โกฐจุฬาลัมพา
โกฐจุฬาลัมพา เป็นเครื่องยาสมุนไพรที่มีประวัติการใช้ทั้งใน แพทย์แผนไทย และ แพทย์แผนจีน โดยเฉพาะการใช้ในตำรับยาที่เกี่ยวข้องกับอาการไข้และกลุ่มอาการจากธาตุลม ในทางเภสัชศาสตร์ โกฐจุฬาลัมพาที่เป็นมาตรฐานของไทยหมายถึงส่วนเหนือดินแห้งของ Artemisia annua L. ซึ่งเป็นพืชชนิดเดียวกับที่เป็นแหล่งสำคัญของ อาร์เทมิซินิน (artemisinin) สารที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนายาต้านมาลาเรียสมัยใหม่
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อสมุนไพร : โกฐจุฬาลัมพา
- ชื่อไทย : โกฐจุฬาลัมพา, โกฐจุฬา, โกดจุฬาลัมพา
- ชื่อจีน : ชิงเฮา (Qing Hao)
- ชื่อภาษาอังกฤษ : Sweet Wormwood, Annual Wormwood, Chinese Wormwood
- ชื่อวิทยาศาสตร์ : Artemisia annua L.
- วงศ์ : Asteraceae หรือ Compositae
- ชื่อเครื่องยา : Artemisiae Annuae Herba
- ส่วนที่ใช้เป็นเครื่องยา : ส่วนเหนือดินแห้ง
- ประเภทตาม Thai Herbal Pharmacopoeia : Antipyretic หรือกลุ่มเครื่องยาที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไข้
ข้อสังเกตเรื่องชื่อสมุนไพร: ในทางการค้าของร้านยาแผนไทย ชื่อ “โกฐจุฬาลัมพา” อาจถูกใช้เรียกพืชต่างชนิดกัน เช่น Artemisia vulgaris, Artemisia argyi หรือ A. pallens ดังนั้นการตรวจสอบชื่อวิทยาศาสตร์และเอกลักษณ์ของวัตถุดิบจึงมีความสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อกล่าวถึง อาร์เทมิซินิน ซึ่งเป็นสารสำคัญเด่นของ Artemisia annua L.
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น : เป็นไม้ล้มลุกอายุปีเดียว สูงประมาณ 70–150 เซนติเมตร และเมื่อปลูกในสภาพเหมาะสมอาจสูงได้มากกว่านี้ ลำต้นตั้งตรง แตกกิ่งมาก มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ลำต้นมีร่องตามยาวและมีขนละเอียดในระยะแรก ก่อนที่ขนอาจหลุดร่วงเมื่อเจริญเต็มที่
- ใบ : เป็นใบเดี่ยว เรียงเวียนหรือเรียงสลับ แผ่นใบแบ่งเป็นแฉกลึกแบบขนนกหลายชั้น มีต่อมหรือจุดโปร่งแสง ใบล่างมีขนาดใหญ่กว่าใบด้านบน และใบบริเวณยอดจะลดรูปลง ใบมีกลิ่นหอมเมื่อขยี้
- ดอก : ดอกออกเป็นช่อแบบช่อแยกแขนงขนาดใหญ่ ลักษณะโดยรวมคล้ายพีระมิด มีช่อดอกย่อยจำนวนมาก ช่อกระจุกมีลักษณะกลมหรือเกือบกลม ขนาดประมาณ 1–3 มิลลิเมตร และมักห้อยลงเล็กน้อย ดอกมีสีเหลืองถึงเหลืองเข้ม
- ผล : เป็นผลแห้งเมล็ดล่อน (achene) รูปรีถึงรูปไข่รี ขนาดเล็ก ผิวเกลี้ยง มีสันไม่เด่นชัด
- กลิ่นและรส : มีกลิ่นหอมเฉพาะตัวค่อนข้างแรง และมีรสขมเล็กน้อย
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
