กลิ้งกลางดง
กลิ้งกลางดง เป็นชื่อสมุนไพรพื้นบ้านที่พบในประเทศไทย โดยเฉพาะในภาคเหนือและบางพื้นที่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคอื่น ๆ พืชชนิดนี้มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Stephania venosa (Blume) Spreng. อยู่ในวงศ์ Menispermaceae เป็นไม้เถาล้มลุกที่มีหัวขนาดใหญ่และมีน้ำยางสีแดง ลักษณะเด่นดังกล่าวทำให้มีชื่อพื้นเมืองที่เกี่ยวข้องกับคำว่า “เลือด” เช่น กระท่อมเลือด สบู่เลือด และบอระเพ็ดยางแดง
หมายเหตุเรื่องชื่อพ้อง: ชื่อ “กลิ้งกลางดง” มีการใช้เรียกพืชต่างชนิดกันในเอกสารบางแห่ง โดยเฉพาะ Dioscorea bulbifera L. ซึ่งกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชระบุว่ามีชื่อท้องถิ่นว่า “กลิ้งกลางดง” เช่นกัน ดังนั้นการจัดทำฐานข้อมูลควรระบุชื่อวิทยาศาสตร์ทุกครั้ง เพื่อไม่ให้เกิดการนำสรรพคุณหรือส่วนของพืชคนละชนิดมาปะปนกัน
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อไทย: กลิ้งกลางดง
- ชื่อวิทยาศาสตร์: Stephania venosa (Blume) Spreng.
- วงศ์: Menispermaceae
- ชื่อพื้นเมืองอื่น: กระท่อมเลือด, สบู่เลือด, บอระเพ็ดยางแดง, เปล้าเลือดเครือ, ชอเกอะทอ และชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ
- ลักษณะเด่น: เป็นไม้เถาที่มีหัวขนาดใหญ่และมีน้ำยางสีแดง
- ส่วนที่มีการใช้ตามภูมิปัญญา: หัว/หัวใต้ดิน เถา ใบ และส่วนอื่น ๆ ของพืชตามตำรับพื้นบ้าน
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ลักษณะวิสัย: เป็นไม้เถาล้มลุกหรือไม้เถาอายุหลายปี มีหัวขนาดใหญ่ใต้ดินหรือใกล้ผิวดิน ลำต้นที่เกิดในฤดูเจริญเติบโตมีลักษณะเป็นเถา
- ลำต้น: เถาเรียว มีน้ำยางสีแดงคล้ายเลือด เมื่อเกิดบาดแผลอาจมีน้ำยางสีแดงไหลออกมา
- หัว: มีหัวขนาดใหญ่ ลักษณะเป็นหัวสะสมอาหาร บางต้นมีหัวขนาดใหญ่จนเห็นเด่นชัดบริเวณโคนต้น
- ใบ: ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปสามเหลี่ยมกว้าง รูปไข่ หรือรูปไข่แกมหัวใจ โคนใบตัดหรือเว้าเล็กน้อย ปลายใบแหลมหรือมีติ่งเล็กน้อย ขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่น ก้านใบยาวประมาณ 5–15 เซนติเมตร
- ดอก: ดอกแยกเพศอยู่ต่างดอก ช่อดอกออกบริเวณซอกใบ ดอกเพศผู้เป็นช่อกระจุกหรือช่อคล้ายซี่ร่ม ส่วนช่อดอกเพศเมียมีลักษณะอัดแน่นกว่า กลีบดอกมีสีส้มหรือส้มอมเหลือง
- ผล: เป็นผลเมล็ดเดียวแข็ง รูปไข่กลับ เมื่อแก่มีลักษณะเป็นผลแห้งแบบผลผนังชั้นในแข็ง
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
Stephania venosa มีถิ่นกำเนิดในเอเชียเขตร้อน โดย Kew Plants of the World Online ระบุการกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติครอบคลุมตั้งแต่บังกลาเทศไปจนถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และหมู่เกาะมลายู รวมถึงประเทศไทย เมียนมา ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และพื้นที่ใกล้เคียง
