กำจาย

กำจาย

กำจาย

กำจาย เป็นสมุนไพรไทยพื้นบ้านที่มีชื่อเรียกแตกต่างกันตามท้องถิ่น จัดเป็นไม้พุ่มรอเลื้อยหรือไม้เถาที่มีหนาม นิยมใช้ในภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้าน โดยเฉพาะ ราก และ ฝัก มีการกล่าวถึงการใช้เพื่อแก้ไข้ แก้ท้องร่วง ถอนพิษจากสัตว์กัดต่อย และใช้ภายนอกกับบาดแผล นอกจากนี้ฝักยังมีสารกลุ่มแทนนินในปริมาณสูง จึงมีประโยชน์ด้านการย้อมสีและการฟอกหนังด้วย

หมายเหตุด้านชื่อวิทยาศาสตร์: กำจายที่กล่าวถึงในบทความนี้หมายถึงพืชที่แหล่งข้อมูลไทยระบุเป็น Caesalpinia digyna Rottler ซึ่งปัจจุบันชื่อที่ได้รับการยอมรับตามฐานข้อมูล Plants of the World Online (Kew) คือ Moullava digyna (Rottler) Gagnon & G.P.Lewis โดย Caesalpinia digyna เป็นชื่อพ้องที่ยังพบใช้อย่างแพร่หลายในเอกสารด้านสมุนไพรและงานวิจัย

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร: กำจาย
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ใช้ในเอกสารไทย: Caesalpinia digyna Rottler
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับในปัจจุบัน: Moullava digyna (Rottler) Gagnon & G.P.Lewis
  • ชื่อวงศ์: Fabaceae
  • วงศ์ย่อย: Caesalpinioideae
  • ชื่อสามัญ: Teri pods, Teri-pod plant
  • ชื่อท้องถิ่น: กระจาย, ขี้คาก, ขี้แรด, งาย, ตาฉู่แม, สื่อกีพอ, มะหนามจาย, มะนามจาย, มะเบ๋น, หนามแดง, หนามหัน, ฮาย, ฮายปูน และชื่ออื่นตามภูมิภาค
  • ลักษณะการดำรงชีวิต: เป็นไม้พุ่มรอเลื้อยหรือไม้เถา มีหนาม และพบในป่าหรือพื้นที่ป่าละเมาะในเขตร้อนของเอเชีย

ชื่อ “กำจาย” อาจทำให้เกิดความสับสนได้ เนื่องจากในประเทศไทยชื่อพื้นเมืองเดียวกันอาจถูกใช้กับพืชชนิดอื่นในบางพื้นที่ ดังนั้นการระบุ ชื่อวิทยาศาสตร์และการตรวจสอบลักษณะทางพฤกษศาสตร์ จึงมีความสำคัญต่อการใช้เป็นวัตถุดิบสมุนไพร

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น: ไม้พุ่มรอเลื้อยหรือไม้เถา สูงประมาณ 2.5–10 เมตร ลำต้นและกิ่งมีหนามแหลมแข็ง โค้งกลับลงคล้ายหนามกุหลาบ กิ่งอ่อนอาจมีขนสั้นปกคลุม
  • ใบ: ใบประกอบแบบขนนกสองชั้น เรียงสลับ ก้านใบประกอบยาวประมาณ 15–20 เซนติเมตร มีแกนแขนงใบประมาณ 8–12 คู่ ใบย่อยออกตรงข้ามกันประมาณ 8–12 คู่ รูปขอบขนาน ปลายมนหรือมนเว้าเล็กน้อย โคนใบเบี้ยว ก้านใบย่อยสั้นมาก
  • หูใบ: เป็นเส้นเรียวหรือรูปเข็ม ยาวประมาณ 2 มิลลิเมตร และหลุดร่วงได้ง่าย
  • ดอก: ออกเป็นช่อกระจะบริเวณซอกใบและปลายกิ่ง ดอกมีสีเหลือง กลีบเลี้ยง 5 กลีบไม่เท่ากัน โคนกลีบเชื่อมกันเป็นรูปถ้วยตื้น เกสรเพศผู้ 10 อัน
  • ผล: เป็นฝักไม่แตก รูปขอบขนานหรือรูปรีค่อนข้างป้อม มีการพองบริเวณระหว่างเมล็ดและมีคอดเป็นช่วง ๆ โดยทั่วไปพบเมล็ดประมาณ 1–3 เมล็ด และบางแหล่งระบุได้ถึง 4 เมล็ด
  • เมล็ด: รูปร่างค่อนข้างกลมหรือเกือบกลม สีน้ำตาลเข้ม เปลือกเมล็ดแข็ง

