ไข่เน่า
ไข่เน่า เป็นไม้ยืนต้นสมุนไพรพื้นบ้านของไทยที่พบได้ในหลายภูมิภาค โดยเฉพาะบริเวณป่าเบญจพรรณและป่าดิบแล้ง มีชื่อเรียกท้องถิ่นหลายชื่อ เช่น ขี้เห็น คมขวาน ฝรั่งโคก และปลู จุดเด่นของพืชชนิดนี้คือผลสุกสีดำคล้ำที่มีกลิ่นเฉพาะตัว จึงเป็นที่มาของชื่อ “ไข่เน่า” ขณะเดียวกัน เปลือกต้นและรากไข่เน่า มีประวัติการใช้ในตำรับยาไทย โดยเฉพาะกลุ่มอาการท้องเสียและการขับพยาธิ ส่วนผลสุกมีการนำมารับประทานเป็นอาหารพื้นบ้านในบางพื้นที่
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อสมุนไพร : ไข่เน่า
- ชื่อท้องถิ่น : ขี้เห็น, คมขวาน, ฝรั่งโคก, ปลู
- ชื่อสามัญ : Smooth chastetree, Black plum
- ชื่อวิทยาศาสตร์ : Vitex glabrata R.Br.
- วงศ์ : Lamiaceae
- ชื่อวิทยาศาสตร์เดิมที่พบในเอกสารบางแหล่ง : มีการจัดพืชในสกุล Vitex ไว้ในวงศ์ Verbenaceae ในเอกสารรุ่นเก่า แต่การจัดจำแนกปัจจุบันของฐานข้อมูลอนุกรมวิธานสากล เช่น Plants of the World Online และฐานข้อมูล TH-BIF จัด Vitex glabrata อยู่ในวงศ์ Lamiaceae
- ลักษณะการใช้ประโยชน์ : เป็นทั้งพืชสมุนไพร พืชอาหารพื้นบ้าน และไม้ยืนต้นที่ให้ประโยชน์ด้านเนื้อไม้
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น : เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูงประมาณ 5–25 เมตร ลำต้นแตกกิ่งค่อนข้างต่ำ เรือนยอดมีลักษณะคล้ายกรวย เปลือกลำต้นมีสีเทาหรือน้ำตาลแกมเหลือง อาจเรียบหรือแตกเป็นสะเก็ดและมีด่างสีขาว กิ่งอ่อนมีลักษณะเป็นเหลี่ยมและมีขนนุ่ม
- ใบ : เป็นใบประกอบแบบนิ้วมือ เรียงตรงข้าม ใบย่อยมีประมาณ 3–5 ใบ ใบย่อยมีรูปร่างรีถึงรูปไข่กลับ ปลายใบแหลมหรือมีติ่งแหลม โคนใบสอบหรือมน ผิวใบด้านบนสีเขียวเข้มค่อนข้างมัน ส่วนด้านล่างสีอ่อนกว่าและอาจมีขนละเอียด
- ดอก : ออกเป็นช่อตามซอกใบบริเวณปลายกิ่ง ดอกมีขนาดเล็กและมีกลิ่นหอม กลีบดอกมีสีม่วงอ่อน ม่วงอมชมพู หรือสีขาวปนเหลือง ดอกเป็นดอกสมบูรณ์เพศ
- ผล : เป็นผลมีเนื้อหรือผลแบบเมล็ดเดียว ผลอ่อนมีสีเขียวและค่อนข้างแข็ง เมื่อสุกเปลี่ยนเป็นสีดำหรือดำอมเทา ผิวค่อนข้างมันและเนื้อนิ่ม มีขนาดประมาณ 1–1.5 เซนติเมตร ผลสุกมีรสหวานอมเปรี้ยวและมีกลิ่นเฉพาะตัว
- เมล็ด : อยู่ภายในผล มีขนาดค่อนข้างใหญ่เมื่อเทียบกับเนื้อผล
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
- ถิ่นกำเนิด : พบตามเขตร้อนของเอเชียและบริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่อเนื่องไปยังหมู่เกาะแปซิฟิกและทางตอนเหนือของออสเตรเลีย
- การกระจายพันธุ์ : มีรายงานในอินเดีย บังกลาเทศ เมียนมา ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ปาปัวนิวกินี และออสเตรเลียตอนเหนือ
