ฆ้องสามย่าน

ฆ้องสามย่าน

ฆ้องสามย่าน

ฆ้องสามย่าน เป็นสมุนไพรพื้นบ้านในวงศ์กุหลาบหิน มีลักษณะเด่นเป็นไม้ล้มลุกอวบน้ำ ใบมีรูปร่างแปรผันและบางใบเว้าเป็นแฉกลึกคล้ายใบประกอบ นิยมใช้เป็นสมุนไพรตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน โดยเฉพาะ ใบฆ้องสามย่าน ซึ่งมีการนำมาใช้ภายนอกเพื่อพอกบริเวณแผล ฝี อาการอักเสบ และอาการปวดบวม รวมถึงมีการใช้เป็นยาพื้นบ้านสำหรับอาการบางอย่างของระบบทางเดินอาหารและทางเดินปัสสาวะ อย่างไรก็ตาม หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในมนุษย์ยังมีจำกัด และมีข้อควรระวังด้านความปลอดภัยจากสารกลุ่ม bufadienolides ที่พบในพืชสกุล Kalanchoe

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร : ฆ้องสามย่าน
  • ชื่อท้องถิ่น : เถาไฟ, ฮอมแฮม (แม่ฮ่องสอน), คะซีคู่ซัวะ (กะเหรี่ยง–แม่ฮ่องสอน), ส้นเส้า, มือตะเข้, ทองสามย่าน และใบทาจีน
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Kalanchoe laciniata (L.) DC.
  • ชื่อสามัญภาษาอังกฤษ : Christmastree plant, Christmas tree kalanchoe
  • วงศ์ : Crassulaceae หรือวงศ์กุหลาบหิน
  • ส่วนที่ใช้เป็นยา : ใบ
  • ลักษณะเด่น : เป็นพืชอวบน้ำ ลำต้นตั้งตรง ใบออกตรงข้าม และใบช่วงกลางต้นมักเว้าเป็นแฉกลึก

หมายเหตุด้านชื่อวิทยาศาสตร์: แหล่งข้อมูลไทยบางแห่งอาจสะกดชื่อผู้ตั้งชื่อเป็น “(Linn.) DC.” แต่ฐานข้อมูลอนุกรมวิธานสากล Plants of the World Online (Kew) ใช้ชื่อที่ยอมรับว่า Kalanchoe laciniata (L.) DC.

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปีหรืออาจพบเป็นพืชอายุสองปี ลำต้นตั้งตรง สูงประมาณ 20–100 เซนติเมตร และในบางแหล่งระบุว่าสามารถสูงได้ประมาณ 1–1.5 เมตร ลำต้นมีลักษณะอวบน้ำ ผิวเกลี้ยงหรือมีขนเล็กน้อย และแตกกิ่งไม่มาก
  • ใบ : เป็นใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม ใบมีความแปรผันตามตำแหน่งบนต้น ใบช่วงโคนอาจเป็นรูปไข่และมีขอบหยัก ส่วนใบช่วงกลางต้นมักเว้าเป็นแฉกลึกแบบขนนกหนึ่งหรือสองชั้น ทำให้ดูคล้ายใบประกอบ แฉกใบค่อนข้างแคบ ปลายแหลม ขอบใบหยักเป็นซี่ฟันหรือหยักลึก ใบมีสีเขียวอ่อนและอาจพบสีม่วงแซม ก้านใบแบนและอาจโอบลำต้นบริเวณโคน
  • ดอก : ออกเป็นช่อบริเวณปลายกิ่ง ช่อดอกอาจยาวประมาณ 10–30 เซนติเมตร หรือมากกว่านั้น ดอกย่อยมีจำนวนมาก กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด มีสีเหลืองถึงเหลืองอมส้มตามแหล่งและสภาพของพืช
  • ผล : เป็นผลแห้งแบบ follicle ลักษณะเป็นรูปไข่แกมขอบขนาน และแตกตามตะเข็บเมื่อแก่
  • เมล็ด : มีขนาดเล็กและอยู่ภายในผลแบบแห้งแตก

