กะเจียน

กะเจียน

กะเจียน

กะเจียนเป็นไม้ต้นพื้นเมืองของไทยในวงศ์กระดังงา (Annonaceae) พบได้ตามป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณ และพื้นที่ป่าบนเขาหินปูน มีการใช้เป็นสมุนไพรตามภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้าน โดยเฉพาะ รากและเนื้อไม้ สำหรับบำรุงกำลัง แก้ไข้ แก้ปวดเมื่อย และอาการเกี่ยวกับระบบปัสสาวะ ส่วนใบสดมีการใช้ภายนอกสำหรับพอกฝีและลดอาการปวดอักเสบ ทั้งนี้ งานวิจัยสมัยใหม่พบสารออกฤทธิ์หลายกลุ่มและมีข้อมูลเบื้องต้นด้านฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ และต้านจุลชีพ แต่หลักฐานส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับสารสกัดและการทดลองในห้องปฏิบัติการหรือสัตว์ทดลอง จึงไม่ควรนำมาใช้แทนการรักษามาตรฐาน

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อไทย: กะเจียน หรือ กระเจียน
  • ชื่อท้องถิ่น: ค่าสามซีก, แคหาง, จันทน์ดง, ทรายเด่น, พญารากดำ, โมดดง, สะบันงาป่า, เสโพลส่า, เหลือง, ไม้เหลือง และชื่อท้องถิ่นอื่นตามภูมิภาค
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับในปัจจุบัน: Huberantha cerasoides (Roxb.) Chaowasku
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ที่พบในเอกสารเดิม: Polyalthia cerasoides (Roxb.) Bedd. และ Polyalthia cerasoides (Roxb.) Benth. ex Bedd.
  • วงศ์: Annonaceae หรือวงศ์กระดังงา
  • ลักษณะการใช้: เป็นทั้งพืชสมุนไพรพื้นบ้านและไม้ป่าที่มีการใช้ประโยชน์ด้านเนื้อไม้และดอก
  • สถานะในประเทศไทย: เป็นพืชพื้นเมือง พบกระจายอยู่ในหลายภูมิภาคของประเทศ

หมายเหตุด้านชื่อวิทยาศาสตร์: ฐานข้อมูลพฤกษศาสตร์สมัยใหม่ของ Kew ยอมรับชื่อ Huberantha cerasoides (Roxb.) Chaowasku เป็นชื่อที่ถูกต้อง และจัด Polyalthia cerasoides เป็นชื่อพ้อง ดังนั้นเว็บไซต์สามารถระบุชื่อเดิมไว้ในวงเล็บเพื่อช่วยให้ค้นหาเอกสารวิชาการเก่าได้ง่ายขึ้น

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น: ไม้ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูงประมาณ 5–15 เมตร บางแหล่งข้อมูลทางพฤกษศาสตร์ระบุว่าสามารถสูงได้ถึงประมาณ 20 เมตร ลำต้นเปลาตรง เปลือกเรียบสีเทาหรือน้ำตาลอ่อน กิ่งแก่มีช่องอากาศ ส่วนกิ่งอ่อนมีขนนุ่ม
  • ใบ: ใบเดี่ยว เรียงสลับหรือเรียงเวียน รูปขอบขนานถึงรูปใบหอก มักมีลักษณะเบี้ยวเล็กน้อย ใบยาวประมาณ 6–19 เซนติเมตร ด้านบนสีเขียว ส่วนด้านล่างมีสีอ่อนกว่าและอาจมีขนนุ่มตามเส้นใบ
  • ดอก: ออกเดี่ยวหรือเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ตามซอกใบหรือบริเวณกิ่ง ดอกมีสีเขียวถึงเขียวอมเหลือง กลีบเลี้ยงและกลีบดอกอย่างละ 3 กลีบ กลีบดอกค่อนข้างหนา
  • ผล: เป็นผลกลุ่ม มีผลย่อยหลายผลรวมกันเป็นกระจุก ผลอ่อนสีเขียว เมื่อสุกเปลี่ยนเป็นสีแดงหรือแสด และเมื่อแห้งอาจมีสีคล้ำ ผลย่อยส่วนใหญ่มีเมล็ด 1 เมล็ด
  • ลักษณะเด่น: กิ่งแก่มีช่องอากาศ ใบค่อนข้างเรียวยาว และดอกสีเขียว เป็นลักษณะที่ช่วยแยกชนิดจากพืชในวงศ์เดียวกัน

