เกาลัดไทย

เกาลัดไทย

เกาลัดไทย

เกาลัดไทย เป็นไม้ต้นที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Sterculia monosperma Vent. อยู่ในวงศ์ Malvaceae ตามระบบอนุกรมวิธานปัจจุบัน เดิมมักจัดอยู่ในวงศ์ Sterculiaceae และมีชื่อเรียกอื่น เช่น เกาลัด, เกาลัดเมือง, เกาลัดเทียม, บ่ากอลัด, เท็งท้อ และมีชื่อสามัญว่า Chinese chestnut หรือ Seven sisters’ fruit ทั้งนี้ เกาลัดไทยไม่ใช่เกาลัดแท้ในสกุล Castanea แต่เป็นพืชในสกุล Sterculia ที่มีเมล็ดนำมาใช้เป็นอาหารในบางพื้นที่ของเอเชีย

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร : เกาลัดไทย
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Sterculia monosperma Vent.
  • ชื่อพ้องทางวิทยาศาสตร์ที่พบ : Sterculia nobilis (Salisb.) Sm., Clompanus monosperma (Vent.) Kuntze
  • ชื่อไทยและชื่อท้องถิ่น : เกาลัด, เกาลัดเมือง, เกาลัดเทียม, บ่ากอลัด, บ่าเกาลัด, เท็งท้อ
  • ชื่อสามัญ : Chinese chestnut, Seven sisters’ fruit, Phoenix eye fruit
  • วงศ์ : Malvaceae
  • ลักษณะการใช้ประโยชน์เด่น : เมล็ดใช้เป็นอาหาร โดยนำไปต้มหรือคั่วตามภูมิปัญญาการบริโภคในบางพื้นที่
  • ข้อควรทำความเข้าใจ : เกาลัดไทยแตกต่างจากเกาลัดจีนหรือเกาลัดแท้ (Castanea mollissima) ซึ่งอยู่ในวงศ์ Fagaceae ดังนั้นชื่อ “เกาลัดไทย” เป็นชื่อสามัญที่ใช้เรียกพืชคนละกลุ่มกับเกาลัดแท้

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : ไม้ต้นไม่ผลัดใบหรือมีลักษณะเขียวชอุ่มตลอดปี โดยทั่วไปสูงประมาณ 4–30 เมตร เรือนยอดค่อนข้างโปร่ง เปลือกลำต้นเรียบหรืออาจแตกเป็นร่องเล็ก ๆ ตามแนวยาว กิ่งอ่อนเกลี้ยง
  • ใบ : ใบเดี่ยว เรียงเวียนหรือเรียงสลับบริเวณใกล้ปลายกิ่ง ใบรูปรีถึงรูปขอบขนาน ขนาดประมาณกว้าง 5–15 เซนติเมตร และยาว 10–30 เซนติเมตร แผ่นใบค่อนข้างหนา ผิวใบเรียบหรือมีรอยย่นเล็กน้อย ขอบใบอาจเป็นคลื่นเล็กน้อย
  • ดอก : ดอกออกเป็นช่อแบบช่อแยกแขนงบริเวณปลายกิ่งและใกล้ปลายกิ่ง ช่อดอกยาวได้ประมาณ 35 เซนติเมตร ดอกไม่มีกลีบดอก มีกลีบเลี้ยงเชื่อมกันบริเวณโคนและแยกเป็นแฉกทางด้านบน สีของดอกมีตั้งแต่ขาวหรือครีมจนถึงสีอมชมพูหรือแดงเมื่อแก่
  • ผล : ผลเป็นผลแห้งแตก ลักษณะคล้ายฝักหรือผลแบบ follicle เมื่อแก่มีสีแดงหรือแดงสดและแตกออกตามแนวเดียว ภายในมีเมล็ดประมาณ 1–4 เมล็ด เมล็ดมีรูปร่างรีและมีสีเข้ม
  • เมล็ด : เมล็ดมีเปลือกหรือผิวด้านนอกสีเข้ม ส่วนเนื้อภายในเมื่อผ่านความร้อนมีสีเหลืองและมีแป้งเป็นองค์ประกอบสำคัญ

