ไกรทอง
ไกรทอง เป็นสมุนไพรพื้นบ้านชนิดหนึ่งที่พบในประเทศไทย โดยเฉพาะบริเวณภาคตะวันตกเฉียงใต้และภาคใต้ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Erythroxylum cuneatum (Miq.) Kurz อยู่ในวงศ์ Erythroxylaceae เป็นไม้ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลางที่มีลักษณะเด่นคือแก่นไม้มีสีแดงถึงน้ำตาลอมแดง และผลสุกสีแดงสดเป็นมัน ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยนำ เปลือกต้นไกรทอง มาใช้เป็นยา โดยเฉพาะในกลุ่มอาการ เส้นเอ็นพิการ ปวดเมื่อย เหน็บชา และชาตามปลายมือปลายเท้า
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อสมุนไพร : ไกรทอง
- ชื่อวิทยาศาสตร์ : Erythroxylum cuneatum (Miq.) Kurz
- ชื่อวงศ์ : Erythroxylaceae
- ชื่อสกุล : Erythroxylum
- ชื่อสามัญ : Wild Cocaine
- ชื่อท้องถิ่น : แก่นแดง, เข็ดมูล, เจตมูล, ต๋านฮ้วนหด, ต๋านฮ้วนเป็ด, พิกุลทอง, หุนไห้ และไกรทอง
- ลักษณะวิสัย : ไม้ต้นหรือไม้พุ่มขนาดเล็ก ไม่ผลัดใบ
- ส่วนที่ใช้เป็นยา : เปลือกต้น
- ถิ่นอาศัย : ป่าดิบชื้น ป่าดิบแล้ง ป่าเต็งรัง และป่าดิบใกล้ชายฝั่งทะเล
ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับในปัจจุบันคือ Erythroxylum cuneatum (Miq.) Kurz โดย Kew ระบุว่าเป็นชื่อที่ยอมรับ และมีถิ่นกระจายพันธุ์ตั้งแต่อินโดจีนไปจนถึงนิวกินี
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น : เป็นไม้ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูงประมาณ 4–15 เมตร และอาจพบต้นที่สูงได้ถึงประมาณ 30 เมตร ลำต้นและกิ่งมีเปลือกสีน้ำตาล เปลือกมีร่องตามยาวเล็ก ๆ เปลือกด้านในมีสีเหลืองถึงน้ำตาลอมแดง กระพี้สีเหลือง ส่วนแก่นมีสีแดงถึงน้ำตาลอมแดง กิ่งมักแตกออกในลักษณะเกือบตั้งฉากกับลำต้น กิ่งอ่อนค่อนข้างแบน และมีรอยแผลของหูใบโดยรอบกิ่ง
- ใบ : เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับหรือเรียงเวียน รูปไข่กลับ รูปรี หรือรูปขอบขนาน ขนาดประมาณ 2–4 × 3–11 เซนติเมตร ปลายใบมนหรือเว้าตื้น โคนใบสอบ ขอบใบเรียบ แผ่นใบด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน ด้านล่างสีเขียวอ่อน เส้นแขนงใบเห็นได้ชัดทางด้านล่าง ก้านใบยาวประมาณ 2–7 มิลลิเมตร
- ดอก : ดอกมีขนาดเล็ก สีขาวหรือขาวอมเขียว ออกเป็นดอกเดี่ยวหรือเป็นกระจุกตามซอกใบ กระจุกหนึ่งมีประมาณ 2–8 ดอก กลีบเลี้ยงมี 5 กลีบ โคนเชื่อมติดกัน กลีบดอกมี 5 กลีบ รูปขอบขนานหรือรูปขอบขนานแกมรูปไข่ เกสรเพศผู้ 10 อัน และก้านเกสรเพศเมีย 3 อัน
- ผล : เป็นผลแบบผนังชั้นในแข็ง รูปรีแกมขอบขนานหรือรูปทรงกระบอกรี มีประมาณ 3 พู ผลอ่อนสีเขียว เมื่อสุกเปลี่ยนเป็นสีแดงสดและมีผิวเป็นมัน ภายในมีเมล็ด 1 เมล็ด เมล็ดแบนและโค้ง
- เมล็ด : เมล็ดมีลักษณะแบน โค้ง และมีร่องบนผิว ขนาดประมาณ 5–10 มิลลิเมตรตามข้อมูลพฤกษศาสตร์ของชนิดนี้