- ในประเทศไทย : พบได้หลายภูมิภาค โดยเฉพาะพื้นที่ป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง และพื้นที่ที่มีสภาพค่อนข้างแห้งแล้ง
การปลูกและการขยายพันธุ์
- การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด : เป็นวิธีที่ใช้กันทั่วไป โดยเก็บเมล็ดจากผลสุก นำมาเพาะเป็นต้นกล้าแล้วจึงย้ายปลูก
- การปักชำและการตอนกิ่ง : มีรายงานว่าสามารถใช้เป็นวิธีขยายพันธุ์ได้เช่นกัน แต่ข้อมูลด้านเทคนิคการผลิตต้นพันธุ์เชิงการค้ายังมีจำกัดเมื่อเทียบกับพืชสมุนไพรเศรษฐกิจชนิดอื่น
- สภาพแวดล้อม : ไข่เน่าสามารถเจริญได้ในพื้นที่ค่อนข้างแห้งแล้ง และเหมาะกับดินที่มีการระบายน้ำดี
- การให้ผลผลิต : แหล่งข้อมูลด้านพืชพื้นบ้านไทยระบุว่าสามารถเริ่มให้ผลได้ประมาณ 3–4 ปีหลังปลูก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและการดูแล
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- เปลือกต้น : ใช้เป็นสมุนไพรตามตำรายาไทย โดยมีรสฝาดและใช้ในกลุ่มอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร
- ราก : ใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับอาการท้องเสียและช่วยเจริญอาหาร
- ผล : ผลสุกมีการรับประทานเป็นอาหารพื้นบ้าน และมีการกล่าวถึงการใช้ตามภูมิปัญญาเพื่อบำรุงร่างกายและระบบขับถ่าย
สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา
- เปลือกต้น : ตามตำรายาไทยใช้แก้ท้องเสีย แก้บิด แก้อุจจาระเป็นฟอง แก้ไข้ และใช้ในตำรับสำหรับอาการตานซางหรือตานขโมยในเด็ก ซึ่งเป็นศัพท์ทางการแพทย์แผนไทยที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มอาการของเด็กที่มีความผิดปกติทางโภชนาการและทางเดินอาหาร
- เปลือกต้น : มีการใช้เป็นยาฝาดสมานและใช้ขับพยาธิ โดยเฉพาะพยาธิไส้เดือนตามภูมิปัญญา
- ราก : ใช้แก้ท้องร่วง ช่วยเจริญอาหาร และบำรุงธาตุตามตำรายาพื้นบ้าน
- ผลสุก : มีการรับประทานเป็นผลไม้พื้นบ้าน และมีการกล่าวถึงการใช้เพื่อช่วยระบบขับถ่าย บำรุงร่างกาย และบำรุงสมองในภูมิปัญญาท้องถิ่น
- ข้อสำคัญด้านหลักฐาน : สรรพคุณดังกล่าวส่วนหนึ่งเป็นข้อมูลจากตำรายาไทยและภูมิปัญญาท้องถิ่น ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ที่ได้รับการพิสูจน์ทางคลินิกทั้งหมด
วิธีใช้
- รับประทานผลสุก : ในบางพื้นที่รับประทานผลสด โดยอาจจิ้มเกลือหรือคลุกเกลือเพื่อช่วยลดรสและกลิ่นเฉพาะตัวของผล
- เปลือกต้น : ภูมิปัญญาพื้นบ้านมีการนำเปลือกต้นมาต้มเป็นน้ำยาสมุนไพรสำหรับอาการท้องเสียหรือบิด
- ราก : มีการนำรากมาต้มกับน้ำดื่มตามตำรับพื้นบ้านเพื่อช่วยเรื่องท้องเสียและเจริญอาหาร
- ข้อควรระวังในการใช้ : ไม่ควรนำข้อมูลวิธีใช้จากตำรับพื้นบ้านไปกำหนดขนาดรับประทานเอง โดยเฉพาะในเด็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ หรือผู้ที่รับประทานยาประจำ
