โกงกางใบเล็ก
โกงกางใบเล็ก เป็นไม้ป่าชายเลนที่มีความสำคัญทั้งด้านระบบนิเวศและภูมิปัญญาการใช้ประโยชน์จากพืช โดยเฉพาะ เปลือกโกงกางใบเล็ก ซึ่งมีสารแทนนินและสารกลุ่มโพลีฟีนอลที่ได้รับความสนใจในการศึกษาด้านสมุนไพรและเภสัชวิทยา นอกจากนี้ยังเป็นไม้ที่ใช้ประโยชน์ด้านไม้ฟืน ถ่าน การย้อมสี และงานก่อสร้างชายฝั่งมาแต่เดิม อย่างไรก็ตาม การใช้เป็น สมุนไพรรักษาโรค ในปัจจุบันควรแยกให้ชัดเจนระหว่างข้อมูลจากภูมิปัญญาพื้นบ้านกับหลักฐานทางคลินิก เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลการทดลองในมนุษย์ที่เพียงพอสำหรับยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรค
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อสมุนไพร : โกงกางใบเล็ก
- ชื่อไทย : โกงกางใบเล็ก
- ชื่อท้องถิ่น : โกงกาง พบเรียกในจังหวัดระนอง, พังกาทราย พบในจังหวัดกระบี่, พังกาใบเล็ก พบในจังหวัดพังงา
- ชื่อวิทยาศาสตร์ : Rhizophora apiculata Blume
- ชื่อวงศ์ : Rhizophoraceae หรือวงศ์โกงกาง
- ชื่อสกุล : Rhizophora
- ชื่อสามัญภาษาอังกฤษ : Tall-stilt mangrove
- ประเภทพืช : ไม้ยืนต้นป่าชายเลน
- ถิ่นอาศัย : บริเวณชายฝั่งทะเล ปากแม่น้ำ คลองหรือพื้นที่น้ำกร่อยที่มีน้ำทะเลขึ้นถึง
- ลักษณะเด่น : มีรากค้ำยันจำนวนมาก ใบหนา และมีการงอกของเมล็ดแบบมีชีวิต หรือ vivipary คือเมล็ดเริ่มงอกขณะผลยังติดอยู่กับต้น
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ลำต้น : เป็นไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สามารถสูงได้ประมาณ 20–30 เมตรในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ลำต้นมีเปลือกสีเทาหรือเทาอมดำ และมีรากค้ำยันแตกแขนงจำนวนมากช่วยพยุงต้นไม้บนดินเลน
- ราก : มีรากค้ำยันหรือรากเสริมบริเวณโคนต้นและรากจากส่วนลำต้น/กิ่ง ทำหน้าที่เพิ่มความมั่นคงในพื้นที่ดินเลนที่มีน้ำขึ้นลง
- ใบ : เป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามแบบสลับตั้งฉาก แผ่นใบค่อนข้างหนา รูปรี รูปรีแคบถึงรูปไข่แกมรูปใบหอก ขนาดที่มีการรายงานจากการศึกษาพรรณไม้ไทยประมาณ 12–20.5 × 5–8.5 เซนติเมตร ปลายใบมีติ่งแหลมสั้น โดยทั่วไปยาวน้อยกว่า 3 มิลลิเมตร
- หูใบ : เป็นหูใบระหว่างก้านใบ รูปแถบหรือรูปใบหอก ยาวประมาณ 4.5–10 เซนติเมตร
- ดอก : ช่อดอกออกบริเวณกิ่งที่ไม่มีใบและตามซอกแผลเป็นของใบ ช่อเป็นแบบสั้น มีดอก 2 ดอก ดอกไม่มีก้านดอกย่อย กลีบเลี้ยง 4 กลีบ สีเขียวอ่อนอมเหลืองถึงเขียวอมสีน้ำตาล และกลีบดอกสีขาวครีม
- ช่วงออกดอก : ในประเทศไทยมีรายงานการออกดอกประมาณเดือนกันยายน–มกราคม
- ผล : ผลมีลักษณะรูปไข่หรือรูปไข่กลับ ผิวค่อนข้างขรุขระ
- เมล็ดและต้นกล้า : มีเมล็ด 1 เมล็ดและเป็นพืชที่มีการงอกแบบมีชีวิต โดย hypocotyl จะยืดยาวออกจากผลขณะที่ผลยังติดอยู่กับต้น มีลักษณะทรงกระบอกแกมกระบอง สีเขียวเข้มหรือเขียวอมม่วง และยาวประมาณ 25–45 เซนติเมตร
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
- ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์ : มีถิ่นกระจายตั้งแต่จีนตอนใต้ ผ่านเอเชียเขตร้อน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปจนถึงแปซิฟิกตะวันตกและทางตอนเหนือของออสเตรเลีย
- ในประเทศไทย : พบตามพื้นที่ป่าชายเลนทั้งฝั่งอ่าวไทยและฝั่งอันดามัน โดยมีรายงานในหลายจังหวัด เช่น เพชรบุรี กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร ฉะเชิงเทรา ระยอง ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี และนราธิวาส
- สภาพแวดล้อม : เจริญได้ดีในระบบนิเวศป่าชายเลน ดินเลนและพื้นที่ชายฝั่งที่ได้รับอิทธิพลจากน้ำขึ้นน้ำลง
การปลูกและการขยายพันธุ์
- การขยายพันธุ์ตามธรรมชาติ : ใช้เมล็ดที่มีลักษณะ vivipary เมล็ดจะเริ่มงอกและสร้าง hypocotyl ขณะที่ผลยังติดอยู่บนต้น
- การขยายพันธุ์เพื่อปลูกป่าชายเลน : นิยมใช้ฝักหรือต้นกล้าที่มีการพัฒนา hypocotyl แล้วนำไปปลูกในพื้นที่ป่าชายเลนที่เหมาะสม กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งมีการใช้ทั้งกล้าไม้และฝักโกงกางใบเล็กในการฟื้นฟูป่าชายเลนหลายพื้นที่
- พื้นที่ปลูก : ควรเป็นพื้นที่ชายฝั่งหรือพื้นที่ป่าชายเลนที่มีสภาพดินเลนและมีน้ำทะเลขึ้นถึงอย่างเหมาะสม
- การดูแล : ระยะเริ่มต้นควรป้องกันการถูกกระแสน้ำพัดถอน การเหยียบย่ำ และการรบกวนจากกิจกรรมชายฝั่ง
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- เปลือกต้น : เป็นส่วนที่มีข้อมูลการใช้เป็นยาพื้นบ้านมากที่สุด โดยเฉพาะการใช้เพื่อช่วย ห้ามเลือด แก้ท้องร่วง และแก้บิด
- ส่วนอื่นของพืช : มีรายงานการศึกษาทางเภสัชวิทยาของใบ ราก และส่วนต่าง ๆ ของต้น แต่หลักฐานเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นการทดลองระดับสารสกัดหรือสัตว์ทดลอง ยังไม่ควรนำมาเทียบเท่ากับการยืนยันประสิทธิผลทางคลินิกในมนุษย์
สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา
- เปลือกต้น : ภูมิปัญญาพื้นบ้านมีการใช้สารสกัดหรือน้ำต้มจากเปลือกเพื่อ ห้ามเลือด ชะล้างแผล แก้ท้องร่วง และแก้บิด
- ด้านการดูแลบาดแผล : มีการใช้สารจากเปลือกในลักษณะเกี่ยวกับการชะล้างหรือห้ามเลือดตามภูมิปัญญาท้องถิ่น
- ด้านระบบทางเดินอาหาร : มีรายงานการใช้เปลือกเพื่อบรรเทาอาการท้องร่วงและบิดในตำรับพื้นบ้านบางพื้นที่
- ข้อควรแยกจากหลักฐานวิทยาศาสตร์ : สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลการใช้ตามภูมิปัญญา ไม่ได้หมายความว่าสามารถใช้แทนยามาตรฐาน และยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกที่เพียงพอที่จะยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์
วิธีใช้
- ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน : มีการนำ เปลือกต้นโกงกางใบเล็ก มาต้มหรือสกัดเป็นน้ำสำหรับใช้ตามวัตถุประสงค์พื้นบ้าน เช่น แก้ท้องร่วง แก้บิด หรือใช้ภายนอกเกี่ยวกับแผล
- การใช้ภายนอก : ข้อมูลจากฐานข้อมูลทรัพยากรไทยระบุการใช้น้ำจากเปลือกเพื่อชะล้างแผลและช่วยห้ามเลือด
