โกฐกระดูก

โกฐกระดูก

โกฐกระดูก

โกฐกระดูก เป็นเครื่องยาสมุนไพรที่ได้จากรากแห้งของพืชในวงศ์ทานตะวัน (Asteraceae) มีชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับในปัจจุบันว่า Dolomiaea costus (Falc.) Kasana & A.K.Pandey และมีชื่อวิทยาศาสตร์เดิมที่พบในตำรายาและเอกสารด้านสมุนไพรอย่างแพร่หลาย เช่น Aucklandia lappa และ Saussurea costus โดยใน ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย (Thai Herbal Pharmacopoeia) ยังคงระบุเครื่องยาโกฐกระดูกในชื่อ Aucklandia lappa Decne. รากมีกลิ่นหอมฉุนเฉพาะตัว และเป็นเครื่องยาสำคัญชนิดหนึ่งใน พิกัดโกฐ ของการแพทย์แผนไทย

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร : โกฐกระดูก
  • ชื่อไทย : โกฐกระดูก
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน : Dolomiaea costus (Falc.) Kasana & A.K.Pandey
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ที่พบในตำรายาและเอกสารเดิม : Aucklandia lappa Decne., Saussurea costus (Falc.) Lipsch., Saussurea lappa (Decne.) C.B.Clarke
  • ชื่ออังกฤษ : Costus, Costus Root, Indian Costus
  • ชื่อเครื่องยา/เภสัชตำรับ : Aucklandiae Lappae Radix
  • วงศ์ : Asteraceae หรือ Compositae
  • ส่วนที่ใช้เป็นยา : รากแห้ง
  • ลักษณะเด่น : เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี รากขนาดใหญ่ มีกลิ่นหอมฉุน ใช้เป็นเครื่องยาในตำรับยาไทยและเป็นสมุนไพรที่มีการใช้ในระบบแพทย์แผนจีนและอายุรเวทด้วย

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ลำต้น : เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี ลำต้นตั้งตรง แข็ง สูงประมาณ 1–2 เมตร และอาจพบข้อมูลทางอนุกรมวิธานที่รายงานความสูงได้ถึงประมาณ 3 เมตร ลำต้นแตกกิ่งไม่มาก บริเวณตอนบนมีขนนุ่ม
  • ราก : รากมีขนาดใหญ่ แข็ง แตกแขนงมาก ยาวได้ประมาณ 60 เซนติเมตร เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 5 เซนติเมตร เมื่อแห้งมีสีน้ำตาลและมีกลิ่นหอมฉุนเฉพาะตัว รากเป็นส่วนสำคัญที่นำมาใช้ทำเครื่องยา
  • ใบ : เป็นใบเดี่ยวเรียงเวียน ใบบริเวณโคนต้นมีขนาดใหญ่ ออกเป็นกระจุก รูปสามเหลี่ยม ขอบใบหยักไม่สม่ำเสมอและเป็นคลื่น ส่วนใบตามลำต้นมีขนาดเล็กกว่า
  • ดอก : ออกเป็นช่อกระจุกแน่นบริเวณปลายกิ่งหรือซอกใบ ช่อดอกมีลักษณะค่อนข้างกลม กลีบดอกเป็นหลอด ปลายแยกเป็น 5 แฉก สีม่วงแกมฟ้าถึงม่วงเข้ม
  • ผล : เป็นผลแห้งเมล็ดล่อน ลักษณะแบนและโค้ง มีสันตามยาว และมีแพปพัสสีน้ำตาลช่วยในการกระจายเมล็ด
  • ช่วงออกดอกและติดผล : โดยทั่วไปออกดอกประมาณเดือนกรกฎาคม–สิงหาคม และติดผลประมาณเดือนสิงหาคม–ตุลาคม