ในประเทศไทยพบในพื้นที่ป่าธรรมชาติและป่าเขตร้อนตามภูมิภาคต่าง ๆ โดยข้อมูลภูมิปัญญาท้องถิ่นระบุว่าพบในป่าเบญจพรรณและพื้นที่ป่าที่มีสภาพค่อนข้างแห้งแล้งตามฤดูกาล
การปลูกและการขยายพันธุ์
- การขยายพันธุ์: สามารถอาศัยส่วนหัวหรือส่วนสะสมอาหารของพืชในการขยายพันธุ์ได้ เนื่องจากหัวสามารถแตกหน่อและให้ต้นใหม่
- เมล็ด: สามารถเกิดจากการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ แต่ข้อมูลเกี่ยวกับวิธีเพาะเมล็ดเพื่อการผลิตเชิงการเกษตรยังมีจำกัด
- สภาพแวดล้อม: ควรปลูกในพื้นที่ที่มีการระบายน้ำดี มีอินทรียวัตถุ และมีสิ่งให้เถาเลื้อยพาด
- ข้อควรระวัง: เนื่องจากพืชชนิดนี้มีหัวและสารอัลคาลอยด์หลายชนิด การขยายพันธุ์เพื่อใช้เป็นสมุนไพรควรควบคุมความถูกต้องของชนิดพืชก่อนนำไปใช้
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- หัวหรือหัวใต้ดิน: เป็นส่วนที่มีการกล่าวถึงมากที่สุดในภูมิปัญญาพื้นบ้าน
- เถา: ใช้ในตำรับพื้นบ้านบางพื้นที่
- ใบ: มีการใช้รักษาแผลสดและแผลเรื้อรังตามภูมิปัญญา
- ดอกและราก: มีรายงานการใช้ในตำรับพื้นบ้านบางแหล่ง
สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา
- หัว: ใช้เป็นยาบำรุงกำลัง แก้อาการปวดเมื่อย และใช้ในตำรับพื้นบ้านที่เกี่ยวข้องกับการบำรุงร่างกาย
- เถา: มีการใช้ตามภูมิปัญญาเพื่อขับพยาธิ ขับโลหิตระดู และแก้อาการแน่นหรืออึดอัดบริเวณทรวงอก
- ใบ: ใช้บำรุงธาตุ และใช้ภายนอกกับแผลสดหรือแผลเรื้อรัง
- ดอก: มีการใช้แก้อาการผื่นคันหรือโรคผิวหนัง และช่วยย่อยอาหารตามตำรับพื้นบ้าน
- ราก: มีการใช้เป็นยาบำรุงเส้นประสาท
- การใช้ในบางชุมชน: มีรายงานการนำส่วนหัวหรือส่วนสะสมอาหารมาต้มน้ำดื่มเพื่อช่วยลดไข้เด็กและบรรเทาอาการหอบหืด
ข้อสำคัญ: สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาพื้นบ้าน ไม่ควรตีความว่าได้รับการยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์ โดยเฉพาะคำกล่าวอ้างเรื่องการรักษามะเร็ง เบาหวาน หรือโรคเรื้อรัง ซึ่งยังไม่มีหลักฐานการทดลองทางคลินิกเพียงพอ
วิธีใช้
- การใช้แบบพื้นบ้าน: มีรายงานการนำหัวมาต้ม หรือนำส่วนหัวไปเตรียมเป็นยาตามตำรับพื้นบ้าน
- การใช้ภายนอก: ใบอาจนำมาตำหรือเตรียมเป็นยาพอกบริเวณแผลตามภูมิปัญญาท้องถิ่น
- การเตรียมเป็นตำรับยา: ในบางพื้นที่มีการใช้หัวเป็นส่วนประกอบของตำรับบำรุงกำลังหรือยาแก้ปวดเมื่อย
ไม่ควรกำหนดขนาดรับประทานมาตรฐานจากข้อมูลภูมิปัญญาเพียงอย่างเดียว เนื่องจากยังไม่มีขนาดยาที่ได้รับการยืนยันด้านประสิทธิผลและความปลอดภัยสำหรับมนุษย์อย่างเพียงพอ และพืชมีสารอัลคาลอยด์ออกฤทธิ์ทางชีวภาพหลายชนิด
ในบัญชียาจากสมุนไพร
จากการตรวจสอบแหล่งข้อมูลที่ค้นได้ ยังไม่พบหลักฐานชัดเจนว่า Stephania venosa หรือ “กลิ้งกลางดง” อยู่ในบัญชียาจากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติในฐานะตัวยาสมุนไพรเดี่ยวที่มีข้อบ่งใช้และขนาดใช้มาตรฐาน จึงไม่ควรระบุว่าเป็นสมุนไพรในบัญชียาจากสมุนไพรโดยไม่มีเอกสารประกาศหรือรายการตำรับฉบับทางการรองรับ
สารสำคัญ