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

กะเจียนมีถิ่นกำเนิดครอบคลุมบริเวณอนุทวีปอินเดีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และจีนตอนใต้ โดยมีรายงานการกระจายพันธุ์ในอินเดีย บังกลาเทศ ศรีลังกา เมียนมา ลาว กัมพูชา เวียดนาม จีนตอนใต้ และประเทศไทย

ในประเทศไทยพบได้หลายภูมิภาค โดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชระบุว่าพบในทุกภาคของประเทศ ภาคใต้พบการกระจายลงไปถึงบริเวณจังหวัดชุมพร ขึ้นได้ในป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณ และบริเวณเขาหินปูน โดยพบได้ตั้งแต่พื้นที่ระดับต่ำจนถึงประมาณ 1,200 เมตรจากระดับน้ำทะเล

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การขยายพันธุ์: ข้อมูลที่เผยแพร่สำหรับกะเจียนระบุการขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดเป็นหลัก
  • การเตรียมเมล็ด: ควรใช้เมล็ดจากผลที่แก่สมบูรณ์และมีสภาพดี เพาะในวัสดุเพาะที่ระบายน้ำได้ดี
  • วัสดุปลูก: เหมาะกับดินร่วนหรือดินที่ระบายน้ำดี ไม่ควรมีน้ำขังเป็นเวลานาน
  • แสง: ต้นที่ปลูกควรได้รับแสงเพียงพอ โดยเฉพาะเมื่อพ้นระยะกล้า
  • การดูแล: รดน้ำให้เหมาะสมในช่วงต้นกล้า และลดการให้น้ำเมื่อพืชตั้งตัวได้ โดยคำนึงถึงสภาพพื้นที่ตามธรรมชาติซึ่งเป็นป่าค่อนข้างแห้งแล้งตามฤดูกาล

ข้อมูลเฉพาะด้านอัตราการงอก ระยะเวลาการงอก และเทคนิคการเพาะเมล็ดของกะเจียนยังมีข้อมูลเผยแพร่จำกัด จึงควรมีการทดลองเพิ่มเติมก่อนนำไปใช้ในระดับการผลิตเชิงพาณิชย์

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ราก
  • เนื้อไม้
  • ใบสด
  • เปลือกต้นหรือเปลือกเนื้อไม้ มีรายงานการศึกษาทางเภสัชวิทยาและเคมีในส่วนนี้

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

ใบสด: ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านนำมาตำแล้วพอกบริเวณฝีหรือบริเวณที่มีการอักเสบ ใช้เพื่อช่วยลดอาการปวดและอักเสบ

เนื้อไม้: มีการใช้ต้มเป็นน้ำสมุนไพรเพื่อบำรุงธาตุ ช่วยเจริญอาหาร แก้ปวดเมื่อย ปวดหลัง ปวดเอว แก้อาการเกี่ยวกับระบบปัสสาวะ และใช้ในตำรับพื้นบ้านสำหรับอาการที่เรียกว่า “กระษัย” หรือ “ไตพิการ” นอกจากนี้มีรายงานการใช้ตามภูมิปัญญาไทยกับวัณโรค แต่การใช้ดังกล่าว ไม่ใช่หลักฐานว่ากะเจียนสามารถรักษาวัณโรคได้ และไม่ควรใช้แทนยาต้านวัณโรคมาตรฐาน

ราก: มีการใช้ในตำรับพื้นบ้านเพื่อแก้กระษัย แก้ไข้ บำรุงกำลัง และบำรุงร่างกาย โดยมีรายงานการใช้เป็นยาต้มรับประทาน