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

Kalanchoe laciniata มีถิ่นกำเนิดตามธรรมชาติในแอฟริกาหลายประเทศ ตั้งแต่เอริเทรีย เอธิโอเปีย เคนยา ยูกันดา แทนซาเนีย ไปจนถึงแองโกลา นามิเบีย ซิมบับเว และบริเวณคาบสมุทรอาหรับ ปัจจุบันมีการนำไปปลูกและพบเป็นพืชต่างถิ่นในหลายพื้นที่ รวมถึงประเทศไทย

ในถิ่นธรรมชาติสามารถพบตามพื้นที่พุ่มไม้ ป่าละเมาะ ชายป่า พื้นที่หินและลาดหิน โดยมีรายงานช่วงระดับความสูงประมาณ 450–2,000 เมตรในแอฟริกาตะวันออก

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • สภาพแวดล้อม : ฆ้องสามย่านเป็นพืชอวบน้ำ จึงเหมาะกับบริเวณที่มีแสงสว่างเพียงพอและดินระบายน้ำได้ดี
  • ดิน : ควรใช้ดินร่วนหรือวัสดุปลูกที่โปร่ง ไม่อุ้มน้ำมากเกินไป เพื่อป้องกันปัญหารากเน่า
  • การให้น้ำ : ควรให้น้ำอย่างเหมาะสมและปล่อยให้วัสดุปลูกมีช่วงแห้งก่อนให้น้ำครั้งต่อไป
  • การขยายพันธุ์ : สามารถขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด และพืชในสกุล Kalanchoe สามารถขยายพันธุ์ด้วยการปักชำได้
  • การดูแล : ควรหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีน้ำขังและความชื้นสูงต่อเนื่อง เนื่องจากอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคและการเน่าของส่วนใต้ดิน

ส่วนที่ใช้เป็นยา

ใบ เป็นส่วนที่มีการกล่าวถึงมากที่สุดในการใช้เป็นสมุนไพรพื้นบ้าน โดยอาจใช้ใบสดคั้นน้ำ ตำพอก หรือเตรียมเป็นยาพื้นบ้านในรูปแบบต่าง ๆ

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

ข้อมูลต่อไปนี้เป็น การใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการยืนยันจากการทดลองในมนุษย์

  • ใบ : มีการใช้ตำพอกบริเวณฝี แผลฟกช้ำ แผลไหม้ แผลเรื้อรัง และบริเวณที่มีการอักเสบ
  • ใบ : ใช้พอกเพื่อบรรเทาอาการปวด แสบร้อน ปวดบวม และการอักเสบตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
  • ใบ : มีการใช้พอกบริเวณที่ถูกแมลงมีพิษ ตะขาบ หรือแมงป่องต่อย
  • ใบ : มีการใช้น้ำคั้นจากใบรับประทานเพื่อแก้ท้องร่วงและดับพิษร้อนตามตำรับพื้นบ้านบางแห่ง
  • ใบ : มีรายงานการใช้เพื่อช่วยขับปัสสาวะและใช้กับอาการเกี่ยวกับนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะตามภูมิปัญญาท้องถิ่น
  • ใบ : ตำรายาไทยบางตำรับระบุการใช้ใบเป็นยาพอกฝี ถอนพิษ และแก้ปวด

ข้อมูลจากสวนสมุนไพรของ ปตท. ยังระบุการใช้ ใบฆ้องสามย่านในยาพื้นบ้านล้านนา สำหรับตำพอกรักษาแผลมีดบาด และมีรายงานการใช้โดยชาวม้งในรูปแบบยาต้มเพื่อแก้อ่อนเพลีย บำรุงร่างกาย ขับปัสสาวะ และใช้กับโรคทางเดินปัสสาวะและนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ

วิธีใช้

  • ใช้ภายนอก : นำใบสดล้างให้สะอาดแล้วตำหรือบด ใช้พอกบริเวณที่ต้องการตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
  • ใช้เป็นน้ำคั้น : มีข้อมูลพื้นบ้านเกี่ยวกับการคั้นน้ำจากใบเพื่อรับประทานในกรณีท้องร่วงหรือใช้เป็นยาดับพิษร้อน
  • ใช้เป็นยาต้ม : มีรายงานภูมิปัญญาท้องถิ่นบางกลุ่มเกี่ยวกับการต้มใบรับประทาน