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
ไกรทองมีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และหมู่เกาะมลายู โดยพบใน เมียนมา ไทย เวียดนาม กัมพูชา มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ บอร์เนียว สุมาตรา ชวา หมู่เกาะซุนดาน้อย มาลูกู สุลาเวสี และนิวกินี
สำหรับประเทศไทย พบตามพื้นที่ป่าธรรมชาติ โดยมีข้อมูลว่าพบทาง ภาคตะวันตกเฉียงใต้และภาคใต้ และขึ้นตามป่าดิบชื้นบริเวณใกล้ชายฝั่งทะเล นอกจากนี้ฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ระบุว่าพบใน ป่าเต็งรัง ป่าดิบใกล้ชายทะเล และป่าดิบแล้ง
การปลูกและการขยายพันธุ์
- การขยายพันธุ์ : สามารถขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด
- การงอกของเมล็ด : มีรายงานการทดลองในคาบสมุทรมลายูว่าเมล็ดไกรทอง 6 จาก 9 เมล็ดงอกภายในประมาณ 39–75 วัน
- สภาพแวดล้อม : เป็นพืชเขตร้อน สามารถเจริญได้ทั้งในบริเวณป่าธรรมชาติและพื้นที่ใกล้ชายฝั่ง
- แสง : สามารถเจริญได้ตั้งแต่แดดจัดจนถึงร่มรำไร
- ดินและน้ำ : ควรเป็นดินที่มีความชื้นพอเหมาะและระบายน้ำได้ดี
เนื่องจากไกรทองเป็นไม้ป่าที่มีข้อมูลด้านการเพาะปลูกเชิงเกษตรยังค่อนข้างจำกัด การปลูกเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบสมุนไพรควรเน้นการอนุรักษ์แหล่งพันธุกรรมและใช้วัสดุพันธุ์ที่สามารถตรวจสอบชนิดได้
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- เปลือกต้น : เป็นส่วนที่ระบุไว้ในข้อมูลสมุนไพรไทยว่านำมาใช้เป็นยา โดยมีการใช้ในตำรายาไทยสำหรับอาการเกี่ยวกับ เส้นเอ็น อาการปวดเมื่อย และอาการเหน็บชา
- ราก : มีการใช้ตามตำรายาพื้นบ้านอีสานในบางพื้นที่ โดยนำไปใช้เป็นยาพื้นบ้านเกี่ยวกับระบบทางเดินปัสสาวะและใช้บำรุงร่างกาย
- ใบและยอดอ่อน : มีรายงานการใช้เป็นอาหารพื้นบ้านในบางชุมชน ซึ่งควรแยกจากการใช้เป็นยา เนื่องจากข้อมูลด้านความปลอดภัยของการบริโภคเป็นประจำยังมีจำกัด
สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา
ตามตำรายาไทย
- เปลือกต้น : ใช้แก้ เส้นเอ็นพิการ
- เปลือกต้น : ใช้แก้ ปวดเมื่อย
- เปลือกต้น : ใช้แก้ เหน็บชา
- เปลือกต้น : ใช้แก้อาการ ชาตามปลายมือปลายเท้า
- เปลือกต้น : ใช้เป็นส่วนประกอบของตำรับ บำรุงร่างกาย
ตามตำรายาพื้นบ้านอีสาน
- ราก : มีการใช้รักษาอาการที่เรียกว่า โรคไตพิการ ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน ซึ่งในบริบทตำรายาหมายถึงกลุ่มอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินปัสสาวะ ไม่ควรตีความว่าเป็นการรักษาโรคไตตามนิยามแพทย์แผนปัจจุบัน
- ราก : ใช้บำรุงน้ำนม
- ราก : ใช้แก้ผิดสำแดง
- เปลือก : ใช้เป็นส่วนผสมของเครื่องยาบำรุงกำลัง
- ทั้งต้นและรากแห้ง : มีรายงานการต้มใช้แก้ซางตามตำรายาพื้นบ้าน
