กะตังกะติ้ว

กะตังกะติ้ว

กะตังกะติ้ว

กะตังกะติ้ว เป็นไม้เถาเนื้อแข็งในวงศ์ตีนเป็ด (Apocynaceae) มีน้ำยางสีขาวขุ่นอยู่ในทุกส่วนของต้น และมีชื่อท้องถิ่นหลายชื่อ เช่น หมากยาง คุย คุยช้าง คุยหนัง บักยาง และเครือยาง ผลสุกสามารถรับประทานได้ และในภูมิปัญญาพื้นบ้านมีการนำส่วนต้น ราก และน้ำยางมาใช้เป็นสมุนไพร

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อไทย: กะตังกะติ้ว
  • ชื่ออื่น: หมากยาง, คุยกาย, คุยช้าง, คุยหนัง, อีคุย, บักยาง, เครือยาง, คุย
  • ชื่อวิทยาศาสตร์: Willughbeia edulis Roxb.
  • วงศ์: Apocynaceae
  • ลักษณะพืช: ไม้เถาเนื้อแข็งหรือไม้เถาขนาดใหญ่ มีมือเกาะ
  • ส่วนที่ใช้ตามภูมิปัญญา: ต้น ราก และน้ำยาง
  • ส่วนที่รับประทานได้: ผลสุก
  • ถิ่นที่พบในประเทศไทย: ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันตกเฉียงใต้ และภาคใต้

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น: เป็นไม้เถาเนื้อแข็งขนาดใหญ่ เลื้อยหรือพาดพันต้นไม้อื่น มีมือเกาะ แตกกิ่งจำนวนมาก กิ่งมีช่องระบายอากาศหรือเลนทิเซล และเมื่อส่วนต่าง ๆ ของต้นได้รับบาดแผลจะมีน้ำยางสีขาวไหลออกมา
  • ใบ: ใบเดี่ยว ออกตรงข้ามกันเป็นคู่ แผ่นใบรูปรี รูปไข่กลับ หรือรูปขอบขนาน ปลายใบมักแหลมสั้น โคนใบรูปลิ่มถึงมน ขอบใบอาจเป็นคลื่นเล็กน้อย ผิวใบค่อนข้างเกลี้ยงและด้านบนเป็นมัน
  • ดอก: ออกเป็นช่อบริเวณซอกใบและปลายยอด ดอกมีสีขาว เหลือง หรือขาวปนเหลือง กลีบดอกเชื่อมกันเป็นหลอดและแยกเป็น 5 แฉก ดอกมีกลิ่นหอมตามข้อมูลจากแหล่งพฤกษศาสตร์บางแห่ง
  • ผล: เป็นผลสดมีเนื้อ รูปกลมหรือรูปไข่ เปลือกค่อนข้างหนา ผลอ่อนสีเขียว เมื่อสุกเปลี่ยนเป็นสีเหลืองถึงส้ม ภายในมีเมล็ดขนาดค่อนข้างใหญ่ประมาณ 1–3 เมล็ด และมีน้ำยางอยู่มาก
  • เมล็ด: รูปไข่ ผิวเกลี้ยง เนื้อผลมีลักษณะนุ่มและติดกับเมล็ด

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

กะตังกะติ้วมีถิ่นกำเนิดในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยพบตั้งแต่อัสสัมและบังกลาเทศ ไปจนถึงเมียนมา ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม คาบสมุทรมลายู และหมู่เกาะนิโคบาร์ ส่วนในประเทศไทยมีรายงานจากจังหวัดศรีสะเกษ กาญจนบุรี สระบุรี ปราจีนบุรี ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด นครศรีธรรมราช สตูล และสงขลา เป็นต้น

พบได้ตามป่าดิบแล้ง ป่าดิบชื้น และป่าดิบหรือป่าที่มีความชื้น โดย Flora of Thailand ระบุว่าสามารถพบในป่าดิบที่ระดับความสูงได้ถึงประมาณ 900 เมตรจากระดับน้ำทะเล