ข้อควรระวัง: ไม่ควรกำหนดขนาดรับประทานมาตรฐานจากข้อมูลภูมิปัญญาเพียงอย่างเดียว เพราะยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกเพียงพอสำหรับกำหนดขนาดยาที่ปลอดภัย และมีรายงานสารกลุ่ม bufadienolides ซึ่งอาจมีฤทธิ์ต่อระบบหัวใจ

ในบัญชียาจากสมุนไพร

จากการตรวจสอบแหล่งข้อมูลออนไลน์ที่ค้นได้ ยังไม่พบหลักฐานที่ยืนยันว่า Kalanchoe laciniata หรือฆ้องสามย่านเป็นรายการในบัญชียาจากสมุนไพรของประเทศไทย ดังนั้นควรแยกความแตกต่างระหว่าง “สมุนไพรที่มีการใช้ตามภูมิปัญญา” กับ “สมุนไพรที่ได้รับการบรรจุในบัญชียาจากสมุนไพรอย่างเป็นทางการ”

สารสำคัญ

การศึกษาทางพฤกษเคมีพบสารหลายกลุ่มใน Kalanchoe laciniata ได้แก่

  • Flavonoids และ flavonoid glycosides
  • Phenolic compounds
  • Phenolic acids
  • Steroids และ phytosterols
  • Triterpenoids
  • Saponins
  • Alkaloids
  • Tannins
  • Glycosides
  • Bufadienolides หรือสารกลุ่ม cardiac glycosides ที่มีความสำคัญต่อการประเมินความปลอดภัย

มีรายงานสารจำพวก kaempferol derivatives, quercetin derivatives, rutin, luteolin และสารในกลุ่ม bufadienolides หลายชนิดจากส่วนต่าง ๆ ของพืช

งานวิจัยปี 2026 รายงานการตรวจพบสารกลุ่ม flavonoid และ phytosterol รวมถึงอนุพันธ์ของ quercetin และ kaempferol จากสารสกัดเมทานอลของ K. laciniata

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

หลักฐานทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับฆ้องสามย่านยังอยู่ในระดับ การศึกษาก่อนคลินิกและห้องปฏิบัติการเป็นส่วนใหญ่ ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกในมนุษย์ที่เพียงพอที่จะยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรค

งานทบทวนวรรณกรรมพบว่าการศึกษาของ K. laciniata ครอบคลุมด้าน phytochemistry, antioxidant, antimicrobial, anti-inflammatory และกิจกรรมทางเภสัชวิทยาอื่น ๆ แต่ข้อมูลยังมีจำนวนจำกัดเมื่อเทียบกับสมุนไพรที่ได้รับการศึกษาอย่างกว้างขวาง

งานวิจัยปี 2016 ศึกษาสารสกัด K. laciniata ในด้าน ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย และผลต่อการทำงานของลำไส้ พบว่าสารสกัดมีฤทธิ์ต่อการหดและคลายตัวของเนื้อเยื่อลำไส้กระต่ายในหลอดทดลอง แต่ผลดังกล่าวยังไม่ใช่หลักฐานยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคในคน

งานวิจัยปี 2026 ยังพบศักยภาพของสารสกัดต่อเซลล์มะเร็งเต้านมในระดับเซลล์เพาะเลี้ยง และศึกษาการเกี่ยวข้องกับกลไก multidrug resistance อย่างไรก็ตาม ผลดังกล่าวเป็น การทดลองระดับเซลล์และการวิเคราะห์เชิงโมเลกุล ไม่ควรนำไปสรุปว่าใช้รักษามะเร็งในมนุษย์ได้

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สารสกัดของ K. laciniata มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในการทดลองทางห้องปฏิบัติการ
  • ฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย : มีการศึกษาพบกิจกรรมต้านเชื้อแบคทีเรียของสารสกัดบางชนิด
  • ฤทธิ์ต่อระบบทางเดินอาหาร : มีการทดลองกับเนื้อเยื่อลำไส้กระต่ายพบทั้งฤทธิ์กระตุ้นและคลายการหดตัว ขึ้นกับความเข้มข้นและสภาวะการทดลอง
  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : งานทบทวนวรรณกรรมระบุว่ามีการศึกษากลไกที่เกี่ยวข้องกับฤทธิ์ต้านการอักเสบของพืชในกลุ่มนี้ แต่หลักฐานของ K. laciniata โดยเฉพาะยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม
  • ฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็ง : งานวิจัยล่าสุดพบฤทธิ์เป็นพิษต่อเซลล์และศักยภาพในการเพิ่มความไวต่อ doxorubicin ในเซลล์มะเร็งเต้านมบางชนิดในหลอดทดลอง ซึ่งยังอยู่ในขั้นก่อนคลินิก

