กะทัง

กะทัง

กะทัง

กะทัง หรือ กะทังใบใหญ่ เป็นไม้ต้นในวงศ์ Lauraceae พบในป่าชื้นของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะภาคใต้ของไทย มีชื่อท้องถิ่นหลายชื่อ เช่น กะตา มือแด มือแด็ง มือแต กายูกะตา กายูมือแด ทัง ทังใบใหญ่ ทังทอง มะดัง และสังต้ง ภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านมีการใช้ เปลือกต้น และ เมล็ด โดยเฉพาะเปลือกต้นที่ใช้เป็นยาสมุนไพร และเมล็ดที่ให้น้ำมันสำหรับใช้บำรุงเส้นผม

หมายเหตุด้านชื่อวิทยาศาสตร์: ข้อมูลของเว็บไซต์สมุนไพรดอทคอมและฐานข้อมูลพรรณไม้ไทยระบุชนิดนี้เป็น Litsea grandis (Wall. ex Nees) Hook.f. ซึ่งเป็นชื่อที่ยอมรับในฐานข้อมูลอนุกรมวิธานสมัยใหม่ของ Kew และ TH-BIF อย่างไรก็ตาม มีเอกสารบางแหล่งใช้ชื่อ “กะทัง” กับ Litsea monopetala ดังนั้นการจัดทำข้อมูลควรยึดลักษณะพฤกษศาสตร์และชื่อวิทยาศาสตร์ประกอบ เพื่อป้องกันการสับสนระหว่างพืชต่างชนิด

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อไทย: กะทัง, กะทังใบใหญ่
  • ชื่อท้องถิ่น: กะตา, มือแด, มือแด็ง, มือแต, กายูกะตา, กายูมือแด, ทัง, ทังใบใหญ่, ทังทอง, มะดัง, สังต้ง
  • ชื่อวิทยาศาสตร์: Litsea grandis (Wall. ex Nees) Hook.f.
  • วงศ์: Lauraceae
  • ลักษณะวิสัย: ไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่
  • ส่วนที่ใช้เป็นยา: เปลือกต้น และเมล็ด
  • การใช้ตามภูมิปัญญา: เปลือกต้นใช้เป็นยาสมุนไพรหลายด้าน ส่วนเมล็ดนำมาสกัดน้ำมันใช้บำรุงรากผม

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น: เป็นไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูงประมาณ 15–25 เมตร เรือนยอดเป็นพุ่มรูปเจดีย์ เปลือกต้นสีน้ำตาลอมเทา มีตุ่มขรุขระ กิ่งอ่อนมีขนนุ่มสีน้ำตาลอมเหลืองค่อนข้างหนาแน่น
  • ใบ: ใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับ รูปรี รูปไข่ หรือรูปรีแกมรูปไข่ กว้างประมาณ 8–15 เซนติเมตร ยาวประมาณ 14–26 เซนติเมตร ปลายใบมนหรือมีติ่งสั้น โคนใบมน ขอบใบเรียบ แผ่นใบค่อนข้างหนาและแข็ง ด้านบนสีเขียวเข้ม ส่วนด้านล่างสีอ่อนกว่าและมีขนนุ่มสีน้ำตาลอมเหลือง เส้นแขนงใบข้างละประมาณ 8–14 เส้น
  • ดอก: ดอกแยกเพศ สีเหลืองอ่อน ออกเป็นช่อสั้น ๆ ตามกิ่งด้านข้างและบริเวณง่ามใบ แต่ละช่อมีดอกจำนวนมาก ดอกเมื่อบานกว้างประมาณ 7–9 มิลลิเมตร
  • ผล: ออกเป็นกลุ่มประมาณ 3–8 ผลต่อช่อ ผลรูปไข่หรือรูปรี ปลายมน ยาวประมาณ 0.8–1.4 เซนติเมตร เมื่ออ่อนสีเขียว เมื่อแก่เปลี่ยนเป็นสีดำ มีเมล็ดแข็ง 1 เมล็ด