ในบัญชียาจากสมุนไพร
ไข่เน่าไม่ได้มีข้อมูลยืนยันว่าเป็น “ยาสมุนไพรเดี่ยว” ที่ขึ้นเป็นรายการยาสำคัญในบัญชียาหลักแห่งชาติในลักษณะผลิตภัณฑ์ยาเดี่ยวสำหรับใช้แทนการรักษามาตรฐาน
อย่างไรก็ตาม เปลือกต้นไข่เน่า มีสถานะสำคัญในตำรับยาแผนไทย โดยปรากฏเป็น ตัวยาตรงในยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณ พ.ศ. 2556 เช่น ตำรับยาแก้ท้องเสีย และตำรับยาถ่ายพยาธิตัวกลม นอกจากนี้ยังมีรายชื่อ Vitex glabrata ในรายการตัวยาของตำรับยาแผนไทยแห่งชาติบางฉบับ ดังนั้นควรแยกคำว่า “เป็นตัวยาในตำรับยาแผนไทย” ออกจาก “เป็นยาสมุนไพรเดี่ยวในบัญชียาหลักแห่งชาติ”
สารสำคัญ
การศึกษาทางเคมีพบสารออกฤทธิ์หลายกลุ่มใน ต้นไข่เน่า โดยเฉพาะบริเวณเปลือกต้นและใบ ได้แก่
- 20-Hydroxyecdysone : เป็นสารกลุ่ม phytoecdysteroid ที่พบในเปลือกต้นไข่เน่าในปริมาณที่น่าสนใจ และเป็นสารที่มีการศึกษาด้านชีววิทยาและเทคโนโลยีชีวภาพอย่างต่อเนื่อง
- Ecdysteroids : เช่น ecdysone และอนุพันธ์ของ ecdysteroid
- Pterosterone และอนุพันธ์ : ตรวจพบในส่วนเปลือกต้น
- 7-Dehydrocholesterol : เป็นสารกลุ่ม sterol ที่มีรายงานจากพืชชนิดนี้
- Lupeol : triterpenoid ที่แยกได้จากเปลือกต้น และมีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ α-glucosidase ในการศึกษาห้องปฏิบัติการ
- β-Amyrin และ α-Amyrin : triterpenoid ที่พบในเปลือกต้น
- Betulin และ Betulinic acid : สารกลุ่ม triterpenoid ที่พบจากสารสกัดเปลือกต้น
- Scopoletin : สารประกอบกลุ่ม coumarin ที่พบจากเปลือกต้น
- Artemetin : flavonoid ที่มีรายงานการแยกได้จากสารสกัดเอทานอลของไข่เน่า
- Khainaoside A, Khainaoside B และ Khainaoside C : สารกลุ่ม glycosides ที่มีการแยกได้จากใบไข่เน่า
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
งานวิจัยเกี่ยวกับ Vitex glabrata ส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับห้องปฏิบัติการและการทดลองในสัตว์ จึงควรแยกออกจากหลักฐานการรักษาในมนุษย์
- การศึกษาสารสกัดเอทานอลจากส่วนของลำต้นในพืชสมุนไพรที่อยู่ในตำรับพื้นบ้านสำหรับเบาหวาน พบว่าสารสกัด V. glabrata มีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ α-glucosidase และ α-amylase ในหลอดทดลอง
- การศึกษาต่อมาแยกสารจากเปลือกต้นและพบว่า lupeol และ β-amyrin มีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการย่อยคาร์โบไฮเดรตในระดับหลอดทดลอง
- การทดลองในหนูที่ได้รับสารสกัดเอทานอลของ V. glabrata พบสัญญาณของฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและปกป้องตับในแบบจำลองการทำลายตับด้วยคาร์บอนเตตราคลอไรด์