กลิ้งกลางดง (Stephania venosa) เป็นพืชที่มีการศึกษาด้าน อัลคาลอยด์กลุ่ม isoquinoline อย่างกว้างขวาง โดยมีสารที่ตรวจพบหรือแยกได้จากหัวและใบ ได้แก่
- Crebanine
- Dehydrocrebanine
- Stephanine
- Oxostephanine
- Thailandine
- Tetrahydropalmatine
- Stepharanine
- Cyclanoline
- N-methyl stepholidine
- Corydalmine
- Dicentrine
- Kamaline
การศึกษาด้านมาตรฐานสารสำคัญพบว่า ปริมาณอัลคาลอยด์อาจแตกต่างกันตามแหล่งที่เก็บและตัวอย่างแต่ละต้น จึงเป็นประเด็นสำคัญต่อการควบคุมคุณภาพของวัตถุดิบสมุนไพร
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
มีงานวิจัยในระดับห้องปฏิบัติการจำนวนหนึ่งเกี่ยวกับ Stephania venosa โดยเฉพาะสารอัลคาลอยด์จากหัวและใบ
- ฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็ง: สารหลายชนิด เช่น thailandine, oxostephanine, dehydrocrebanine และ crebanine แสดงฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งบางชนิดในการทดลองระดับเซลล์
- ฤทธิ์ต้านมาลาเรีย: thailandine และสารอัลคาลอยด์บางชนิดแสดงฤทธิ์ต่อ Plasmodium falciparum ในหลอดทดลอง
- ฤทธิ์ต้านจุลชีพ: มีการศึกษาพบฤทธิ์ต่อเชื้อแบคทีเรียบางชนิดและเชื้อที่ก่อโรคอื่น ๆ ในระดับห้องปฏิบัติการ
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ: สารสกัดจากพืชแสดงฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในการทดลองบางระบบ
- ฤทธิ์เพิ่มความไวต่อยาเคมีบำบัด: crebanine และอัลคาลอยด์บางชนิดมีผลเพิ่มความไวของเซลล์มะเร็งรังไข่บางสายพันธุ์ต่อ cisplatin ในหลอดทดลอง
ข้อจำกัดของหลักฐาน: ผลการศึกษาส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับเซลล์หรือสัตว์ทดลอง จึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่ากลิ้งกลางดงสามารถใช้รักษามะเร็ง มาลาเรีย หรือโรคอื่นในมนุษย์ได้
เภสัชวิทยา
- ฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ acetylcholinesterase: มีการแยกสาร stepharanine, cyclanoline และ N-methyl stepholidine จากหัวของ S. venosa และพบว่าสามารถยับยั้งเอนไซม์ acetylcholinesterase ได้ในการทดลอง
- ฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็ง: crebanine และอัลคาลอยด์บางชนิดสามารถกระตุ้นการหยุดวงจรเซลล์และการตายของเซลล์แบบ apoptosis ในเซลล์มะเร็งบางชนิด
- ฤทธิ์ต้านจุลชีพและต้านปรสิต: อัลคาลอยด์บางชนิดมีฤทธิ์ต่อ Plasmodium falciparum และเชื้อแบคทีเรียบางชนิดในหลอดทดลอง
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ: สารสกัดเอทานอลและน้ำแสดงฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในการทดลอง
ความปลอดภัย
ควรใช้ด้วยความระมัดระวังอย่างมาก เนื่องจากกลิ้งกลางดงมีอัลคาลอยด์หลายชนิดที่มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา และยังมีข้อมูลความปลอดภัยในมนุษย์จำกัด