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

กำจายมีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของเอเชีย โดยมีการกระจายพันธุ์ตั้งแต่อินเดีย เนปาล บังกลาเทศ ศรีลังกา เมียนมา จีนตอนใต้ กลุ่มประเทศอินโดจีน ได้แก่ ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม ไปจนถึงคาบสมุทรมลายู อินโดนีเซีย และหมู่เกาะใกล้เคียง

ในประเทศไทยพบชื่อและตัวอย่างพรรณไม้ของกำจายจากหลายภูมิภาค โดยฐานข้อมูลทรัพยากรพรรณพืชของมหาวิทยาลัยมหิดลมีตัวอย่างพรรณไม้ที่ระบุชื่อท้องถิ่นกำจายและ Caesalpinia digyna อยู่ในวงศ์ Fabaceae

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด: เป็นวิธีที่มีการรายงานว่าสามารถใช้ขยายพันธุ์กำจายได้
  • การเตรียมเมล็ด: เมล็ดมีเปลือกค่อนข้างแข็ง จึงมีข้อเสนอให้แช่น้ำอุ่นหรือน้ำเป็นเวลาประมาณ 12–24 ชั่วโมงก่อนเพาะ เพื่อช่วยให้เมล็ดดูดน้ำและเริ่มงอกได้ง่ายขึ้น
  • การปักชำ: มีรายงานว่าสามารถขยายพันธุ์ด้วยกิ่งอ่อนได้เช่นกัน
  • สภาพแวดล้อม: เนื่องจากเป็นไม้พุ่มรอเลื้อยที่พบในป่าเขตร้อนและป่าละเมาะ ควรจัดพื้นที่ให้มีแสงแดดเพียงพอ มีวัสดุหรือค้างสำหรับพยุงกิ่ง และระบายน้ำได้ดี
  • ข้อควรระวังในการปลูก: ลำต้นและกิ่งมีหนามแข็ง จึงควรจัดพื้นที่ปลูกให้เหมาะสมและหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีเด็กหรือสัตว์เลี้ยงเข้าออกเป็นประจำ

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ราก: เป็นส่วนที่มีการกล่าวถึงในตำรายาและการศึกษาทางเภสัชพฤกษศาสตร์มากที่สุด
  • ฝักหรือผล: ใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน โดยเฉพาะการใช้เป็นยาสมานและห้ามเลือด รวมถึงใช้ในอาการท้องร่วง
  • ทั้งต้น: มีรายงานการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านบางพื้นที่ โดยเฉพาะการใช้กับสัตว์เลี้ยงในกรณีที่เกี่ยวข้องกับพิษงู

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

  • ราก: ตามตำรายาไทย มีรสเบื่อเย็นเล็กน้อย ใช้ แก้ไข้ และ ขับระดู หรือขับประจำเดือน
  • ราก: มีการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านเพื่อ ถอนพิษแมลงสัตว์กัดต่อย แก้พิษฝี และใช้กับแผลสดหรือแผลเรื้อรัง
  • ราก: ภูมิปัญญาพื้นบ้านภาคอีสานมีรายงานการนำรากกำจายผสมกับรากมะขามป้อม ต้มน้ำดื่มสำหรับอาการที่ตำราพื้นบ้านเรียกว่า กามโรค
  • ฝักสด: มีรสฝาด ใช้ตำละเอียดแล้วคั้นน้ำสำหรับชำระล้างแผลสด ช่วยห้ามเลือดและสมานแผลตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
  • ฝัก: มีการใช้ต้มเป็นยาดื่มสำหรับ อาการท้องร่วง
  • ทั้งต้น: มีรายงานการต้มให้สัตว์เลี้ยงกินตามภูมิปัญญาพื้นบ้านเพื่อใช้ในกรณีพิษงู

