนำข้อมูลการใช้ตามภูมิปัญญามาใช้แทนคำแนะนำทางการแพทย์

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร : กระเช้าสีดา
  • ชื่ออื่น : กระช้าสีดา, กระเช้าถุงทอง
  • ชื่อสามัญ : Indian birthwort, Birthwort
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Aristolochia indica L.
  • วงศ์ : Aristolochiaceae
  • สกุล : Aristolochia
  • ประเภทพืช : ไม้เถาเลื้อย
  • ส่วนที่มีการใช้เป็นยาในข้อมูลภูมิปัญญา : ราก และหัวใต้ดิน
  • ถิ่นกำเนิดหลัก : อนุทวีปอินเดียถึงเมียนมา และหมู่เกาะอันดามันตอนใต้

หมายเหตุด้านชื่อพฤกษศาสตร์: ชื่อ “กระเช้าสีดา” ในเอกสารไทยมีการใช้กับพืชสกุล Aristolochia หลายชนิด จึงควรตรวจสอบชื่อวิทยาศาสตร์ก่อนนำวัตถุดิบมาใช้ โดยข้อมูลนี้ยึด Aristolochia indica L. เป็นชนิดหลักตามฐานข้อมูล Kew และข้อมูลพฤกษศาสตร์ไทย

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : เป็นไม้เถา รากมีเนื้อแข็ง กิ่งเรียวยาวและมีลักษณะเป็นร่อง
  • ใบ : ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปสามเหลี่ยมแคบถึงรูปขอบขนานแกมรูปใบหอก ปลายใบเรียวแหลม โคนใบตัดตรง ขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่นเล็กน้อย เส้นใบออกจากบริเวณโคนใบประมาณ 3–5 เส้น และใบมีกลิ่นเฉพาะ
  • ดอก : ออกเป็นช่อสั้นตามซอกใบ ดอกมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ กลีบรวมเชื่อมติดกันเป็นหลอด โคนดอกพองเป็นกระเปาะ ภายนอกสีเขียวอ่อน ส่วนปลายดอกมีลักษณะคล้ายปากแตรเบี้ยวและมีสีม่วงดำหรือม่วงเข้ม
  • เกสร : เกสรเพศผู้ 6 อัน ยอดเกสรเพศเมียแบ่งเป็น 6 แฉก
  • ผล : ผลค่อนข้างกลมหรือรูปขอบขนาน เมื่อแก่จะแตกออกเป็น 6 เสี่ยง ลักษณะคล้ายกระเช้า
  • เมล็ด : เมล็ดแบน รูปไข่ และมีปีกช่วยในการกระจายพันธุ์

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

Aristolochia indica มีถิ่นกำเนิดตั้งแต่อินเดีย บังกลาเทศ เนปาล ศรีลังกา เมียนมา รวมถึงหมู่เกาะอันดามัน โดยขึ้นในเขตร้อนที่มีฤดูแล้ง และเป็นไม้เถาที่สามารถเลื้อยตามพืชอื่นได้

สำหรับประเทศไทย กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชระบุว่าชื่อ “กระเช้าสีดา” ใช้เรียก A. indica ซึ่งเป็นพืชจากอินเดียและศรีลังกา และมีการนำเข้ามาปลูกในประเทศไทยบ้าง แต่ไม่ได้แพร่หลายมากนัก

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การขยายพันธุ์ : สามารถขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด และมีข้อมูลจากแหล่งต่างประเทศระบุการขยายพันธุ์ด้วยส่วนใต้ดิน
  • สภาพแวดล้อม : ควรเป็นบริเวณที่มีอากาศอบอุ่นถึงร้อน มีแสงเพียงพอ และมีสิ่งค้ำให้เถาเลื้อย
  • ดิน : ควรใช้ดินที่ระบายน้ำได้ดีและไม่เกิดน้ำขัง
  • ข้อควรระวัง : การปลูกเพื่อใช้เป็นสมุนไพรควรมีการยืนยันชนิดทางพฤกษศาสตร์ เนื่องจากพืชสกุล Aristolochia มีหลายชนิดที่มีลักษณะคล้ายกันและมีสารสำคัญแตกต่างกัน

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ราก : เป็นส่วนที่มีการกล่าวถึงในการใช้ตามภูมิปัญญา
  • หัวใต้ดิน : มีข้อมูลการใช้แบบพื้นบ้าน โดยนำมาฝานเป็นแว่นบาง ๆ แล้วต้มในน้ำดื่ม

อย่างไรก็ตาม การใช้รากหรือส่วนใต้ดินรับประทานไม่ควรทำเอง เนื่องจากตรวจพบสาร aristolochic acids ใน A. indica และสารกลุ่มนี้มีความเสี่ยงต่อไตและมะเร็ง

