โคกกะออม

โคกกะออม

โคกกะออม

โคกกะออม หรือที่เรียกอีกชื่อว่า โคกกระออม เป็นไม้เถาเลื้อยในวงศ์ Sapindaceae มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cardiospermum halicacabum L. มีผลเป็นถุงพองคล้ายลูกโป่งและเมล็ดสีดำที่มีรอยสีขาวคล้ายรูปหัวใจ จึงมีชื่อสามัญภาษาอังกฤษว่า Balloon Vine, Heart Pea และ Heart Seed พบได้ทั่วไปในเขตร้อนและกึ่งร้อน รวมถึงประเทศไทย และมีประวัติการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านหลายพื้นที่ ทั้งในด้านสมุนไพรและการใช้เป็นอาหาร

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร : โคกกะออม
  • ชื่อเรียกอื่น : โคกกระออม, ลูบลีบเครือ, โพออม, วีวี่ และชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ
  • ชื่อสามัญ : Balloon Vine, Heart Pea, Heart Seed, Smooth-leaved Heart Pea
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cardiospermum halicacabum L.
  • วงศ์ : Sapindaceae
  • ลักษณะทั่วไป : ไม้เถาเลื้อยหรือไม้ล้มลุกเลื้อยพัน มีมือเกาะบริเวณข้อ
  • การใช้ประโยชน์ : ใช้เป็นสมุนไพรตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน และบางประเทศนำยอดและใบอ่อนมาใช้เป็นผัก

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : เป็นไม้เถาเลื้อยขนาดเล็กถึงปานกลาง ลำต้นสีเขียว มีสันหรือเหลี่ยมตามยาว และสามารถเลื้อยพันพืชอื่นหรือทอดไปตามพื้นดิน บริเวณข้อมีมือเกาะช่วยยึดเหนี่ยว
  • ใบ : เป็นใบประกอบ ก้านใบค่อนข้างยาว ใบย่อยโดยทั่วไป 3 ใบ รูปร่างค่อนข้างสามเหลี่ยม ปลายใบแหลม ขอบใบหยักลึกหรือหยักเป็นแฉก แผ่นใบสีเขียว
  • ดอก : ออกเป็นช่อบริเวณซอกใบ ช่อหนึ่งมีดอกย่อยจำนวนไม่มาก ดอกมีขนาดเล็ก กลีบดอกสีขาวถึงขาวอมเหลือง
  • ผล : เป็นผลแห้งรูปสามเหลี่ยมหรือค่อนข้างสามเหลี่ยม พองเป็นถุงคล้ายลูกโป่ง มี 3 พู เปลือกบาง สีเขียวเมื่ออ่อน และเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเมื่อแก่
  • เมล็ด : มีประมาณ 3 เมล็ดต่อผล เมล็ดกลม สีดำเมื่อแก่ มีรอยสีขาวบริเวณขั้วเมล็ดซึ่งมีลักษณะคล้ายรูปหัวใจ

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิด : มีข้อมูลทางพฤกษศาสตร์ระบุว่าพืชชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมในเขตร้อนและกึ่งร้อน และมีการกระจายพันธุ์อย่างกว้างขวางในเขตร้อนของโลก
  • การกระจายพันธุ์ : พบในหลายประเทศของเอเชีย แอฟริกา อเมริกา และโอเชียเนีย ปัจจุบันเป็นพืชที่พบได้ทั่วไปในพื้นที่เขตร้อนและกึ่งร้อน
  • ในประเทศไทย : พบได้หลายภูมิภาค โดยมักขึ้นตามพื้นที่รกร้าง ชายป่า ริมถนน ริมน้ำ และพื้นที่เกษตรกรรม รวมถึงพื้นที่ที่มีการรบกวนของดิน

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การขยายพันธุ์ : นิยมขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด
  • เมล็ดพันธุ์ : ใช้เมล็ดแก่ที่สมบูรณ์และไม่มีเชื้อราหรือความเสียหาย
  • สภาพแวดล้อม : เจริญได้ดีในพื้นที่เขตร้อน สามารถพบได้ตั้งแต่พื้นที่ราบจนถึงพื้นที่สูงประมาณ 1,500 เมตร
  • การปลูก : เนื่องจากโคกกะออมสามารถขึ้นเองตามธรรมชาติและมีลักษณะเป็นวัชพืชในบางพื้นที่ จึงไม่ได้เป็นพืชสมุนไพรเศรษฐกิจที่มีการปลูกเชิงการค้าอย่างแพร่หลาย