งานวิจัยในหนูทดลองพบว่าสารสกัดหัวของ S. venosa ที่ให้ต่อเนื่องมีผลต่อค่าทางโลหิตวิทยาและลักษณะทางพยาธิวิทยาของอวัยวะบางชนิด โดยผู้วิจัยเสนอว่าควรใช้พืชชนิดนี้ด้วยความระมัดระวัง
นอกจากนี้ งานวิจัยเกี่ยวกับ dehydrocrebanine พบว่าสารสกัดและสารบริสุทธิ์ดังกล่าวมีความเป็นพิษต่อเซลล์บางชนิด และผู้วิจัยได้เตือนถึงความเสี่ยงจากการใช้ S. venosa ในภูมิปัญญาพื้นบ้าน
- ไม่ควรใช้ในขนาดสูงหรือใช้ต่อเนื่องโดยไม่มีผู้เชี่ยวชาญดูแล
- หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตรควรหลีกเลี่ยง เนื่องจากยังมีข้อมูลความปลอดภัยไม่เพียงพอ
- เด็กและผู้สูงอายุควรหลีกเลี่ยงการใช้เอง
- ผู้ป่วยโรคเรื้อรังหรือผู้ที่ใช้ยาประจำควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้
- ไม่ควรใช้แทนการรักษามาตรฐานของโรคมะเร็ง เบาหวาน หรือโรคเรื้อรังอื่น ๆ
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับระบุปฏิกิริยาระหว่าง Stephania venosa กับยาแต่ละชนิดอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากพบสารที่มีฤทธิ์ยับยั้ง acetylcholinesterase และมีอัลคาลอยด์หลายชนิด จึงมีเหตุผลทางเภสัชวิทยาที่ควรระวังการใช้ร่วมกับยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทหรือเอนไซม์ acetylcholinesterase
ผู้ที่ใช้ยารักษาโรคเป็นประจำ โดยเฉพาะยาที่มีผลต่อระบบประสาท ยากลุ่ม cholinergic/anticholinergic หรือยาที่มีช่วงความปลอดภัยแคบ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
- ชาวบ้านบางพื้นที่ใช้หัวเป็นยาบำรุงกำลังและแก้ปวดเมื่อย
- มีการใช้ใบสำหรับรักษาแผลสด
- มีการใช้ส่วนหัวหรือส่วนสะสมอาหารในตำรับพื้นบ้านเพื่อบรรเทาไข้
- บางชุมชนใช้พืชชนิดนี้ในตำรับเกี่ยวกับระบบเลือดและการบำรุงร่างกาย
- มีการใช้ในตำรับพื้นบ้านเกี่ยวกับมะเร็งและโรคเรื้อรัง แต่การใช้ดังกล่าวเป็นองค์ความรู้ดั้งเดิม ไม่ใช่หลักฐานยืนยันประสิทธิผลทางคลินิก
ประวัติและวัฒนธรรม
กลิ้งกลางดงเป็นหนึ่งในพืชสมุนไพรป่าที่มีความเกี่ยวข้องกับภูมิปัญญาการใช้พืชของชุมชนไทยหลายพื้นที่ โดยเฉพาะชุมชนในภาคเหนือและพื้นที่ที่ยังมีป่าเบญจพรรณและป่าธรรมชาติ ชื่อพื้นเมืองหลายชื่อสะท้อนลักษณะเด่นของพืช เช่น “สบู่เลือด” และ “กระท่อมเลือด” ซึ่งสัมพันธ์กับน้ำยางสีแดงของต้น
สถานะการอนุรักษ์
ยังไม่พบข้อมูลที่เพียงพอที่จะระบุสถานะการคุกคามระดับโลกของ Stephania venosa เป็นหมวด IUCN อย่างชัดเจนจากแหล่งข้อมูลที่ตรวจสอบ อย่างไรก็ตาม รายงานของกรมวิชาการเกษตรระบุว่าพืชในกลุ่มกลิ้งกลางดงที่มีการใช้ประโยชน์ โดยเฉพาะสบู่เลือด (S. venosa) ค่อนข้างหายากในปัจจุบัน จึงควรส่งเสริมการอนุรักษ์แหล่งพันธุกรรมและการเพาะขยายพันธุ์แทนการเก็บจากธรรมชาติมากเกินไป
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- อาณาจักร (Kingdom): Plantae
- กลุ่ม (Clade): Tracheophytes
- กลุ่ม (Clade): Angiosperms
- กลุ่ม (Clade): Eudicots
- อันดับ (Order): Ranunculales
- วงศ์ (Family): Menispermaceae
- สกุล (Genus): Stephania Lour.