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

  • ราก : ตามข้อมูลภูมิปัญญาไทย มีการกล่าวถึงว่ามีรสขม ใช้เป็นยากระตุ้น ยาบำรุง และใช้เกี่ยวกับการแก้พิษงู รวมถึงทำให้อาเจียน
  • หัวใต้ดิน : มีความเชื่อพื้นบ้านว่านำมาต้มดื่มเพื่อเป็นยาอายุวัฒนะและช่วยให้มีความคงกระพัน
  • ใบ : ข้อมูลจากการศึกษาพื้นบ้านในบางพื้นที่มีการใช้ส่วนใบและส่วนอื่นของต้นในโรคและอาการหลายชนิด แต่ข้อมูลเหล่านี้เป็นการใช้ตามภูมิปัญญาและยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันประสิทธิผลทางคลินิก

ข้อสำคัญ: การใช้กระเช้าสีดาเพื่อแก้พิษงูไม่ควรใช้แทนการรักษาทางการแพทย์หรือเซรุ่มต้านพิษงู และไม่ควรรับประทานเพื่อรักษาโรค เนื่องจากมีสารที่อาจก่อพิษต่อไตและก่อมะเร็งได้

วิธีใช้

ตามข้อมูลภูมิปัญญาที่มีการบันทึกไว้ หัวใต้ดิน เคยนำมาฝานเป็นแว่นบาง ๆ แล้วต้มกับน้ำเพื่อดื่ม ส่วน ราก มีการกล่าวถึงการใช้เป็นยากระตุ้น ยาบำรุง และแก้พิษงู

อย่างไรก็ตาม ไม่แนะนำให้ระบุขนาดหรือวิธีรับประทานกระเช้าสีดาเป็นยาสำหรับประชาชนทั่วไป เพราะ A. indica มีรายงานการพบ aristolochic acids และมีหลักฐานด้านความเป็นพิษต่อไตและพันธุกรรม การใช้ในอดีตจึงควรนำเสนอในฐานะข้อมูลทางชาติพันธุ์พฤกษศาสตร์ ไม่ใช่คำแนะนำในการรักษา

ในบัญชียาจากสมุนไพร

ไม่พบหลักฐานที่น่าเชื่อถือจากแหล่งข้อมูลที่ตรวจสอบได้ว่า กระเช้าสีดา (Aristolochia indica L.) เป็นสมุนไพรที่อยู่ในบัญชียาจากสมุนไพรของประเทศไทยในฐานะรายการที่แนะนำให้ใช้รักษาโรคในปัจจุบัน

นอกจากนี้ พืชสกุล Aristolochia มีประเด็นด้านความปลอดภัยอย่างมาก โดยเฉพาะสาร aristolochic acids จึงไม่ควรนำรายการการใช้ตามตำรายาพื้นบ้านมาตีความว่าเป็นยาที่ได้รับการรับรองให้ใช้ในระบบการแพทย์ปัจจุบัน

สารสำคัญ

มีรายงานตรวจพบสารหลายกลุ่มใน Aristolochia indica ได้แก่

  • Aristolochic acids โดยเฉพาะ aristolochic acid I และสารในกลุ่มเดียวกัน
  • Aristolactams
  • Aristolindiquinone
  • Aristololide
  • Cepharadione
  • β-sitosterol-β-D-glucoside
  • Methyl aristolate
  • Ishwarane
  • Ishwarol
  • Ishwarone
  • Aristolochene
  • น้ำมันหอมระเหยที่ประกอบด้วยสารกลุ่ม sesquiterpenes และ monoterpenes เช่น β-caryophyllene และ α-humulene

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

งานวิจัยเกี่ยวกับ A. indica ส่วนใหญ่เป็นการศึกษาในระดับห้องปฏิบัติการหรือสัตว์ทดลอง ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์

  • มีการศึกษาสารสกัดรากในแบบจำลองสัตว์เกี่ยวกับฤทธิ์ต้านการอักเสบ ลดอาการคัน และการยับยั้งการสลายตัวของ mast cell โดยสารสกัดเอทานอลและ petroleum ether แสดงฤทธิ์ในแบบจำลองทดลอง
  • งานวิจัยเกี่ยวกับสารสกัดรากพบกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับองค์ประกอบของพิษงู Russell’s viper และพบว่าสารสกัดขนาดสูงสามารถทำให้เกิดความเสียหายต่อตับและไตในสัตว์ทดลอง
  • มีงานวิจัยพบว่าน้ำมันหอมระเหยจาก A. indica มีฤทธิ์ต้านแบคทีเรียในระดับปานกลางในการทดลองในห้องปฏิบัติการ
  • งานวิจัยปี 2020–2021 ให้ความสำคัญกับการตรวจวัด aristolochic acid และพบความแตกต่างของปริมาณสารระหว่างประชากรหรือ chemotypes ของพืช รวมถึงพบสัญญาณด้าน genotoxicity จึงมีข้อเสนอให้ใช้การตรวจสอบทางเคมีและพันธุกรรมเพื่อควบคุมความปลอดภัยของวัตถุดิบ
  • งานวิจัยล่าสุดเกี่ยวกับผลของ A. indica พบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและฤทธิ์ต้านแบคทีเรียในระดับห้องปฏิบัติการ แต่ผลดังกล่าวไม่ใช่หลักฐานยืนยันความปลอดภัยหรือประสิทธิผลเมื่อรับประทานเป็นยาในมนุษย์

