กกกันดาร

กกกันดาร

กกกันดารเป็นพืชล้มลุกอายุหลายปีในวงศ์กก (Cyperaceae) ที่พบในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชีย มีลักษณะเด่นคือใบเรียงเวียนและปลายใบบิดเป็นเกลียวคล้ายกงจักร จึงมีชื่อพื้นบ้านหลายชื่อ เช่น กกเวียน หญ้ากงจักร และหญ้าเข็มนาฬิกา ในภูมิปัญญาสมุนไพรไทยมีการใช้ ทั้งต้น โดยเฉพาะในตำรับพื้นบ้านเพื่อช่วยขับปัสสาวะและบรรเทาอาการขัดเบา อย่างไรก็ตาม ข้อมูลการศึกษาทางเภสัชวิทยาและการทดลองทางคลินิกเฉพาะต่อกกกันดารยังมีจำกัด จึงควรแยกให้ชัดเจนระหว่าง “การใช้ตามภูมิปัญญา” กับ “หลักฐานทางวิทยาศาสตร์”

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร: กกกันดาร
  • ชื่ออื่น: กกเวียน, หญ้าแฝกดำ, หญ้าเวียน, หญ้ากงจักร, เข็มพ่อหม้าย, เส้นขนพันธุรัตน์, หญ้าขนตาช้าง, หญ้าเข็มนาฬิกา, หญ้าพุ่งชู้, หนวดฤาษี และหนวดเสือ
  • ชื่อท้องถิ่น: มีรายงานชื่อ “หญ้าเวียน” ในจังหวัดอุบลราชธานี
  • ชื่อวิทยาศาสตร์: Fimbristylis insignis Thwaites
  • วงศ์: Cyperaceae หรือวงศ์กก
  • ลักษณะการใช้ทางสมุนไพร: ใช้ทั้งต้น
  • รสยา: รสจืด
  • กลุ่มพืช: พืชล้มลุกจำพวกกก/หญ้า

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น: เป็นพืชล้มลุกอายุหลายปี มีเหง้าสั้นและค่อนข้างหนา ไม่ค่อยแตกแขนง ลำต้นเป็นรูปสามเหลี่ยม เรียบเกลี้ยง สูงประมาณ 20–40 เซนติเมตร และขึ้นเป็นกอ
  • ใบ: เป็นใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับรอบลำต้น ใบส่วนปลายบิดเป็นเกลียวคล้ายกงจักร แผ่นใบรูปแถบถึงรูปเคียว กว้างประมาณ 1–4 มิลลิเมตร ยาวประมาณ 5–18 เซนติเมตร ใบค่อนข้างหนาและมีลักษณะคล้ายแผ่นหนัง
  • ดอก: ออกเป็นช่อแบบช่อแยกแขนง ช่อมีลักษณะทรงกระบอกค่อนข้างแบน ยาวประมาณ 2–4 เซนติเมตร อาจแยกเป็น 3–5 แขนง ช่อย่อยมีดอกจำนวนมาก กาบช่อย่อยมีสีน้ำตาลเข้ม
  • ผล: เป็นผลแห้งไม่แตก มีขนาดเล็ก รูปสามเหลี่ยมกลับถึงรูปไข่กลับ มีสามสัน เมื่อแก่มีสีเทาดำและมีเมล็ดเดียว

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • Fimbristylis insignis มีการกระจายพันธุ์ในภูมิภาคเอเชีย โดยข้อมูลด้านพรรณพฤกษศาสตร์ระบุการพบในกลุ่มภูมิภาค Indo-Malesia และจีน รวมถึงประเทศไทย อินเดีย ศรีลังกา อินโดจีน และบางพื้นที่ของภูมิภาคมาเลเซีย
  • ในประเทศไทย F. insignis มีการบันทึกไว้ในข้อมูลพรรณไม้ของประเทศไทย และมีรายงานการพบในพื้นที่ทุ่งหญ้าของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่
  • แหล่งอาศัยสัมพันธ์กับพื้นที่เปิดและพื้นที่ชื้น/ทุ่งหญ้า โดยข้อมูลพรรณไม้จากอินเดียระบุว่าเป็นพืชที่พบในพื้นที่ชื้น