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • เถา
  • ใบ
  • ดอก
  • ผล
  • เมล็ด
  • ราก

ส่วนที่นำมาใช้แตกต่างกันตามตำรับและภูมิปัญญาของแต่ละท้องถิ่น โดยในข้อมูลด้านพฤกษศาสตร์และการแพทย์พื้นบ้านของเอเชีย รากและใบ เป็นส่วนที่มีรายงานการใช้ทางยาค่อนข้างมาก

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

ข้อมูลต่อไปนี้เป็น การใช้ตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์พื้นบ้าน ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการยืนยันในมนุษย์ทุกกรณี

  • เถา : ตามตำรายาพื้นบ้านใช้เกี่ยวกับอาการไข้
  • ใบ : ใช้ภายนอกโดยนำใบสดมาตำพอก และมีรายงานการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับอาการไอ หอบหืด และอาการอักเสบ
  • ดอก : มีการกล่าวถึงการใช้ในตำรายาไทยเกี่ยวกับโลหิต
  • ผล : ตามภูมิปัญญาไทยใช้เกี่ยวกับการดับพิษและบำรุงน้ำดี
  • เมล็ด : ใช้เกี่ยวกับอาการไข้และการขับเหงื่อ
  • ราก : มีรายงานการใช้เป็นยาระบายและยาทำให้อาเจียน รวมถึงการใช้ในตำรับพื้นบ้านบางแห่ง
  • ภูมิปัญญาต่างประเทศ : มีการใช้ราก ใบ และส่วนเหนือดินสำหรับอาการที่เกี่ยวข้องกับไข้ การขับปัสสาวะ โรคไขข้อ อาการปวด และโรคผิวหนัง เป็นต้น

วิธีใช้

การใช้ในตำรับพื้นบ้านมีหลายรูปแบบ เช่น ต้มเป็นน้ำดื่ม ใช้ใบสดภายนอก หรือใช้เป็นส่วนประกอบในตำรับยา โดยข้อมูลจากฐานข้อมูลสมุนไพรไทยมีการระบุภูมิปัญญาการใช้ต้นหรือเถาแห้งประมาณ 10–18 กรัมต้มกับน้ำ หรือใช้ต้นสดประมาณ 35–70 กรัมคั้นน้ำ รวมถึงการนำใบมาต้มเป็นน้ำสำหรับใช้ตามภูมิปัญญา อย่างไรก็ตาม ปริมาณดังกล่าวเป็นข้อมูลจากตำรับพื้นบ้าน ไม่ใช่ขนาดยาที่ได้รับการรับรองสำหรับการรักษาโรคในปัจจุบัน จึงไม่ควรนำไปใช้รักษาโรคด้วยตนเอง

ในบัญชียาจากสมุนไพร

จากข้อมูลที่ตรวจสอบได้ ไม่พบว่าโคกกะออม (Cardiospermum halicacabum L.) เป็นตัวยาเดี่ยวที่มีข้อบ่งใช้เป็นรายการหลักในบัญชียาจากสมุนไพรแห่งชาติ อย่างไรก็ตาม มีหลักฐานเอกสารด้านการแพทย์แผนไทยที่พบชื่อ โคกกระออมเป็นส่วนประกอบในตำรับยาไทยบางตำรับ เช่น ตำรับยาแก้ช้ำรั่วสูตรหนึ่ง ซึ่งเป็นการใช้ในลักษณะของสมุนไพรประกอบตำรับ ไม่ใช่การรับรองสรรพคุณของโคกกะออมเดี่ยว ๆ

สารสำคัญ

การศึกษาทางพฤกษเคมีพบสารหลายกลุ่มใน Cardiospermum halicacabum ได้แก่

  • ฟลาโวนอยด์ (Flavonoids)
  • ฟีนอลิกและกรดฟีนอลิก (Phenolics and Phenolic acids)
  • ฟลาโวนอยด์ไกลโคไซด์
  • ฟลาโวนอยด์กลูคูโรไนด์
  • ซาโปนิน (Saponins)
  • อัลคาลอยด์
  • สเตอรอลและไฟโตสเตอรอล
  • ไตรเทอร์พีนและเทอร์พีนอยด์
  • แทนนิน
  • กรดไขมันในเมล็ด