ความปลอดภัย

ข้อมูลความปลอดภัยของฆ้องสามย่านยังมีจำกัด และไม่ควรถือว่าเป็นสมุนไพรที่ปลอดภัยเมื่อรับประทานในปริมาณสูงหรือใช้ต่อเนื่อง

ประเด็นสำคัญคือมีรายงานสารกลุ่ม bufadienolides ใน Kalanchoe laciniata ซึ่งเป็นสารที่มีความเกี่ยวข้องกับฤทธิ์ต่อระบบหัวใจ งานทบทวนด้านพิษวิทยาระบุว่าพืชบางชนิดในสกุล Kalanchoe อาจมีสารที่ออกฤทธิ์คล้าย cardiac glycosides และอาจก่อให้เกิดพิษต่อหัวใจได้

การศึกษาความเป็นพิษระดับห้องปฏิบัติการอีกงานหนึ่งพบว่าสารสกัดน้ำ–เมทานอลและ n-hexane ของ K. laciniata มีความเป็นพิษต่อเซลล์ และสารสกัดน้ำ–เมทานอลแสดงผลก่อการกลายพันธุ์ในการทดสอบ Ames บางสายพันธุ์ ดังนั้นจึงควรระมัดระวังเป็นพิเศษในการนำผลการใช้พื้นบ้านไปประยุกต์ใช้เป็นยารับประทาน

ข้อห้ามใช้

  • ไม่ควรใช้รับประทานในขนาดสูงหรือเป็นเวลานานโดยไม่มีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
  • ผู้ที่มี โรคหัวใจ ความผิดปกติของจังหวะการเต้นของหัวใจ หรือใช้ยาที่มีผลต่อหัวใจ ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานจนกว่าจะมีข้อมูลความปลอดภัยที่ชัดเจน
  • หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร ควรหลีกเลี่ยงการใช้เป็นยารับประทาน เนื่องจากยังมีข้อมูลความปลอดภัยไม่เพียงพอ
  • เด็กเล็กไม่ควรนำสมุนไพรนี้มารับประทานเอง
  • การใช้รักษา งูพิษกัด แมงป่องต่อย หรือตะขาบกัด ไม่ควรใช้แทนการรักษาทางการแพทย์ฉุกเฉิน

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอเกี่ยวกับปฏิกิริยาระหว่าง ฆ้องสามย่านกับยาแผนปัจจุบัน โดยตรง

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมีรายงานสารกลุ่ม bufadienolides/cardiotonic compounds จึงควรใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษหากผู้ใช้กำลังรับประทาน ยากลุ่ม cardiac glycosides เช่น digoxin หรือยาที่มีผลต่อจังหวะการเต้นของหัวใจ โดยไม่ควรนำฆ้องสามย่านมาใช้ร่วมกับยาเหล่านี้เองจนกว่าจะมีข้อมูลที่ชัดเจน

การใช้ในอาหาร

ยังไม่พบข้อมูลที่น่าเชื่อถือเพียงพอเกี่ยวกับ การใช้ฆ้องสามย่านเป็นอาหารในภูมิปัญญาไทย และฐานข้อมูลพืชใช้ประโยชน์บางแห่งระบุว่าไม่พบข้อมูลการใช้เป็นอาหารโดยตรง

แม้มีรายงานในต่างประเทศเกี่ยวกับการใช้ส่วนใบของพืชชนิดนี้ในบริบทของอาหารหรือพืชผักพื้นบ้าน แต่เนื่องจากองค์ประกอบทางเคมีและสารกลุ่ม bufadienolides จึงไม่ควรนำใบฆ้องสามย่านมารับประทานเป็นผักทั่วไปโดยไม่มีข้อมูลความปลอดภัยที่เหมาะสม