- ถิ่นกำเนิด : มีถิ่นกำเนิดกว้างในเขตอบอุ่นของยูเรเซีย ตั้งแต่บริเวณยุโรปตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียกลาง จีน ไปจนถึงเวียดนามและพื้นที่ใกล้เคียง
- การกระจายพันธุ์ : พบในหลายพื้นที่ของจีน เอเชียตะวันออก เอเชียกลาง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงบางพื้นที่ของยุโรป แอฟริกาเหนือ และมีการนำไปปลูกในหลายประเทศเพื่อผลิต อาร์เทมิซินิน และน้ำมันหอมระเหย
- ประเทศไทย : ไม่ใช่พืชพื้นเมืองของประเทศไทย และตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยระบุว่าไม่ได้มีการปลูกเชิงพาณิชย์ในประเทศไทยสำหรับผลิตโกฐจุฬาลัมพามาตรฐาน
การปลูกและการขยายพันธุ์
- การขยายพันธุ์ : โดยทั่วไปขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด เนื่องจากเมล็ดมีขนาดเล็กจึงควรเพาะในถาดหรือแปลงเพาะก่อนย้ายปลูก
- สภาพแวดล้อม : ต้องการแสงแดดค่อนข้างมาก เหมาะกับพื้นที่เปิดโล่ง ดินร่วนหรือดินร่วนปนทรายที่ระบายน้ำได้ดีและมีความอุดมสมบูรณ์
- น้ำ : ต้นอ่อนต้องการน้ำสม่ำเสมอและไวต่อการขาดน้ำ แต่ไม่ควรปล่อยให้ดินแฉะหรือน้ำขัง
- การปลูกเชิงการค้า : แนวทางของ WHO แนะนำให้เลือกพื้นที่ได้รับแสงแดดและมีดินร่วน ระบายน้ำดี พร้อมควบคุมวัชพืชและความชื้นอย่างเหมาะสม
- การเพาะเมล็ด : งานวิจัยด้านการเพาะปลูกพบว่าเมล็ดมีขนาดเล็กและอุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการงอกอยู่ประมาณ 15–20 องศาเซลเซียสในการศึกษาหนึ่ง
- การเก็บเกี่ยวเพื่อสารอาร์เทมิซินิน : ปริมาณอาร์เทมิซินินสัมพันธ์กับระยะการเจริญของต้นและช่วงออกดอก โดยการเก็บเกี่ยวมักกำหนดให้สอดคล้องกับช่วงที่สารสำคัญสะสมสูง
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- ส่วนเหนือดิน : ใช้ส่วนเหนือดินที่ทำให้แห้ง ประกอบด้วยลำต้น ใบ และช่อดอก
- ชื่อเครื่องยา : Artemisiae Annuae Herba หรือ Sweet Wormwood Herb
- ช่วงเก็บเกี่ยว : ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยระบุว่าควรเก็บเกี่ยวในช่วงออกดอก
สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา
- ตามตำรายาไทย : ใช้เป็นเครื่องยาในตำรับสำหรับ แก้ไข้เจลียง หรือไข้ที่มีอาการจับวันเว้นวัน ใช้แก้ไข้เพื่อเสมหะ แก้หืด แก้ไอ และใช้เป็นยาขับเหงื่อ
- ในตำรับแพทย์แผนไทย : โกฐจุฬาลัมพาเป็นหนึ่งใน พิกัดโกฐ โดยพบในพิกัดโกฐทั้ง 5 โกฐทั้ง 7 และโกฐทั้ง 9 ซึ่งใช้ประกอบกับสมุนไพรชนิดอื่นในตำรับ
- ตามแพทย์แผนจีน : “ชิงเฮา” (Qing Hao) มีประวัติการใช้เพื่อบรรเทาอาการไข้ โดยเฉพาะกลุ่มอาการที่แพทย์แผนจีนอธิบายว่าเกี่ยวข้องกับความร้อนและไข้บางลักษณะ