มีการตรวจพบสาร เช่น chlorogenic acid, caffeic acid, coumaric acid, luteolin-7-O-glucuronide, apigenin-7-O-glucuronide และ chrysoeriol ในส่วนต่าง ๆ ของพืช นอกจากนี้ยังมีรายงานสาร cardiospermin จากราก ซึ่งได้รับความสนใจจากฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาบางด้าน

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

งานวิจัยเกี่ยวกับ โคกกะออม (Cardiospermum halicacabum) ส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับ การทดลองในหลอดทดลอง การทดลองในสัตว์ และการทบทวนวรรณกรรม จึงควรระมัดระวังในการนำผลการทดลองไปกล่าวอ้างว่าใช้รักษาโรคในมนุษย์

งานวิจัยปี 2011 พบว่าสารสกัดเอทานอลของโคกกะออมมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและลดการอักเสบในการทดลอง โดยลดการสร้าง nitric oxide และ TNF-α รวมทั้งเพิ่มกิจกรรมของเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระบางชนิดในแบบจำลองสัตว์

งานวิจัยในประเทศไทยเกี่ยวกับสารสกัดน้ำจากใบวัชพืชพบว่า สารสกัดใบโคกกะออมมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระหลายระบบ และมีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ α-amylase ในการทดลอง ขณะที่ผู้วิจัยเสนอว่าสามารถนำพืชบางชนิดไปศึกษาต่อยอดเป็นอาหารหรือเครื่องดื่มสมุนไพรได้

งานวิจัยปี 2024 ยังพบสารฟลาโวนอยด์บางชนิดจากโคกกะออมที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบในเซลล์ macrophage อย่างไรก็ตาม ผลดังกล่าวยังเป็นหลักฐานระดับห้องปฏิบัติการและไม่สามารถใช้ยืนยันประสิทธิผลในการรักษาผู้ป่วยได้โดยตรง

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

มีรายงานการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของโคกกะออมหลายด้าน ได้แก่

  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : พบในแบบจำลองสัตว์และการทดลองระดับเซลล์ โดยเกี่ยวข้องกับ nitric oxide, TNF-α, ROS และเส้นทางการส่งสัญญาณที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบ
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สารสกัดจากพืชสามารถกำจัดอนุมูลอิสระบางชนิดได้ในการทดลอง
  • ฤทธิ์ระงับปวด : มีรายงานจากการทดลองในสัตว์
  • ฤทธิ์ต้านข้ออักเสบ : มีข้อมูลการทดลองสนับสนุนบางส่วน
  • ฤทธิ์ต้านจุลชีพ : มีการศึกษาต่อแบคทีเรียและเชื้อราหลายชนิด
  • ฤทธิ์ลดระดับน้ำตาล : มีการศึกษาการยับยั้งเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการย่อยคาร์โบไฮเดรต
  • ฤทธิ์ปกป้องตับและไต : มีรายงานจากการทดลองก่อนคลินิก
  • ฤทธิ์ต่อระบบประสาท : มีรายงานฤทธิ์กดประสาทและ anxiolytic ในการทดลองบางรูปแบบ

อย่างไรก็ตาม หลักฐานเหล่านี้ยังมีความแตกต่างกันทั้งในด้านชนิดสารสกัด ส่วนของพืช ปริมาณที่ใช้ และแบบจำลองการทดลอง จึงยังไม่สามารถกำหนดขนาดรักษาที่เหมาะสมสำหรับมนุษย์ได้อย่างชัดเจน

ความปลอดภัย

โคกกะออมไม่ควรถูกมองว่าเป็นสมุนไพรที่ปลอดภัยโดยไม่มีเงื่อนไข เนื่องจากความปลอดภัยขึ้นอยู่กับส่วนของพืช วิธีสกัด ปริมาณ และระยะเวลาการใช้

มีข้อมูลด้านพิษวิทยาที่แตกต่างกันตามรูปแบบสารสกัด โดยมีทั้งการศึกษาที่พบความเป็นพิษต่ำในแบบจำลองสัตว์ และข้อมูลที่รายงานว่าการได้รับสารสกัดบางชนิดในปริมาณสูงอาจก่อให้เกิดอาการผิดปกติได้