ข้อสำคัญ: สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากตำรายาและภูมิปัญญาพื้นบ้าน ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการยืนยันในมนุษย์ทั้งหมด เนื่องจากหลักฐานวิจัยส่วนหนึ่งยังอยู่ในระดับสารสกัด การทดลองในสัตว์ หรือการทดลองในห้องปฏิบัติการ

วิธีใช้

  • ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน: รากนำไปต้มเป็นน้ำดื่มสำหรับการใช้ตามตำรับพื้นบ้าน เช่น แก้ไข้หรือขับระดู
  • การใช้ภายนอก: รากอาจนำมาตำพอกบริเวณที่มีอาการตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน ส่วนฝักสดนำมาตำ คั้นน้ำ และใช้ชำระล้างบาดแผล
  • ฝัก: มีรายงานการนำมาต้มเป็นน้ำดื่มสำหรับอาการท้องร่วง

ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกเพียงพอที่จะกำหนด ขนาดรับประทานมาตรฐานของกำจาย สำหรับประชาชนทั่วไป ดังนั้นไม่ควรกำหนดขนาดยาเป็นกรัมหรือมิลลิกรัมโดยไม่มีตำรับหรือคำแนะนำจากผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทย

ในบัญชียาจากสมุนไพร

จากการตรวจสอบฐานข้อมูล บัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ไม่พบข้อมูลที่ยืนยันว่ากำจาย (Caesalpinia digyna / Moullava digyna) เป็น รายการยาจากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร โดยตรง ทั้งนี้ควรแยกความแตกต่างระหว่าง “สมุนไพรที่มีการใช้ในตำรับพื้นบ้าน” กับ “ตำรับยาที่ได้รับการคัดเลือกเข้าสู่บัญชียาหลักแห่งชาติ”

สารสำคัญ

มีการศึกษาพบสารพฤกษเคมีหลายกลุ่มในกำจาย โดยเฉพาะจากราก ฝัก ลำต้น และใบ ได้แก่

  • Bergenin
  • Caesalpinine A
  • Caesalpinine C
  • Intricatinol
  • Isointricatinol
  • Bonducellin
  • Isobonducellin
  • E-8-methoxybonducelline
  • Z-8-methoxybonducelline
  • E-eucomine
  • Z-eucomine
  • Gallic acid
  • Ellagic acid
  • Cellallocinnine
  • Tannins
  • β-sitosterol
  • Stigmasterol
  • Friedelin
  • Hexacosanoic acid

การศึกษารากพบ bergenin, caesalpinine A และ caesalpinine C และฐานข้อมูล IMPPAT ยังรวบรวมข้อมูลสาร เช่น tannic acid, gallic acid, pyrogallol และสารกลุ่ม flavonoid/homoisoflavonoid ที่ตรวจพบในส่วนต่าง ๆ ของพืช