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • มีถิ่นกำเนิดตามธรรมชาติในบริเวณ จีนตอนใต้ ไต้หวัน ลาว ไทย เวียดนาม และคาบสมุทรมลายู โดยฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew ระบุขอบเขตถิ่นกำเนิดตั้งแต่จีนตอนใต้ไปจนถึงคาบสมุทรมลายูและไต้หวัน
  • ในประเทศไทยพบการปลูกและพบในพื้นที่ภาคเหนือ รวมถึงพื้นที่ที่มีภูมิประเทศเป็นภูเขาและป่าบางประเภท โดยมีรายงานการพบในระดับความสูงประมาณ 600–1,800 เมตรจากระดับน้ำทะเลในเอกสารด้านพรรณไม้ที่แนะนำสำหรับพื้นที่ คทช.
  • เป็นไม้ที่สามารถปลูกเป็นไม้ผล ไม้ประดับ และไม้ให้ร่มเงาได้

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • สภาพแวดล้อม : เจริญได้ดีในพื้นที่ที่มีแสงแดดเพียงพอและดินมีความอุดมสมบูรณ์ ระบายน้ำได้ดี
  • การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด : ใช้เมล็ดที่สมบูรณ์เพาะในวัสดุเพาะที่ระบายน้ำดี รักษาความชื้นอย่างสม่ำเสมอจนต้นกล้างอก แล้วจึงย้ายปลูก
  • การขยายพันธุ์ด้วยกิ่งปักชำ : สามารถใช้กิ่งปักชำในการขยายพันธุ์ได้เช่นกัน โดยควรใช้วัสดุที่ระบายน้ำดีและควบคุมความชื้นไม่ให้แฉะเกินไป
  • การปลูกลงแปลง : ควรเลือกพื้นที่ที่มีแสงแดดเหมาะสม ดินระบายน้ำดี และมีพื้นที่เพียงพอสำหรับการเจริญของทรงพุ่ม

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ผลและเมล็ด : แหล่งข้อมูลสมุนไพรไทยบางแห่งระบุ “ผล” เป็นส่วนที่ใช้ แต่ข้อมูลทางวิชาการและฐานข้อมูลพรรณไม้ของหน่วยงานรัฐพบการใช้ เมล็ดเป็นอาหาร มากกว่าการใช้เป็นยาสมุนไพร
  • เนื่องจากข้อมูลด้านสรรพคุณทางยาของเกาลัดไทยยังมีหลักฐานทางคลินิกจำกัด จึงควรแยกให้ชัดเจนระหว่าง การใช้ตามภูมิปัญญา กับ ข้อพิสูจน์ทางเภสัชวิทยาและการแพทย์สมัยใหม่

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

  • ข้อมูลจากแหล่งรวบรวมภูมิปัญญาสมุนไพรไทยระบุว่า ผลหรือเนื้อเมล็ดเกาลัดไทย มีการกล่าวถึงการใช้เพื่อบำรุงร่างกาย บำรุงตับและไต รวมถึงใช้ในกรณีท้องเสียหรืออาเจียน อย่างไรก็ตาม ข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลด้านภูมิปัญญาและยังไม่ควรตีความว่าเป็นสรรพคุณที่ได้รับการยืนยันทางคลินิก
  • มีการกล่าวถึงตำรายาจีนที่ใช้เกาลัดในบริบทต่าง ๆ เช่น การรับประทานเพื่อดูแลอาการปัสสาวะไม่อยู่ในผู้สูงอายุหรืออาการเกี่ยวกับคอ แต่ข้อมูลเหล่านี้ควรระบุว่าเป็น การใช้ตามตำรับหรือภูมิปัญญาจีน ไม่ใช่หลักฐานยืนยันประสิทธิผลของเกาลัดไทยในผู้ป่วย
  • เอกสารการศึกษาพืชอาหารพื้นบ้านในประเทศไทยรายงานว่า เมล็ดเกาลัดไทยนำมาต้ม คั่ว หรือหมกไฟรับประทาน และมีการระบุว่ารับประทานมากอาจมีฤทธิ์เป็นยาระบาย