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

กะทังมีถิ่นกำเนิดในภูมิภาคอินโดจีนต่อเนื่องไปจนถึงมาเลเซียตะวันตกและตอนกลาง โดยพบในประเทศไทย เมียนมา ลาว มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และหมู่เกาะต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ในประเทศไทยมีรายงานพบใน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ และสามารถพบในป่าดิบที่ค่อนข้างโปร่ง ป่าเบญจพรรณ และป่ารุ่นที่มีความชุ่มชื้น ทั้งพื้นที่ราบและบริเวณภูเขา

ข้อมูลด้านนิเวศวิทยาระบุว่าสามารถพบในป่าธรรมชาติที่มีความชื้น ตั้งแต่พื้นที่ระดับต่ำไปจนถึงบริเวณภูเขา และพบได้ในดินตั้งแต่ดินร่วนทรายถึงดินเหนียว รวมถึงพื้นที่หินปูนบางแห่ง

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การขยายพันธุ์: มีข้อมูลว่ากะทังสามารถขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด
  • การเพาะเมล็ด: ควรใช้เมล็ดที่สมบูรณ์จากผลแก่และนำไปเพาะในวัสดุเพาะที่ระบายน้ำได้ดี เนื่องจากเป็นไม้ป่าชื้นจึงควรรักษาความชื้นของวัสดุเพาะอย่างเหมาะสม
  • สภาพแวดล้อม: เหมาะกับพื้นที่ที่มีความชื้นและดินระบายน้ำได้ดี โดยธรรมชาติพบในป่าดิบ ป่าเบญจพรรณ และป่าชื้น
  • ข้อควรระวัง: ข้อมูลด้านเทคนิคการเพาะเมล็ด เช่น อัตราการงอก ระยะเวลางอก ระยะปลูก และการจัดการธาตุอาหารสำหรับ L. grandis โดยเฉพาะยังมีข้อมูลเผยแพร่ค่อนข้างจำกัด จึงไม่ควรกำหนดตัวเลขทางการเกษตรโดยไม่มีแหล่งอ้างอิงเฉพาะชนิด

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • เปลือกต้น
  • เมล็ด

ตามข้อมูลภูมิปัญญาสมุนไพรไทย เปลือกต้นเป็นส่วนที่กล่าวถึงด้านการใช้เป็นยา ส่วนเมล็ดมีน้ำมันที่นำมาใช้ในผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

  • เปลือกต้น: ตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย มีรสสุขุม ใช้ในตำรับพื้นบ้านเพื่อดับพิษตับไต ขับปัสสาวะ แก้เบาหวาน แก้ปวดมดลูก แก้ฟกช้ำ และแก้ปวดตามกล้ามเนื้อ
  • เมล็ด: ให้น้ำมันที่ใช้ทำน้ำมันใส่ผมและใช้เพื่อบำรุงรากผม

ควรแยกให้ชัดเจนว่า สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาการใช้สมุนไพร ไม่ได้หมายความว่าได้รับการยืนยันประสิทธิผลทางคลินิกในมนุษย์แล้ว

วิธีใช้

ข้อมูลที่ค้นพบสำหรับ Litsea grandis เน้นการใช้ เปลือกต้นในทางยาพื้นบ้าน และ น้ำมันจากเมล็ดสำหรับใช้ภายนอกกับเส้นผม แต่ไม่พบแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือเพียงพอสำหรับกำหนดขนาดยา วิธีต้ม หรือปริมาณรับประทานมาตรฐานของกะทังโดยเฉพาะ

ดังนั้น หากนำข้อมูลไปใช้บนเว็บไซต์ ควรระบุว่า ยังไม่มีข้อมูลขนาดและวิธีใช้มาตรฐานที่ควรนำไปใช้แทนคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร และไม่ควรสร้างสูตรหรือขนาดยาเพิ่มเติมจากข้อมูลภูมิปัญญาที่ไม่มีหลักฐานรองรับ