- คำเตือน : ไม่ควรกำหนดขนาดรับประทานแบบตายตัวสำหรับประชาชนทั่วไป เนื่องจากยังไม่มีขนาดยามาตรฐานของ โกงกางใบเล็ก ที่ได้รับการยืนยันด้านประสิทธิผลและความปลอดภัยในมนุษย์
ในบัญชียาจากสมุนไพร
จากการตรวจสอบข้อมูลที่ค้นพบ ยังไม่พบหลักฐานที่ยืนยันว่าโกงกางใบเล็ก (Rhizophora apiculata Blume) เป็นตัวยาสำคัญหรือรายการสมุนไพรเดี่ยวที่มีข้อบ่งใช้ในบัญชียาจากสมุนไพรของประเทศไทย จึงไม่ควรระบุว่าเป็นสมุนไพรในบัญชีดังกล่าวโดยไม่มีการตรวจสอบประกาศฉบับปัจจุบันเพิ่มเติม
สารสำคัญ
การศึกษาทางพฤกษเคมีพบสารออกฤทธิ์และสารเมแทบอไลต์หลายกลุ่ม โดยองค์ประกอบอาจแตกต่างกันตามส่วนของพืช แหล่งที่มา อายุของต้น และตัวทำละลายที่ใช้สกัด
- แทนนิน (tannins) : พบในเปลือกในปริมาณที่มีความสำคัญทางอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่ม condensed/polyflavonoid tannins
- คาเทชิน (catechin) : มีรายงานว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญของสารแทนนินจากเปลือก
- Epicatechin
- Epigallocatechin
- Epicatechin gallate
- สารฟีนอลิก (phenolic compounds)
- ฟลาโวนอยด์ (flavonoids)
- อัลคาลอยด์ (alkaloids)
- ซาโปนิน (saponins)
- ไกลโคไซด์ (glycosides)
- สเตียรอยด์ (steroids)
- เทอร์พีนอยด์ (terpenoids)
งานวิจัยเกี่ยวกับแทนนินจากเปลือกพบว่า catechin เป็นองค์ประกอบเด่นของกลุ่ม flavan-3-ols และสารแทนนินมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในระบบทดสอบ DPPH และ ABTS
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
- งานวิจัยด้าน phytochemistry พบสารกลุ่มฟีนอลิก ฟลาโวนอยด์ แทนนิน และสารเมแทบอไลต์อื่น ๆ ในสารสกัดจาก Rhizophora apiculata
- งานวิจัยปี 2008 พบว่าแทนนินจากเปลือกมีความสามารถในการกำจัดอนุมูลอิสระในระบบทดสอบ DPPH และ ABTS และพบ catechin เป็นองค์ประกอบเด่น
- งานทดลองอีกฉบับรายงานว่าสารสกัดจาก R. apiculata มีฤทธิ์ต้านจุลชีพและต้านอนุมูลอิสระ และพบสารประกอบฟีนอลิกในสารสกัด
- งานวิจัยปี 2025 ใช้ GC-MS และ FTIR วิเคราะห์สารสกัดเอทานอล พบอัลคาลอยด์ ซาโปนิน ฟีนอล ไกลโคไซด์ สเตียรอยด์ และแทนนิน รวมทั้งพบฤทธิ์ต้านแบคทีเรียต่อเชื้อก่อโรคในช่องปาก โดยให้ผลเด่นต่อ Klebsiella pneumoniae
- หลักฐานในปัจจุบันส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับ การทดลองในหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง จึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าโกงกางใบเล็กสามารถรักษาโรคในมนุษย์ได้
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
มีการศึกษาศักยภาพทางเภสัชวิทยาของ โกงกางใบเล็ก ในหลายด้าน ได้แก่
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : พบในสารสกัดจากเปลือกและสารกลุ่มแทนนิน
- ฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย : สารสกัดจากเปลือกและส่วนอื่นของพืชมีฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเรียบางชนิดในการทดลอง
- ฤทธิ์ต้านเชื้อรา : มีรายงานฤทธิ์ต่อเชื้อราบางชนิด
- ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : มีรายงานจากการทดลองระดับเซลล์และสัตว์ทดลอง
- ฤทธิ์สมานแผล : มีการศึกษาสารสกัดของ R. apiculata ในแบบจำลองการสมานแผล
- ฤทธิ์ต้านมะเร็ง : มีการทดลองระดับเซลล์และสัตว์ทดลองบางรูปแบบ แต่ยังไม่ใช่หลักฐานว่ารักษามะเร็งในมนุษย์
- ฤทธิ์เกี่ยวกับระดับน้ำตาลในเลือด : มีการศึกษาสารบางชนิดและสารสกัดที่แสดงศักยภาพ แต่ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาทางคลินิก
- ฤทธิ์ปกป้องตับ : มีการศึกษาในแบบจำลองสัตว์ทดลองบางชนิด
ภาพรวมจากบทความทบทวนพบว่าศักยภาพทางเภสัชวิทยาของ R. apiculata ครอบคลุมฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านจุลชีพ ต้านการอักเสบ สมานแผล และกิจกรรมทางชีวภาพอื่น ๆ แต่ระดับหลักฐานแตกต่างกันและยังไม่ควรสรุปเป็นสรรพคุณรักษาโรคสำหรับมนุษย์
ความปลอดภัย
- ข้อมูลด้านความปลอดภัยของ โกงกางใบเล็ก ในมนุษย์ยังมีจำกัด
- การศึกษาความเป็นพิษในสัตว์ทดลองพบว่า สารสกัดเอทานอลจากเปลือก สามารถก่อให้เกิดความผิดปกติต่อตับและตับอ่อนเมื่อได้รับในขนาดสูงและต่อเนื่อง
- งานศึกษาความเป็นพิษแบบกึ่งเฉียบพลันในหนูพบว่าเริ่มพบความเป็นพิษต่อตับที่ขนาด 114 มิลลิกรัม/กิโลกรัมน้ำหนักตัว และพบผลต่อตับอ่อนที่ขนาดตั้งแต่ 228 มิลลิกรัม/กิโลกรัมน้ำหนักตัวในเงื่อนไขการทดลองดังกล่าว
- งานวิจัยปี 2025 อีกฉบับรายงานว่าในแบบจำลองตัวอ่อนปลาม้าลายไม่พบความเป็นพิษเฉียบพลันจากสารสกัดที่ศึกษา แต่ผลดังกล่าว ไม่สามารถใช้ยืนยันความปลอดภัยในการรับประทานในมนุษย์ ได้
ข้อห้ามใช้
- ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกเพียงพอสำหรับกำหนดข้อห้ามใช้เฉพาะของโกงกางใบเล็ก
- ผู้ที่ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคตับหรือโรคไต และผู้ที่มีโรคประจำตัว ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานสารสกัดหรือผลิตภัณฑ์จากโกงกางใบเล็กโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากผู้ประกอบวิชาชีพ
- ไม่ควรนำข้อมูลจากการทดลองในหลอดทดลองหรือสัตว์ทดลองมาใช้กำหนดขนาดรับประทานสำหรับมนุษย์
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอเกี่ยวกับ ปฏิกิริยาระหว่างโกงกางใบเล็กกับยาแผนปัจจุบัน จึงไม่ควรสรุปว่าปลอดภัยเมื่อใช้ร่วมกับยาใดเป็นพิเศษ โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ยาประจำหรือใช้สารสกัดเข้มข้น ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้
การใช้ในผลิตภัณฑ์
- ผลิตภัณฑ์แทนนิน : เปลือกโกงกางใบเล็กเป็นแหล่งของ condensed tannins และ polyflavonoid tannins
- ผลิตภัณฑ์ย้อมสี : เปลือกให้น้ำฝาดและสีออกน้ำตาล สามารถนำไปใช้ย้อมผ้า แห อวน และหนัง