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • การศึกษาทางเภสัชพฤกษศาสตร์ของราก: งานวิจัยปี 2007 ศึกษาลักษณะทางเภสัชพฤกษศาสตร์และคุณสมบัติทางกายภาพเคมีของราก Caesalpinia digyna และรายงานการแยกสาร bergenin, caesalpinine A และ caesalpinine C จากราก
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ: สารสกัดจากรากมีการศึกษาเกี่ยวกับความสามารถในการกำจัดอนุมูลอิสระ และมีรายงานสารกลุ่มฟีนอลและ flavonoid หลายชนิด
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของใบ: งานวิจัยในประเทศไทยที่ศึกษาสมุนไพร 11 ชนิดพบว่าสารสกัดใบกำจายมีฤทธิ์กำจัดอนุมูล DPPH โดยมีค่า EC50 39.91 µg/ml ภายใต้เงื่อนไขการทดลองดังกล่าว
  • ฤทธิ์ลดไข้: การทดลองในหนูพบว่าสารสกัดใบด้วยเมทานอลและบางส่วนของสารสกัดมีฤทธิ์ลดไข้ในแบบจำลองไข้ที่เหนี่ยวนำด้วยยีสต์ โดยสารสกัดเมทานอลขนาด 400 mg/kg แสดงผลเด่นที่สุดในการทดลอง
  • ฤทธิ์ต้านท้องร่วง: งานวิจัยสารสกัดเมทานอลจากลำต้นพบผลในแบบจำลองท้องร่วงที่เหนี่ยวนำด้วยน้ำมันละหุ่ง รวมถึงการทดลอง intestinal transit ในสัตว์ทดลอง
  • ฤทธิ์ต้านจุลชีพ: สารสกัดจากลำต้นแสดงฤทธิ์ต่อแบคทีเรียและเชื้อราบางชนิดในการทดลองในห้องปฏิบัติการ แต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปประสิทธิผลในการรักษาการติดเชื้อในมนุษย์
  • Bergenin และฤทธิ์เกี่ยวกับเบาหวาน: มีการแยก bergenin จากรากและศึกษาฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในสัตว์ทดลองที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 โดยพบผลในเงื่อนไขการทดลองบางขนาด
  • Isointricatinol: มีการแยก isointricatinol จากสารสกัดราก และทดสอบฤทธิ์กำจัดอนุมูลอิสระ DPPH และ ABTS โดยพบฤทธิ์ระดับอ่อนถึงปานกลาง

โดยภาพรวม หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ของกำจายยังเน้นที่ การศึกษาสารสกัด การแยกสารสำคัญ การทดลองในหลอดทดลอง และการทดลองในสัตว์ จึงยังไม่ควรสรุปว่ากำจายสามารถใช้รักษาโรคในมนุษย์ได้ตามผลการทดลองเหล่านี้

เภสัชวิทยา

จากงานวิจัยที่มีการศึกษา พบแนวโน้มฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของกำจาย ได้แก่

  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ: พบในสารสกัดจากรากและใบ รวมถึงสารบริสุทธิ์บางชนิด เช่น isointricatinol
  • ฤทธิ์ลดไข้: พบในสารสกัดใบจากการทดลองในสัตว์
  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ: พบในสารสกัดใบและมีการประเมินทั้งในหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง
  • ฤทธิ์ระงับปวด: มีรายงานจากการทดลองสารสกัดใบในสัตว์ทดลอง
  • ฤทธิ์ต้านท้องร่วง: พบจากการทดลองสารสกัดลำต้นในสัตว์
  • ฤทธิ์ต้านจุลชีพ: พบจากการทดสอบสารสกัดลำต้นต่อเชื้อบางชนิด
  • ฤทธิ์เกี่ยวข้องกับการควบคุมระดับน้ำตาล: มีข้อมูลจากการศึกษา bergenin และสารสกัดรากในสัตว์ทดลอง

ผลดังกล่าวเป็น หลักฐานระดับก่อนคลินิกเป็นหลัก และยังต้องมีการศึกษาด้านเภสัชจลนศาสตร์ ความปลอดภัย และการทดลองในมนุษย์เพิ่มเติม

ความปลอดภัย

ข้อมูลความปลอดภัยของกำจายในมนุษย์ยังมีจำกัด จึงไม่ควรถือว่าการที่งานทดลองบางชิ้นไม่พบความเป็นพิษหมายความว่าการใช้กำจายในคนปลอดภัยทุกขนาด

งานวิจัยสารสกัดลำต้นในสัตว์ทดลองรายงานว่าไม่พบความเสียหายหรือการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพที่ชัดเจนในการทดสอบความเป็นพิษเฉียบพลันภายใต้เงื่อนไขของการทดลอง และงานวิจัยสารประกอบบางชนิดมีการประเมินทางคอมพิวเตอร์ด้าน ADME/T แต่ผลดังกล่าวยังไม่ใช่หลักฐานความปลอดภัยทางคลินิกในมนุษย์