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ทั้งต้น เป็นส่วนที่มีการระบุใช้เป็นยาในภูมิปัญญาสมุนไพรไทย

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

  • ทั้งต้นมีรสจืด
  • ใช้ต้มน้ำดื่มเพื่อ ช่วยขับปัสสาวะ
  • ใช้เป็นยาพื้นบ้านสำหรับ อาการขัดเบา หรืออาการปัสสาวะลำบาก/ปัสสาวะกะปริดกะปรอยตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและพื้นบ้าน
  • ข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลการใช้ตามภูมิปัญญา ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ที่ได้รับการยืนยันจากการทดลองทางคลินิกสมัยใหม่

วิธีใช้

  • ภูมิปัญญาที่มีการบันทึกไว้คือ นำทั้งต้นมาต้มน้ำ แล้วดื่มเป็นน้ำสมุนไพรเพื่อช่วยขับปัสสาวะและแก้อาการขัดเบา
  • แหล่งข้อมูลที่สืบค้นได้ไม่ได้ระบุขนาดยา มาตรฐานสารสกัด หรือระยะเวลาการใช้ที่ผ่านการศึกษาทางคลินิกอย่างชัดเจน ดังนั้นไม่ควรกำหนดขนาดรับประทานสำหรับผู้ป่วยโดยอาศัยข้อมูลจากตำราพื้นบ้านเพียงอย่างเดียว

ในบัญชียาจากสมุนไพร

  • จากการสืบค้นข้อมูลที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ ยังไม่พบหลักฐานที่เพียงพอที่จะระบุว่ากกกันดาร (Fimbristylis insignis) เป็นตัวยาหรือวัตถุดิบที่มีข้อบ่งใช้เฉพาะอยู่ในบัญชียาจากสมุนไพรของบัญชียาหลักแห่งชาติ
  • จึงไม่ควรนำคำว่า “ขับปัสสาวะ” จากภูมิปัญญาพื้นบ้านไปอ้างว่าเป็นข้อบ่งใช้ของยาที่อยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ

สารสำคัญ

  • จากการสืบค้นครั้งนี้ ยังไม่พบข้อมูลที่น่าเชื่อถือและเฉพาะเจาะจงเพียงพอเกี่ยวกับสารออกฤทธิ์สำคัญของ Fimbristylis insignis ที่ได้รับการยืนยันในบริบทการใช้เป็นยาสมุนไพรไทย
  • จึงไม่ควรนำข้อมูลสารสำคัญของพืชสกุล Fimbristylis ชนิดอื่นมาใช้แทนกกกันดาร เพราะอาจทำให้เกิดการระบุสารผิดชนิด

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ข้อมูลวิชาการที่สืบค้นได้เกี่ยวกับ Fimbristylis insignis ส่วนใหญ่เป็นข้อมูลด้านอนุกรมวิธาน พฤกษศาสตร์ การกระจายพันธุ์ และนิเวศวิทยา มากกว่างานวิจัยด้านยาหรือการทดลองทางคลินิก
  • มีงานวิจัยด้านนิเวศวิทยาในประเทศไทยที่ระบุ Fimbristylis insignis เป็นหนึ่งในชนิดพืชอาหารที่พบจากการศึกษาพืชอาหารของกระทิงที่นำกลับคืนสู่พื้นที่อนุรักษ์ แต่การศึกษาดังกล่าวไม่ได้เป็นการศึกษาสรรพคุณทางยา
  • ดังนั้น ณ ข้อมูลที่สืบค้นได้ ยังไม่ควรกล่าวอ้างว่ากกกันดารมีฤทธิ์รักษาโรคหรือมีประสิทธิผลทางคลินิกในมนุษย์ จนกว่าจะมีงานวิจัยเฉพาะชนิดรองรับ