ข้อมูลชาติพันธุ์พฤกษศาสตร์สมัยใหม่ยังพบว่าในกลุ่มชาติพันธุ์ไทโย้ จังหวัดสกลนคร มีการใช้ เปลือกและรากไกรทอง ในทางยาพื้นบ้าน โดยมีผู้ให้ข้อมูลจำนวนหนึ่งระบุการใช้สำหรับ อาการปวดเส้นเอ็นและกล้ามเนื้อ
หมายเหตุ: สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์พื้นบ้าน ไม่ควรนำไปตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ที่ได้รับการยืนยันทางคลินิกในมนุษย์
วิธีใช้
- ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน : มีข้อมูลการนำ รากไกรทองประมาณ 1–2 กำมือ ต้มกับน้ำแล้วดื่มแทนน้ำ ในตำรายาพื้นบ้านอีสานสำหรับอาการที่เรียกว่าไตพิการ
- เปลือกต้น : ใช้เป็นเครื่องยาในตำรับแพทย์แผนไทยสำหรับอาการเส้นเอ็นพิการ ปวดเมื่อย และเหน็บชา
ไม่ควรกำหนดขนาดรับประทานด้วยตนเอง โดยเฉพาะการใช้สารสกัดหรือส่วนที่มีความเข้มข้นสูง เนื่องจากมีรายงานการพบ tropane alkaloids ในไกรทอง และมีข้อมูลการศึกษาความเป็นพิษของสารสกัดในสัตว์ทดลอง
ในบัญชียาจากสมุนไพร
จากการตรวจสอบข้อมูล บัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร ที่ประกาศใช้ รวมถึงข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ไม่พบว่า ไกรทอง (Erythroxylum cuneatum) เป็นสมุนไพรเดี่ยวหรือเป็นตำรับยาที่มีไกรทองเป็นรายการหลักในบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพรที่ตรวจสอบได้ในปัจจุบัน
ดังนั้นควรแยกให้ชัดเจนระหว่าง “สมุนไพรที่มีการใช้ในภูมิปัญญาไทย” กับ “สมุนไพรที่มีรายการยาอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ” ซึ่งเป็นคนละสถานะกัน
สารสำคัญ
การศึกษาทางพฤกษเคมีพบสารหลายกลุ่มในไกรทอง โดยเฉพาะในใบ ได้แก่
- Tropane alkaloids
- Phenolic compounds
- Flavonoids
- Tannins
- Saponins
- Alkaloids ชนิดอื่น ๆ
มีรายงานการแยก (±)-3α,6β-dibenzoyloxytropane เป็นอัลคาลอยด์สำคัญจากใบไกรทอง รวมถึงอนุพันธ์กลุ่ม benzoyl และ tigloyl และตรวจพบ nicotine ในการศึกษาทางเคมีของพืชชนิดนี้
งานวิจัยอีกฉบับรายงานสารจากไกรทอง ได้แก่ inamoside, (+)-catechin, quercetin 3-O-alpha-L-rhamnoside, apocynol B, (6S,9R)-roseoside และสารกลุ่ม glycosides บางชนิด อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าสารใดเป็นสารออกฤทธิ์หลักต่อสรรพคุณทางยาของไกรทอง
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
งานวิจัยเกี่ยวกับ Erythroxylum cuneatum ยังอยู่ในระดับห้องปฏิบัติการและสัตว์ทดลองเป็นหลัก ยังมีหลักฐานทางคลินิกในมนุษย์ค่อนข้างจำกัด
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : การศึกษาสารสกัดจากใบพบสารกลุ่มฟีนอล ฟลาโวนอยด์ แทนนิน อัลคาลอยด์ และซาโปนิน โดยฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระแตกต่างกันตามตัวทำละลายที่ใช้สกัด
- ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : สารสกัดกลุ่มอัลคาลอยด์จากใบลดอาการบวมของอุ้งเท้าหนูที่ถูกเหนี่ยวนำด้วย carrageenan แบบขึ้นกับขนาด โดยขนาด 50 มก./กก. ให้ผลลดการอักเสบใกล้เคียงกับกลุ่ม aspirin ในแบบจำลองดังกล่าว
- ฤทธิ์ลดระดับน้ำตาล : งานวิทยานิพนธ์หนึ่งพบว่าสารสกัดน้ำมาตรฐานสามารถลดระดับน้ำตาลในหนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูงได้ แต่ยังไม่ใช่หลักฐานเพียงพอสำหรับใช้รักษาโรคเบาหวานในคน
- ฤทธิ์ต่อระบบประสาทและการเสพติด : มีงานวิจัยเกี่ยวกับสารสกัดอัลคาลอยด์ของไกรทองในแบบจำลองเซลล์และการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการส่งสัญญาณของ opioid receptor แต่ยังไม่สามารถสรุปว่าไกรทองเป็นยารักษาภาวะติดยาในมนุษย์ได้
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สารสกัดใบแสดงความสามารถในการกำจัดอนุมูลอิสระในระบบ DPPH และมีฤทธิ์ในระบบ FRAP และ hydrogen peroxide scavenging โดยผลขึ้นกับชนิดของตัวทำละลาย
- ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : สารสกัดอัลคาลอยด์จากใบสามารถลดการบวมและการแทรกซึมของเม็ดเลือดขาวในแบบจำลองการอักเสบของหนู
- ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด : สารสกัดน้ำมาตรฐานแสดงฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในสัตว์ทดลองที่มีภาวะน้ำตาลในเลือดสูง
- ฤทธิ์ด้านระบบประสาท : งานศึกษาสารสกัดอัลคาลอยด์พบว่าในขนาดที่ทดสอบไม่ได้ทำให้เกิดความบกพร่องด้าน working memory อย่างมีนัยสำคัญในแบบจำลองสัตว์ทดลอง แต่ผลดังกล่าวยังไม่สามารถนำมาแปลเป็นประสิทธิผลทางการแพทย์ในมนุษย์ได้
ความปลอดภัย
ไกรทองไม่ควรถูกมองว่าเป็นสมุนไพรที่ปลอดภัยเพียงเพราะเป็นพืชธรรมชาติ เนื่องจากมีรายงานการพบ tropane alkaloids และมีข้อมูลด้านความเป็นพิษของสารสกัด
- การศึกษาสารสกัดน้ำมาตรฐานในหนูพบว่า เมื่อให้ทางปากในขนาดสูงกว่า 5 กรัม/กิโลกรัมในการศึกษาความเป็นพิษเฉียบพลัน และ 1 กรัม/กิโลกรัมในการศึกษากึ่งเรื้อรัง ไม่พบอาการไม่พึงประสงค์ตามเงื่อนไขการทดลองดังกล่าว
- อย่างไรก็ตาม การให้สารสกัดทางช่องท้องมีความเป็นพิษในขนาด 300 มก./กก. ในการศึกษาหนึ่ง
- อีกการศึกษาพบค่า LD50 โดยประมาณของสารสกัดน้ำและสารสกัดอัลคาลอยด์จากใบในหนูที่ได้รับทางช่องท้องประมาณ 316.23 และ 416.86 มก./กก. ตามลำดับ
- การศึกษาระดับเซลล์พบว่าสารสกัดน้ำมาตรฐานมีฤทธิ์เป็นพิษต่อเซลล์บางชนิดที่ความเข้มข้นระดับหนึ่ง แม้การทดสอบ genotoxicity ในช่วงความเข้มข้นที่ศึกษาไม่พบความเสียหายของ DNA อย่างชัดเจน
ข้อมูลเหล่านี้เป็นผลการทดลองในสัตว์และเซลล์ ไม่สามารถใช้กำหนดขนาดยาที่ปลอดภัยสำหรับมนุษย์ได้
ข้อห้ามใช้
เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอ จึงไม่ควรใช้ไกรทองในรูปแบบสารสกัดเข้มข้นหรือใช้เป็นยารักษาโรคด้วยตนเอง โดยเฉพาะ