การใช้เกี่ยวกับการคุมกำเนิด: ตำราภูมิปัญญาบางแหล่งระบุการใช้รากหรือปลายรากเป็นยาคุมกำเนิดในสตรี อย่างไรก็ตาม ข้อมูลดังกล่าวเป็น การใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน ไม่ใช่วิธีคุมกำเนิดที่ได้รับการยืนยันประสิทธิผลและความปลอดภัยทางคลินิก จึงไม่ควรนำไปใช้แทนวิธีคุมกำเนิดที่ได้รับการรับรอง

วิธีใช้

  • ใช้ภายนอก: ใบสดนำมาตำพอกบริเวณฝีหรือบริเวณที่มีอาการปวดและอักเสบตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
  • ใช้ภายใน: รากหรือเนื้อไม้มีการนำมาต้มกับน้ำแล้วรับประทานตามตำรับพื้นบ้าน
  • การใช้ตามตำรับดั้งเดิม: มีแหล่งข้อมูลพื้นบ้านระบุการใช้เนื้อไม้ต้มดื่มครั้งละประมาณ 1 ถ้วย วันละ 3 ครั้ง และรากต้มดื่มในลักษณะเดียวกัน แต่ ไม่ควรถือเป็นขนาดยามาตรฐานทางการแพทย์ เพราะยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกเพียงพอที่จะกำหนดขนาดยาที่ปลอดภัยและมีประสิทธิผล

สารสำคัญ

การศึกษาทางเคมีพบว่ากะเจียนมีสารพฤกษเคมีหลายกลุ่ม โดยเฉพาะในราก ลำต้น และเปลือก ได้แก่

  • อัลคาลอยด์ (alkaloids) โดยมีรายงานกลุ่ม aporphine และ benzylisoquinoline alkaloids
  • ฟลาโวนอยด์ (flavonoids)
  • ฟีนอลิกและแทนนิน (phenolics/tannins)
  • เทอร์พีนและไตรเทอร์พีน (terpenoids/triterpenes)
  • ไดเทอร์พีน (diterpenes)
  • สเตอรอล (sterols) เช่น stigmasterol, α-spinasterol และ β-sitosterol
  • สารประกอบฟีนอลิกบางชนิด เช่น N-(4-hydroxy-β-phenethyl)-4-hydroxycinnamide
  • มีรายงานสารกลุ่ม benzofuran และสารประกอบ isoquinoline บางชนิดจากการศึกษาทางเคมี

องค์ประกอบทางเคมีอาจแตกต่างกันตามส่วนของพืช แหล่งปลูก อายุพืช และวิธีการสกัด ดังนั้นไม่ควรใช้ผลการตรวจพบสารในสารสกัดเป็นตัวแทนของปริมาณสารในวัตถุดิบสมุนไพรโดยตรง

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

มีงานวิจัยเกี่ยวกับกะเจียนภายใต้ชื่อเดิม Polyalthia cerasoides หลายด้าน เช่น

  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบและลดปวด: งานวิจัยในสัตว์ทดลองพบว่าสารสกัดเปลือกลำต้น โดยเฉพาะส่วนสกัดเอทิลอะซีเตต สามารถลดการอักเสบและการตอบสนองต่อความเจ็บปวดในแบบจำลองทดลองได้ โดยส่วนสกัดดังกล่าวมีสารกลุ่มฟลาโวนอยด์และสเตอรอลเป็นองค์ประกอบสำคัญ
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ: สารสกัดจากเปลือกลำต้นและส่วนต่าง ๆ แสดงความสามารถในการกำจัดอนุมูลอิสระและเกี่ยวข้องกับระบบเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระในการทดลอง
  • ฤทธิ์ต้านจุลชีพ: มีรายงานว่าสารสกัดบางส่วนมีฤทธิ์ยับยั้งจุลชีพบางชนิด รวมถึง Corynebacterium diphtheriae ในการทดลองภายนอกร่างกาย
  • ฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็ง: สารบางชนิดที่แยกได้จากเมล็ด เช่น α-spinasterol, spinasterol และ clerodane diterpenoid แสดงฤทธิ์ยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเซลล์ CACO-2 ในระดับเซลล์เพาะเลี้ยง แต่ยังไม่สามารถสรุปว่าใช้รักษามะเร็งในมนุษย์ได้
  • งานวิจัยด้านภูมิปัญญาไทย: มีการศึกษากะเจียนเป็นส่วนประกอบของตำรับสมุนไพรไทยและพบกิจกรรมต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดจากรากและส่วนของลำต้น