- การใช้ในตำรับยาหอม : พบโกฐจุฬาลัมพาเป็นส่วนประกอบของ ยาหอมเทพจิตร และ ยาหอมนวโกฐ ซึ่งเป็นตำรับยาหอมสำหรับกลุ่มอาการทางระบบไหลเวียนโลหิตตามองค์ความรู้ดั้งเดิม
- การใช้ในตำรับยาแก้ไข้ : พบเป็นส่วนประกอบของ ยาจันทน์ลีลา ซึ่งใช้ตามภูมิปัญญาไทยสำหรับบรรเทาอาการไข้ตัวร้อนและไข้เปลี่ยนฤดู
- การใช้ในตำรับยาเลือดงาม : เป็นส่วนประกอบของตำรับยาเลือดงาม ซึ่งมีการใช้ตามภูมิปัญญาแพทย์แผนไทยในกลุ่มอาการทางสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา เช่น อาการปวดประจำเดือนและความผิดปกติของประจำเดือน
หมายเหตุสำคัญ: สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลเกี่ยวกับการใช้ตาม ภูมิปัญญาและตำรับยาแผนไทย/แผนจีน ไม่ควรตีความว่าการรับประทานโกฐจุฬาลัมพาหรือชงสมุนไพรดิบสามารถใช้แทนยามาตรฐานสำหรับโรคมาลาเรียหรือโรคร้ายแรงได้
วิธีใช้
- ตามตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย : ใช้โกฐจุฬาลัมพาแห้งประมาณ 3–12 กรัมต่อวัน ทำเป็นยาต้มรับประทาน
- การใช้ในตำรับยา : โดยทั่วไปใช้ร่วมกับสมุนไพรอื่นตามสูตรตำรับ ไม่ได้จำเป็นต้องใช้เป็นสมุนไพรเดี่ยว
- ข้อควรระวัง : การกำหนดขนาดใช้ควรพิจารณาตามชนิดของตำรับ รูปแบบยา อายุ ภาวะสุขภาพ และคำแนะนำของแพทย์แผนไทยหรือผู้ประกอบวิชาชีพที่เหมาะสม
ในบัญชียาจากสมุนไพร
โกฐจุฬาลัมพาปรากฏเป็น ส่วนประกอบของตำรับยาแผนไทย มากกว่าการกำหนดให้ใช้เป็นยาเดี่ยว โดยพบในตำรับสำคัญ เช่น
- ยาหอมเทพจิตร : มีโกฐจุฬาลัมพาอยู่ในพิกัดโกฐทั้ง 9 ใช้ในกลุ่มอาการทางระบบไหลเวียนโลหิตตามองค์ความรู้ดั้งเดิม
- ยาหอมนวโกฐ : มีโกฐจุฬาลัมพาเป็นส่วนประกอบในพิกัดโกฐ
- ยาจันทน์ลีลา : มีโกฐจุฬาลัมพาเป็นส่วนประกอบ ใช้ในกลุ่มยาแก้ไข้
- ยาเลือดงาม : มีโกฐจุฬาลัมพาเป็นส่วนประกอบในตำรับสำหรับกลุ่มอาการทางสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา
สารสำคัญ
โกฐจุฬาลัมพา Artemisia annua L. มีสารออกฤทธิ์หลายกลุ่ม ได้แก่
- อาร์เทมิซินิน (Artemisinin; Qinghaosu) : เป็นสารกลุ่ม sesquiterpene lactone ที่มีโครงสร้าง endoperoxide และเป็นสารสำคัญที่ได้รับการศึกษามากที่สุด
- กรดอาร์เทมิซินิก (Artemisinic acid)
- Arteannuin B
- Flavonoids : เช่น casticin, cirsilineol, chrysoplenol-D และ chrysoplenetin
- น้ำมันหอมระเหย : ประกอบด้วยสารระเหยหลายชนิด ซึ่งองค์ประกอบเปลี่ยนแปลงได้ตามสายพันธุ์ อายุ และสภาพแวดล้อม
- Coumarins และสารฟีนอลิกอื่น ๆ
