กระดังงาสงขลา

กระดังงาสงขลา

กระดังงาสงขลาเป็นไม้พุ่มหอมพื้นถิ่นที่มีความโดดเด่นของภาคใต้ โดยมีแหล่งกำเนิดที่มีการบันทึกไว้บริเวณบ้านจะโหนง อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา มีดอกสีเหลืองอมเขียวและมีกลิ่นหอม นิยมปลูกเป็นไม้ประดับและใช้ประโยชน์ด้านเครื่องหอม ขณะเดียวกันดอกและส่วนอื่นของต้นยังปรากฏอยู่ในองค์ความรู้การแพทย์แผนไทยและภูมิปัญญาพื้นบ้านบางพื้นที่ กระดังงาสงขลาในทางอนุกรมวิธานปัจจุบันจัดเป็นพันธุ์ย่อยระดับวาไรตีของ Cananga odorata คือ Cananga odorata (Lam.) Hook.f. & Thomson var. fruticosa (Craib) J.Sinclair

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อไทย : กระดังงาสงขลา
  • ชื่ออื่น : กระดังงาสาขา, กระดังงาเบา, กระดังงอ, กระดังงอ (มาเลย์-ยะลา), ดังงา และมีชื่อเรียกในบางท้องถิ่นว่า สะบันงาเครือ
  • ชื่อสามัญ : Dwarf Ylang-Ylang, Ka-dung-nga-song-kla
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cananga odorata (Lam.) Hook.f. & Thomson var. fruticosa (Craib) J.Sinclair
  • วงศ์ : Annonaceae
  • ลักษณะเด่น : ไม้พุ่มขนาดเล็ก ดอกมีกลิ่นหอม กลีบดอกจำนวนมากและบิดเป็นเกลียว
  • การใช้ประโยชน์หลัก : ไม้ประดับ เครื่องหอม ยาหอมตามภูมิปัญญา และเป็นแหล่งน้ำมันหอมระเหย

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ลำต้น : เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก สูงประมาณ 1–4 เมตร พุ่มค่อนข้างโปร่งหรือแน่นทึบ เปลือกลำต้นสีเทาถึงเทาอมสีน้ำตาล กิ่งแตกออกจากลำต้นและปลายกิ่งมักลู่ลง กิ่งอ่อนมีขนอ่อน
  • ใบ : ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปรี รูปไข่ หรือรูปขอบขนาน ปลายใบแหลม โคนใบมนหรือเว้าและอาจเบี้ยวเล็กน้อย ขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่น แผ่นใบสีเขียวและมีเส้นใบเห็นได้ชัด
  • ดอก : ดอกออกเดี่ยวหรือเป็นกระจุกบริเวณกิ่งด้านตรงข้ามกับก้านใบ ดอกห้อยลง กลีบดอกมีประมาณ 15–24 กลีบ มีลักษณะยาวเรียว บิดเป็นเกลียวและเป็นคลื่น สีเขียวอมเหลืองเมื่ออ่อนและเปลี่ยนเป็นเหลืองเมื่อแก่ มีกลิ่นหอม
  • ผล : เป็นกลุ่มผล มีผลย่อยหลายผลรวมกัน ผลอ่อนมีสีเขียว และเมื่อแก่มีสีเข้ม
  • การออกดอก : มีรายงานว่าสามารถออกดอกได้ตลอดปี โดยกลิ่นหอมเด่นในช่วงเช้าและเย็น

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิดในประเทศไทย : มีการบันทึกแหล่งกำเนิดของกระดังงาสงขลาที่บ้านจะโหนง อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา
  • กระดังงาสงขลามีความเกี่ยวข้องกับกระดังงาไทย และมีข้อสันนิษฐานทางพฤกษศาสตร์ว่ากลุ่มพืชนี้อาจเกิดจากการกลายหรือความแตกต่างของกระดังงาไทย
  • การกระจายพันธุ์ : ฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Kew ระบุว่าพันธุ์ Cananga odorata var. fruticosa มีถิ่นกำเนิดตั้งแต่ประเทศไทยถึงเวียดนาม และเป็นไม้พุ่มในเขตร้อนชื้น