เภสัชวิทยา

จากงานวิจัยทดลอง มีรายงานฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายด้าน ได้แก่

  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : พบในแบบจำลองสัตว์ทดลอง
  • ฤทธิ์ลดอาการคันและยับยั้ง mast cell : พบจากสารสกัดรากบางชนิด
  • ฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย : พบจากสารสกัดและน้ำมันหอมระเหยในการทดลองในหลอดทดลอง
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : พบจากสารสกัดบางส่วนของพืช
  • ฤทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับพิษงู : มีการศึกษาสารสกัดรากต่อองค์ประกอบของพิษงู แต่ยังไม่สามารถนำมาใช้แทนการรักษาพิษงูมาตรฐานได้

ความปลอดภัย

กระเช้าสีดาเป็นสมุนไพรที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษและไม่ควรนำมารับประทานเอง

เหตุผลสำคัญคือมีรายงานพบ aristolochic acids ซึ่งเป็นสารที่มีพิษต่อไตและมีคุณสมบัติก่อมะเร็ง โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับมะเร็งระบบทางเดินปัสสาวะ นอกจากนี้ยังสามารถก่อให้เกิด DNA adducts และความเสียหายทางพันธุกรรมได้

ข้อมูลการทดลองยังพบว่าเมื่อได้รับสาร aristolochic acids ในระดับสูงสามารถทำให้เกิดภาวะไตวายเฉียบพลันและความเสียหายของเนื้อเยื่อไตได้

ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการใช้ราก หัว หรือผลิตภัณฑ์ที่ไม่ทราบปริมาณสารสำคัญและแหล่งที่มา โดยเฉพาะการรับประทานต่อเนื่องเป็นเวลานาน

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับระบุปฏิกิริยาระหว่าง A. indica กับยารายชนิดอย่างชัดเจน แต่สาร aristolochic acid สามารถถูกเปลี่ยนแปลงโดยเอนไซม์ CYP1A1 และ CYP1A2 และเกี่ยวข้องกับการเกิดสารที่สามารถสร้าง DNA adducts ได้

ในทางปฏิบัติ ผู้ที่ใช้ยาที่มีผลต่อไต หรือมีโรคไต ควรหลีกเลี่ยงการใช้สมุนไพรชนิดนี้โดยไม่ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร และไม่ควรใช้ร่วมกับยาที่มีความเสี่ยงทำลายไตโดยพลการ

การใช้ในผลิตภัณฑ์

มีการศึกษาสารสกัดของ A. indica ในระดับห้องปฏิบัติการเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีฤทธิ์ต้านจุลชีพ ต้านอนุมูลอิสระ และผลิตภัณฑ์ทางเภสัชกรรม อย่างไรก็ตาม การมี aristolochic acids ทำให้การนำพืชหรือสารสกัดไปใช้เป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์รับประทานจำเป็นต้องพิจารณาความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

เนื่องจากรากและส่วนใต้ดินเป็นส่วนที่มีการกล่าวถึงในการใช้เป็นยา การเก็บเกี่ยวควรทำโดยผู้ที่สามารถระบุชนิดพืชได้อย่างถูกต้อง และควรแยกวัตถุดิบจากพืช Aristolochia ชนิดอื่นอย่างชัดเจน

  • ควรเก็บจากต้นที่ผ่านการยืนยันชนิดทางพฤกษศาสตร์
  • ทำความสะอาดและลดความชื้นอย่างเหมาะสมก่อนเก็บ
  • เก็บในภาชนะที่สะอาด แห้ง ปิดสนิท และป้องกันความชื้น
  • ติดฉลากชื่อวิทยาศาสตร์และส่วนของพืชให้ชัดเจน
  • ไม่ควรนำวัตถุดิบที่ไม่ทราบชนิดหรือปะปนกับพืชสกุล Aristolochia ชนิดอื่นไปใช้รับประทาน