- หญิงตั้งครรภ์ : ควรหลีกเลี่ยงการใช้ภายใน เนื่องจากข้อมูลความปลอดภัยยังไม่เพียงพอ
- หญิงให้นมบุตร : ควรปรึกษาแพทย์หรือแพทย์แผนไทยผู้ประกอบวิชาชีพก่อนใช้
- เด็ก : ไม่ควรนำมาใช้เอง เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลขนาดที่ปลอดภัย
- ผู้ป่วยโรคเรื้อรังหรือผู้ใช้ยาหลายชนิด : ควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ก่อนใช้
- ผู้ที่แพ้พืชหรือผลิตภัณฑ์จากไกรทอง : ควรงดใช้
ควรหลีกเลี่ยงการนำข้อมูลการทดลองในสัตว์ เช่น ค่า LD50 ไปใช้คำนวณเป็นขนาดยาสำหรับคน
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอเกี่ยวกับ ปฏิกิริยาระหว่างไกรทองกับยาแผนปัจจุบัน จึงไม่ควรสรุปว่าปลอดภัยเมื่อใช้ร่วมกับยา
เนื่องจากงานวิจัยพบฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายด้าน เช่น ฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด และสารกลุ่ม tropane alkaloids จึงควรระมัดระวังเป็นพิเศษเมื่อใช้ร่วมกับยาลดน้ำตาล ยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท หรือยาที่มีผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด
การใช้ในอาหาร
มีข้อมูลภูมิปัญญาท้องถิ่นอีสานระบุว่า ยอดอ่อนและใบไกรทอง สามารถนำมากินร่วมกับอาหารพื้นบ้าน เช่น ลาบหรือน้ำพริก ได้
อย่างไรก็ตาม การนำพืชมาใช้เป็นอาหารควรแยกจากการใช้เป็นยา และไม่ควรนำส่วนที่เป็นเปลือกหรือสารสกัดที่มีความเข้มข้นสูงมาบริโภคแทนอาหาร
การใช้ในผลิตภัณฑ์
- ไม้ : มีการนำไม้ไกรทองไปใช้ประโยชน์ด้านไม้และงานก่อสร้างในบางประเทศ เช่น ใช้ทำเสาบ้าน
- ไม้ประดับ : สามารถปลูกเป็นไม้ประดับในสวน สวนสาธารณะ ริมถนน และพื้นที่ชายฝั่งได้
- ผลิตภัณฑ์สมุนไพร : มีงานวิจัยเกี่ยวกับสารสกัดใบเพื่อศึกษาศักยภาพด้านสารต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบ แต่ยังไม่ควรนำเสนอว่าเป็นผลิตภัณฑ์รักษาโรคที่ได้รับการยืนยันทางคลินิก
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
สำหรับการใช้เป็น เครื่องยาไทย ส่วนที่ใช้หลักคือเปลือกต้น การเก็บควรคำนึงถึงการอนุรักษ์ต้นไม้ เนื่องจากการลอกเปลือกโดยรอบลำต้นอาจทำให้ต้นไม้ตายได้
- ควรเก็บจากต้นที่จำแนกชนิดถูกต้อง
- ควรหลีกเลี่ยงการลอกเปลือกรอบลำต้น
- ควรทำความสะอาดวัตถุดิบและหั่นเป็นชิ้นก่อนทำให้แห้ง
- ควรทำให้แห้งสนิทก่อนเก็บ
- เก็บในภาชนะสะอาด แห้ง ปิดสนิท
- เก็บในบริเวณที่แห้ง อากาศถ่ายเท และป้องกันความชื้น แมลง และเชื้อรา
- ควรติดฉลากชื่อพืช ส่วนที่ใช้ แหล่งเก็บ และวันที่เก็บ เพื่อป้องกันการปะปนกับสมุนไพรชนิดอื่น
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
ไกรทองมีการใช้ในภูมิปัญญาสมุนไพรหลายพื้นที่ของประเทศไทย โดยเฉพาะ ภูมิปัญญาอีสานและภาคใต้ ข้อมูลตำรายาพื้นบ้านอีสานระบุการใช้รากและเปลือกในตำรับต่าง ๆ ขณะที่ตำรายาไทยระบุการใช้เปลือกต้นสำหรับอาการเกี่ยวกับเส้นเอ็น ปวดเมื่อย และเหน็บชา