วิธีใช้

  • ด้านอาหาร : เมล็ดมีรายงานการนำไปต้ม คั่ว หรือปรุงให้สุกก่อนรับประทาน
  • ด้านสมุนไพร : ยังไม่มีขนาดรับประทานมาตรฐานสำหรับการใช้เกาลัดไทยเป็นยาสมุนไพรที่ได้รับการยืนยันทางคลินิก จึงไม่ควรกำหนดขนาดยาเพื่อรักษาโรคจากข้อมูลภูมิปัญญาเพียงอย่างเดียว
  • ข้อควรระวัง : มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับน้ำมันจากเมล็ดที่พบกรดไขมันกลุ่ม cyclopropenoid fatty acids โดยการปรุงสุกไม่ได้ทำให้สารกลุ่มนี้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญในงานศึกษาหนึ่ง จึงควรระมัดระวังการรับประทานเมล็ดในปริมาณมากหรือการนำไปใช้เป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรเข้มข้น

สารสำคัญ

  • คาร์โบไฮเดรต : การวิเคราะห์องค์ประกอบทางโภชนาการของเมล็ดพบคาร์โบไฮเดรตเป็นองค์ประกอบหลัก ประมาณ 73.7% ของน้ำหนักแห้ง
  • ไขมัน : ประมาณ 12.0% ของน้ำหนักแห้ง
  • โปรตีน : ประมาณ 7.8% ของน้ำหนักแห้ง
  • ใยอาหาร : ประมาณ 5.5% ของน้ำหนักแห้ง
  • แป้งและอะไมโลส : เมล็ดมีแป้งในปริมาณสูง และมีรายงานปริมาณอะไมโลสมากกว่า 35% ในการศึกษาหนึ่ง
  • สารฟีนอลิก/ฟลาโวนอยด์ที่มีการตรวจพบ : งานวิจัยการต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดเกาลัดไทยตรวจพบ catechin และ quercetin โดยมีปริมาณประมาณ 36.99 ± 4.23 และ 26.67 ± 3.85 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมตามลำดับในการทดลองดังกล่าว
  • กรดไขมันไซโคลโพรพีนอยด์ : น้ำมันจากเมล็ดมีรายงานการพบ sterculic acid และกรดไขมันไซโคลโพรพีนอยด์อื่น ๆ โดยงานวิจัยของ Berry รายงาน sterculic acid ประมาณ 19.15% ของพื้นที่พีคกรดไขมันในการวิเคราะห์น้ำมันเมล็ด และพบว่าการปรุงไม่ได้ทำให้สัดส่วนดังกล่าวลดลง

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • งานวิจัยด้านโภชนาการของเมล็ด Sterculia monosperma พบว่าเมล็ดมีคาร์โบไฮเดรตเป็นองค์ประกอบหลัก รองลงมาคือไขมัน โปรตีน และใยอาหาร จึงมีศักยภาพในการนำไปใช้เป็นวัตถุดิบอาหารและผลิตภัณฑ์จากแป้ง
  • งานวิจัยของมหาวิทยาลัยพะเยาศึกษา ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของเกาลัดไทย ด้วยวิธี ABTS พบว่าสารสกัดเอทานอลมีค่า Trolox Equivalent Antioxidant Capacity ประมาณ 10.63–12.50 มิลลิโมล Trolox/กรัมตัวอย่างสด และตรวจพบ catechin และ quercetin ด้วย HPLC
  • งานวิจัยระดับวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับแป้งและสตาร์ชจากเกาลัดไทยพบว่าแป้งและสตาร์ชมีคุณสมบัติทางกายภาพและความหนืดที่สามารถนำไปประยุกต์ในผลิตภัณฑ์อาหารบางประเภท โดยเฉพาะการใช้เป็นสารให้ความข้นหนืดในซอส
  • หลักฐานที่มีอยู่ในปัจจุบันยังอยู่ในระดับ การศึกษาองค์ประกอบทางอาหาร การวิเคราะห์สารเคมี และการทดลองในห้องปฏิบัติการ มากกว่าการศึกษาทางคลินิกในมนุษย์