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิด : บริเวณเทือกเขาหิมาลัย โดยเฉพาะพื้นที่แคว้นกัษมิระหรือแคชเมียร์ และพื้นที่ภูเขาทางตอนเหนือของอนุทวีปอินเดีย
  • ถิ่นอาศัย : พบในพื้นที่ภูเขาและหุบเขาที่มีความชื้น โดยมีรายงานการพบตามระดับความสูงประมาณ 2,500–4,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล
  • การกระจายพันธุ์ : มีเขตกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติในอินเดีย ปากีสถาน จีน และพื้นที่ใกล้เคียงของเทือกเขาหิมาลัย ปัจจุบันมีการปลูกในอินเดีย เนปาล ภูฏาน จีน ญี่ปุ่น เกาหลี และเวียดนาม

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การขยายพันธุ์ : โดยทั่วไปขยายพันธุ์ด้วย เมล็ด
  • สภาพแวดล้อม : เป็นพืชที่เหมาะกับพื้นที่ภูเขาและภูมิอากาศเขตอบอุ่นถึงกึ่งอัลไพน์
  • ดิน : สามารถเจริญได้ในดินร่วนปนทรายและดินตะกอน โดยดินร่วนปนทรายสีเข้มมีรายงานว่าเหมาะต่อการเจริญและการให้ผลผลิตราก
  • ระยะปลูกเพื่อเก็บราก : การผลิตเชิงการค้าอาจต้องใช้เวลาประมาณ 2–3 ปีจึงได้รากที่มีขนาดเหมาะสมสำหรับเก็บเกี่ยว

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ราก : ใช้รากที่ทำให้แห้งเป็นเครื่องยา เรียกว่า โกฐกระดูก หรือในเภสัชตำรับสากลเรียก Costus Root / Aucklandiae Lappae Radix
  • ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยระบุว่าเครื่องยาเป็น รากแห้งของ Aucklandia lappa Decne. และกำหนดคุณภาพด้านความชื้น เถ้า สารสกัด และน้ำมันระเหยไว้เป็นมาตรฐาน

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

ตาม ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย โกฐกระดูกมีการใช้เป็นเครื่องยาที่มีรสและกลิ่นเฉพาะ โดยมีการกล่าวถึงสรรพคุณในด้านระบบลมและเสมหะ ได้แก่

  • ขับลมในลำไส้
  • แก้ลมวิงเวียน หน้ามืด ตาลาย
  • แก้เสมหะและลม
  • บรรเทาอาการหืดและหอบ ตามตำรายาไทย
  • แก้ปวด
  • บำรุงกระดูก ตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย
  • ใช้เป็นเครื่องยาในตำรับ ยาหอม และตำรับยาที่เกี่ยวข้องกับอาการทางระบบทางเดินอาหาร

การใช้ดังกล่าวเป็นข้อมูลจากตำรายาและภูมิปัญญา ไม่ควรตีความว่าเป็นหลักฐานยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคตามมาตรฐานการแพทย์ปัจจุบัน

วิธีใช้

  • ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยกำหนด ขนาดยาโกฐกระดูกชนิดผง 200 มิลลิกรัม–1 กรัมต่อวัน สำหรับเครื่องยามาตรฐาน
  • ในการใช้จริงของการแพทย์แผนไทย มักไม่ได้ใช้โกฐกระดูกเดี่ยว ๆ แต่ใช้เป็น ส่วนประกอบของตำรับยา ร่วมกับเครื่องยาชนิดอื่น
  • ไม่ควรนำขนาดยาจากเภสัชตำรับไปใช้แทนคำแนะนำในการรักษาโรคด้วยตนเอง โดยเฉพาะในรูปสารสกัดเข้มข้น

ในบัญชียาจากสมุนไพร

โกฐกระดูกมีการใช้เป็นส่วนประกอบของตำรับยาในบัญชียาจากสมุนไพรตามองค์ความรู้ดั้งเดิม โดยพบการใช้ในตำรับสำคัญ ได้แก่