- ผลิตภัณฑ์เครื่องหนัง : แทนนินจากเปลือกสามารถใช้ในกระบวนการฟอกหรือทำให้หนังมีคุณสมบัติเหมาะสม
- เชื้อเพลิงและถ่าน : เนื้อไม้ถูกใช้เป็นไม้ฟืนและผลิตถ่าน
- งานก่อสร้าง : ไม้ใช้ทำเสา หลัก และชิ้นส่วนก่อสร้างในพื้นที่ชายฝั่ง เนื่องจากมีความทนทาน
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- เปลือก : หากนำมาใช้เพื่อการศึกษาหรือเป็นวัตถุดิบสมุนไพร ควรเก็บจากต้นที่ระบุชนิดถูกต้องและไม่เก็บจากต้นที่อยู่ในพื้นที่อนุรักษ์โดยไม่ได้รับอนุญาต
- การทำวัตถุดิบแห้ง : ควรทำความสะอาด ลดความชื้น และทำให้แห้งอย่างเหมาะสมก่อนเก็บ
- การเก็บรักษา : เก็บวัตถุดิบแห้งในภาชนะสะอาด ปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสงแดด และแมลง
- การอนุรักษ์ : ไม่ควรลอกเปลือกจากต้นโกงกางในธรรมชาติในปริมาณมาก เพราะอาจทำให้ต้นไม้เสียหายและกระทบต่อระบบนิเวศป่าชายเลน
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
โกงกางใบเล็ก เป็นพืชที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของชุมชนชายฝั่ง โดยเฉพาะชุมชนที่ใช้ประโยชน์จากป่าชายเลน
- เปลือก : ใช้เป็นแหล่งสารฝาดและแทนนิน
- แผล : ภูมิปัญญาบางพื้นที่ใช้น้ำจากเปลือกในการชะล้างแผลและช่วยห้ามเลือด
- ท้องร่วงและบิด : มีการใช้เปลือกตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
- งานประมง : สารฝาดจากเปลือกนำไปใช้กับแห อวน เชือก และวัสดุประมง
- ไม้ : ใช้ทำเสา หลัก และถ่าน
- การฟื้นฟูป่าชายเลน : ปัจจุบันโกงกางใบเล็กเป็นหนึ่งในพันธุ์ไม้สำคัญที่ใช้ในกิจกรรมปลูกและฟื้นฟูป่าชายเลนของประเทศไทย
ประวัติและวัฒนธรรม
โกงกางใบเล็กเป็นองค์ประกอบสำคัญของ วัฒนธรรมและวิถีชีวิตชุมชนชายฝั่ง เนื่องจากป่าชายเลนเป็นแหล่งไม้ แหล่งประมง และพื้นที่ช่วยป้องกันชายฝั่งมาเป็นเวลานาน การนำไม้โกงกางไปทำถ่านและการใช้เปลือกที่มีสารฝาดสำหรับย้อมสีและใช้กับเครื่องมือประมงเป็นการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรป่าชายเลนที่มีประวัติยาวนานในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
สถานะการอนุรักษ์
- สถานะตาม IUCN : Least Concern (LC) หรือมีความเสี่ยงต่ำต่อการสูญพันธุ์
- Rhizophora apiculata มีการกระจายพันธุ์กว้างและพบในหลายประเทศของเอเชียเขตร้อนและแปซิฟิก
- แม้ชนิดพันธุ์จะมีสถานะ LC แต่ ระบบนิเวศป่าชายเลนยังเผชิญแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน การพัฒนาชายฝั่ง และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ดังนั้นการอนุรักษ์ควรให้ความสำคัญทั้งต่อต้นไม้และระบบนิเวศโดยรวม
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
- หมวด (Phylum) : Tracheophyta
- ชั้น (Class) : Magnoliopsida
- อันดับ (Order) : Malpighiales
- วงศ์ (Family) : Rhizophoraceae
- สกุล (Genus) : Rhizophora
- ชนิด (Species) : Rhizophora apiculata Blume
- ชื่อพ้องที่มีรายงาน : Rhizophora candelaria DC., Rhizophora conjugata Arn.