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • สภาพแวดล้อม : เจริญได้ดีในพื้นที่เขตร้อน ดินควรระบายน้ำดีและมีความชื้นเพียงพอ แต่ไม่ควรมีน้ำขัง
  • แสงแดด : เหมาะกับบริเวณที่ได้รับแสงแดดค่อนข้างมาก หากได้รับแสงไม่เพียงพออาจทำให้การเจริญเติบโตและการออกดอกลดลง
  • การเพาะเมล็ด : สามารถใช้เมล็ดขยายพันธุ์ได้ และต้นที่ได้จากเมล็ดมักมีความแข็งแรงและทนต่อสภาพแวดล้อมได้ดี
  • การตอนกิ่ง : สามารถทำได้ แต่กิ่งค่อนข้างเปราะและหักง่าย จึงไม่เป็นวิธีที่นิยมมากในบางแหล่ง
  • การขยายพันธุ์ในช่วงฤดูฝน โดยเฉพาะช่วงต้นฤดูฝน เป็นช่วงที่เหมาะสมต่อการขยายพันธุ์ และอาจใช้สารช่วยเร่งการเกิดรากในกรณีที่ต้องการตอนหรือปักชำ

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ดอก : เป็นส่วนที่มีการกล่าวถึงในตำรับและภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยมากที่สุด ใช้เป็นเครื่องยาและยาหอม
  • ใบ : มีข้อมูลการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านบางแหล่ง
  • ราก : มีรายงานการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านเกี่ยวกับการคุมกำเนิด
  • เนื้อไม้ : มีการใช้ตามตำรายาพื้นบ้านในกลุ่มอาการเกี่ยวกับระบบปัสสาวะ
  • เปลือกต้น : มีรายงานการใช้ในตำรายาพื้นบ้านบางแห่ง
  • ต้นและกิ่งก้าน : มีรายงานการใช้เป็นยาขับปัสสาวะ

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

  • ดอก : ตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยมีรสสุขุมและมีกลิ่นหอม ใช้เป็นยาบำรุงหัวใจ บำรุงธาตุ บำรุงเลือด แก้ไข้ แก้อ่อนเพลีย วิงเวียน และอาการจุกเสียด
  • ดอก : ใช้ปรุงเป็นยาหอมสำหรับแก้ลมและอาการวิงเวียน และมีข้อมูลว่าดอกกระดังงาสงขลาสามารถใช้แทนกระดังงาไทยในตำรับยาหอมบางชนิดได้
  • เนื้อไม้ : มีการกล่าวถึงการใช้เป็นยาขับปัสสาวะหรือแก้ปัสสาวะผิดปกติตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
  • ราก : มีการบันทึกการใช้เป็นยาคุมกำเนิดในองค์ความรู้พื้นบ้านบางแห่ง
  • ใบ : มีรายงานการใช้เป็นยาขับปัสสาวะในข้อมูลภูมิปัญญาบางพื้นที่

หมายเหตุด้านหลักฐาน : สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากตำรายาและภูมิปัญญาการใช้สมุนไพร ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการพิสูจน์ทางคลินิกทั้งหมด โดยเฉพาะการใช้รากเพื่อคุมกำเนิด ซึ่งยังไม่ควรนำมาใช้แทนวิธีคุมกำเนิดมาตรฐาน

วิธีใช้

  • ในรูปแบบยาหอม : ดอกกระดังงาปรากฏเป็นส่วนประกอบของตำรับยาหอมไทยบางตำรับ โดยใช้ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่น ไม่ใช่การใช้กระดังงาสงขลาเดี่ยว ๆ
  • ด้านเครื่องหอม : ดอกสดสามารถนำไปใช้ทำเครื่องหอม บุหงา หรือเป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ต้องการกลิ่นหอม
  • น้ำมันหอมระเหย : น้ำมันจากดอกกระดังงาใช้ในงานเครื่องหอมและผลิตภัณฑ์กลิ่นหอม แต่การใช้น้ำมันหอมระเหยเข้มข้นกับผิวหนังควรเจือจางและทดสอบการแพ้ก่อน
  • การรับประทานเป็นยาเดี่ยว : ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับกำหนดขนาดรับประทานมาตรฐานของกระดังงาสงขลาเดี่ยว จึงไม่ควรกำหนดขนาดใช้จากข้อมูลภูมิปัญญาเพียงอย่างเดียว