การใช้ในผลิตภัณฑ์

มีการปลูกฆ้องสามย่านเป็น ไม้ประดับกระถาง ไม้ประดับบ้าน และพืชสำหรับสวนสมุนไพร โดยพบการปลูกในบ้านหมอและสวนยาจีนตามข้อมูลพื้นบ้าน

สำหรับการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรหรือผลิตภัณฑ์รับประทาน จำเป็นต้องมีการตรวจสอบชนิดพืช ปริมาณสารสำคัญ การปนเปื้อน และความปลอดภัยก่อนนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ใบสด : เป็นส่วนที่มีการใช้ตามภูมิปัญญามากที่สุด ควรเลือกใบที่สมบูรณ์ ไม่เน่า ไม่ขึ้นรา และไม่มีร่องรอยสารเคมีหรือแมลง
  • การทำความสะอาด : ล้างสิ่งสกปรกออกก่อนนำไปใช้ภายนอก
  • การเก็บใบสด : ควรเก็บในภาชนะสะอาดและใช้ในระยะเวลาไม่นาน
  • การทำแห้ง : หากต้องการเก็บในรูปวัตถุดิบแห้ง ควรทำให้แห้งอย่างเหมาะสมและเก็บในภาชนะปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง และแมลง
  • แหล่งข้อมูลด้านพืชใช้ประโยชน์ของ Kalanchoe ระบุว่าชนิดที่ใช้เป็นสมุนไพรสามารถเก็บเกี่ยว ใบสด มาใช้ได้

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

ภูมิปัญญาพื้นบ้านล้านนา มีการใช้ใบฆ้องสามย่านตำพอกบริเวณแผลมีดบาด ขณะที่มีข้อมูลการใช้ในกลุ่มชาวม้งโดยนำใบมาต้มน้ำดื่มเพื่อแก้อ่อนเพลีย บำรุงร่างกาย ขับปัสสาวะ และใช้กับอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินปัสสาวะและนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ

ตำรายาไทยบางแหล่งยังระบุการใช้ ใบฆ้องสามย่านเป็นยาพอกฝี ถอนพิษ และแก้ปวด รวมถึงมีตำรับยาที่นำฆ้องสามย่านไปประกอบกับสมุนไพรชนิดอื่น

ประวัติและวัฒนธรรม

ฆ้องสามย่านเป็นหนึ่งในพืชสมุนไพรพื้นบ้านที่ปรากฏในแหล่งข้อมูลด้านเภสัชกรรมไทยและตำรายาโบราณ โดยมีการใช้ทั้งเป็นพืชสมุนไพรและปลูกเป็นไม้ประดับ

ในบางพื้นที่มีชื่อเรียกแตกต่างกัน เช่น เถาไฟ ฮอมแฮม ทองสามย่าน มือตะเข้ และใบทาจีน สะท้อนให้เห็นถึงการกระจายตัวของชื่อพื้นบ้านและการนำพืชชนิดนี้มาใช้ในภูมิปัญญาหลากหลายชุมชน

สถานะการอนุรักษ์

ฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew ยอมรับ Kalanchoe laciniata (L.) DC. เป็นชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับ และข้อมูลการประเมิน Angiosperm Extinction Risk Predictions ระบุการคาดการณ์ว่า ไม่ถูกคุกคาม (not threatened)

อย่างไรก็ตาม การระบุว่า “ไม่ถูกคุกคาม” จากฐานข้อมูลดังกล่าวไม่ควรตีความว่าเป็นสถานะ IUCN Red List โดยตรง และการอนุรักษ์แหล่งพันธุกรรมของพืชสมุนไพรในประเทศไทยยังมีความสำคัญต่อการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่น

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
  • ไฟลัม (Phylum) : Streptophyta
  • ชั้น (Class) : Equisetopsida
  • ชั้นย่อย (Subclass) : Magnoliidae
  • อันดับ (Order) : Saxifragales
  • วงศ์ (Family) : Crassulaceae
  • สกุล (Genus) : Kalanchoe Adans.
  • ชนิด (Species) : Kalanchoe laciniata (L.) DC.
  • ชื่อพ้องสำคัญ : Cotyledon laciniata L.
  • ชื่อที่ยอมรับในฐานข้อมูล Kew : Kalanchoe laciniata (L.) DC.