นอกจากนี้ มีรายงานผู้ป่วยหนึ่งรายที่ใช้ผลิตภัณฑ์ครีมซึ่งมีสารสกัดเอทานอลจาก Cardiospermum halicacabum เป็นเวลานาน และพบความผิดปกติของระบบต่อมใต้สมอง–ต่อมหมวกไต โดยการศึกษาต่อมาพบว่าสารสกัดมีฤทธิ์คล้าย glucocorticoid ในแบบจำลองการทดลอง จึงเป็นข้อมูลสำคัญที่ควรคำนึงถึงเมื่อใช้ผลิตภัณฑ์สารสกัดเข้มข้นหรือใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน

ข้อห้ามใช้

  • หญิงตั้งครรภ์ : ควรหลีกเลี่ยงการรับประทาน เนื่องจากมีรายงานภูมิปัญญาการใช้เพื่อขับระดู และยังไม่มีข้อมูลความปลอดภัยเพียงพอในหญิงตั้งครรภ์
  • หญิงให้นมบุตร : ยังมีข้อมูลความปลอดภัยไม่เพียงพอ จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้เป็นยารับประทานโดยไม่มีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
  • เด็กเล็ก : ยังไม่มีข้อมูลด้านขนาดและความปลอดภัยที่เพียงพอสำหรับการใช้เป็นยา
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือใช้ยาหลายชนิด : ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้สารสกัดหรือผลิตภัณฑ์เข้มข้น
  • ไม่ควรใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน โดยเฉพาะการใช้สารสกัดที่มีความเข้มข้นสูง

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ข้อมูลเฉพาะเกี่ยวกับ ปฏิกิริยาระหว่างโคกกะออมกับยาสมัยใหม่ในมนุษย์ยังมีจำกัด จึงไม่ควรสรุปว่าปลอดภัยเมื่อใช้ร่วมกับยาทุกชนิด

เนื่องจากมีข้อมูลการทดลองเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านการอักเสบ ฤทธิ์ต่อระบบประสาท และฤทธิ์ต่อระบบหลอดเลือด รวมทั้งข้อมูลเกี่ยวกับสารออกฤทธิ์ที่อาจมีผลทางชีวภาพ ผู้ที่ใช้ ยาลดความดันโลหิต ยาที่มีผลต่อระบบประสาท ยาต้านการอักเสบ หรือยาที่มีผลต่อฮอร์โมน ควรปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพก่อนใช้สารสกัดโคกกะออมในรูปแบบเข้มข้น

การใช้ในอาหาร

ในบางประเทศ โดยเฉพาะภูมิภาคเอเชียใต้ มีการนำ ใบและยอดอ่อนโคกกะออม มาใช้เป็นผักและประกอบอาหาร เช่น แกง ซุป และอาหารพื้นบ้าน นอกจากนี้มีงานทบทวนที่กล่าวถึงโคกกะออมในฐานะผักใบเขียวที่มีสารกลุ่ม polyphenols หลายชนิด

สำหรับประเทศไทย โคกกะออมไม่ได้เป็นผักเศรษฐกิจที่บริโภคกันอย่างแพร่หลายเท่าผักพื้นบ้านชนิดอื่น จึงควรแยกให้ชัดเจนระหว่าง การใช้เป็นอาหารตามวัฒนธรรมของบางประเทศ กับการใช้เป็นสมุนไพรตามตำรายาไทย

การใช้ในผลิตภัณฑ์

มีการนำสารสกัด Cardiospermum halicacabum ไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ใช้ภายนอก เช่น ครีมและขี้ผึ้งสำหรับผลิตภัณฑ์ดูแลผิว โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มุ่งเน้นผิวแห้ง ผื่นคัน และผิวหนังอักเสบ

มีการศึกษาทางคลินิกแบบสังเกตการณ์ของผลิตภัณฑ์ครีมที่มีโคกกะออมในผู้ที่มี dermatitis และพบผลในทางบวกในช่วงการศึกษาสั้น ๆ แต่หลักฐานดังกล่าวยังไม่เพียงพอที่จะใช้ยืนยันประสิทธิผลของโคกกะออมสำหรับโรคผิวหนังทุกชนิด