การศึกษาชาติพันธุ์พฤกษศาสตร์ในกลุ่มชาติพันธุ์ไทโย้ จังหวัดสกลนคร ยังพบการใช้ไกรทองในทางยาพื้นบ้าน โดยมีค่าความถี่ของการอ้างถึงเพื่อใช้กับอาการ ปวดเส้นเอ็นและกล้ามเนื้อ อยู่ในระดับที่น่าสนใจ
นอกจากการใช้เป็นยาแล้ว ยอดอ่อนและใบยังมีรายงานการนำมารับประทานกับอาหารพื้นบ้าน เช่น ลาบและน้ำพริก
ประวัติและวัฒนธรรม
ชื่อ ไกรทอง เป็นชื่อพื้นเมืองของพืชชนิดนี้ในประเทศไทย และมีชื่อท้องถิ่นแตกต่างกันไปตามภูมิภาค เช่น แก่นแดง พิกุลทอง ต๋านฮ้วนหด ต๋านฮ้วนเป็ด และหุนไห้ ความหลากหลายของชื่อสะท้อนการรับรู้และการใช้ประโยชน์จากพืชในภูมิปัญญาท้องถิ่น
ชื่อสกุล Erythroxylum มีรากศัพท์จากภาษากรีก โดย erythros หมายถึง “สีแดง” และ xylon หมายถึง “ไม้” สื่อถึงลักษณะของไม้ที่มีสีแดง ส่วนคำว่า cuneatum มาจากภาษาละติน หมายถึง “รูปลิ่ม” ซึ่งเกี่ยวข้องกับลักษณะฐานใบ
สถานะการอนุรักษ์
ฐานข้อมูล Kew ระบุว่าการประเมินความเสี่ยงการสูญพันธุ์ของพืชดอกชนิดนี้จัดอยู่ในกลุ่ม ไม่ถูกคุกคาม (not threatened) ตามการคาดการณ์ Angiosperm Extinction Risk Predictions ขณะที่ฐานข้อมูลพืชของสิงคโปร์ระบุสถานะท้องถิ่นเป็น Least Concern (LC)
อย่างไรก็ตาม การใช้ เปลือกต้น เป็นสมุนไพรควรคำนึงถึงการอนุรักษ์ เพราะการเก็บเปลือกมากเกินไปอาจทำให้ต้นไม้เสียหายหรือตายได้ จึงควรสนับสนุนการขยายพันธุ์และการปลูกเพื่อเป็นแหล่งวัตถุดิบแทนการเก็บจากป่าธรรมชาติเพียงอย่างเดียว
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
- กลุ่มพืชมีท่อลำเลียง (Phylum/Division) : Tracheophyta
- ชั้น (Class) : Equisetopsida
- อันดับ (Order) : Malpighiales
- วงศ์ (Family) : Erythroxylaceae
- สกุล (Genus) : Erythroxylum P.Browne
- ชนิด (Species) : Erythroxylum cuneatum (Miq.) Kurz
ชื่อพ้องที่สำคัญ : Urostigma cuneatum Miq. และมีชื่อพ้องอื่นในสกุล Erythroxylum ที่ฐานข้อมูลอนุกรมวิธานระบุไว้หลายชื่อ
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
การตรวจสอบเอกลักษณ์ของ ไกรทอง (Erythroxylum cuneatum) ควรพิจารณาร่วมกันทั้งลักษณะทางสัณฐานวิทยาและข้อมูลทางอนุกรมวิธาน โดยลักษณะสำคัญ ได้แก่
- ลำต้นและกิ่ง : กิ่งอ่อนค่อนข้างแบน และมีรอยแผลของหูใบที่สังเกตได้
- ใบ : ใบเดี่ยว เรียงสลับหรือเรียงเวียน รูปรี รูปไข่กลับ หรือรูปขอบขนาน ขอบเรียบ
- ดอก : ดอกขนาดเล็กสีขาวถึงขาวอมเขียว ออกตามซอกใบ
- เกสร : เกสรเพศผู้ 10 อัน และก้านเกสรเพศเมีย 3 อัน
- ผล : ผลมีผนังชั้นในแข็ง ผลสุกสีแดงสดเป็นมัน และมีเมล็ด 1 เมล็ด
- เนื้อไม้ : กระพี้สีเหลืองและแก่นสีแดงถึงน้ำตาลอมแดง
สำหรับงานวิจัยหรือการผลิตวัตถุดิบสมุนไพร ควรมี ตัวอย่างพรรณไม้แห้ง (voucher specimen) ฝากไว้ในพิพิธภัณฑ์พืชหรือหอพรรณไม้ พร้อมระบุแหล่งเก็บ วันเก็บ และผู้เก็บ เพื่อยืนยันชนิดพืช เช่นเดียวกับงานวิจัย E. cuneatum ที่มีการฝากตัวอย่างอ้างอิงไว้ใน herbarium เพื่อใช้ตรวจสอบชนิดพืช