- การศึกษาสารจากใบพบสาร khainaoside A–C และสารอื่น ๆ ที่มีฤทธิ์ต้านเอสโตรเจนในระบบเซลล์ที่ใช้ศึกษาการตอบสนองต่อฮอร์โมน
- การศึกษาผลไข่เน่าในเซลล์เพาะเลี้ยงพบว่าสารสกัดผลมีผลต่อความมีชีวิตของเซลล์แตกต่างกันตามชนิดของสารสกัดและความเข้มข้น จึงยังไม่สามารถนำผลดังกล่าวไปสรุปเป็นสรรพคุณรักษาโรคมะเร็งในมนุษย์ได้
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
- ฤทธิ์ยับยั้ง α-glucosidase และ α-amylase : สารสกัดจากเปลือกต้นแสดงฤทธิ์ในหลอดทดลอง จึงเป็นข้อมูลสนับสนุนเบื้องต้นที่อาจเกี่ยวข้องกับภูมิปัญญาการใช้ไข่เน่าในตำรับพื้นบ้านสำหรับโรคเบาหวาน แต่ยังไม่ใช่หลักฐานยืนยันประสิทธิผลในการรักษาเบาหวานในคน
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : มีการตรวจพบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในสารสกัดบางชนิด และมีการศึกษาที่พบว่า artemetin อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับฤทธิ์ดังกล่าว
- ฤทธิ์ปกป้องตับ : การทดลองในหนูพบว่าสารสกัดเอทานอลสามารถลดตัวชี้วัดความเสียหายของตับในแบบจำลองที่เหนี่ยวนำด้วย CCl₄
- ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : มีรายงานการทดลองในสัตว์ที่พบฤทธิ์ต้านการอักเสบของสารสกัดเอทานอล
- ฤทธิ์ต้านเอสโตรเจน : สารบางชนิดจากใบแสดงฤทธิ์ต่อระบบเซลล์ที่ตอบสนองต่อเอสโตรเจน
- ฤทธิ์ต่อเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการย่อยคาร์โบไฮเดรต : เป็นประเด็นที่ได้รับการศึกษาค่อนข้างชัดเจนในระดับหลอดทดลอง
- ฤทธิ์ทางเซลล์ : สารสกัดผลมีผลต่อความมีชีวิตของเซลล์ในลักษณะที่ขึ้นกับชนิดของสารสกัดและความเข้มข้น
ความปลอดภัย
- ข้อมูลความปลอดภัยของ ไข่เน่าในมนุษย์ ยังมีจำกัดเมื่อเทียบกับสมุนไพรที่มีการใช้แพร่หลาย
- ผลสุกที่ใช้เป็นอาหารในท้องถิ่นมีประวัติการบริโภค แต่การรับประทานในปริมาณมากอาจส่งผลต่อระบบขับถ่ายได้ เนื่องจากมีการใช้เป็นอาหารและมีข้อมูลพื้นบ้านเกี่ยวกับฤทธิ์ช่วยขับถ่าย
- สารสกัดเข้มข้นจากเปลือกต้น ใบ หรือส่วนอื่นไม่ควรถือว่ามีความปลอดภัยเทียบเท่ากับการรับประทานผลเป็นอาหาร
- การศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาจำนวนมากเป็นการศึกษาในหลอดทดลองหรือสัตว์ทดลอง จึงยังไม่สามารถกำหนดขนาดที่ปลอดภัยและมีประสิทธิผลสำหรับมนุษย์ได้จากงานวิจัยเหล่านี้เพียงอย่างเดียว
ข้อห้ามใช้
- ไม่ควรใช้ในผู้ที่แพ้พืชสกุล Vitex หรือส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์
- หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตรควรหลีกเลี่ยงการใช้สารสกัดหรือผลิตภัณฑ์เข้มข้น จนกว่าจะมีข้อมูลด้านความปลอดภัยเพียงพอ
- ผู้ป่วยโรคเรื้อรังหรือผู้ที่รับประทานยาประจำควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้สารสกัดไข่เน่า