อาร์เทมิซินิน เป็นสารที่มีความสำคัญทางเภสัชวิทยาอย่างมาก เพราะเป็นต้นแบบสำหรับพัฒนายาต้านมาลาเรียกลุ่มอนุพันธ์อาร์เทมิซินิน ซึ่งใช้ในสูตรยาผสมแบบ artemisinin-based combination therapies หรือ ACTs
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
- งานวิจัยจำนวนมากสนับสนุนบทบาทของ อาร์เทมิซินิน ในการออกฤทธิ์ต่อต้านเชื้อมาลาเรีย โดยเฉพาะเชื้อ Plasmodium falciparum และ P. vivax
- การค้นพบและพัฒนาสารอาร์เทมิซินินจาก Artemisia annua เป็นหนึ่งในความก้าวหน้าสำคัญของเภสัชวิทยาด้านยาต้านมาลาเรีย
- มีการศึกษาในระดับห้องทดลองและสัตว์ทดลองเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านจุลชีพ ต้านปรสิต ปรับการตอบสนองของภูมิคุ้มกัน และฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็งหลายชนิด แต่ผลเหล่านี้ ไม่ควรตีความว่าเป็นหลักฐานยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคเหล่านั้นในมนุษย์
- สำหรับการรักษามาลาเรีย WHO สนับสนุน ยาต้านมาลาเรียมาตรฐานที่มีอาร์เทมิซินินในสูตรผสม (ACTs) มากกว่าการใช้ใบหรือส่วนเหนือดินของ Artemisia annua โดยตรง
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
จากการศึกษาทางเภสัชวิทยาพบศักยภาพของ Artemisia annua ในหลายด้าน ได้แก่
- ฤทธิ์ต้านมาลาเรีย : เป็นฤทธิ์ที่มีหลักฐานเด่นชัดที่สุด โดยเกี่ยวข้องกับอาร์เทมิซินิน
- ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : มีรายงานจากการศึกษาในระดับเซลล์และสัตว์ทดลอง
- ฤทธิ์ต้านจุลชีพ : สารสกัดและน้ำมันหอมระเหยบางชนิดมีฤทธิ์ต่อแบคทีเรียและเชื้อราในการทดลอง
- ฤทธิ์ต้านปรสิต : มีการศึกษาต่อปรสิตหลายชนิดนอกเหนือจาก Plasmodium
- ฤทธิ์ปรับภูมิคุ้มกัน : มีรายงานจากการทดลองเกี่ยวกับการควบคุมการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน
- ฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็ง : มีการศึกษาในระดับเซลล์และสัตว์ทดลองหลายชนิด แต่ยังไม่ควรนำผลดังกล่าวไปใช้เป็นข้ออ้างในการรักษามะเร็งในมนุษย์
ความปลอดภัย
- การใช้ โกฐจุฬาลัมพาแห้งเป็นเครื่องยาในตำรับแพทย์แผนไทย ควรอยู่ภายใต้การกำกับของผู้เชี่ยวชาญ โดยเฉพาะเมื่อใช้ต่อเนื่องหรือใช้ร่วมกับยาอื่น
- ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยระบุให้ ใช้ด้วยความระมัดระวังในหญิงตั้งครรภ์และผู้ที่มีอาการท้องเสียบ่อย
- ผลิตภัณฑ์ที่มีอาร์เทมิซินินเข้มข้นหรืออนุพันธ์อาร์เทมิซินินมีข้อมูลด้านความปลอดภัยแตกต่างจากการใช้สมุนไพรทั้งต้น จึงไม่ควรนำข้อมูลของยามาตรฐานมาเทียบเท่ากับการรับประทานใบหรือชาสมุนไพรโดยตรง