ข้อห้ามใช้

ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับกำหนด ข้อห้ามใช้เฉพาะของกำจาย ในรูปแบบมาตรฐานเหมือนยาสมุนไพรที่ผ่านการประเมินทางคลินิก

เพื่อความปลอดภัย ควรหลีกเลี่ยงการใช้เองในกรณีต่อไปนี้

  • หญิงตั้งครรภ์หรือสงสัยว่าตั้งครรภ์: เนื่องจากมีการใช้รากตามภูมิปัญญาเพื่อขับระดู จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้เอง
  • หญิงให้นมบุตร: ยังมีข้อมูลด้านความปลอดภัยไม่เพียงพอ
  • เด็ก: ไม่ควรนำมาใช้เองโดยไม่มีผู้เชี่ยวชาญกำกับ
  • ผู้มีโรคประจำตัวหรือใช้ยาหลายชนิด: ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้
  • ผู้ที่มีอาการรุนแรง เช่น ไข้สูง ท้องร่วงมาก แผลติดเชื้อ หรือถูกงูกัด: ไม่ควรใช้กำจายทดแทนการรักษามาตรฐาน

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ยังไม่พบข้อมูลทางคลินิกที่น่าเชื่อถือเพียงพอในการระบุ ปฏิกิริยาระหว่างกำจายกับยาชนิดใดโดยเฉพาะ ดังนั้นจึงไม่ควรสรุปว่าไม่มีปฏิกิริยาระหว่างยา

เนื่องจากมีการศึกษาพบฤทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับ ระดับน้ำตาลในเลือด การอักเสบ และระบบอื่น ๆ จากสารสกัดหรือสารบริสุทธิ์ จึงควรใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษในผู้ที่รับประทานยารักษาเบาหวาน ยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด หรือยาที่มีดัชนีการรักษาแคบ จนกว่าจะมีข้อมูลทางคลินิกเพิ่มเติม

การใช้ในอาหาร

มีข้อมูลจากต่างประเทศว่าฝักและเมล็ดของ Caesalpinia digyna มีการใช้ประโยชน์ในบางพื้นที่ โดยเมล็ดมีรายงานว่าสามารถใช้เป็นอาหารสัตว์ และมีรายงานการรับประทานเมล็ดหลังการคั่วในบางท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม ข้อมูลดังกล่าวไม่ควรนำมาใช้เป็นคำแนะนำให้บริโภคกำจายเป็นอาหารทั่วไปในประเทศไทย เนื่องจากข้อมูลด้านความปลอดภัยและวิธีเตรียมอาหารยังมีจำกัด

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ผลิตภัณฑ์สมุนไพร: มีรายงานว่ากำจายเป็นส่วนประกอบหนึ่งของตำรับสมุนไพรอินเดีย Geriforte ซึ่งมีการกล่าวถึงการใช้ในด้านความอ่อนเพลียและอาการคันในผู้สูงอายุในเอกสารทางวิชาการ แต่ข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลเกี่ยวกับตำรับในต่างประเทศ ไม่ใช่ข้อบ่งใช้ที่ได้รับการรับรองสำหรับกำจายเดี่ยวในประเทศไทย
  • ผลิตภัณฑ์ย้อมสี: ฝักมีแทนนินและสามารถให้สีเข้ม จึงมีการใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับการย้อมผ้าและผลิตหมึก
  • ผลิตภัณฑ์ฟอกหนัง: ฝักและเมล็ดมีแทนนินสูงและมีการใช้ในอุตสาหกรรมฟอกหนังบางพื้นที่

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ราก: หากเก็บเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบสมุนไพร ควรเลือกต้นที่ระบุชนิดได้ถูกต้องและเก็บจากแหล่งที่ปลอดสารปนเปื้อน
  • ฝัก: ควรเก็บเมื่อผลแก่สมบูรณ์และมีลักษณะตรงตามเอกลักษณ์ของชนิด
  • การทำแห้ง: วัตถุดิบสมุนไพรควรทำความสะอาดและทำให้แห้งอย่างเหมาะสมก่อนเก็บ
  • การเก็บรักษา: ควรเก็บในภาชนะสะอาด แห้ง ปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง แมลง และเชื้อรา
  • การระบุชนิด: เนื่องจากชื่อ “กำจาย” อาจใช้เรียกพืชต่างชนิดในบางท้องถิ่น จึงควรเก็บตัวอย่างอ้างอิงหรือใช้ระบบตรวจสอบเอกลักษณ์ก่อนนำเข้าสู่กระบวนการผลิต