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การขยายพันธุ์: สามารถขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด
  • สภาพแวดล้อม: เหมาะกับภูมิอากาศเขตร้อนและพื้นที่ที่มีความชื้น
  • พื้นที่ปลูก: ควรเป็นพื้นที่ที่มีดินระบายน้ำได้ดี มีอินทรียวัตถุ และมีโครงสร้างหรือไม้สำหรับให้เถาเลื้อยเกาะ
  • การดูแล: เนื่องจากเป็นไม้เถาขนาดใหญ่ ควรจัดทำค้างหรือปลูกใกล้ต้นไม้ที่สามารถใช้เป็นหลักยึดได้
  • ข้อควรระวังในการปลูก: ควรเว้นพื้นที่ให้เพียงพอ เนื่องจากเถาสามารถเจริญเติบโตและเลื้อยได้เป็นระยะทางมาก

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ต้นหรือเถา: ใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับอาการบางชนิด เช่น โรคคุดทะราดและปัญหาเกี่ยวกับตับ
  • ราก: มีรายงานการใช้พื้นบ้านในบางประเทศสำหรับอาการดีซ่าน เจ็บคอ เจ็บหน้าอก และอาการอื่น ๆ
  • น้ำยาง: มีการใช้ภายนอกตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน โดยเฉพาะเกี่ยวกับโรคผิวหนังและแผลบางชนิด

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

  • ต้น: ในตำรับพื้นบ้านมีการใช้เป็นยาแก้พิษ แก้โรคคุดทะราด และใช้เกี่ยวกับอาการที่เรียกว่า “ตับพิการ”
  • ราก: มีรายงานจากภูมิปัญญาในมาเลเซียและภูมิภาคใกล้เคียงว่าใช้ต้มรับประทานสำหรับอาการดีซ่าน โดยเฉพาะที่สัมพันธ์กับโรคมาลาเรีย รวมถึงใช้สำหรับอาการเจ็บคอและเจ็บหน้าอก
  • น้ำยาง: มีการใช้ภายนอกสำหรับโรคคุดทะราดและแผลบางชนิด
  • ผล: ผลสุกสามารถรับประทานได้ มีรสเปรี้ยวอมหวาน และมีการใช้เป็นอาหารพื้นบ้านในหลายพื้นที่

หมายเหตุ: สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาพื้นบ้านและเอกสารชาติพันธุ์พฤกษศาสตร์ ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการพิสูจน์ในมนุษย์

วิธีใช้

  • ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน: รากอาจนำมาต้มเป็นเครื่องดื่มสมุนไพร ส่วนต้นหรือเถาใช้เป็นส่วนประกอบของยาพื้นบ้าน และน้ำยางใช้ภายนอก
  • การรับประทาน: ผลสุกสามารถรับประทานเป็นผลไม้ได้
  • การใช้ภายนอก: มีรายงานการใช้น้ำยางกับผิวหนังหรือแผลในบางภูมิปัญญาท้องถิ่น

ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกเพียงพอที่จะกำหนด ขนาดรับประทานมาตรฐาน ระยะเวลาการใช้ หรือสูตรเตรียมยา สำหรับกะตังกะติ้ว จึงไม่ควรนำสูตรพื้นบ้านไปใช้แทนการรักษาทางการแพทย์

ในบัญชียาจากสมุนไพร

จากการสืบค้นแหล่งข้อมูลออนไลน์ที่เกี่ยวข้อง ยังไม่พบหลักฐานที่ยืนยันว่ากะตังกะติ้ว (Willughbeia edulis Roxb.) เป็นตัวยาสำคัญหรือเป็นรายการสมุนไพรที่มีข้อบ่งใช้มาตรฐานในบัญชียาจากสมุนไพรของประเทศไทย ดังนั้นควรแยกข้อมูล “การใช้ตามภูมิปัญญา” ออกจาก “ตำรับยาที่มีข้อบ่งใช้ตามบัญชีทางราชการ” อย่างชัดเจน

สารสำคัญ

การศึกษาทางพฤกษเคมีของกะตังกะติ้วยังมีค่อนข้างจำกัด มีรายงานการตรวจคัดกรองสารสกัดจากลำต้นพบกลุ่มสาร ได้แก่