- มีรายงานพบ ภาวะตับอักเสบจากผลิตภัณฑ์ที่มีอาร์เทมิซินินหรือ Artemisia ในบางกรณี แม้ภาวะตับอักเสบรุนแรงจะพบไม่บ่อย
ข้อห้ามใช้
- หญิงตั้งครรภ์ : ควรหลีกเลี่ยงหรือใช้ด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษตามคำแนะนำของผู้ประกอบวิชาชีพ เนื่องจากข้อมูลความปลอดภัยยังไม่เพียงพอ
- ผู้ที่มีอาการท้องเสียบ่อย : ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยแนะนำให้ใช้ด้วยความระมัดระวัง
- ผู้ที่แพ้พืชวงศ์ Asteraceae : ควรระมัดระวังการเกิดอาการแพ้
- ผู้ป่วยมาลาเรีย : ไม่ควรใช้โกฐจุฬาลัมพา ใบชง หรือผลิตภัณฑ์ Artemisia แทนการรักษาด้วยยาต้านมาลาเรียมาตรฐาน เพราะ WHO ไม่สนับสนุนการใช้ Artemisia plant material ในการป้องกันหรือรักษามาลาเรีย
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
- สารจาก Artemisia annua อาจมีผลต่อเอนไซม์ในตระกูล CYP450 โดยเฉพาะ CYP3A4 และ CYP2B6 จากข้อมูลการทดลอง
- อนุพันธ์อาร์เทมิซินินถูกเปลี่ยนแปลงในตับและอาจเกิดปฏิกิริยากับยาที่มีผลต่อ CYP3A4 เช่น rifampin, phenytoin, ritonavir และยาบางชนิดที่มีฤทธิ์ยับยั้ง CYP3A4
- ความสำคัญทางคลินิกของปฏิกิริยาระหว่าง สมุนไพรทั้งต้น กับยาทุกชนิดยังมีข้อมูลจำกัด จึงควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้หากรับประทานยาประจำหลายชนิด
การใช้ในอาหาร
- มีการนำ Artemisia annua ไปใช้ในรูปแบบ เครื่องดื่มสมุนไพร และมีการบันทึกเป็นองค์ความรู้ด้านอาหารและโภชนาการในฐานข้อมูลวัฒนธรรมไทย
- อย่างไรก็ตาม การนำใบหรือส่วนเหนือดินมาชงดื่มเพื่อหวังผลในการรักษามาลาเรียไม่ใช่แนวทางที่ WHO แนะนำ เนื่องจากปริมาณสารสำคัญในวัตถุดิบไม่คงที่และอาจไม่เพียงพอต่อการกำจัดเชื้อทั้งหมด
การใช้ในผลิตภัณฑ์
- ผลิตภัณฑ์สมุนไพรและตำรับยาแผนไทย : ใช้เป็นส่วนประกอบของตำรับยาหอม ยาแก้ไข้ และตำรับอื่น ๆ
- ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับอาร์เทมิซินิน : Artemisia annua เป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับการสกัดอาร์เทมิซินินเพื่อผลิตสารตั้งต้นของยาต้านมาลาเรีย
- น้ำมันหอมระเหย : มีการนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์เครื่องหอม เครื่องสำอาง และน้ำหอม เนื่องจากมีกลิ่นเฉพาะตัว
- ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มสมุนไพร : มีตัวอย่างการใช้เป็นองค์ประกอบของเครื่องดื่มสมุนไพรในบริบทภูมิปัญญาท้องถิ่นไทย
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- การเก็บเกี่ยว : สำหรับเครื่องยาไทย ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยระบุให้เก็บส่วนเหนือดินในช่วงออกดอก