  • ยาหอมเทพจิตร : โกฐกระดูกเป็นส่วนหนึ่งของพิกัดโกฐทั้ง 9 ใช้ในตำรับที่มีสรรพคุณตามองค์ความรู้ดั้งเดิมสำหรับอาการ ลมวิงเวียน หน้ามืด ตาลาย ใจสั่น คลื่นเหียน อาเจียน และลมจุกแน่นในท้อง
  • ยาหอมนวโกฐ : โกฐกระดูกเป็นส่วนหนึ่งของพิกัดโกฐทั้ง 9 และใช้ร่วมกับเครื่องยาชนิดอื่นในตำรับ
  • ยาประสะกานพลู : มีโกฐกระดูกเป็นส่วนประกอบ ใช้ตามองค์ความรู้ดั้งเดิมสำหรับ บรรเทาอาการปวดท้อง จุกเสียด แน่นเฟ้อจากอาหารไม่ย่อย เนื่องจากธาตุไม่ปกติ

สารสำคัญ

โกฐกระดูกมีสารเคมีหลายกลุ่ม โดยสารที่มีความสำคัญทางเภสัชวิทยา ได้แก่

  • Sesquiterpene lactones เป็นกลุ่มสารสำคัญที่พบมากในราก
  • Costunolide
  • Dehydrocostus lactone
  • Dihydrocostus lactone
  • Cyanopicrin
  • Saussurine และสารในกลุ่ม alkaloids
  • น้ำมันระเหยง่าย ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้รากมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว

ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยระบุว่า dehydrocostus lactone และ costunolide เป็นองค์ประกอบสำคัญของน้ำมันระเหยของโกฐกระดูก ขณะที่การทบทวนงานวิจัยสมัยใหม่พบว่า sesquiterpene lactones เป็นกลุ่มสารที่ได้รับการศึกษาอย่างมาก

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

มีงานวิจัยทั้งด้าน องค์ประกอบทางเคมี เภสัชวิทยา การควบคุมคุณภาพ และความเป็นพิษ ของโกฐกระดูก โดยหลักฐานส่วนใหญ่เป็นการศึกษาในระดับหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง จึงยังไม่ควรสรุปว่าให้ผลเช่นเดียวกันในมนุษย์

งานวิจัยในประเทศไทยเกี่ยวกับโกฐกระดูกและกระทือพบว่า ตัวอย่างโกฐกระดูกจากร้านขายยาสมุนไพรที่ศึกษา ผ่านข้อกำหนดมาตรฐานของตำรามาตรฐานสมุนไพร และการตรวจคัดกรองทางพฤกษเคมีพบสารกลุ่ม alkaloids, tannins, flavonoids และ terpenoids นอกจากนี้ TLC ยังพบรูปแบบสารบางส่วนที่สอดคล้องกับกระทือ ซึ่งสนับสนุนแนวคิดเรื่องการใช้แทนกันตามทฤษฎีการแพทย์แผนไทย แต่ผู้วิจัยเสนอว่าควรศึกษาสารออกฤทธิ์และฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาเพิ่มเติม

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

จากการทบทวนงานวิจัยของ Aucklandia lappa พบการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายด้าน โดยเฉพาะสาร costunolide และ dehydrocostus lactone ได้แก่

  • ฤทธิ์คลายการเกร็งของระบบทางเดินอาหาร : มีรายงานว่าสารสกัดและสารสำคัญบางชนิดมีผลต่อการเคลื่อนไหวของระบบทางเดินอาหาร
  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : sesquiterpene lactones หลายชนิดแสดงฤทธิ์ลดกระบวนการอักเสบในแบบจำลองทดลอง
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : พบในการศึกษาสารสกัดบางชนิด
  • ฤทธิ์ต้านจุลชีพ : มีรายงานจากการทดลองในห้องปฏิบัติการ
  • ฤทธิ์เกี่ยวข้องกับแผลในกระเพาะอาหาร : มีการศึกษาในแบบจำลองสัตว์ทดลอง
  • ฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็ง : costunolide และ dehydrocostus lactone ได้รับการศึกษาอย่างกว้างขวางในระดับเซลล์และสัตว์ทดลอง