  • Alkaloids
  • Tannins
  • Flavonoids
  • Saponins
  • Terpenoids
  • Reducing sugars

นอกจากนี้ งานวิเคราะห์ด้วย GC–MS ในสารสกัดเมทานอลจากลำต้นรายงานการตรวจพบสารประกอบ 4 ชนิด ได้แก่ 2,4,6-Cycloheptatrien-1-one,3,5-bis-trimethylsilyl-, 1,1,1,3,5,5,5-Heptamethyltrisiloxane, 1,4-Bis(trimethylsilyl)benzene และ Benzene,2-[(tert-butyldimethylsilyl)oxy]-1-isopropyl-4-methyl- โดยผู้วิจัยระบุว่าเป็นการรายงานสารเหล่านี้จากลำต้นของพืชชนิดนี้เป็นครั้งแรกในการศึกษาดังกล่าว

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

งานวิจัยเกี่ยวกับกะตังกะติ้วยังมีจำนวนน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับสมุนไพรที่มีการศึกษามากชนิดอื่น

  • ฤทธิ์ต้านไวรัสเฮอร์ปีส์ซิมเพล็กซ์: วิทยานิพนธ์ระดับมหาบัณฑิตของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในปี พ.ศ. 2547 ศึกษาสารสกัดจากใบของ Willughbeia edulis ในเซลล์ Vero ต่อ HSV-1 และ HSV-2 พบว่าสารสกัดเฮกเซนมีฤทธิ์ยับยั้งไวรัสในระบบทดลอง โดยมีค่า EC50 ประมาณ 15.05 ไมโครกรัม/มิลลิลิตรต่อ HSV-1 และ 18.87 ไมโครกรัม/มิลลิลิตรต่อ HSV-2 อย่างไรก็ตาม ผลดังกล่าวเป็น การทดลองในหลอดทดลอง ไม่ใช่หลักฐานว่ารับประทานสมุนไพรแล้วรักษาโรคเริมในมนุษย์ได้
  • การศึกษาทางพฤกษเคมี: งานปี ค.ศ. 2022 ใช้ GC–MS วิเคราะห์สารสกัดเมทานอลจากลำต้นและรายงานสารประกอบ 4 ชนิดดังกล่าวข้างต้น โดยผู้วิจัยระบุว่าพืชชนิดนี้ยังมีการศึกษาด้านสารออกฤทธิ์ค่อนข้างน้อย
  • การศึกษาผลไม้พื้นเมืองของไทย: มีการรวม Willughbeia edulis ไว้ในการศึกษาผลไม้พื้นเมืองของไทย โดยประเมินองค์ประกอบทางพฤกษเคมีและกิจกรรมทางชีวภาพของผลไม้หลายชนิด แต่ผลลัพธ์ดังกล่าวไม่ควรนำมาเหมารวมเป็นสรรพคุณรักษาโรคของกะตังกะติ้วโดยตรง

เภสัชวิทยา

หลักฐานด้านเภสัชวิทยาของกะตังกะติ้วยังอยู่ในระยะเริ่มต้น โดยมีข้อมูลจากการทดลองในห้องปฏิบัติการมากกว่าการทดลองในสัตว์หรือมนุษย์

  • สารสกัดบางส่วนมี ฤทธิ์ยับยั้ง HSV-1 และ HSV-2 ในหลอดทดลอง
  • การคัดกรองทางพฤกษเคมีพบสารกลุ่ม flavonoids, tannins, alkaloids, saponins และ terpenoids
  • ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกเพียงพอสำหรับยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคตับ ดีซ่าน คุดทะราด หรือโรคอื่น ๆ ในมนุษย์

ความปลอดภัย

ข้อมูลด้านความปลอดภัยของกะตังกะติ้วยังมีจำกัด โดยเฉพาะความปลอดภัยของสารสกัดเข้มข้นและการใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน

  • ผลสุก: มีรายงานว่าสามารถรับประทานได้
  • น้ำยาง: เป็นน้ำยางสีขาวและมีการใช้ภายนอกตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน แต่ยังไม่มีข้อมูลด้านความปลอดภัยทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับการใช้เป็นยาด้วยตนเอง
  • รากและลำต้น: ไม่ควรนำมารับประทานในขนาดสูงหรือเป็นเวลานานโดยไม่มีผู้เชี่ยวชาญดูแล เนื่องจากยังไม่มีขนาดยามาตรฐานและข้อมูลพิษวิทยาที่เพียงพอ
  • หญิงตั้งครรภ์ เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว: ควรหลีกเลี่ยงการใช้เป็นยาเองจนกว่าจะมีข้อมูลความปลอดภัยที่ชัดเจน

ฐานข้อมูลพืชบางแห่งระบุว่ายังไม่มีรายงานอันตรายที่ชัดเจน แต่ข้อมูลดังกล่าวไม่สามารถใช้ยืนยันความปลอดภัยของสารสกัดหรือการใช้ในขนาดยาได้

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ปัจจุบัน ยังไม่พบข้อมูลทางคลินิกที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับปฏิกิริยาระหว่างกะตังกะติ้วกับยาแผนปัจจุบันโดยตรง เนื่องจากข้อมูลทางเภสัชจลนศาสตร์และการศึกษาการยับยั้ง/กระตุ้นเอนไซม์ CYP450 ของพืชชนิดนี้ยังไม่เพียงพอ

ผู้ที่ใช้ยาประจำ โดยเฉพาะยาที่มีดัชนีการรักษาแคบ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้สารสกัดกะตังกะติ้วในรูปแบบผลิตภัณฑ์เข้มข้น

การใช้ในอาหาร

  • ผลสุก: รับประทานได้
  • มีเนื้อผลสีอ่อนและมีรสเปรี้ยวอมหวานตามข้อมูลท้องถิ่น
  • มีรายงานการรับประทานผลในประเทศไทย กัมพูชา และพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
  • ในบางชุมชนมีการนำผลไปใช้เป็นอาหารหรือของหวาน รวมถึงการทำผลไม้ดอง

การใช้ในผลิตภัณฑ์

ในอดีต น้ำยางของกะตังกะติ้วเคยมีการใช้เป็นแหล่งยางธรรมชาติ ก่อนที่ยางพารา (Hevea brasiliensis) จะเข้ามามีบทบาท โดยยางจากกะตังกะติ้วมีคุณภาพต่ำกว่าและมีแนวโน้มแข็งตัวหรือกลายเป็นเรซินได้เร็ว

นอกจากนี้ น้ำยางยังมีการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านและงานพื้นบ้านบางประเภท แต่ยังไม่ควรนำข้อมูลดังกล่าวไปกล่าวอ้างเป็นคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพโดยปราศจากหลักฐานรองรับ

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ผล: เก็บเกี่ยวเมื่อผลพัฒนาเต็มที่และเริ่มเปลี่ยนสีจากเขียวเป็นเหลืองหรือส้ม
  • รากและลำต้น: หากนำมาใช้เป็นวัตถุดิบสมุนไพร ควรเก็บจากต้นที่จำแนกชนิดได้ถูกต้องและไม่อยู่ในพื้นที่ปนเปื้อน
  • น้ำยาง: เก็บจากส่วนของต้นที่เหมาะสมโดยหลีกเลี่ยงการทำลายต้นมากเกินไป
  • การเก็บรักษาวัตถุดิบแห้ง: ควรทำให้แห้งสนิทก่อนเก็บในภาชนะสะอาด ปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง และแมลง
  • การอนุรักษ์วัตถุดิบ: ควรหลีกเลี่ยงการถอนรากหรือทำลายเถาป่าจำนวนมาก เพราะอาจกระทบต่อประชากรพืชในธรรมชาติ

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

กะตังกะติ้วมีชื่อท้องถิ่นหลากหลายสะท้อนถึงการใช้ประโยชน์ในแต่ละภูมิภาค เช่น “หมากยาง” ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ “คุยช้าง” ในปราจีนบุรี และ “คุยหนัง” ในพื้นที่ระยองและจันทบุรี