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

ในข้อมูลภูมิปัญญาไทยมีการกล่าวถึงการใช้รากกระเช้าสีดาเป็นยารสขม ใช้เป็นยากระตุ้น ยาบำรุง และแก้พิษงู ส่วนหัวใต้ดินมีความเชื่อว่านำมาต้มดื่มเพื่อเป็นยาอายุวัฒนะและคงกระพัน

นอกจากนี้ ชื่อ “กระเช้าสีดา” ในประเทศไทยมีความสับสนกับพืชสกุล Aristolochia ชนิดอื่น เช่น กระเช้าผีมด จึงจำเป็นต้องระบุชื่อวิทยาศาสตร์ประกอบทุกครั้งเมื่อกล่าวถึงการใช้สมุนไพร

ประวัติและวัฒนธรรม

ชื่อสกุล Aristolochia มาจากภาษากรีก โดยเกี่ยวข้องกับคำที่มีความหมายถึง “ดีที่สุด” และ “การกำเนิด/การคลอด” สะท้อนความเชื่อดั้งเดิมเกี่ยวกับการใช้พืชกลุ่มนี้ในด้านการคลอดบุตร

กระเช้าสีดายังมีความสำคัญในประวัติศาสตร์การแพทย์พื้นบ้านของเอเชียใต้ โดยมีการใช้ในระบบการแพทย์ดั้งเดิมหลายรูปแบบ อย่างไรก็ตาม ความรู้สมัยใหม่เกี่ยวกับ aristolochic acids ทำให้การใช้พืชกลุ่มนี้ต้องได้รับการทบทวนด้านความปลอดภัยอย่างมาก

สถานะการอนุรักษ์

ฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Kew ระบุว่า Aristolochia indica มีถิ่นกำเนิดในอนุทวีปอินเดียถึงเมียนมาและหมู่เกาะอันดามันตอนใต้ และการประเมินความเสี่ยงเชิงคาดการณ์ของพืชดอกระบุว่า ไม่ถูกคาดการณ์ว่าอยู่ในภาวะถูกคุกคาม

อย่างไรก็ตาม สถานะการอนุรักษ์ระดับสากลที่เป็นทางการอาจแตกต่างจากการประเมินเชิงคาดการณ์ จึงควรตรวจสอบข้อมูล IUCN โดยตรงก่อนนำไปใช้เป็นข้อมูลสถานะทางกฎหมายหรือการอนุรักษ์

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
  • ไฟลัม (Phylum) : Streptophyta
  • ชั้น (Class) : Equisetopsida
  • ชั้นย่อย (Subclass) : Magnoliidae
  • อันดับ (Order) : Piperales
  • วงศ์ (Family) : Aristolochiaceae
  • วงศ์ย่อย (Subfamily) : Aristolochioideae
  • สกุล (Genus) : Aristolochia L.
  • ชนิด (Species) : Aristolochia indica L.

ชื่อพ้องที่สำคัญ

  • Aristolochia indica var. lanceolata (Wight) Duch.
  • Aristolochia indica var. magna Benth.
  • Aristolochia indica var. oxyphylla Duch.
  • Aristolochia lanceolata Wight
  • Aristolochia maysorensis Fisch. ex Duch.
  • Aristolochia pandurata Wall. ex Duch.

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2559). สารานุกรมพืชในประเทศไทย: กระเช้าสีดา. สำนักหอพรรณไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช.
  2. คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. (2557). DNA barcodes and chemical profiles of Aristolochia plants for examination of krai-krua herbs [วิทยานิพนธ์]. Chulalongkorn University Intellectual Repository.
  3. มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ. (2563). กระเช้าสีดา.
  4. Dey, A., et al. (2021). Chemotaxonomy of the ethnic antidote Aristolochia indica for aristolochic acid content: Implications of anti-phospholipase activity and genotoxicity study. Journal of Ethnopharmacology.
  5. Pradeepa, V., Sathish-Narayanan, S., Kirubakaran, S. A., Thanigaivel, A., & Senthil-Nathan, S. (2015). Toxicity of aristolochic acids isolated from Aristolochia indica Linn. against the malarial vector Anopheles stephensi. Experimental Parasitology, 153, 8–16. https://doi.org/10.1016/j.exppara.2015.01.017
  6. Shafi, P. M., Rosamma, M. K., Jamil, K., & Reddy, P. S. (2002). Antibacterial activity of the essential oil from Aristolochia indica. Fitoterapia, 73(5), 439–441. https://doi.org/10.1016/S0367-326X(02)00130-2
  7. World Health Organization, International Agency for Research on Cancer. (2013). Some traditional herbal medicines, some mycotoxins, naphthalene and styrene. IARC Monographs on the Evaluation of Carcinogenic Risks to Humans, 82.
  8. Kew Science. (2026). Aristolochia indica L. Plants of the World Online.

Scroll to top