โดยภาพรวม หลักฐานวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันสนับสนุนว่า กะเจียนมีศักยภาพทางเภสัชวิทยาหลายด้าน แต่ยังขาดการศึกษาทางคลินิกในมนุษย์ที่เพียงพอ สำหรับยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคต่าง ๆ

เภสัชวิทยา

จากข้อมูลการทดลองพบแนวโน้มฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายประการ ได้แก่

  • ต้านการอักเสบ
  • ลดความเจ็บปวด
  • ต้านอนุมูลอิสระ
  • ต้านจุลชีพ
  • ต้านการเพิ่มจำนวนของเซลล์บางชนิด
  • มีฤทธิ์เกี่ยวข้องกับการปกป้องเซลล์และระบบต้านอนุมูลอิสระ

อย่างไรก็ตาม ผลเหล่านี้ส่วนใหญ่ได้จากสารสกัดหรือสารบริสุทธิ์ในระดับห้องปฏิบัติการและสัตว์ทดลอง ไม่ควรตีความว่าเป็นประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์โดยตรง

ความปลอดภัย

ข้อมูลด้านความปลอดภัยของกะเจียนในมนุษย์ยังมีจำกัด โดยเฉพาะการรับประทานรากและเนื้อไม้เป็นเวลานานหรือในขนาดสูง จึงควรระมัดระวังการใช้

ข้อควรระวังสำคัญ

  • ไม่ควรใช้สมุนไพรนี้แทนยาที่แพทย์สั่งสำหรับโรคร้ายแรง เช่น วัณโรค
  • การใช้รากหรือส่วนอื่นเพื่อคุมกำเนิดยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกเพียงพอ ไม่ควรใช้แทนวิธีคุมกำเนิดมาตรฐาน
  • หญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร เด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้มีโรคประจำตัว ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานในรูปแบบเข้มข้นจนกว่าจะมีข้อมูลความปลอดภัยที่เพียงพอ
  • การใช้ภายนอกควรทดสอบบริเวณผิวหนังขนาดเล็กก่อน และไม่ควรใช้กับแผลลึก แผลติดเชื้อรุนแรง หรือบริเวณใกล้ดวงตา
  • หากมีอาการผิดปกติหลังรับประทาน เช่น คลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ ผื่น หรืออาการแพ้ ควรหยุดใช้และพบแพทย์

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับระบุปฏิกิริยาระหว่างกะเจียนกับยาชนิดต่าง ๆ อย่างชัดเจน ดังนั้นควรใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษเมื่อรับประทานสารสกัดเข้มข้นร่วมกับยาประจำ โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ยาหลายชนิดหรือมีโรคประจำตัว

ไม่ควรสรุปว่าปลอดภัยเมื่อใช้ร่วมกับยา เพียงเพราะยังไม่มีรายงานปฏิกิริยาระหว่างยาอย่างชัดเจน

การใช้ในอาหาร

มีรายงานทางพฤกษศาสตร์ว่าผลสุกของกะเจียนสามารถรับประทานได้ในบางพื้นที่ของภูมิภาคอินโดจีน อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเกี่ยวกับการบริโภคเป็นอาหารในประเทศไทยมีจำกัด จึงไม่ควรส่งเสริมการบริโภคในปริมาณมากโดยไม่มีข้อมูลด้านความปลอดภัยเพิ่มเติม