ในภูมิปัญญาพื้นบ้านมีการนำ ต้น ราก และน้ำยาง มาใช้เป็นยา ขณะที่ผลสุกถูกใช้เป็นอาหาร นอกจากนี้ น้ำยางยังเคยมีบทบาทในวิถีชีวิตของชุมชนในฐานะวัสดุที่มีลักษณะเหนียวและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้

ประวัติและวัฒนธรรม

กะตังกะติ้วมีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของชุมชนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งด้านอาหาร ยาพื้นบ้าน และการใช้ประโยชน์จากน้ำยาง

ในอดีต ก่อนการแพร่หลายของยางพารา น้ำยางจาก Willughbeia edulis เคยถูกนำมาใช้เป็นวัสดุประเภท “ยาง” แม้ว่าคุณภาพจะด้อยกว่าและแข็งตัวเป็นเรซินได้เร็วกว่า

สถานะการอนุรักษ์

ข้อมูลจาก Kew Plants of the World Online ระบุว่า Willughbeia edulis เป็นชื่อวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับ และการประเมินความเสี่ยงการสูญพันธุ์ของพืชดอกในฐานข้อมูล AERP ระบุว่า คาดการณ์ว่าไม่ถูกคุกคาม (not threatened) ด้วยระดับความเชื่อมั่นสูง

อย่างไรก็ตาม สถานะดังกล่าวเป็นการประเมินในระดับภาพรวม ไม่ได้หมายความว่าประชากรในทุกพื้นที่ของประเทศไทยมีความมั่นคงเท่ากัน จึงควรส่งเสริมการเก็บเมล็ด การขยายพันธุ์ และการอนุรักษ์ต้นพันธุ์ในแหล่งธรรมชาติ

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom): Plantae
  • กลุ่ม (Clade): Tracheophytes
  • กลุ่ม (Clade): Angiosperms
  • กลุ่ม (Clade): Eudicots
  • อันดับ (Order): Gentianales
  • วงศ์ (Family): Apocynaceae
  • สกุล (Genus): Willughbeia
  • ชนิด (Species): Willughbeia edulis Roxb.

ชื่อพ้องที่สำคัญ: Ambelania edulis, Ancylocladus edulis, Ancylocladus cochinchinensis, Ancylocladus curtisianus, Willughbeia cochinchinensis, Willughbeia curtisiana, Willughbeia dulcis และชื่อพ้องอื่น ๆ ที่ได้รับการบันทึกในฐานข้อมูลอนุกรมวิธาน

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (ม.ป.ป.). e-Flora of Thailand: Willughbeia edulis Roxb.
  2. สมุนไพรดอทคอม. (ม.ป.ป.). กะตังกะติ้ว.
  3. Piboonrattanakul, P. (2547). ฤทธิ์ยับยั้งไวรัสเฮอร์ปีส์ซิมเพล็กซ์ของสารสกัดจากเขยตาย สะอึก และคุย [วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]. Chulalongkorn University Intellectual Repository.
  4. Plants of the World Online. (2026). Willughbeia edulis Roxb. Royal Botanic Gardens, Kew.
  5. Sami, S. A. (2022). New insights into the identification of bioactive compounds from Willughbeia edulis Roxb. through GC–MS analysis. Beni-Suef University Journal of Basic and Applied Sciences, 11, 89. https://doi.org/10.1186/s43088-022-00270-8
  6. PROSEA. (n.d.). Willughbeia edulis Roxb. In Plant Resources of South-East Asia.
  7. National Parks Board Singapore. (2026). Willughbeia edulis. Flora & Fauna Web.
  8. Piboonrattanakul, P. (2004). Antiherpes simplex virus activities of extracts from Glycosmis pentaphylla (Retz.) DC., Ipomoea maxima (Linn.f.) Don, and Willughbeia edulis Roxb. [Master’s thesis, Chulalongkorn University]. Chulalongkorn University Theses and Dissertations. https://doi.org/10.58837/CHULA.THE.2004.773
  9. Prakulanon, S., et al. (2024). Evaluation of phytochemical profile, and antioxidant, antidiabetic activities of indigenous Thai fruits. PeerJ.

 

Scroll to top