ในบัญชียาจากสมุนไพร

กระดังงาสงขลา ไม่ได้ปรากฏเป็นรายการยาเดี่ยวในบัญชียาจากสมุนไพรที่ตรวจสอบได้จากฐานข้อมูลสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา แต่ชื่อ “ดอกกระดังงา” ปรากฏเป็นส่วนประกอบของตำรับ ยาหอมทิพโอสถ ซึ่งอยู่ในกลุ่มยารักษากลุ่มอาการทางระบบไหลเวียนโลหิต (แก้ลม) โดยตำรับดังกล่าวประกอบด้วยสมุนไพรหลายชนิด ไม่สามารถถือว่าสรรพคุณของตำรับทั้งหมดเป็นสรรพคุณของกระดังงาสงขลาเพียงชนิดเดียวได้

สารสำคัญ

  • ดอกของ Cananga odorata เป็นแหล่งของ น้ำมันหอมระเหย ซึ่งประกอบด้วยสารระเหยหลายกลุ่ม ได้แก่ monoterpenes, sesquiterpenes และ phenylpropanoids
  • งานศึกษาของกระดังงาสงขลาโดยเฉพาะ (C. odorata var. fruticosa) พบสารระเหยจำนวนมากในดอก และมีการศึกษาทาง transcriptome ร่วมกับ GC/MS พบสารระเหย 49 ชนิดในดอกในระยะการพัฒนาที่แตกต่างกัน
  • งานวิจัยเกี่ยวกับน้ำมันจากดอกของ C. odorata var. fruticosa รายงานสารสำคัญ เช่น linalool, β-caryophyllene, (E,E)-α-farnesene, germacrene D, α-humulene, (E,E)-farnesol และ benzyl benzoate
  • ในใบของ C. odorata var. fruticosa มีการแยกสารกลุ่ม monoterpene glucosides เช่น canangafruticosides A–E รวมถึงสารกลุ่ม ionone glucosides และ lignans

ข้อควรระวังในการอ้างอิงสารสำคัญ : องค์ประกอบของน้ำมันหอมระเหยอาจแตกต่างกันตามแหล่งปลูก อายุของดอก ระยะการเก็บเกี่ยว และวิธีการสกัด จึงไม่ควรนำค่าร้อยละของสารจากตัวอย่างหนึ่งไปใช้เป็นค่ามาตรฐานของกระดังงาสงขลาทุกแหล่ง

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • มีงานวิจัยและบทความทบทวนจำนวนหนึ่งเกี่ยวกับ Cananga odorata หรือกระดังงา/ylang-ylang โดยรวม แต่ งานที่ศึกษาเฉพาะกระดังงาสงขลาในด้านการรักษาโรคในมนุษย์ยังมีจำกัด
  • งานทบทวนทางวิชาการพบว่ากลุ่มสารสกัดและน้ำมันหอมระเหยของ C. odorata มีการศึกษาฤทธิ์ต้านจุลชีพ ต้านไบโอฟิล์ม ต้านการอักเสบ ต้านแมลง ต้านเบาหวาน ต้านการสร้างเม็ดสี และฤทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาทบางด้าน อย่างไรก็ตาม หลักฐานจำนวนมากเป็นการศึกษาในหลอดทดลองหรือสัตว์ทดลอง จึงยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์
  • งานศึกษาน้ำมันหอมระเหยจากใบ C. odorata รายงานฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและยับยั้ง nitric oxide ในการทดลองในหลอดทดลอง
  • งานศึกษาน้ำมันหอมระเหยจากใบในปี 2021 พบองค์ประกอบหลัก เช่น trans-caryophyllene, ocimene และ (E,E)-α-farnesene และพบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ รวมถึงฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็งในหลอดทดลอง แต่ยังไม่ควรสรุปว่าใช้รักษามะเร็งในคนได้

เภสัชวิทยา

ข้อมูลเภสัชวิทยาที่มีอยู่ส่วนใหญ่เป็นการศึกษา Cananga odorata โดยรวม มากกว่าการศึกษากระดังงาสงขลาโดยตรง