อย่างไรก็ตาม หลักฐานเหล่านี้ ยังไม่เพียงพอที่จะใช้ยืนยันว่าโกฐกระดูกสามารถรักษามะเร็งหรือโรคเรื้อรังในมนุษย์ได้ และการนำผลจากสารบริสุทธิ์หรือสารสกัดเข้มข้นมาเทียบกับการใช้เครื่องยาในตำรับไทยโดยตรงควรทำด้วยความระมัดระวัง

ความปลอดภัย

  • การใช้โกฐกระดูกในรูป เครื่องยามาตรฐานและตามขนาดในตำรับยา มีประวัติการใช้ในระบบการแพทย์ดั้งเดิม แต่ข้อมูลด้านความปลอดภัยระยะยาวของสารสกัดเข้มข้นยังมีจำกัด
  • สารกลุ่ม sesquiterpene lactones โดยเฉพาะสารที่มีโครงสร้าง α-methylene-γ-butyrolactone สามารถเกิดปฏิกิริยากับโปรตีนและอาจมีผลทางพิษวิทยาได้
  • งานทบทวนด้านพิษวิทยารายงานว่าสารบางชนิดจาก Aucklandia lappa เช่น dehydrocostus lactone, santamarine/reynosin, α-costol และ elemol มีสัญญาณที่ควรเฝ้าระวังด้านความเป็นพิษต่อตับจากการศึกษาเชิงทดลอง
  • ผู้ที่มีประวัติแพ้พืชวงศ์ Asteraceae ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ

ข้อห้ามใช้

เนื่องจากข้อมูลการศึกษาความปลอดภัยในมนุษย์ยังมีจำกัด จึงควรใช้ด้วยความระมัดระวังในกรณีต่อไปนี้

  • หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร : ยังมีข้อมูลความปลอดภัยไม่เพียงพอ ไม่ควรใช้เองโดยไม่มีคำแนะนำจากผู้ประกอบวิชาชีพ
  • ผู้ที่แพ้พืชวงศ์ Asteraceae : ควรหลีกเลี่ยงหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้
  • ผู้ที่มีโรคตับหรือมีความผิดปกติของการทำงานของตับ : ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารสกัดเข้มข้น
  • เด็กและผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวหรือใช้ยาหลายชนิด : ควรได้รับคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับระบุ ปฏิกิริยาระหว่างโกฐกระดูกกับยาชนิดใดโดยเฉพาะ อย่างชัดเจน แต่เนื่องจากสารออกฤทธิ์ของโกฐกระดูกมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายด้านและมีข้อมูลด้านพิษวิทยาของสารสกัดบางชนิด ผู้ที่รับประทานยาประจำ โดยเฉพาะยาที่มีช่วงการรักษาแคบ ยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท ยาต้านการแข็งตัวของเลือด หรือผู้ที่มีโรคตับ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้สารสกัดโกฐกระดูกในขนาดสูง

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ใช้เป็น เครื่องยาในตำรับยาแผนไทย
  • ใช้ในตำรับ ยาหอม
  • ใช้ในตำรับยาที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหาร เช่น ยาประสะกานพลู
  • ในต่างประเทศ รากโกฐกระดูกมีการใช้เป็นวัตถุดิบใน ยาแผนจีน ยาอายุรเวท ผลิตภัณฑ์สมุนไพร และผลิตภัณฑ์น้ำมันหอม/น้ำหอม เนื่องจากรากมีน้ำมันหอมระเหยและกลิ่นเฉพาะตัว

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ส่วนที่เก็บเกี่ยว : ราก
  • โดยทั่วไปเก็บเกี่ยวเมื่อพืชมีอายุและรากมีขนาดเหมาะสม ซึ่งการปลูกเพื่อการค้าอาจใช้เวลาประมาณ 2–3 ปี
  • หลังเก็บเกี่ยวควรทำความสะอาดและทำให้แห้งอย่างเหมาะสมเพื่อลดความชื้นและป้องกันเชื้อรา
  • ควรเก็บในภาชนะปิดสนิท สะอาด แห้ง และป้องกันแสง ความร้อน และความชื้น
  • ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยกำหนดให้โกฐกระดูกมี ความชื้นไม่เกิน 11% w/w, สิ่งแปลกปลอมไม่เกิน 2%, เถ้าที่ไม่ละลายในกรดไม่เกิน 1%, เถ้ารวมไม่เกิน 6%, สารสกัดด้วยเอทานอลไม่น้อยกว่า 11%, สารสกัดด้วยน้ำไม่น้อยกว่า 27% และน้ำมันระเหยไม่น้อยกว่า 0.7% ตามวิธีทดสอบที่กำหนดในเภสัชตำรับ