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สารสกัดเกาลัดไทยแสดงความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระจากการทดสอบ ABTS ในห้องปฏิบัติการ และตรวจพบ catechin และ quercetin ซึ่งเป็นสารประกอบที่มีรายงานฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในพืชหลายชนิด
  • อย่างไรก็ตาม ผลการทดลองดังกล่าวเป็น การศึกษานอกร่างกาย (in vitro) ไม่ควรนำไปสรุปโดยตรงว่าเกาลัดไทยสามารถป้องกันหรือรักษาโรคในมนุษย์ได้
  • ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาด้านกลไกการออกฤทธิ์ การดูดซึม การกระจายตัว การเผาผลาญ ความเป็นพิษ และการทดลองทางคลินิกเพิ่มเติมก่อนที่จะสรุปประโยชน์เชิงการรักษา

ความปลอดภัย

  • ประเด็นสำคัญของ ความปลอดภัยของเกาลัดไทย คือองค์ประกอบในน้ำมันเมล็ด โดยมีงานวิจัยรายงานการพบ cyclopropenoid fatty acids (CPFA) รวมถึง sterculic acid ในปริมาณที่ควรนำมาพิจารณาเมื่อจะใช้เมล็ดเป็นอาหารหรือวัตถุดิบผลิตภัณฑ์
  • NParks ของสิงคโปร์ระบุข้อมูลด้านความปลอดภัยของพืชชนิดนี้ว่าเมล็ดมีสาร CPFA และอ้างถึงงานศึกษาที่พบว่าการต้มไม่ได้ลดปริมาณสารดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญ จึงจัดให้มีข้อควรระวังเรื่องการรับประทานเมล็ด
  • ดังนั้น ไม่ควรส่งเสริมการรับประทานเมล็ดเกาลัดไทยในปริมาณมากเป็นประจำ หรือใช้สารสกัดเข้มข้นเพื่อรักษาโรค จนกว่าจะมีข้อมูลความปลอดภัยที่เพียงพอ
  • ข้อมูลความปลอดภัยในหญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัวยังมีจำกัด

ข้อห้ามใช้

  • ควรหลีกเลี่ยงการใช้เมล็ดเกาลัดไทยเป็นยาหรืออาหารเสริมในปริมาณสูง เนื่องจากมีข้อมูลเกี่ยวกับ กรดไขมัน cyclopropenoid ในน้ำมันเมล็ด
  • ไม่ควรรับประทานเมล็ดดิบหรือใช้เมล็ดที่ไม่ทราบแหล่งที่มาและการเตรียมอย่างถูกต้อง
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือรับประทานยาเป็นประจำควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารสกัดจากเกาลัดไทย
  • การกล่าวอ้างสรรพคุณรักษาโรคจากตำรับพื้นบ้านหรือตำรายาโบราณไม่ควรใช้แทนการรักษาทางการแพทย์

การใช้ในอาหาร

  • เมล็ดเกาลัดไทย เป็นส่วนที่มีการใช้เป็นอาหารเด่นที่สุด
  • มีรายงานการนำเมล็ดไป ต้ม คั่ว หรือหมกไฟ ก่อนรับประทาน
  • เมล็ดมีแป้งสูง จึงสามารถนำมาศึกษาและพัฒนาเป็น แป้งเกาลัดไทยและสตาร์ชเกาลัดไทย
  • งานวิจัยด้านอาหารพบว่าแป้งจากเมล็ดสามารถนำไปประยุกต์เป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์อาหารบางชนิด เช่น ซอสและผลิตภัณฑ์ที่ต้องการสารให้ความข้นหนืด
  • อย่างไรก็ตาม ประเด็นด้าน cyclopropenoid fatty acids ควรได้รับการพิจารณาอย่างจริงจังในการพัฒนาเป็นอาหารหรือผลิตภัณฑ์อาหารเชิงพาณิชย์

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ผลิตภัณฑ์อาหาร : เมล็ดและแป้งจากเมล็ดสามารถนำไปพัฒนาเป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์อาหาร
  • แป้งและสตาร์ช : มีการศึกษาคุณสมบัติทางเคมีกายภาพและความหนืดเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอาหาร
  • ไม้ : ต้นเกาลัดไทยสามารถใช้เป็นไม้ประดับและให้ร่มเงา ส่วนเนื้อไม้มีการกล่าวถึงการนำไปใช้ประโยชน์ด้านงานไม้และเฟอร์นิเจอร์ แต่การใช้ประโยชน์เชิงอุตสาหกรรมควรพิจารณาคุณสมบัติของไม้และแหล่งวัตถุดิบเป็นรายกรณี