  • ฤทธิ์ต้านจุลชีพ : มีรายงานฤทธิ์ของน้ำมันหอมระเหยและสารสกัดต่อจุลชีพบางชนิดในการทดลอง
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : น้ำมันหอมระเหยบางตัวอย่างแสดงความสามารถในการกำจัดอนุมูลอิสระในแบบจำลองทดลอง
  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : มีข้อมูลจากการทดลองระดับเซลล์และสัตว์ทดลอง
  • ฤทธิ์ต่อระบบประสาทและพฤติกรรม : มีการศึกษาน้ำมัน ylang-ylang ในด้านความวิตกกังวล ความเครียด และระบบประสาท แต่หลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะใช้แทนการรักษาทางการแพทย์
  • ฤทธิ์ต้านการสร้างเม็ดสี : มีการพบสารบางชนิดจากดอกที่แสดงฤทธิ์ในแบบจำลองการสร้างเม็ดสี
  • ฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็ง : มีรายงานฤทธิ์ cytotoxic ของสารบางชนิดจากผลหรือส่วนต่าง ๆ ของ C. odorata ในระดับเซลล์ แต่ไม่ใช่หลักฐานยืนยันการรักษามะเร็งในมนุษย์

ความปลอดภัย

  • การใช้กระดังงาเป็นไม้หอมหรือเป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ตามปริมาณที่เหมาะสมแตกต่างจากการใช้สารสกัดเข้มข้นหรือน้ำมันหอมระเหย
  • น้ำมันหอมระเหยกระดังงาอาจทำให้เกิดการแพ้สัมผัสทางผิวหนัง โดยมีรายงานผลการทดสอบ patch test ในผู้ที่มีโรคผิวหนัง และมีการจัดให้ ylang-ylang oil เป็นสารที่สามารถก่อการแพ้สัมผัสได้
  • ไม่ควรทาน้ำมันหอมระเหยเข้มข้นลงบนผิวหนังโดยตรง และควรเจือจางตามมาตรฐานของผลิตภัณฑ์
  • ผู้ที่มีประวัติแพ้น้ำหอม น้ำมันหอมระเหย หรือพืชในกลุ่มที่เกี่ยวข้องควรใช้ด้วยความระมัดระวัง
  • การใช้รากเพื่อคุมกำเนิดตามภูมิปัญญาพื้นบ้านไม่ควรถือเป็นวิธีคุมกำเนิดที่เชื่อถือได้ เนื่องจากขาดหลักฐานทางคลินิกที่เพียงพอ
  • สำหรับหญิงตั้งครรภ์ เด็ก ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง หรือผู้ที่รับประทานยาหลายชนิด ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้สารสกัดหรือน้ำมันหอมระเหยเข้มข้น

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกที่เพียงพอที่จะระบุ ปฏิกิริยาระหว่างกระดังงาสงขลาโดยตรงกับยาสามัญชนิดใดอย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม หากกระดังงาถูกใช้เป็นส่วนประกอบของ ตำรับยาหอม ต้องพิจารณาปฏิกิริยาระหว่างยากับส่วนประกอบอื่นของตำรับด้วย เช่น ฐานข้อมูล อย. ระบุข้อควรระวังของยาหอมทิพโอสถในการใช้ร่วมกับยาต้านการแข็งตัวของเลือดและยาต้านการจับตัวของเกล็ดเลือด ซึ่งเป็นข้อควรระวังของ ตำรับยา ไม่ใช่หลักฐานว่ากระดังงาสงขลาเพียงชนิดเดียวทำให้เกิดปฏิกิริยาดังกล่าว

การใช้ในอาหาร

กระดังงาและน้ำมันหอมระเหยจากกระดังงา (Cananga odorata) มีประวัติการใช้เป็นสารแต่งกลิ่นในอุตสาหกรรมอาหารในบางประเทศ แต่งานด้านความปลอดภัยที่มีอยู่ส่วนใหญ่เป็นข้อมูลของ ylang-ylang oil จาก C. odorata โดยรวม ไม่ได้จำเพาะกับกระดังงาสงขลาในประเทศไทย