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

กำจายมีการใช้ในภูมิปัญญาท้องถิ่นหลายรูปแบบ โดย ราก เป็นส่วนสำคัญในการใช้เป็นยาพื้นบ้าน ส่วน ฝัก มีความโดดเด่นด้านรสฝาดและการนำมาใช้กับบาดแผล นอกจากนี้ยังมีการใช้รากร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นในตำรับพื้นบ้านภาคอีสาน

ในด้านที่ไม่ใช่ยา ฝักของกำจายเป็นแหล่งแทนนิน จึงมีภูมิปัญญาการนำไปใช้ย้อมผ้า ย้อมหนัง ย้อมแหและอวน ตลอดจนการใช้ประโยชน์ด้านการฟอกหนัง

ประวัติและวัฒนธรรม

กำจายเป็นพืชที่มีการใช้ประโยชน์ในเอเชียมาเป็นเวลานานทั้งในด้านสมุนไพรและวัตถุดิบที่ให้แทนนิน ชื่อ Caesalpinia digyna ถูกใช้ในเอกสารพฤกษศาสตร์มาแต่เดิม ก่อนที่การศึกษาทางอนุกรมวิธานสมัยใหม่จะย้ายชนิดนี้ไปอยู่ในสกุล Moullava และใช้ชื่อ Moullava digyna เป็นชื่อที่ยอมรับในฐานข้อมูลสากลบางแห่ง

สำหรับประเทศไทย กำจายมีชื่อพื้นเมืองจำนวนมาก สะท้อนการรู้จักและการใช้ประโยชน์จากพืชชนิดนี้ในหลายภูมิภาคของประเทศ

สถานะการอนุรักษ์

ข้อมูลจากฐานข้อมูลพรรณพืชของอินเดียที่อ้างถึง Caesalpinia digyna ระบุสถานะการอนุรักษ์เป็น Not Evaluated (NE) หรือยังไม่ได้ประเมินตามเกณฑ์ดังกล่าว

ขณะที่ฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Kew ระบุว่าชนิดที่ยอมรับคือ Moullava digyna และมีการกระจายพันธุ์กว้างในเอเชียเขตร้อน ดังนั้นการประเมินสถานะการอนุรักษ์ควรตรวจสอบภายใต้ชื่อวิทยาศาสตร์ปัจจุบันควบคู่กับชื่อพ้องเดิมเพื่อป้องกันการค้นข้อมูลผิดชนิด

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom): Plantae
  • หมวด (Phylum): Streptophyta
  • กลุ่มพืชมีดอก: Angiosperms
  • กลุ่มพืชใบเลี้ยงคู่: Eudicots
  • อันดับ (Order): Fabales
  • วงศ์ (Family): Fabaceae
  • วงศ์ย่อย (Subfamily): Caesalpinioideae
  • เผ่า (Tribe): Caesalpinieae
  • สกุล (Genus): Moullava
  • ชนิด (Species): Moullava digyna
  • ชื่อพ้องสำคัญ: Caesalpinia digyna Rottler, Caesalpinia gracilis Miq., Caesalpinia oleosperma Roxb.