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • เมล็ด : เก็บเมื่อผลแก่จัดและเริ่มแตก เผยให้เห็นเมล็ดภายใน จากนั้นคัดเมล็ดที่สมบูรณ์และไม่มีเชื้อราหรือการเข้าทำลายของแมลง
  • การเก็บรักษา : เมล็ดสำหรับใช้เป็นวัตถุดิบอาหารควรทำความสะอาดและลดความชื้นให้เหมาะสมก่อนเก็บในภาชนะสะอาด ปิดสนิท และป้องกันความชื้น แมลง และเชื้อรา
  • หากต้องการเก็บเป็นเมล็ดพันธุ์ ควรเก็บรักษาเมล็ดที่สมบูรณ์และหลีกเลี่ยงความร้อนหรือความชื้นสูง

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

  • ในประเทศไทยมีการใช้ เมล็ดเกาลัดไทยเป็นอาหารพื้นบ้าน โดยเฉพาะการนำมาต้ม คั่ว หรือหมกไฟ และมีรายงานว่ารับประทานมากอาจมีผลเป็นยาระบาย
  • ในภาคเหนือมีชื่อเรียก บ่ากอลัด หรือชื่อใกล้เคียงกัน สะท้อนการใช้ประโยชน์จากพืชชนิดนี้ในวัฒนธรรมอาหารของท้องถิ่น
  • ข้อมูลภูมิปัญญาที่กล่าวถึงการใช้เป็นยาควรแยกจากข้อมูลการใช้เป็นอาหาร เนื่องจากหลักฐานทางเภสัชวิทยาและทางคลินิกของเกาลัดไทยยังมีจำกัด

ประวัติและวัฒนธรรม

  • ชื่อ “เกาลัดไทย” อาจทำให้เกิดความเข้าใจว่าเป็นเกาลัดพื้นเมืองของประเทศไทย แต่ในทางพฤกษศาสตร์พืชชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และไม่ได้อยู่ในกลุ่มเกาลัดแท้สกุล Castanea
  • ในประเทศจีนมีการเรียกพืชชนิดนี้ว่า 蘋婆 (Ping-pong/Ping-po) และมีชื่อที่เกี่ยวข้องกับผลไม้ “Seven sisters’ fruit” โดยมีความเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมการบริโภคในเทศกาล Qixi หรือเทศกาลชีซี
  • ในประเทศไทยมีการนำเมล็ดมาใช้เป็นอาหาร และมีการปลูกเป็นไม้ผลและไม้ประดับในบางพื้นที่

สถานะการอนุรักษ์

  • Plants of the World Online ของ Kew ยอมรับ Sterculia monosperma Vent. เป็นชื่อวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้องในปัจจุบัน และมีการประเมินคาดการณ์ความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ของชนิดพันธุ์ว่า ไม่ถูกคุกคาม (not threatened) ด้วยระดับความเชื่อมั่นสูงในฐานข้อมูล Angiosperm Extinction Risk Predictions
  • อย่างไรก็ตาม สถานะดังกล่าวเป็นข้อมูลระดับชนิดพันธุ์ในภาพรวม ไม่ได้หมายความว่าประชากรเกาลัดไทยในทุกพื้นที่ของประเทศไทยจะมีความมั่นคงเท่ากัน

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • Kingdom : Plantae
  • Phylum : Streptophyta
  • Class : Equisetopsida
  • Subclass : Magnoliidae
  • Order : Malvales
  • Family : Malvaceae
  • Genus : Sterculia
  • Species : Sterculia monosperma Vent.
  • Accepted name : Sterculia monosperma Vent.
  • ชื่อพ้องสำคัญ : Sterculia nobilis (Salisb.) Sm.; Clompanus monosperma (Vent.) Kuntze
  • ชื่อชนิดย่อย/วาไรตีที่ได้รับการยอมรับ : Sterculia monosperma var. monosperma และ Sterculia monosperma var. subspontanea (H.H.Hsue & S.J.Xu) Y.Tang, M.G.Gilbert & Dorr