- ไม่ควรใช้สมุนไพรไข่เน่าแทนการรักษามาตรฐานสำหรับ โรคเบาหวาน โรคตับ หรือโรคเรื้อรังอื่น ๆ
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับยืนยัน ปฏิกิริยาระหว่างไข่เน่ากับยา อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม มีข้อมูลจากการศึกษาหลอดทดลองว่าสารสกัดและสารบางชนิดจากไข่เน่าสามารถยับยั้งเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการย่อยคาร์โบไฮเดรต และมีสารที่แสดงฤทธิ์ต่อระบบเอสโตรเจนในระดับเซลล์ ดังนั้นผู้ที่ใช้
- ยาลดระดับน้ำตาลในเลือด
- ยาหรือฮอร์โมนที่ออกฤทธิ์เกี่ยวข้องกับเอสโตรเจน
- หรือยาที่มีดัชนีการรักษาแคบ
ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ผลิตภัณฑ์สารสกัดไข่เน่า โดยเฉพาะการใช้ในรูปแบบสารสกัดเข้มข้นหรือใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน
การใช้ในอาหาร
- ผลสุกไข่เน่า : สามารถรับประทานสดเป็นผลไม้พื้นบ้านในบางพื้นที่
- รับประทานกับเกลือ : ผลสุกสามารถจิ้มเกลือหรือคลุกเกลือเพื่อเพิ่มรสชาติ
- การดอง : มีการนำผลไปดองกับน้ำเกลือเพื่อเก็บไว้รับประทาน
- การถนอมอาหาร : ผลสามารถนำไปคลุกเกลือแล้วผึ่งหรือตากเพื่อยืดอายุการเก็บรักษา
- ขนมพื้นบ้าน : มีข้อมูลการนำผลไข่เน่ามาทำเป็น “ขนมไข่เน่า” ในบางท้องถิ่น
- ผลไม้ท้องถิ่น : กรมส่งเสริมการเกษตรจัดไข่เน่าไว้ในกลุ่มผลไม้ชนิดอื่น ๆ และระบุชื่อสามัญว่า Smooth Chaste Tree หรือ Vitex fruit
การใช้ในผลิตภัณฑ์
- ผลิตภัณฑ์สมุนไพร : เปลือกต้นและรากมีประวัติการใช้ในตำรับยาไทย
- ผลิตภัณฑ์จากผล : สามารถนำผลสุกไปแปรรูปเป็นอาหารพื้นบ้าน เช่น ผลไม้ดองหรือผลิตภัณฑ์ถนอมอาหาร
- ผลิตภัณฑ์จากเนื้อไม้ : เนื้อไม้มีความแข็งแรงและสามารถนำไปทำเครื่องมือ เครื่องใช้ และงานไม้บางประเภท
- งานวิจัยด้านสารออกฤทธิ์ : 20-hydroxyecdysone จากไข่เน่าได้รับความสนใจในงานวิจัยด้านเทคโนโลยีชีวภาพและสารออกฤทธิ์จากพืช
- การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ : มีการศึกษาการเพาะเลี้ยงเซลล์ของ V. glabrata เพื่อเพิ่มการผลิต 20-hydroxyecdysone ซึ่งเป็นแนวทางลดข้อจำกัดจากการใช้เปลือกต้นจากต้นจริง
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- ผล : เก็บเกี่ยวเมื่อผลเจริญเต็มที่และสุก โดยผลจะเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีดำหรือดำอมเทาและมีเนื้อนิ่ม
- เปลือกต้น : หากนำมาใช้เป็นสมุนไพรควรเก็บจากต้นที่สมบูรณ์และไม่ควรลอกเปลือกรอบลำต้นจนกระทบต่อการลำเลียงอาหารและน้ำของต้น
- ราก : ควรเก็บเฉพาะจากต้นที่ปลูกเพื่อใช้เป็นยาโดยเฉพาะ เพื่อไม่ให้กระทบประชากรของพืชธรรมชาติ