- การทำแห้ง : หลังเก็บเกี่ยวควรทำให้แห้งอย่างเหมาะสม เพื่อลดความชื้นและป้องกันเชื้อรา
- การเก็บรักษา : ควรเก็บในภาชนะปิดสนิท ป้องกันแสง และเก็บในบริเวณที่แห้ง
- มาตรฐานวัตถุดิบ : Thai Herbal Pharmacopoeia กำหนดเกณฑ์สำหรับวัตถุดิบ เช่น ความชื้นไม่เกิน 11% ปริมาณสิ่งแปลกปลอมไม่เกิน 2% เถ้ารวมไม่เกิน 7% และกำหนดค่าขั้นต่ำของสารสกัดที่ละลายในเอทานอลและน้ำ
- WHO แนะนำแนวทางการจัดการวัตถุดิบ Artemisia annua ตั้งแต่การปลูก การเก็บเกี่ยว การทำให้แห้ง และการจัดเก็บ เพื่อควบคุมคุณภาพของสารสำคัญ
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
โกฐจุฬาลัมพาเป็นเครื่องยาที่ถูกนำเข้ามาใช้ใน เภสัชกรรมไทย และถูกจัดเข้าในพิกัด “โกฐ” หลายประเภท ได้แก่ เบญจโกฐ สัตตโกฐ และเนาวโกฐ โดยมักใช้ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นมากกว่าการใช้เดี่ยว นอกจากนี้ยังพบการใช้ในตำรับยาหอม ตำรับยาแก้ไข้ และตำรับยาสตรีตามองค์ความรู้ดั้งเดิม
ในบริบทวัฒนธรรมอาหาร มีการบันทึก เครื่องดื่มสมุนไพรโกฐจุฬาลัมพา และวิธีเตรียมวัตถุดิบ เช่น การเด็ดใบ นวด และผึ่งให้แห้ง ซึ่งสะท้อนการนำสมุนไพรชนิดนี้ไปประยุกต์ใช้ในภูมิปัญญาชุมชน
ประวัติและวัฒนธรรม
Artemisia annua มีประวัติการใช้ใน แพทย์แผนจีน มายาวนานกว่า 2,000 ปีในชื่อ Qing Hao (ชิงเฮา) โดยใช้ตามทฤษฎีแพทย์จีนในกลุ่มอาการไข้และความร้อน การศึกษาสมัยใหม่ต่อยอดจากภูมิปัญญาดังกล่าวจนสามารถแยกสาร อาร์เทมิซินิน ออกมาได้ และนำไปพัฒนาเป็นยาต้านมาลาเรียที่มีความสำคัญระดับโลก
ในประเทศไทย โกฐจุฬาลัมพาถูกบันทึกเป็นเครื่องยาในตำราแพทย์แผนไทยและอยู่ในพิกัดโกฐหลายชุด จึงมีบทบาทในประวัติศาสตร์ เภสัชกรรมไทยและการแพทย์แผนไทย โดยเฉพาะการใช้เป็นส่วนประกอบของตำรับยา
สถานะการอนุรักษ์
Artemisia annua เป็นพืชที่มีการกระจายพันธุ์กว้างและมีการปลูกในหลายประเทศ จึงยังไม่ถือเป็นพืชที่มีความเสี่ยงด้านการสูญพันธุ์ในระดับที่น่ากังวล Kew ระบุว่าพืชชนิดนี้แพร่กระจายกว้าง พบได้มากในหลายพื้นที่ และ ยังไม่ได้รับการประเมินตามเกณฑ์ IUCN Red List อย่างเป็นทางการ ขณะที่การประเมินความเสี่ยงการสูญพันธุ์ของพืชดอกระบุว่ามีแนวโน้มว่าไม่ถูกคุกคาม
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- Kingdom : Plantae
- Phylum : Streptophyta
- Class : Equisetopsida
- Subclass : Magnoliidae
- Order : Asterales
- Family : Asteraceae
- Genus : Artemisia L.
- Species : Artemisia annua L.
ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับ : Artemisia annua L. โดย Kew Plants of the World Online จัดให้เป็นชื่อที่ได้รับการยอมรับ (accepted name) และชื่อพ้องหลายชื่อในอดีตถูกจัดให้อยู่ภายใต้ A. annua
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
การตรวจสอบเอกลักษณ์ของ โกฐจุฬาลัมพา (Artemisia annua L.) สามารถทำได้ทั้งทางกายภาพ จุลทรรศน์ และเคมีตามมาตรฐาน Thai Herbal Pharmacopoeia ได้แก่
- ลักษณะมหภาค : ลำต้นมีร่องตามยาว สีเขียวอมน้ำตาลถึงน้ำตาล ใบมีสีเขียวอมน้ำตาลถึงน้ำตาลและมักม้วนหรือยับ ช่อดอกมีจำนวนมากและมีขนาดประมาณ 2–3 มิลลิเมตร
- ลักษณะจุลทรรศน์ของใบ : พบเซลล์ epidermis ต่อมขน (glandular trichomes) ปากใบ และขนรูปตัว T
- ลักษณะจุลทรรศน์ของลำต้น : พบ epidermis, cortex, vascular tissue และ pith
- ลักษณะสำคัญของผงยา : พบขนต่อม 2 เซลล์ ลักษณะยอดเกสรตัวเมียแบบแตก 2 แฉก ปลายอับเรณู และละอองเรณูแบบ triporate รวมทั้งขนรูปตัว T
- การทดสอบทางเคมี : สารสกัดเอทานอลให้ fluorescence สีฟ้าภายใต้ UV 366 นาโนเมตร และให้สีแดงเมื่อทำปฏิกิริยากับ magnesium และ hydrochloric acid
- Thin-Layer Chromatography (TLC) : ใช้เปรียบเทียบสารสกัดตัวอย่างกับสารมาตรฐาน artemisinin โดยตำรามาตรฐานระบุแถบของ artemisinin ที่ค่า hRf ประมาณ 34–38 ภายใต้เงื่อนไขการทดสอบที่กำหนด
การตรวจสอบเอกลักษณ์มีความสำคัญเป็นพิเศษสำหรับโกฐจุฬาลัมพา เนื่องจากในร้านยาแผนไทยอาจพบพืชชนิดอื่นที่ถูกเรียกด้วยชื่อ “โกฐจุฬาลัมพา” เช่น Artemisia pallens ซึ่งอาจมีองค์ประกอบทางเคมีและคุณสมบัติแตกต่างจาก Artemisia annua
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (ม.ป.ป.). โกฐจุฬาลัมพา. กระทรวงสาธารณสุข.
- กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, สำนักยาและวัตถุเสพติด. (2021). ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย (Thai Herbal Pharmacopoeia 2021): โกฐจุฬาลัมพา (KOT CHULA LAMPHA). กระทรวงสาธารณสุข.
- คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. (ม.ป.ป.). โกฐจุฬาลัมพา. ฐานข้อมูลสมุนไพร.
- คณะการแพทย์แผนไทย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. (ม.ป.ป.). ยาเลือดงาม.
- สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. (2556). ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณ พ.ศ. 2556. ราชกิจจานุเบกษา.
- Feng, X., Cao, S., Qiu, F., & Zhang, B. (2020). Traditional application and modern pharmacological research of Artemisia annua L. Pharmacology & Therapeutics, 216, 107650.
- Ferreira, J. F. S., Laughlin, J. C., Delabays, N., & de Magalhães, P. M. (2005). Cultivation and genetics of Artemisia annua L. for increased production of the antimalarial artemisinin. Plant Genetic Resources, 3(2), 206–229.
- Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Artemisia annua L. Plants of the World Online.
- World Health Organization. (2005). Monograph for cultivation of herbal antimalarial: Artemisia annua. WHO.
- World Health Organization. (2006). WHO monograph on good agricultural and collection practices (GACP) for Artemisia annua L. WHO.
- World Health Organization. (2019). The use of non-pharmaceutical forms of Artemisia. WHO.
- LiverTox. (2025). Artemisinin. National Institute of Diabetes and Digestive and Kidney Diseases, National Institutes of Health.