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • เนื้อไม้: มีการใช้ประโยชน์ด้านงานไม้ และมีข้อมูลว่ามีการนำไม้ไปใช้ทำด้ามเครื่องมือ
  • เปลือก: มีรายงานว่าเปลือกมีความเหนียวและเคยใช้ทำเชือกหรือกระสอบ
  • ดอก: มีรายงานการนำดอกไปใช้ทำน้ำหอม
  • สารสกัด: ปัจจุบันมีการศึกษาในระดับห้องปฏิบัติการเพื่อพัฒนาเป็นแหล่งสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ แต่ยังไม่ควรกล่าวอ้างเป็นผลิตภัณฑ์รักษาโรคโดยไม่มีหลักฐานทางคลินิก

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ราก: หากเก็บเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบสมุนไพร ควรเลือกต้นที่สมบูรณ์และหลีกเลี่ยงการขุดรากจากต้นธรรมชาติในปริมาณมาก เพราะอาจกระทบต่อการอยู่รอดของต้น
  • เนื้อไม้หรือเปลือก: ควรเก็บจากแหล่งที่ได้รับอนุญาตและไม่ทำลายต้นจนตาย
  • ใบ: ควรเก็บใบที่สมบูรณ์ ปราศจากโรคและแมลง
  • การทำแห้ง: วัตถุดิบควรทำความสะอาดและผึ่งหรือตากในที่สะอาด อากาศถ่ายเทดี และหลีกเลี่ยงความชื้น
  • การเก็บรักษา: เก็บวัตถุดิบแห้งในภาชนะสะอาด ปิดสนิท ป้องกันแสง ความชื้น และแมลง และควรติดฉลากระบุชื่อพืช ส่วนที่ใช้ และวันที่เก็บ

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

กะเจียนมีชื่อท้องถิ่นแตกต่างกันตามพื้นที่ เช่น ค่าสามซีก ในเชียงใหม่ แคหาง ในราชบุรี จันทน์ดงและทรายเด่น ในขอนแก่น พญารากดำ ในชลบุรี โมดดง ในระยอง สะบันงาป่า ในภาคเหนือ และ เหลืองหรือไม้เหลือง ในลำปาง

ในภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้าน มีการใช้รากและเนื้อไม้สำหรับอาการไข้ ปวดเมื่อย บำรุงกำลัง และอาการเกี่ยวกับระบบปัสสาวะ ส่วนใบสดใช้ภายนอกกับฝีและการอักเสบ นอกจากนี้มีข้อมูลชาติพันธุ์พฤกษศาสตร์ว่ากลุ่มชาติพันธุ์บางกลุ่มในภาคเหนือของประเทศไทยใช้กะเจียนสำหรับอาการริดสีดวงทวารด้วย

ประวัติและวัฒนธรรม

กะเจียนเป็นพืชพื้นเมืองที่มีความสัมพันธ์กับภูมิปัญญาการใช้พืชของชุมชนในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านมาเป็นเวลานาน ชื่อท้องถิ่นที่หลากหลายสะท้อนการรู้จักและใช้ประโยชน์จากพืชชนิดนี้ในหลายพื้นที่

ในด้านการใช้ประโยชน์นอกเหนือจากสมุนไพร กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชระบุว่า เปลือกมีความเหนียวและเคยใช้ทำเชือกหรือกระสอบ ส่วนดอกใช้ทำน้ำหอม

สถานะการอนุรักษ์

กะเจียนเป็นพืชพื้นเมืองของประเทศไทยและมีการกระจายพันธุ์กว้างในเอเชีย แต่จากข้อมูลที่ตรวจสอบได้ยังไม่พบหลักฐานเพียงพอที่จะระบุว่าประชากรในประเทศไทยอยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์

อย่างไรก็ตาม การเก็บ รากและเนื้อไม้จากต้นธรรมชาติ โดยตรงสามารถสร้างผลกระทบต่อต้นและประชากรในธรรมชาติได้ จึงควรส่งเสริมการขยายพันธุ์และการปลูกทดแทน รวมถึงหลีกเลี่ยงการเก็บจากพื้นที่อนุรักษ์โดยไม่ได้รับอนุญาต