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2559). ไกรทอง: Erythroxylum cuneatum (Miq.) Kurz. สารานุกรมพืชในประเทศไทย.
- กลุ่มงานพฤกษศาสตร์ป่าไม้, กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2563). พืชป่าสมุนไพร. กรุงเทพฯ: กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช.
- มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. (ม.ป.ป.). Erythroxylum cuneatum (Miq.) Kurz: ไกรทอง. โครงการพัฒนาคลังข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์.
- สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา, กองนโยบายแห่งชาติด้านยา. (2566). บัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร พ.ศ. 2566. กระทรวงสาธารณสุข.
- สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา, กองนโยบายแห่งชาติด้านยา. (2568). ประกาศบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568. กระทรวงสาธารณสุข.
- Ali, R. (2016). Screening for antioxidant activity, toxicity and anti-diabetic effect of Erythroxylum cuneatum standardized aqueous extract [Master’s thesis, Universiti Teknologi MARA]. UiTM Institutional Repository.
- El-Imam, Y. M. A., Evans, W. C., & Grout, R. J. (1988). Alkaloids of Erythroxylum cuneatum, E. ecarinatum and E. australe. Phytochemistry, 27(7), 2181–2184. https://doi.org/10.1016/0031-9422(88)80122-5
- Li, L. S., Chiroma, S. M., Hashim, T., Adam, S. K., Moklas, M. A. M., Yusuf, Z., & Rahman, S. A. (2020). Antioxidant and anti-inflammatory properties of Erythroxylum cuneatum alkaloid leaf extract. Heliyon, 6(6), e04141. https://doi.org/10.1016/j.heliyon.2020.e04141
- Shanmugam, N., Adam, S. K., Rahman, S. A., & Moklas, M. A. M. (2018). Phytochemical screening and antioxidant activities of Erythroxylum cuneatum leaf extracts. The Natural Products Journal, 8(3), 185–190. https://doi.org/10.2174/2210315508666180221124817
- Shahril, M. S., Mohd Moklas, M. A., Baharuldin, M. T. H., Basir, R., Adenan, M. I., Amar Jamil, M. F., Mat Taib, C. N., Suliman, N. A., & Ahmad Zaki, M. A. (2016). In vivo toxicity study of Erythroxylum cuneatum leaves extract and its effects on working memory of rats. Journal of Pharmacological and Toxicological Investigations, 2(2), 10–13.
- Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Erythroxylum cuneatum (Miq.) Kurz. Plants of the World Online.