สารสำคัญ

มีรายงานการศึกษาทางพฤกษเคมีพบสารกลุ่ม ลิกแนน (lignans) ใน Litsea grandis โดยเฉพาะ grandisin ซึ่งเป็นสารที่มีการแยกได้จากชนิดนี้เป็นครั้งแรกในการศึกษาด้านเคมีของพืชสกุล Litsea

อย่างไรก็ตาม การศึกษาพฤกษเคมีของ L. grandis โดยตรงยังมีจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับพืชบางชนิดในสกุลเดียวกัน จึงไม่ควรสรุปว่ากะทังมีสารสำคัญชนิดใดในปริมาณสูงโดยไม่มีข้อมูลวิเคราะห์เชิงปริมาณ

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

งานวิจัยเกี่ยวกับกะทังโดยตรงยังมีไม่มาก แต่มีหลักฐานที่น่าสนใจ ดังนี้

  • งานวิจัยทางพฤกษเคมีในปี ค.ศ. 1974 รายงานการแยกสาร grandisin จาก Litsea grandis ซึ่งเป็นลิกแนนชนิดหนึ่ง
  • งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 2025 ศึกษาสารสกัดจาก เปลือกต้น L. grandis และพบฤทธิ์ยับยั้งเชื้อ Escherichia coli และ Staphylococcus aureus ในการทดสอบแบบห้องปฏิบัติการ โดยผู้วิจัยพบสารกลุ่มอัลคาลอยด์และเทอร์พีนอยด์ในสารสกัด และเสนอว่าจำเป็นต้องศึกษาสารออกฤทธิ์เพิ่มเติม
  • การทบทวนงานวิจัยของพืชสกุล Litsea พบว่าพืชในสกุลนี้มีสารทุติยภูมิหลายกลุ่มและมีรายงานฤทธิ์ทางชีวภาพหลายรูปแบบ แต่ข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลในระดับ สกุล (genus) ไม่ควรนำมาเหมารวมว่าเป็นฤทธิ์ที่ได้รับการยืนยันใน L. grandis ทุกประการ

โดยรวม ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกที่เพียงพอในมนุษย์ สำหรับยืนยันว่ากะทังสามารถรักษาโรคเบาหวาน โรคทางเดินปัสสาวะ อาการปวด หรือโรคอื่น ๆ ตามสรรพคุณพื้นบ้านได้

เภสัชวิทยา

ข้อมูลเภสัชวิทยาเฉพาะของ Litsea grandis ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น หลักฐานที่มีในปัจจุบันส่วนหนึ่งเป็นการศึกษาระดับสารสกัดหรือการทดลองในห้องปฏิบัติการ

  • ฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย: สารสกัดจากเปลือกต้นแสดงฤทธิ์ต่อ E. coli และ S. aureus ในการทดลองแบบ disc diffusion
  • สารลิกแนน: grandisin ที่พบใน L. grandis มีการศึกษาฤทธิ์ทางชีวภาพในระบบทดลองจากพืชชนิดอื่นและจากสารบริสุทธิ์ แต่ไม่ควรนำผลดังกล่าวมาอ้างเป็นประสิทธิผลของกะทังโดยตรง
  • ภาพรวมของสกุล Litsea: มีรายงานฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านจุลชีพ ต้านอนุมูลอิสระ และฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาอื่น ๆ ในหลายชนิด แต่ต้องพิจารณาเป็นรายชนิด

ความปลอดภัย

ข้อมูลความปลอดภัยและพิษวิทยาของ Litsea grandis โดยตรงยังมีจำกัด จึงยังไม่สามารถกำหนดขนาดรับประทานที่ปลอดภัยสำหรับประชาชนทั่วไปจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่มีอยู่