สำหรับสถานะระดับโลก แหล่งข้อมูลด้านพืชพรรณของศรีลังกาจัดชนิดนี้ไว้ในระดับ Least Concern (LC) แต่สถานะดังกล่าวไม่ควรนำมาใช้แทนการประเมินสถานภาพประชากรกะเจียนเฉพาะในประเทศไทย

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom): Plantae
  • กลุ่มพืชมีท่อลำเลียง: Tracheophyta
  • กลุ่มพืชดอก: Angiosperms
  • ชั้น (Class): Equisetopsida
  • กลุ่ม (Clade): Magnoliids
  • อันดับ (Order): Magnoliales
  • วงศ์ (Family): Annonaceae
  • วงศ์ย่อย (Subfamily): Malmeoideae
  • เผ่า (Tribe): Miliuseae
  • สกุล (Genus): Huberantha
  • ชนิด (Species): Huberantha cerasoides (Roxb.) Chaowasku

ชื่อพ้องที่สำคัญ: Uvaria cerasoides Roxb., Guatteria cerasoides (Roxb.) Dunal, Hubera cerasoides (Roxb.) Chaowasku และ Polyalthia cerasoides (Roxb.) Bedd.

ในบัญชียาจากสมุนไพร

จากการตรวจสอบแหล่งข้อมูลที่ค้นได้ ยังไม่พบหลักฐานชัดเจนว่ากะเจียน (Huberantha cerasoides) เป็นรายการสมุนไพรเดี่ยวที่อยู่ในบัญชียาจากสมุนไพรของบัญชียาหลักแห่งชาติในปัจจุบัน

ดังนั้นควรแยกให้ชัดเจนระหว่าง “มีการใช้ในภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย/พื้นบ้าน” กับ “เป็นรายการยาในบัญชียาจากสมุนไพร” ซึ่งเป็นคนละระดับของหลักฐานและสถานะทางระบบยา

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2559). สารานุกรมพืช: กระเจียน (Polyalthia cerasoides (Roxb.) Benth. & Hook.f. ex Bedd.). สำนักหอพรรณไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช.
  2. คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น. (ม.ป.ป.). กะเจียน. Smart Herb Platform.
  3. มหาวิทยาลัยมหิดล. (ม.ป.ป.). กะเจียน (Huberantha cerasoides (Roxb.) Chaowasku). ฐานข้อมูลทรัพยากรชีวภาพ อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุขชาติ.
  4. Chaowasku, T., Johnson, D. M., van der Ham, R. W. J. M., & Chatrou, L. W. (2015). Huberantha, a replacement name for Hubera (Annonaceae: Malmeoideae: Miliuseae). Kew Bulletin, 70, 23. https://doi.org/10.1007/s12225-015-9571-z
  5. Goudarshivananavar, B. C., Vigneshwaran, V., Somegowda, M., Dharmappa, K. K., & Pramod, S. N. (2015). Therapeutic potential of Polyalthia cerasoides stem bark extracts against oxidative stress and nociception. Journal of Laboratory Physicians, 7(2), 70–78. https://doi.org/10.4103/0974-2727.163130
  6. Kanokmedhakul, S., Kanokmedhakul, K., & Suwannatrai, R. (2007). Bioactive constituents from Polyalthia cerasoides. [ข้อมูลด้านเคมีและสารออกฤทธิ์ของพืช].
  7. Tekuri, S. K., Pasupuleti, S. K., Konidala, K. K., & Pabbaraju, N. (2019). Pharmacological effects of Polyalthia cerasoides (Roxb.) Bedd.: A brief review. Journal of Complementary Medicine Research, 10(1), 38–49. https://doi.org/10.5455/jcmr.20190108065022
  8. World Flora Online. (2026). Huberantha cerasoides (Roxb.) Chaowasku.
  9. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Huberantha cerasoides (Roxb.) Chaowasku. Plants of the World Online.

 

Scroll to top