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

การตรวจสอบเอกลักษณ์ของ เกาลัดไทย (Sterculia monosperma) ควรพิจารณาร่วมกันทั้งลักษณะทางพฤกษศาสตร์และชื่อวิทยาศาสตร์ เนื่องจากชื่อสามัญ “เกาลัด” อาจทำให้สับสนกับเกาลัดแท้ในสกุล Castanea

  • ลักษณะต้น : ไม้ต้นขนาดกลางถึงใหญ่ เรือนยอดโปร่ง เปลือกเรียบหรือมีร่องตามยาว
  • ใบ : ใบเดี่ยว รูปรีถึงรูปขอบขนาน ขนาดค่อนข้างใหญ่และมักกระจุกบริเวณปลายกิ่ง
  • ดอก : ออกเป็นช่อแยกแขนงบริเวณปลายกิ่ง ดอกไม่มีกลีบดอก
  • ผล : ผลแห้งแตก มีลักษณะเป็น follicle เมื่อแก่มีสีแดงและแตกตามแนวเดียว
  • เมล็ด : มีเมล็ดสีเข้มอยู่ภายในผล และส่วนเนื้อเมล็ดมีสีเหลืองเมื่อสุกหรือผ่านความร้อน
  • การยืนยันทางอนุกรมวิธาน : ควรเทียบกับตัวอย่างพรรณไม้แห้งหรือ specimen ที่ได้รับการระบุชนิดโดยนักพฤกษศาสตร์ และตรวจสอบกับฐานข้อมูลอนุกรมวิธานสมัยใหม่ เช่น Plants of the World Online
  • ข้อควรระวังในการจำแนก : ไม่ควรใช้เพียงชื่อ “เกาลัดไทย” เป็นเกณฑ์ในการระบุชนิด เพราะอาจปะปนกับ Castanea mollissima หรือเกาลัดชนิดอื่นที่ใช้ชื่อสามัญว่าเกาลัดเช่นกัน

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมป่าไม้. (ม.ป.ป.). คู่มือชนิดพรรณไม้ที่แนะนำปลูกในพื้นที่ คทช. สำนักวิจัยและพัฒนาการป่าไม้.
  2. บุหรัน พันธุ์สวรรค์. (2564). ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของเกาลัดไทย. เอกสารการประชุมวิชาการระดับชาติ. มหาวิทยาลัยพะเยา.
  3. มนทกานต์ เบญจพลากร. (ม.ป.ป.). สมบัติทางเคมีกายภาพของแป้งและสตาร์ชจากเกาลัดน่าน Sterculia monosperma. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
  4. สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ/โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช. (ม.ป.ป.). ข้อมูลพรรณไม้เกาลัด: Sterculia monosperma Vent.
  5. สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ และหน่วยงานด้านทรัพยากรพรรณพืช. (ม.ป.ป.). เกาลัดไทย (Sterculia monosperma Vent.).
  6. องค์การสวนพฤกษศาสตร์. (ม.ป.ป.). Sterculia monosperma Vent. ฐานข้อมูลพรรณไม้.
  7. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. (ม.ป.ป.). บัญชีรายชื่ออาหารที่อนุญาตให้ใช้เป็นส่วนประกอบอาหาร. กองอาหาร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา.
  8. Berry, S. K. (1982). Fatty acid composition and cyclopropene fatty acid content of China-chestnuts (Sterculia monosperma, Ventenat). Journal of the American Oil Chemists’ Society, 59(1), 57–58.
  9. Noitang, S., Sooksai, S., Foophow, T., & Petsom, A. (2009). Proximate analysis and physico-chemical properties of flour from the seeds of the China chestnut, Sterculia monosperma Ventenat. Pakistan Journal of Biological Sciences, 12(19), 1314–1319.
  10. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Sterculia monosperma Vent. Plants of the World Online.
  11. NParks. (2026). Sterculia monosperma. Flora & Fauna Web, National Parks Board, Singapore.
  12. World Flora Online. (2026). Sterculia monosperma Vent. World Flora Online.

 

Scroll to top