- ชนิด (Species): Stephania venosa (Blume) Spreng.
ชื่อพ้องทางพฤกษศาสตร์ที่สำคัญ: Clypea venosa Blume และ Stephania prapatensis Yamam. ปัจจุบัน Kew Plants of the World Online ยอมรับ Stephania venosa (Blume) Spreng. เป็นชื่อที่ได้รับการยอมรับ (accepted name)
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมป่าไม้. (2565). รายงานการศึกษาวิชาการด้านวนศาสตร์ชุมชน เรื่อง การพัฒนาป่าชุมชนเพื่อสร้างรายได้ การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์โดยชุมชน. กรมป่าไม้.
- กรมวิชาการเกษตร. (2562). รายงานผลการปฏิบัติงานประจำปีงบประมาณ 2562. สำนักคุ้มครองพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร.
- มหาวิทยาลัยขอนแก่น คณะเภสัชศาสตร์. (ม.ป.ป.). กลิ้งกลางดง: Stephania venosa (Blume) Spreng. Smart Herb Platform.
- มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง. (ม.ป.ป.). กลิ้งกลางดง: Stephania venosa (Blume) Spreng. โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ.
- Forman, L. L. (1991). Menispermaceae. In T. Smitinand & K. Larsen (Eds.), Flora of Thailand (Vol. 5, Part 3, pp. 300–365). The Forest Herbarium, Royal Forest Department.
- Ingkaninan, K., Phengpa, P., Udeye, V., & Khorana, N. (2006). Acetylcholinesterase inhibitors from Stephania venosa tuber. Journal of Pharmacy and Pharmacology, 58(5), 695–700. https://doi.org/10.1211/jpp.58.5.0015
- Kongkiatpaiboon, S., Duangdee, N., Prateeptongkum, S., Tayana, N., & Inthakusol, W. (2017). Simultaneous HPLC analysis of crebanine, dicentrine, stephanine and tetrahydropalmatine in Stephania venosa. Revista Brasileira de Farmacognosia, 27(6), 691–697.
- Makarasen, A., Sirithana, W., Mogkhuntod, S., Khunnawutmanotham, N., Chimnoi, N., & Techasakul, S. (2011). Cytotoxic and antimicrobial activities of aporphine alkaloids isolated from Stephania venosa (Blume) Spreng. Planta Medica, 77(13), 1519–1524. https://doi.org/10.1055/s-0030-1270743
- Mon, M. T., Yodkeeree, S., Punfa, W., Pompimon, W., & Limtrakul, P. (2018). Alkaloids from Stephania venosa as chemo-sensitizers in SKOV3 ovarian cancer cells via Akt/NF-κB signaling. Chemical and Pharmaceutical Bulletin, 66(2), 162–169. https://doi.org/10.1248/cpb.c17-00687
- World Flora Online. (2026). Stephania venosa (Blume) Spreng. World Flora Online.
- Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Stephania venosa (Blume) Spreng. Plants of the World Online.