เภสัชวิทยา

  • ยังไม่พบหลักฐานทางเภสัชวิทยาที่มีคุณภาพเพียงพอสำหรับสรุปฤทธิ์ของสารสกัดกกกันดารต่อระบบขับปัสสาวะ การอักเสบ การติดเชื้อ หรือโรคอื่นในมนุษย์
  • การกล่าวถึงฤทธิ์ “ขับปัสสาวะ” ในข้อมูลสมุนไพรไทยจึงควรจัดอยู่ในกลุ่ม ข้อมูลจากภูมิปัญญาการใช้ยา มากกว่าหลักฐานเภสัชวิทยาที่ได้รับการยืนยัน

ความปลอดภัย

  • เนื่องจากข้อมูลด้านความเป็นพิษ การกำหนดขนาดรับประทาน และความปลอดภัยระยะยาวของ Fimbristylis insignis โดยตรงมีจำกัด จึงควรใช้ด้วยความระมัดระวัง
  • ไม่ควรใช้แทนการตรวจวินิจฉัยเมื่อมีอาการปัสสาวะแสบขัด ปัสสาวะเป็นเลือด ไข้ ปวดหลัง/เอว หรือมีอาการผิดปกติรุนแรง เพราะอาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะหรือนิ่วที่ต้องได้รับการประเมินทางการแพทย์
  • หญิงตั้งครรภ์ เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคไต หรือผู้ที่รับประทานยาหลายชนิด ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลความปลอดภัยเฉพาะชนิดเพียงพอ

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

  • ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับระบุปฏิกิริยาระหว่างกกกันดารกับยาชนิดใดโดยเฉพาะ
  • เนื่องจากมีการใช้ตามภูมิปัญญาเพื่อช่วยขับปัสสาวะ จึงควรใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษเมื่อนำไปใช้ร่วมกับยาที่มีผลต่อสมดุลน้ำและเกลือแร่หรือยาขับปัสสาวะ จนกว่าจะมีข้อมูลการศึกษาที่ชัดเจน

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • เนื่องจากใช้ ทั้งต้น เป็นส่วนยา การเก็บควรเลือกต้นที่สมบูรณ์และปราศจากสิ่งปนเปื้อน
  • หากนำมาใช้เป็นวัตถุดิบสมุนไพร ควรทำความสะอาดและทำให้แห้งอย่างเหมาะสมก่อนเก็บ
  • ควรเก็บวัตถุดิบแห้งในภาชนะสะอาด ปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสงแดด แมลง และเชื้อรา
  • เนื่องจากยังไม่มีมาตรฐานเฉพาะสำหรับวัตถุดิบกกกันดารที่สืบค้นพบ จึงควรหลีกเลี่ยงการเก็บรักษาเป็นเวลานานโดยไม่มีการควบคุมคุณภาพ

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

  • กกกันดารมีชื่อพื้นบ้านหลายชื่อ สะท้อนการรู้จักพืชชนิดนี้ในหลายพื้นที่ เช่น กกเวียน หญ้าเวียน หญ้ากงจักร หนวดฤาษี และหนวดเสือ
  • มีการระบุชื่อ “หญ้าเวียน” ในจังหวัดอุบลราชธานี
  • ในภูมิปัญญาการใช้สมุนไพร มีการนำทั้งต้นมาต้มน้ำดื่มเพื่อช่วยขับปัสสาวะและแก้อาการขัดเบา