การใช้เพื่อบริโภคจึงควรเลือกเฉพาะวัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์ที่ได้รับอนุญาตให้ใช้ในอาหาร และใช้ตามปริมาณที่กำหนด ไม่ควรนำน้ำมันหอมระเหยสำหรับเครื่องสำอางหรืออโรมาเธอราพีมารับประทาน

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ผลิตภัณฑ์เครื่องหอม : บุหงา ดอกไม้แห้ง และเครื่องหอมไทย
  • น้ำหอม : ใช้กลิ่นของดอกเป็นองค์ประกอบของผลิตภัณฑ์น้ำหอม
  • ผลิตภัณฑ์อโรมาเธอราพี : ใช้น้ำมันหอมระเหยหรือสารแต่งกลิ่นจากดอกกระดังงา
  • เครื่องสำอาง : ใช้เป็นส่วนประกอบด้านกลิ่นหอมในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ
  • ผลิตภัณฑ์สมุนไพร : ดอกสามารถเป็นส่วนประกอบของตำรับยาหอมไทยบางตำรับ

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ดอก : ควรเก็บในช่วงที่ดอกมีความสมบูรณ์และมีกลิ่นหอม โดยเลือกดอกที่ไม่มีโรคหรือแมลงทำลาย
  • หากนำไปผลิตน้ำมันหอมระเหย ควรลดระยะเวลาระหว่างการเก็บเกี่ยวกับการสกัด เพื่อช่วยรักษาคุณภาพของสารระเหย
  • การเก็บรักษาดอกแห้ง : ควรทำให้แห้งอย่างเหมาะสมและเก็บในภาชนะปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง และแมลง
  • น้ำมันหอมระเหย : ควรเก็บในภาชนะที่เหมาะสม ปิดสนิท หลีกเลี่ยงแสง ความร้อน และอากาศ เพื่อลดการเสื่อมสภาพและการเกิดออกซิเดชันของสารระเหย

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

กระดังงาสงขลามีความสัมพันธ์กับภูมิปัญญาการใช้พืชหอมของภาคใต้และการแพทย์แผนไทย โดยดอกถูกนำมาใช้เป็นเครื่องหอมและใช้ในยาหอม ส่วนในตำรายาพื้นบ้านมีการกล่าวถึงการใช้ส่วนต่าง ๆ ของต้น เช่น ดอก ใบ ราก เนื้อไม้ และเปลือกต้น ในสรรพคุณที่แตกต่างกัน

มีข้อมูลระบุว่ากระดังงาสงขลาอาจใช้แทนกระดังงาไทยในบางบริบทของการใช้สมุนไพร เนื่องจากมีลักษณะและกลิ่นหอมใกล้เคียงกัน อย่างไรก็ตาม การใช้แต่ละส่วนและสรรพคุณควรอ้างอิงตำรับหรือภูมิปัญญาของแหล่งนั้นโดยตรง ไม่ควรเหมารวมว่าการใช้ของกระดังงาไทยและกระดังงาสงขลามีหลักฐานทางยาเหมือนกันทั้งหมด

ประวัติและวัฒนธรรม

กระดังงาสงขลามีชื่อเรียกสัมพันธ์กับแหล่งกำเนิดในจังหวัดสงขลา โดยมีการบันทึกว่าพบต้นที่บ้านจะโหนง อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา และต่อมาถูกนำไปปลูกในพื้นที่อื่น ๆ ในประเทศไทย

ในทางพฤกษศาสตร์ กระดังงาสงขลามีความแตกต่างจากกระดังงาไทยอย่างชัดเจนในด้านลักษณะวิสัย เพราะเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก ขณะที่กระดังงาไทยเป็นไม้ต้นขนาดใหญ่กว่า จึงมีการจำแนกเป็น Cananga odorata var. fruticosa ซึ่งคำว่า fruticosa สื่อถึงลักษณะที่เป็นไม้พุ่ม

ดอกที่มีกลิ่นหอมทำให้กระดังงาสงขลามีคุณค่าในวัฒนธรรมการใช้พืชหอมของไทย ทั้งในรูปดอกไม้หอม เครื่องหอม และองค์ประกอบของตำรับยาหอม

สถานะการอนุรักษ์

สำหรับกระดังงาสงขลาในระดับพันธุ์ Cananga odorata var. fruticosa ฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Kew รับรองสถานะเป็นวาไรตีที่ยอมรับ และระบุถิ่นกำเนิดตั้งแต่ประเทศไทยถึงเวียดนาม