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ใบและส่วนเหนือดิน : ควรเก็บในช่วงที่ต้นสมบูรณ์และไม่มีร่องรอยของโรคหรือแมลง
  • ราก : หากเก็บเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบสมุนไพร ควรคัดเลือกต้นที่สมบูรณ์และไม่ปนเปื้อนสารเคมีหรือโลหะหนัก
  • การทำแห้ง : ล้างสิ่งสกปรกและทำให้แห้งในที่สะอาด อากาศถ่ายเทดี หลีกเลี่ยงความชื้นสูงและแสงแดดจัดเป็นเวลานาน
  • การเก็บรักษา : เก็บวัตถุดิบแห้งในภาชนะปิดสนิท ป้องกันความชื้น แมลง และการปนเปื้อน
  • การเก็บเมล็ด : ควรเลือกเมล็ดแก่ที่สมบูรณ์และแห้งสนิท หากต้องการใช้ขยายพันธุ์ควรเก็บในภาชนะที่ป้องกันความชื้น

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

โคกกะออมเป็นสมุนไพรที่มีการกล่าวถึงในตำรายาและภูมิปัญญาพื้นบ้านไทย โดยมีการใช้ส่วนต่าง ๆ ของพืชแตกต่างกันตามท้องถิ่น เช่น เถา ใบ ผล เมล็ด และราก

เอกสารโบราณของไทยยังมีรายการ “ว่าด้วยสรรพคุณยา โคกกะออม” แสดงให้เห็นว่าชื่อและการใช้พืชชนิดนี้ปรากฏอยู่ในองค์ความรู้ด้านยาไทยมาเป็นเวลานาน

นอกจากนี้ ฐานข้อมูลทรัพยากรพืชของโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ ระบุโคกกระออมเป็นพืชสมุนไพรและบันทึกการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านหลายประการ เช่น ใช้เกี่ยวกับไข้ ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ อาการไอ และโรคไขข้อ

ประวัติและวัฒนธรรม

ชื่อ Balloon Vine มาจากลักษณะผลที่พองเป็นถุงคล้ายลูกโป่ง ส่วนชื่อ Heart Seed หรือ Heart Pea สัมพันธ์กับลักษณะเมล็ดสีดำที่มีรอยสีขาวบริเวณขั้วคล้ายรูปหัวใจ

โคกกะออมมีความสัมพันธ์กับภูมิปัญญาการใช้พืชสมุนไพรในหลายประเทศ ทั้งระบบอายุรเวท การแพทย์พื้นบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และการแพทย์พื้นบ้านในประเทศเขตร้อนอื่น ๆ โดยมีการใช้ทั้งเป็นยา อาหาร และวัสดุพื้นบ้านบางประเภท

สถานะการอนุรักษ์

Cardiospermum halicacabum L. มีการกระจายพันธุ์กว้างมากในเขตร้อนและกึ่งร้อน และไม่ได้เป็นพืชหายากในระดับโลก

ข้อมูลที่ปรากฏในฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Kew ระบุการกระจายพันธุ์ในหลายภูมิภาคทั่วโลก และข้อมูลที่เชื่อมโยงกับ IUCN ระบุสถานะ Least Concern (LC) หรือมีความเสี่ยงต่ำในระดับโลก

อย่างไรก็ตาม การอนุรักษ์ในระดับท้องถิ่นยังมีความสำคัญ โดยเฉพาะการเก็บรวบรวมพันธุ์พืชพื้นถิ่นและองค์ความรู้การใช้สมุนไพรที่เกี่ยวข้องกับโคกกะออม

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
  • ไฟลัม (Phylum) : Streptophyta
  • ชั้น (Class) : Equisetopsida
  • ชั้นย่อย (Subclass) : Magnoliidae
  • อันดับ (Order) : Sapindales
  • วงศ์ (Family) : Sapindaceae
  • สกุล (Genus) : Cardiospermum
  • ชนิด (Species) : Cardiospermum halicacabum L.

ปัจจุบัน Kew Plants of the World Online ยอมรับชื่อ Cardiospermum halicacabum L. เป็นชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับ และมีชื่อพ้องทางอนุกรมวิธานหลายชื่อ เช่น Corindum halicacabum (L.) Medik. และ Cardiospermum inflatum Salisb.