ประวัติและวัฒนธรรม

  • กกกันดารเป็นพืชพื้นถิ่นที่มีชื่อเรียกแตกต่างกันตามท้องถิ่น และได้รับการบันทึกอยู่ในองค์ความรู้ด้านสมุนไพรพื้นบ้านอีสาน
  • แหล่งข้อมูลสมุนไพรไทยอ้างถึงงานของวุฒิ วุฒิธรรมเวช และหนังสือ สารานุกรมสมุนไพร เล่ม 5 สมุนไพรพื้นบ้านอีสาน ซึ่งเป็นหลักฐานด้านการบันทึกองค์ความรู้การใช้พืชสมุนไพรพื้นบ้านของไทย

สถานะการอนุรักษ์

  • ยังไม่พบข้อมูลการประเมินสถานะการคุกคามของ Fimbristylis insignis จาก IUCN Red List ที่สามารถนำมาอ้างเป็นสถานะอย่างเป็นทางการได้
  • ฐานข้อมูลพรรณไม้ของอินเดียระบุสถานะการอนุรักษ์ของชนิดนี้ไว้เป็น Not Evaluated (NE) ในฐานข้อมูลดังกล่าว
  • อย่างไรก็ตาม การที่ยังไม่มีการประเมินไม่ได้หมายความว่าพืชชนิดนี้ “ไม่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์” จึงควรหลีกเลี่ยงการเก็บจากธรรมชาติมากเกินไป และควรส่งเสริมการเก็บรักษาพันธุกรรมในถิ่นกำเนิด

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร: Plantae
  • กลุ่ม: Angiosperms
  • กลุ่มพืช: Monocots
  • อันดับ: Poales
  • วงศ์: Cyperaceae Juss.
  • สกุล: Fimbristylis Vahl
  • ชนิด: Fimbristylis insignis Thwaites
  • ชื่อพ้องที่มีการบันทึกในฐานข้อมูลพฤกษศาสตร์: Fimbristylis petrogena Ohwi, Fimbristylis thwaitesii Boeckeler และ Iria insignis (Thwaites) Kuntze
  • ฐานข้อมูล Plants of the World Online (Kew) ยอมรับ Fimbristylis insignis Thwaites เป็นชื่อวิทยาศาสตร์ที่ใช้ในปัจจุบัน และจัดสกุล Fimbristylis อยู่ในวงศ์ Cyperaceae

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กาญจนา จันทร์สิงห์. (2563). กกกันดาร. สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร.
  2. วุฒิ วุฒิธรรมเวช. (2540). สารานุกรมสมุนไพร. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์.
  3. วุฒิ วุฒิธรรมเวช. (2552). เครื่องยาไทย 1. กรุงเทพฯ: ศิลป์สยามบรรจุภัณฑ์และการพิมพ์.
  4. สมภพ ประธานธุรารักษ์, ทยา เจนจิตติกุล, ธนุชา บุญจรัส, วงศ์สถิตย์ ฉั่วกุล, วิชิต เปานิล, นพมาศ สุนทรเจริญนนท์, รุ่งระวี เต็มศิริฤกษ์กุล, & อาทร ริ้วไพบูลย์. (2548). สารานุกรมสมุนไพร เล่ม 5: สมุนไพรพื้นบ้านอีสาน. กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง.
  5. Botanical Survey of India. (2026). Species data sheet: Fimbristylis insignis Thw. Botanical Survey of India.
  6. Department of National Parks, Wildlife and Plant Conservation. (n.d.). Flora of Thailand: Fimbristylis.
  7. India Flora Online. (2026). Fimbristylis insignis Thwaites. Centre for Ecological Sciences, Indian Institute of Science.
  8. Kew Science. (2026). Fimbristylis Vahl. Plants of the World Online.
  9. Thepapichaikul, W., Chaiyarat, R., Boonyarittichaikij, R., Tanhan, P., & Nakbun, S. (2026). Forage species and nutrition among reintroduced banteng (Bos javanicus d’Alton, 1823) in Salakphra Wildlife Sanctuary and Khao Kiew-Khao Chompoo Wildlife Sanctuary, Thailand. Ecology and Evolution, 16(4), e73401.

 

Scroll to top