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
การตรวจสอบ โกงกางใบเล็ก ควรพิจารณาลักษณะร่วมหลายประการเพื่อป้องกันการสับสนกับโกงกางใบใหญ่ (Rhizophora mucronata)
- ใบ : รูปรี รูปรีแคบ หรือรูปไข่แกมรูปใบหอก ปลายใบมีติ่งแหลมแข็งสั้น โดยทั่วไปน้อยกว่า 3 มิลลิเมตร
- ช่อดอก : เป็นช่อดอกแบบง่าย มี 2 ดอกต่อช่อ และเกิดบริเวณกิ่งที่ไม่มีใบหรือบริเวณรอยแผลเป็นของใบ
- ดอก : ไม่มีก้านดอกย่อย กลีบเลี้ยง 4 กลีบ และกลีบดอกสีขาวครีม แบน ไม่ม้วนเข้า
- เกสรเพศผู้ : ส่วนใหญ่พบประมาณ 12 อัน
- ผล : มีขนาดเล็กกว่าโกงกางใบใหญ่ โดยผลก่อนเมล็ดงอกมีความยาวประมาณ 1.5–2.6 เซนติเมตร
- Hypocotyl : สีเขียวเข้มหรือเขียวอมม่วง มีลักษณะทรงกระบอกแกมกระบอง ยาวประมาณ 25–45 เซนติเมตร
- ลักษณะสำคัญของใบ : อาจพบจุดเล็กสีดำคล้ายจุดประบนผิวใบด้านล่าง ซึ่งเป็น cork warts และใช้เป็นลักษณะประกอบการจำแนกชนิดได้
- ความแตกต่างจากโกงกางใบใหญ่ : โกงกางใบใหญ่มีใบกว้างกว่า ปลายใบยาวกว่า ช่อดอกแตกแขนงและมีดอกหลายดอกต่อช่อ ขณะที่โกงกางใบเล็กมีช่อดอก 2 ดอกและดอกไม่มีก้านดอกย่อย
หมายเหตุด้านการตรวจสอบเอกลักษณ์: การจัดทำวัตถุดิบสมุนไพรเพื่อการวิจัยหรือผลิตภัณฑ์ควรตรวจสอบตัวอย่างด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านพฤกษศาสตร์หรืออ้างอิงตัวอย่างพรรณไม้แห้ง (herbarium specimen) เนื่องจากโกงกางในประเทศไทยมีหลายชนิดที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง. (2561). มารู้จักพันธุ์ไม้ป่าชายเลน ต้นโกงกางใบเล็ก กันเถอะ. กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง.
- องค์การสวนพฤกษศาสตร์. (ม.ป.ป.). โกงกางใบเล็ก Rhizophora apiculata. โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ.
- สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ/ฐานข้อมูลทรัพยากรชีวภาพ. (ม.ป.ป.). Rhizophora apiculata Blume. ฐานข้อมูลสิ่งมีชีวิตประเทศไทย.
- Ngernsaengsaruay, C., และคณะ. (2024). A taxonomic revision of Rhizophora L. (Rhizophoraceae) in Thailand. PeerJ, 12, e17413.
- Duke, N. C. (2010). Rhizophora apiculata. The IUCN Red List of Threatened Species. สถานะการอนุรักษ์ LC ถูกนำเสนอผ่าน Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew.
- Rahim, A. A., Rocca, E., Steinmetz, J., Kassim, M. J., Ibrahim, M. S., & Osman, H. (2008). Antioxidant activities of mangrove Rhizophora apiculata bark extracts. Food Chemistry, 107(1), 200–207.
- Oo, C. W., Kassim, M. J., & Pizzi, A. (2009). Characterization and performance of Rhizophora apiculata mangrove polyflavonoid tannins in the adsorption of copper (II) and lead (II). Industrial Crops and Products.
- Wardina, M. A., Mustofa, S., & Malarangeng, A. N. T. A. (2023). Review article: Potential of Rhizophora apiculata as phytopharmaca. Medical Profession Journal of Lampung, 13(2).
- Santhosh, K., Gunasekaran, R., Kannan, K., & Sivaperumal, P. (2025). Bioactive potential of Rhizophora apiculata: Phytochemical profiling, antibacterial activity, and toxicity evaluation on zebrafish (Danio rerio) larvae. Natural Product Research.
- Mustofa, S., Ciptaningrum, I., & Zuya, C. S. (2020). Subacute toxicity test of Rhizophora apiculata bark extract on liver and pancreas histopathology of rats. Acta Biochimica Indonesiana, 3(2).
- Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Rhizophora apiculata Blume. Plants of the World Online.