ข้อควรระวังในการระบุชนิด: ชื่อพื้นบ้าน “ฆ้องสามย่าน” อาจถูกใช้กับพืชหลายชนิดในสกุล Kalanchoe ในแหล่งข้อมูลไทย ดังนั้นการจัดทำฐานข้อมูลควรใช้ชื่อวิทยาศาสตร์และลักษณะทางพฤกษศาสตร์ประกอบการระบุชนิดเสมอ

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

การตรวจสอบ เอกลักษณ์ฆ้องสามย่าน ควรพิจารณาร่วมกันหลายลักษณะ ได้แก่

  • ลำต้น : ตั้งตรง อวบน้ำ ผิวเกลี้ยงหรือมีขนเล็กน้อย
  • ใบ : ออกตรงข้าม อวบน้ำ ใบมีรูปร่างหลายแบบ โดยเฉพาะใบช่วงกลางต้นมักเว้าเป็นแฉกลึก
  • ขอบใบ : หยักเป็นซี่ฟันหรือเว้าลึก
  • ช่อดอก : ออกบริเวณปลายกิ่ง มีดอกย่อยจำนวนมาก
  • ดอก : กลีบดอกเชื่อมกันเป็นหลอดและมีสีเหลืองหรือเหลืองอมส้ม
  • ผล : ผลแห้งแตกตามตะเข็บ
  • ชื่อวิทยาศาสตร์สำหรับการยืนยันชนิด : Kalanchoe laciniata (L.) DC.

หากเป็นวัตถุดิบสมุนไพรสำหรับการวิจัยหรือผลิตภัณฑ์ ควรยืนยันด้วย ตัวอย่างพรรณไม้แห้ง (voucher specimen) และตรวจสอบกับนักพฤกษศาสตร์หรือหอพรรณไม้ รวมถึงอาจใช้การตรวจเอกลักษณ์ทางจุลทรรศน์หรือเทคนิค DNA barcoding ในกรณีที่จำเป็น

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กาญจนา จันทร์สิงห์. (2563). ฆ้องสามย่าน. สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร.
  2. เที่ยงบูรณธรรม, ว. (ม.ป.ป.). พจนานุกรมสมุนไพรไทย (ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5).
  3. ภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. (ม.ป.ป.). สมุนไพรพื้นบ้านล้านนา.
  4. สำนักงานราชบัณฑิตยสภา. (ม.ป.ป.). ฆ้องสามย่าน. สารานุกรมพืช.
  5. สวนสมุนไพรสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี. (ม.ป.ป.). ฆ้องสามย่าน. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน).
  6. กองประกอบโรคศิลปะ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข. (ม.ป.ป.). ตำราเภสัชกรรมไทย: เภสัชวัตถุ.
  7. Iqbal, S. M., Jamil, Q., Jamil, N., Kashif, M., Mustafa, R., & Jabeen, Q. (2016). Antioxidant, antibacterial and gut modulating activities of Kalanchoe laciniata. Acta Poloniae Pharmaceutica, 73(5), 1221–1227.
  8. Fernandes-Pedrosa, M. F., Zucolotto, S. M., et al. (2019). Kalanchoe laciniata and Bryophyllum pinnatum: An updated review about ethnopharmacology, phytochemistry, pharmacology and toxicology. Revista Brasileira de Farmacognosia.
  9. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Kalanchoe laciniata (L.) DC. Plants of the World Online.
  10. Ruban, A. S., Raj, F. J., Sundararajan, V. V., & Thangaraj, P. (2026). Synergistic modulation of ABC transporter-mediated multidrug resistance by Kalanchoe laciniata (L.) DC. phytochemicals: Integrative phytochemical profiling, network pharmacology, and molecular docking insights. RSC Advances, 16, 8861–8874.
  11. Oufir, M., et al. (2015). Studies on bufadienolides and related constituents reported from Kalanchoe laciniata. [ข้อมูลสรุปในบททบทวนพฤกษเคมี].
  12. [ผู้วิจัย]. (2017). Genotoxic and cytotoxic potential of whole plant extracts of Kalanchoe laciniata by Ames and MTT assay. Journal of Applied Pharmaceutical Science.
Scroll to top