  • ไม่ควรใช้เปลือกต้นหรือสารสกัดเข้มข้นรับประทานเป็นประจำโดยไม่มีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
  • ไม่ควรนำสรรพคุณตามภูมิปัญญามาใช้แทนการรักษามาตรฐาน โดยเฉพาะโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน
  • การใช้ผลิตภัณฑ์จากเมล็ดหรือน้ำมันควรเลือกวัตถุดิบที่ผ่านกระบวนการผลิตและควบคุมคุณภาพ
  • หญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว ควรปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพก่อนใช้สมุนไพรชนิดนี้

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอเกี่ยวกับปฏิกิริยาระหว่างกะทังกับยาสมัยใหม่โดยเฉพาะ จึงไม่ควรระบุว่าปลอดภัยเมื่อใช้ร่วมกับยาชนิดใดชนิดหนึ่ง

สำหรับผู้ที่ใช้ ยารักษาเบาหวาน ยาขับปัสสาวะ ยาต้านการแข็งตัวของเลือด หรือยาที่มีช่วงการรักษาแคบ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้สารสกัดหรือผลิตภัณฑ์จากกะทัง เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะประเมินความเสี่ยงของการใช้ร่วมกัน

การใช้ในอาหาร

มีข้อมูลชาติพันธุ์พฤกษศาสตร์จากภาคเหนือของประเทศไทยระบุว่า ใบของ Litsea grandis มีการใช้ห่ออาหารและรับประทานสดเป็นผัก ในบางชุมชน

อย่างไรก็ตาม การใช้เป็นอาหารเป็นการใช้ตามภูมิปัญญาท้องถิ่นเฉพาะพื้นที่ ไม่ควรตีความว่าทุกส่วนของพืชสามารถรับประทานได้อย่างปลอดภัย

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • น้ำมันจากเมล็ด: ใช้ทำน้ำมันใส่ผมและผลิตภัณฑ์พื้นบ้านสำหรับบำรุงรากผม
  • เนื้อไม้: มีการใช้ไม้ในงานก่อสร้างและทำผลิตภัณฑ์จากไม้ในท้องถิ่น เช่น แผ่นไม้และงานไม้บางประเภท แต่ไม้ของพืชชนิดนี้อาจมีกลิ่นไม่พึงประสงค์

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

เนื่องจากกะทังเป็นไม้ต้นขนาดใหญ่และส่วนเปลือกเป็นส่วนที่นำมาใช้ทางสมุนไพร การเก็บเปลือกจากต้นธรรมชาติจึงควรทำอย่างระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการลอกเปลือกรอบลำต้น เพราะอาจทำให้ต้นไม้ตายได้

  • เปลือกต้น: ควรเก็บจากต้นที่สมบูรณ์และเก็บอย่างถูกวิธี ไม่ทำลายชั้นเปลือกรอบลำต้น
  • เมล็ด: ควรเก็บจากผลแก่ที่สมบูรณ์และนำไปทำความสะอาดก่อนแปรรูป
  • การเก็บรักษา: วัตถุดิบแห้งควรเก็บในภาชนะสะอาด แห้ง ปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสงแดด และแมลง
  • น้ำมันจากเมล็ด: ควรเก็บในภาชนะปิดสนิทและหลีกเลี่ยงความร้อนและแสง เพื่อช่วยลดการเสื่อมสภาพของน้ำมัน

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

กะทังมีความสัมพันธ์กับภูมิปัญญาท้องถิ่นในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย โดยชื่อท้องถิ่นหลายชื่อสะท้อนการใช้พืชในชุมชนมลายูภาคใต้ เช่น กายูกะตา และกายูมือแด นอกจากนี้ยังมีชื่อ ทังทอง ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี มะดังในจังหวัดนราธิวาส และสังต้งในจังหวัดยะลา

นอกจากการใช้ทางยาแล้ว ยังมีการใช้ เนื้อไม้ในงานช่างและการก่อสร้าง และมีรายงานการใช้ใบในวิถีอาหารของชุมชนบางพื้นที่