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

การตรวจสอบกำจายควรพิจารณาทั้ง ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ และ ชื่อวิทยาศาสตร์ เนื่องจากชื่อพื้นเมือง “กำจาย” สามารถใช้กับพืชต่างชนิดในบางพื้นที่

ลักษณะสำคัญที่ใช้ช่วยระบุชนิด ได้แก่

  • ลำต้นและกิ่ง: มีหนามแข็งโค้งกลับ
  • ใบ: ใบประกอบแบบขนนกสองชั้น มีแขนงใบประมาณ 8–12 คู่ และใบย่อยประมาณ 8–12 คู่
  • ดอก: ออกเป็นช่อกระจะบริเวณซอกใบหรือปลายกิ่ง ดอกสีเหลือง
  • เกสร: มีเกสรเพศผู้ 10 อัน
  • ฝัก: ฝักไม่แตก รูปขอบขนาน ค่อนข้างพองและคอดระหว่างเมล็ด มีเมล็ดประมาณ 1–3 เมล็ด
  • เมล็ด: สีน้ำตาลเข้ม รูปค่อนข้างกลมและมีเปลือกแข็ง

ในระดับวัตถุดิบยา งานวิจัยด้านเภสัชพฤกษศาสตร์ของรากได้จัดทำข้อมูลลักษณะทางกายภาพและคุณสมบัติทางเภสัชพฤกษศาสตร์ของรากไว้ ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการควบคุมคุณภาพวัตถุดิบได้

สำหรับการผลิตเชิงอุตสาหกรรม ควรใช้ ตัวอย่างพรรณไม้ที่มีการยืนยันชนิดโดยนักพฤกษศาสตร์หรือหอพรรณไม้ ร่วมกับการตรวจสอบทางเภสัชเวทและการวิเคราะห์สารสำคัญ เพื่อป้องกันการปะปนกับพืชที่มีชื่อท้องถิ่นเหมือนกัน

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (ม.ป.ป.). Caesalpinia digyna Rottler — e-Flora of Thailand.
  2. โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ. (ม.ป.ป.). กำจาย (Caesalpinia digyna).
  3. ฐานข้อมูลทรัพยากรชีวภาพประเทศไทย. (ม.ป.ป.). Caesalpinia digyna. สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม.
  4. มหาวิทยาลัยมหิดล. (ม.ป.ป.). ฐานข้อมูลทรัพยากรพรรณพืชและตัวอย่างพรรณไม้.
  5. วันเพ็ญ วสุพงษ์พันธ์, และ พรชัย เปรมไกรสร. (2553). การประเมินฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระของพืชสมุนไพรไทยสิบเอ็ดชนิด. Science Essence Journal, 26(1).
  6. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. (2567). บัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร พ.ศ. 2567.
  7. Fatema, S., et al. (2024). Phytochemical profiling and pharmacological evaluation of methanolic leaf extract of Caesalpinia digyna for cytotoxic, anti-inflammatory, antioxidant, antiarthritic, and analgesic activities. Food Science & Nutrition. doi: 10.1002/fsn3.4504.
  8. Gagnon, E., & Lewis, G. P. (2016). A new generic system for the pantropical Caesalpinia group (Leguminosae). PhytoKeys, 71, 1–160.
  9. Kew Science. (2026). Moullava digyna (Rottler) Gagnon & G.P.Lewis. Plants of the World Online.
  10. Mahato, S. B., et al. (1983/1985). Studies on the chemical constituents of Caesalpinia digyna. ข้อมูลสารประกอบทางเคมีของรากและส่วนต่าง ๆ ของพืชถูกรวบรวมไว้ในงานทบทวนและฐานข้อมูล phytochemical
  11. Mitra, S. K., Kannan, R., & Sundaram, R. (2007). Pharmacognostical and physicochemical characteristics of roots of lesser known medicinal plant Caesalpinia digyna Rottl. Ancient Science of Life, 26(3), 35–39.
  12. Roy, S. K., Agrahari, U. C., Gautam, R., Srivastava, A., & Jachak, S. M. (2011). Isointricatinol, a new antioxidant homoisoflavonoid from the roots of Caesalpinia digyna Rottler. Natural Product Research. doi: 10.1080/14786419.2010.548813.
  13. Singh, et al. (2021). Antipyretic activity of Caesalpinia digyna (Rottl.) leaves extract along with phytoconstituent’s binding affinity to COX-1, COX-2, and mPGES-1 receptors: In vivo and in silico approaches. Saudi Journal of Biological Sciences. doi: 10.1016/j.sjbs.2021.05.050.
  14. Useful Tropical Plants Database. (2024). Moullava digyna.

 

Scroll to top