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

โกฐกระดูกเป็นเครื่องยาที่มีบทบาทใน การแพทย์แผนไทย โดยนำเข้าเป็นเครื่องยาจากต่างประเทศและนำมาจัดอยู่ในระบบ พิกัดโกฐ ซึ่งเป็นการกำหนดกลุ่มเครื่องยาที่ใช้ร่วมกันตามหลักเภสัชกรรมไทย

โกฐกระดูกเป็นองค์ประกอบของ พิกัดโกฐทั้ง 7 และ พิกัดโกฐทั้ง 9 โดยใช้ร่วมกับโกฐชนิดอื่น เช่น โกฐหัวบัว โกฐสอ โกฐเขมา โกฐเชียง โกฐจุฬาลัมพา โกฐก้านพร้าว โกฐพุงปลา และโกฐชฎามังสี ตามชนิดของพิกัด

ประวัติและวัฒนธรรม

โกฐกระดูกมีประวัติการใช้เป็นสมุนไพรมาอย่างยาวนานในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะบริเวณเทือกเขาหิมาลัย อินเดีย และจีน รากมีชื่อทางการค้าและชื่อในระบบการแพทย์ดั้งเดิมหลายชื่อ เช่น Costus, Kuth, Kuth Root และ Mu Xiang และถูกนำมาใช้ทั้งเป็นยาและวัตถุดิบที่มีกลิ่นหอม

สำหรับประเทศไทย โกฐกระดูกถูกนำมาใช้เป็น เครื่องยาในตำรับการแพทย์แผนไทย และมีบทบาทเด่นในพิกัดโกฐ รวมถึงตำรับยาหอมหลายชนิด จึงถือเป็นตัวอย่างของการรับเครื่องยาจากต่างถิ่นเข้ามาผสมผสานในระบบเภสัชกรรมไทย

สถานะการอนุรักษ์

โกฐกระดูกเป็นพืชที่มีประเด็นด้านการอนุรักษ์ที่สำคัญในระดับนานาชาติ

  • ชื่อ Saussurea costus ซึ่งเป็นชื่อพ้องของ Dolomiaea costus ถูกระบุอยู่ใน CITES Appendix I เนื่องจากความเสี่ยงจากการเก็บเกี่ยวจากธรรมชาติและการค้าระหว่างประเทศ
  • งานวิชาการหลายฉบับระบุว่า Saussurea costus เคยถูกประเมินในระดับ Critically Endangered (CR) ตามเกณฑ์ IUCN ภายใต้ชื่อพ้องดังกล่าว
  • ปัจจุบันมีการส่งเสริมการเพาะปลูกเพื่อช่วยลดแรงกดดันจากการเก็บจากธรรมชาติ
  • ฐานข้อมูล Kew Plants of the World Online ยอมรับ Dolomiaea costus เป็นชื่อวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้องในปัจจุบัน และระบุว่าชื่อ Saussurea costus เป็นชื่อพ้อง

หมายเหตุด้านสถานะอนุรักษ์: ฐานข้อมูลต่างระบบอาจแสดงสถานะต่างกัน เนื่องจากการประเมินและการจัดอนุกรมวิธานใช้ชื่อวิทยาศาสตร์คนละชื่อ ดังนั้นการอ้างสถานะควรระบุทั้ง Dolomiaea costus และชื่อพ้อง Saussurea costus เพื่อป้องกันความสับสน