- การทำให้แห้ง : วัตถุดิบสมุนไพรควรทำความสะอาดและทำให้แห้งสนิทก่อนจัดเก็บ
- การเก็บรักษา : เก็บในภาชนะสะอาด แห้ง ปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง และแมลง
- ผลสด : ควรรับประทานหรือแปรรูปภายในระยะเวลาที่เหมาะสม เนื่องจากผลสุกมีความชื้นสูงและเสื่อมคุณภาพได้ง่าย
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
ไข่เน่าเป็นสมุนไพรที่มีความสัมพันธ์กับภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านไทย โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและพื้นที่ชนบท
- ใช้ เปลือกต้น เป็นยาฝาดสมานสำหรับอาการท้องเสีย
- ใช้ เปลือกต้น ในตำรับยาถ่ายพยาธิ
- ใช้ ราก สำหรับอาการท้องร่วงและช่วยเจริญอาหาร
- ใช้ ผลสุก เป็นอาหารพื้นบ้านและใช้เพื่อช่วยระบบขับถ่ายตามความเชื่อท้องถิ่น
- มีการนำผลสุกไป จิ้มเกลือ ดอง หรือตาก เพื่อรับประทาน
- ในบางชุมชนมีการนำผลไปทำ ขนมไข่เน่า
- การใช้ไข่เน่าในตำรับพื้นบ้านสำหรับโรคเบาหวานเป็นหนึ่งในประเด็นที่ได้รับความสนใจจากนักวิจัยและนำไปสู่การศึกษาฤทธิ์ยับยั้ง α-glucosidase และ α-amylase
ประวัติและวัฒนธรรม
ชื่อ “ไข่เน่า” มีความเกี่ยวข้องกับลักษณะของผลสุกที่มีสีดำคล้ำและมีกลิ่นค่อนข้างแรง ขณะที่ดอกกลับมีกลิ่นหอม จึงมีลักษณะที่น่าสนใจและเป็นที่จดจำในท้องถิ่น
ในประเทศไทย ไข่เน่ามีชื่อเรียกแตกต่างกันตามพื้นที่ เช่น ขี้เห็น คมขวาน ฝรั่งโคก และปลู สะท้อนให้เห็นถึงการใช้ประโยชน์จากพืชชนิดนี้ในชุมชนต่าง ๆ
ผลสุกยังมีบทบาทในวัฒนธรรมอาหารพื้นบ้าน โดยนำมารับประทานสด จิ้มเกลือ ดอง หรือแปรรูปเป็นขนมในบางพื้นที่ จึงถือเป็นทั้ง พืชสมุนไพรและพืชอาหารพื้นบ้านของไทย
สถานะการอนุรักษ์
- ตามข้อมูลของ Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew ระบุว่า Vitex glabrata มีสถานะการอนุรักษ์ตาม IUCN เป็น Least Concern (LC) หรือกังวลน้อยที่สุด
- การประเมินดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าต้นไข่เน่าในทุกพื้นที่ของประเทศไทยจะมีจำนวนมากหรือไม่มีความเสี่ยงในระดับท้องถิ่น
- การเก็บเปลือกต้นและรากจากป่าธรรมชาติโดยไม่มีการควบคุมอาจทำให้ต้นเสียหายหรือถูกทำลายได้ จึงควรส่งเสริมการปลูกเพื่อเป็นแหล่งวัตถุดิบสมุนไพรและลดแรงกดดันต่อประชากรตามธรรมชาติ
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
- ไฟลัม (Phylum) : Streptophyta / Tracheophyta
- ชั้น (Class) : Equisetopsida / Magnoliopsida
- กลุ่มพืชดอก (Clade) : Angiosperms
- กลุ่มพืชใบเลี้ยงคู่แท้ (Clade) : Eudicots
- อันดับ (Order) : Lamiales
- วงศ์ (Family) : Lamiaceae
- วงศ์ย่อย (Subfamily) : Viticoideae
- สกุล (Genus) : Vitex L.
- ชนิด (Species) : Vitex glabrata R.Br.