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

การตรวจสอบเอกลักษณ์ โคกกะออม ควรพิจารณาร่วมกันทั้งลักษณะทางสัณฐานวิทยาและข้อมูลทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : เถาเลื้อย ลำต้นมีสันหรือเหลี่ยมและมีมือเกาะ
  • ใบ : ใบประกอบ มีใบย่อยประมาณ 3 ใบ ขอบใบหยักหรือเว้าลึก
  • ดอก : ดอกขนาดเล็ก สีขาวถึงขาวอมเหลือง ออกตามซอกใบ
  • ผล : ผลพองเป็นถุง มี 3 พู เป็นลักษณะเด่นที่ช่วยจำแนกได้ง่าย
  • เมล็ด : เมล็ดแก่สีดำ มีรอยสีขาวคล้ายรูปหัวใจ
  • ชื่อวิทยาศาสตร์สำหรับการตรวจสอบ : Cardiospermum halicacabum L.

หากเป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตยา ควรตรวจสอบด้วยตัวอย่างพรรณไม้แห้งที่มีเอกสารกำกับ รวมถึงการตรวจสอบทางเภสัชเวทและการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ เพื่อป้องกันการปะปนกับพืชในสกุล Cardiospermum ชนิดอื่น

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. สำนักงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ. (ม.ป.ป.). โคกกระออม (Cardiospermum halicacabum L.) ฐานข้อมูลพืชและการใช้ประโยชน์.
  2. สมุนไพรดอทคอม. (ม.ป.ป.). โคกกะออม. ฐานข้อมูลสมุนไพรไทย.
  3. กรมศิลปากร. (ม.ป.ป.). ตำราสรรพคุณยาฉบับของกรมหลวงวงศาธิราชสนิท.
  4. โครงการ/หน่วยงานด้านการแพทย์แผนไทย. (2566). คู่มือแนวทางการดูแลสุขภาพมารดาและทารกด้วยการแพทย์แผนไทย ในระยะก่อนตั้งครรภ์ ระยะตั้งครรภ์ ระยะคลอด และระยะหลังคลอด.
  5. วราภรณ์ ทิพย์โกศลวงศ์ และ มนสิชา คำกองแก้ว. (ม.ป.ป.). สารสกัดด้วยน้ำจากวัชพืชเถาเลื้อยที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและยับยั้งกิจกรรมของเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับภาวะระดับน้ำตาลในเลือดสูงและภาวะอ้วน. Journal of Agricultural Research and Communications.
  6. Elangovan, A., Ramachandran, J., Lakshmanan, D. K., Ravichandran, G., & Thilagar, S. (2022). Ethnomedical, phytochemical and pharmacological insights on an Indian medicinal plant: The balloon vine (Cardiospermum halicacabum Linn.). Journal of Ethnopharmacology, 291, 115143. https://doi.org/10.1016/j.jep.2022.115143
  7. Huang, M.-H., Huang, S.-S., Wang, B.-S., Wu, C.-H., Sheu, M.-J., Hou, W.-C., Lin, S.-S., & Huang, G.-J. (2011). Antioxidant and anti-inflammatory properties of Cardiospermum halicacabum and its reference compounds ex vivo and in vivo. Journal of Ethnopharmacology, 133(2), 743–750. https://doi.org/10.1016/j.jep.2010.11.005
  8. Pillai, N. R., & Vijayamma, N. (1985). Some pharmacological studies on Cardiospermum halicacabum Linn. Ancient Science of Life, 5(1), 32–36.
  9. Sadique, J., Chandra, T., Thenmozhi, V., & Elango, V. (1987). Biochemical modes of action of Cassia occidentalis and Cardiospermum halicacabum in inflammation. Journal of Ethnopharmacology, 19(2), 201–212. https://doi.org/10.1016/0378-8741(87)90042-0
  10. Kew Science. (2026). Cardiospermum halicacabum L. Plants of the World Online.
  11. Falconi, A., et al. (2019). Antimicrobial properties of the medicinal plant Cardiospermum halicacabum L.: New evidence and future perspectives. European Review for Medical and Pharmacological Sciences. https://doi.org/10.26355/eurrev_201908_18759
  12. Fai, A., et al. (2020). Cardiospermum halicacabum in atopic dermatitis: Clinical evidence based on phytotherapic approach. Dermatologic Therapy. https://doi.org/10.1111/dth.14519
Scroll to top