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
  • ไฟลัม (Phylum) : Tracheophyta
  • ชั้น (Class) : Magnoliopsida
  • อันดับ (Order) : Asterales
  • วงศ์ (Family) : Asteraceae
  • สกุล (Genus) : Dolomiaea
  • ชนิด (Species) : Dolomiaea costus
  • ชื่อวิทยาศาสตร์เต็ม : Dolomiaea costus (Falc.) Kasana & A.K.Pandey
  • ชื่อพ้องสำคัญ : Aucklandia lappa (Decne.) Decne., Aucklandia costus Falc., Saussurea costus (Falc.) Lipsch., Saussurea lappa (Decne.) C.B.Clarke

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

การตรวจสอบเอกลักษณ์ของโกฐกระดูกมีความสำคัญ เนื่องจากเป็นเครื่องยาที่นำเข้าจากต่างประเทศและอาจเกิดปัญหาการปะปนหรือใช้สมุนไพรชนิดอื่นทดแทน

  • การตรวจสอบทางกายภาพ : ตรวจลักษณะของรากแห้ง สี รูปร่าง ขนาด เนื้อสัมผัส และกลิ่นหอมฉุนเฉพาะตัว
  • การตรวจสอบทางจุลทรรศน์ : ใช้ลักษณะทางกายวิภาคของเนื้อเยื่อรากและผงยาเพื่อยืนยันเอกลักษณ์
  • การตรวจสอบทางเคมี : ใช้ Thin-Layer Chromatography (TLC) เพื่อเปรียบเทียบลักษณะของสารสำคัญในสารสกัดกับสารมาตรฐาน
  • ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยกำหนดวิธีตรวจเอกลักษณ์ด้วย TLC โดยใช้สารสกัดเมทานอล ตรวจภายใต้รังสี UV 254 นาโนเมตร และทำปฏิกิริยาด้วย anisaldehyde TS ซึ่งให้จุดสีเฉพาะสำหรับใช้เป็นลักษณะประจำตัวทางเคมี
  • การควบคุมคุณภาพยังครอบคลุม ความชื้น ปริมาณเถ้า สารสกัดด้วยน้ำ สารสกัดด้วยเอทานอล และปริมาณน้ำมันระเหย

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2561). รายการตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ พุทธศักราช 2561. กระทรวงสาธารณสุข.
  2. กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. (2564). Thai Herbal Pharmacopoeia 2021: โกฐกระดูก (KOT KRADUK), Aucklandiae Lappae Radix. สำนักยาและวัตถุเสพติด กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์.
  3. สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. (2566). TH-BIF: Dolomiaea costus (Falc.) Kasana & A.K.Pandey. ฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทย.
  4. กลางประพันธ์, ส., ธานี, ณ., & พิมพ์พรม, น. (2565). การศึกษาคุณสมบัติทางเคมีกายภาพและการเปรียบเทียบองค์ประกอบทางเคมีของโกฐกระดูกและกระทือ สมุนไพรที่ใช้แทนกันได้ตามทฤษฎีการแพทย์แผนไทย. วารสารสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ, 5(3), 98–113.
  5. Kasana, S., et al. (2020). A taxonomic revision of Dolomiaea in India (Asteraceae: Cardueae). Phytotaxa, 450(2), 184.
  6. Kuniyal, C. P., Heinen, J. T., Negi, B. S., & Kaim, J. C. (2019). Is cultivation of Saussurea costus (Asterales: Asteraceae) sustaining its conservation? Journal of Threatened Taxa, 11(13), 14745–14752. https://doi.org/10.11609/jott.3581.11.13.14745-14752
  7. Liu, X.-N., Li, H.-M., Wang, S.-P., Zhang, J.-Z., & Liu, D.-L. (2021). Sesquiterpene lactones of Aucklandia lappa: Pharmacology, pharmacokinetics, toxicity, and structure–activity relationship. Chinese Herbal Medicines. https://doi.org/10.1016/j.chmed.2020.11.005
  8. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Dolomiaea costus (Falc.) Kasana & A.K.Pandey. Plants of the World Online.
  9. CITES. (2011). A review of the status of Saussurea costus (Falc.) Lipsch. in India and the impact of its listing in CITES Appendix I. Convention on International Trade in Endangered Species of Wild Fauna and Flora.
Scroll to top