- ชื่อพ้องที่พบในฐานข้อมูลอนุกรมวิธาน : เช่น Vitex bombacifolia, Vitex cunninghamii, Vitex elegans, Vitex helogiton, Vitex minahassae, Vitex nitida และชื่ออื่น ๆ ตามการจัดจำแนกของแต่ละฐานข้อมูล
หมายเหตุด้านอนุกรมวิธาน : เอกสารสมุนไพรไทยรุ่นเก่าหลายฉบับจัดไข่เน่าไว้ในวงศ์ Verbenaceae แต่การจัดจำแนกสมัยใหม่ของพืชสกุล Vitex จัดอยู่ในวงศ์ Lamiaceae ดังนั้นสำหรับข้อมูลเว็บไซต์ปัจจุบันควรใช้ Lamiaceae เป็นวงศ์หลัก และอาจระบุ Verbenaceae เป็นชื่อวงศ์เดิมในหมายเหตุ
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
การตรวจสอบ เอกลักษณ์สมุนไพรไข่เน่า ควรพิจารณาทั้งลักษณะทางพฤกษศาสตร์และวิธีทางโมเลกุล
- ลักษณะมหภาค : ตรวจสอบชนิดของไม้ ลักษณะเปลือก กิ่ง ใบประกอบแบบนิ้วมือ ดอก และผลสุกสีดำคล้ำ
- การตรวจสอบทางอนุกรมวิธาน : เปรียบเทียบกับตัวอย่างอ้างอิงหรือ specimen ที่ได้รับการระบุชนิดอย่างถูกต้อง
- DNA barcoding : มีการศึกษาการใช้ยีน matK และบริเวณ psbA-trnH intergenic spacer เพื่อแยก Vitex glabrata ออกจาก Vitex ชนิดอื่นที่ใช้เป็นสมุนไพรในประเทศไทย
- PCR-RFLP ของ matK : สามารถใช้ช่วยแยก V. glabrata จาก V. negundo, V. trifolia, V. rotundifolia และ V. limonifolia ได้
- ความสำคัญ : การตรวจสอบเอกลักษณ์มีความสำคัญอย่างมาก เพราะสมุนไพรจากพืชสกุล Vitex หลายชนิดอาจมีลักษณะคล้ายกันและอาจเกิดการใช้ผิดชนิดได้
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2564). รายการตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ พ.ศ. 2564. กระทรวงสาธารณสุข.
- กรมส่งเสริมการเกษตร. (2566). ไข่เน่า (Vitex glabrata R. Br.). กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.
- มหาวิทยาลัยมหิดล คณะเภสัชศาสตร์. (2560). ลูกไข่เน่า: ประโยชน์และผลข้างเคียง. ฐานข้อมูลสมุนไพร.
- สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง. (ม.ป.ป.). ข้อมูลพรรณไม้และสมุนไพรไทย.
- คณะการแพทย์แผนไทย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. (ม.ป.ป.). ข้อมูลตำรับยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณและตัวยาสมุนไพร.
- กระทรวงสาธารณสุข. (2556). ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณ พ.ศ. 2556. ราชกิจจานุเบกษา.
- Luecha, P., Umehara, K., Miyase, T., & Noguchi, H. (2009). Antiestrogenic constituents of the Thai medicinal plants Capparis flavicans and Vitex glabrata. Journal of Natural Products, 72(11), 1954–1959. https://doi.org/10.1021/np9006298
- Phoolcharoen, W., & Sukrong, S. (2013). Molecular analysis of Vitex species using candidate DNA barcoding and PCR-RFLP of the matK gene for authentication of Vitex glabrata. Natural Product Communications, 8(1), 43–46. https://doi.org/10.1177/1934578X1300800130
- Sridevi, V. K., Chouhan, H. S., Singh, N. K., & Singh, S. K. (2012). Antioxidant and hepatoprotective effects of ethanol extract of Vitex glabrata on carbon tetrachloride-induced liver damage in rats. Natural Product Research, 26(12), 1135–1140. https://doi.org/10.1080/14786419.2011.560849
- Thengyai, S., Thiantongin, P., Sontimuang, C., Ovatlarnporn, C., & Puttarak, P. (2020). α-Glucosidase and α-amylase inhibitory activities of medicinal plants in Thai antidiabetic recipes and bioactive compounds from Vitex glabrata R. Br. stem bark. Journal of Herbal Medicine, 19, 100302. https://doi.org/10.1016/j.hermed.2019.100302
- Sinlaparaya, D., Duanghaklang, P., & Panichajakul, S. (2007). Optimization of cell growth and 20-hydroxyecdysone production in cell suspension culture of Vitex glabrata R. Br. Chinese Journal of Biotechnology, 23(6), 1033–1036. https://doi.org/10.1016/S1872-2075(07)60061-2
- Capareda, E. P. (1999). Vitex glabrata R.Br. In L. S. de Padua, N. Bunyapraphatsara, & R. H. M. Lemmens (Eds.), Plant resources of South-East Asia No. 12(1): Medicinal and poisonous plants 1. PROSEA Foundation.
- Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Vitex glabrata R.Br. Plants of the World Online.
- National Center for Biotechnology Information. (2026). Vitex glabrata R.Br. Taxonomy Browser. National Library of Medicine.