จากข้อมูลที่ตรวจสอบ ไม่พบหลักฐานเพียงพอที่จะระบุว่ากระดังงาสงขลาเป็นพืชสมุนไพรที่อยู่ในสถานะใกล้สูญพันธุ์ในประเทศไทยโดยเฉพาะ ดังนั้นการอนุรักษ์ควรเน้นการรักษาแหล่งพันธุกรรมดั้งเดิม โดยเฉพาะสายพันธุ์ที่มีประวัติหรือแหล่งกำเนิดจากจังหวัดสงขลา รวมทั้งการขยายพันธุ์และปลูกทดแทนอย่างเหมาะสม

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
  • กลุ่มพืช (Clade) : Angiosperms
  • อันดับ (Order) : Magnoliales
  • วงศ์ (Family) : Annonaceae
  • สกุล (Genus) : Cananga
  • ชนิด (Species) : Cananga odorata
  • พันธุ์ (Variety) : Cananga odorata var. fruticosa (Craib) J.Sinclair
  • ชื่อพ้องที่สำคัญ (Synonyms) : Cananga fruticosa Craib, Canangium fruticosum Craib และ Canangium odoratum var. fruticosum (Craib) Corner
  • ชื่อที่ยอมรับในปัจจุบัน : Cananga odorata var. fruticosa (Craib) J.Sinclair

Plants of the World Online (Kew) ระบุว่า Cananga odorata var. fruticosa เป็นชื่อที่ยอมรับ (accepted name) และจัดอยู่ในวงศ์ Annonaceae อันดับ Magnoliales

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. จารีย์ บันสิทธิ์. (2538). กระดังงาสงขลา. ใน ราชบัณฑิตยสถาน, อนุกรมวิธานพืช อักษร ก. กรุงเทพมหานคร: เพื่อนพิมพ์.
  2. ปิยะ เฉลิมกลิ่น. (2544). พรรณไม้วงศ์กระดังงา. กรุงเทพมหานคร: บ้านและสวน.
  3. องค์การสวนพฤกษศาสตร์. (2540). สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพมหานคร: โอ.เอส.พริ้นติ้ง เฮ้าส์.
  4. สำนักงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ. (ม.ป.ป.). กระดังงาสงขลา (Cananga odorata var. fruticosa).
  5. ศูนย์ปฏิบัติการวิจัยและเรือนปลูกพืชทดลอง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน. (ม.ป.ป.). กระดังงาสงขลา.
  6. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. (ม.ป.ป.). บัญชียาจากสมุนไพรและหลักฐานเชิงประจักษ์. กระทรวงสาธารณสุข.
  7. Tan, L. T. H., Lee, L. H., Yin, W. F., Chan, C. K., Abdul Kadir, H., Chan, K. G., & Goh, B. H. (2015). Traditional uses, phytochemistry, and bioactivities of Cananga odorata (Ylang-Ylang). Evidence-Based Complementary and Alternative Medicine, 2015, Article 896314. https://doi.org/10.1155/2015/896314
  8. Burdock, G. A., & Carabin, I. G. (2008). Safety assessment of Ylang–Ylang (Cananga spp.) as a food ingredient. Food and Chemical Toxicology, 46(2), 433–445. https://doi.org/10.1016/j.fct.2007.09.105
  9. Matsumoto, K., et al. (2015). The floral transcriptome of ylang ylang (Cananga odorata var. fruticosa) uncovers biosynthetic pathways for volatile organic compounds and a multifunctional and novel sesquiterpene synthase. BMC Genomics.
  10. Phan, M. G., & Phan, T. S. (2016). GC and GC-MS analysis of the fresh flower essential oil of Cananga odorata (Lam.) Hook. f. et Th. var. fruticosa (Craib) J. Sincl. International Journal of Pharmaceutical Sciences and Research.
  11. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Cananga odorata var. fruticosa (Craib) J.Sinclair. Plants of the World Online.
  12. World Flora Online Consortium. (2026). Cananga odorata var. fruticosa (Craib) J.Sinclair. World Flora Online.

 

Scroll to top