ประวัติและวัฒนธรรม

กะทังเป็นพรรณไม้พื้นถิ่นของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และมีชื่อท้องถิ่นหลากหลายตามพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณภาคใต้ของประเทศไทย ความหลากหลายของชื่อเรียก เช่น กะทัง ทัง ทังใบใหญ่ ทังทอง และชื่อภาษามลายูท้องถิ่น สะท้อนการรับรู้และการใช้ประโยชน์จากพืชชนิดนี้ในระดับชุมชน

ข้อมูลจากโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชในจังหวัดระนองยังระบุ ต้นทัง (Litsea grandis) เป็นไม้ประจำถิ่นของอำเภอละอุ่น จังหวัดระนอง และบันทึกการใช้เนื้อไม้และเมล็ดไว้ในภูมิปัญญาท้องถิ่น

สถานะการอนุรักษ์

ตามข้อมูล Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew ซึ่งอ้างอิงสถานะจาก IUCN ระบุว่า Litsea grandis มีสถานะ Least Concern (LC) หรือมีความเสี่ยงต่ำ

อย่างไรก็ตาม สถานะระดับโลกไม่ได้หมายความว่าประชากรในทุกพื้นที่ของประเทศไทยจะมีความมั่นคงเท่ากัน การเก็บเปลือกจากต้นป่ามากเกินไปและการสูญเสียถิ่นอาศัยอาจส่งผลต่อประชากรในระดับท้องถิ่นได้ จึงควรส่งเสริมการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนและการเพาะขยายพันธุ์เพื่อทดแทนการเก็บจากป่าธรรมชาติ

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร: Plantae
  • หมวด: Tracheophyta
  • ชั้น: Magnoliopsida
  • อันดับ: Laurales
  • วงศ์: Lauraceae
  • สกุล: Litsea
  • ชนิด: Litsea grandis (Wall. ex Nees) Hook.f.

ชื่อพ้องที่สำคัญ: Litsea ampla Merr., Litsea paludosa Kosterm., Litsea rufofusca Kosterm., Malapoenna grandis (Nees) Kuntze และ Tetranthera grandis (Nees) Wall. ex Meisn.

ฐานข้อมูล TH-BIF ระบุ Litsea grandis (Wall. ex Nees) Hook.fil. เป็นชื่อที่ได้รับการยอมรับ (Accepted) และฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ระบุลำดับอนุกรมวิธานตั้งแต่อาณาจักรถึงชนิดสอดคล้องกัน

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. มูลนิธิโครงการหลวงและโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ. (ม.ป.ป.). กะทังใบใหญ่ (Litsea grandis). องค์การสวนพฤกษศาสตร์.
  2. สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. (ม.ป.ป.). Litsea grandis. ฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทย (TH-BIF).
  3. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. (ม.ป.ป.). Litsea grandis. โครงการพัฒนาคลังข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์.
  4. สมุนไพรดอทคอม. (ม.ป.ป.). กะทัง. ฐานข้อมูลสมุนไพรไทย.
  5. สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดระนอง. (ม.ป.ป.). ต้นทัง (Litsea grandis). โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ จังหวัดระนอง.
  6. Holloway, D., & Scheinmann, F. (1974). Two lignans from Litsea grandis and L. gracilipes. Phytochemistry, 13(7), 1233–1236. https://doi.org/10.1016/0031-9422(74)80107-X
  7. Kew Science. (2026). Litsea grandis (Nees) Hook.f. Plants of the World Online. Royal Botanic Gardens, Kew.
  8. Purnama, A., Saidi, N., Febriani, Kartika, M. Z., & Ayu, D. A. (2025). Isolation and antibacterial activity of secondary metabolite compounds from the dichloromethane extract of Litsea grandis stem bark. Journal of Carbazon, 3(2).
  9. Zhang, X., et al. (2016). Ethnobotany, phytochemistry, and pharmacology of the genus Litsea: An update. Journal of Ethnopharmacology, 181, 66–107. https://doi.org/10.1016/j.jep.2016.01.032
Scroll to top