ไคร้น้ำ

ไคร้น้ำ

ไคร้น้ำ

ไคร้น้ำ เป็นสมุนไพรพื้นบ้านที่มีความสัมพันธ์กับระบบนิเวศริมน้ำอย่างเด่นชัด พบเป็นไม้พุ่มขึ้นตามโขดหินริมแม่น้ำ ลำธาร และพื้นที่ที่มีน้ำท่วมถึง มีการใช้เป็น สมุนไพรพื้นบ้านสำหรับโรคผิวหนัง ผื่นคัน และอาการทางระบบปัสสาวะ ในหลายพื้นที่ของเอเชีย รวมถึงประเทศไทย อย่างไรก็ตาม หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับการทดลองในห้องปฏิบัติการและสัตว์ทดลอง จึงไม่ควรนำผลการวิจัยไปตีความว่าใช้รักษาโรคในคนได้โดยตรง

  • ชื่อสมุนไพร : ไคร้น้ำ
  • ชื่ออื่น : ไคร้หิน, ไคร้, แร่, แลแร, กะแลแร, แกลแร, สี่ทีโค่, เหี่ยที้
  • ชื่อสามัญ : Willow-leaved water Croton
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Homonoia riparia Lour.
  • วงศ์ : Euphorbiaceae หรือวงศ์ยางพารา

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Homonoia riparia Lour. เป็นชื่อที่ได้รับการยอมรับในฐานข้อมูลอนุกรมวิธานปัจจุบัน
  • วงศ์ : Euphorbiaceae
  • ลักษณะวิสัย : ไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก แตกกิ่งหนาแน่น
  • ความสูง : โดยทั่วไปประมาณ 2–4 เมตร และอาจสูงได้ถึงประมาณ 7 เมตร
  • ถิ่นอาศัยเด่น : ริมแม่น้ำ ลำธาร โขดหินในลำน้ำ ริมทะเล และพื้นที่น้ำท่วมถึง
  • ลักษณะทางนิเวศ : เป็นพืชริมน้ำที่สามารถทนต่อการถูกน้ำท่วมและกระแสน้ำได้ดี โดยมีระบบรากแข็งแรงช่วยยึดเกาะพื้นดินและก้อนหิน

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : เป็นไม้พุ่มแตกกิ่งหนาแน่น หรืออาจเป็นไม้ต้นขนาดเล็ก สูงประมาณ 2–7 เมตร ลำต้นและกิ่งมีลักษณะเป็นเนื้อไม้ ระบบรากแตกแขนงและยึดเกาะพื้นที่ริมน้ำได้ดี
  • ราก : มีระบบรากแข็งแรงและแผ่กว้าง รากจำนวนมากสามารถเกาะตามก้อนหินและพื้นลำน้ำ ช่วยให้ต้นสามารถทนต่อกระแสน้ำและน้ำท่วมได้
  • ใบ : เป็นใบเดี่ยว เรียงเวียนหรือเรียงสลับ รูปใบหอกหรือรูปแถบ ยาวประมาณ 3.5–20 เซนติเมตร ขอบใบเรียบหรือมีจักฟันเลื่อย ปลายใบแหลม ด้านล่างของใบมีสีเขียวอมเทาหรือสีขาวนวล เส้นแขนงใบประมาณ 13–16 คู่
  • ก้านใบ : ยาวประมาณ 0.4–1.5 เซนติเมตร
  • ดอก : ดอกแยกเพศอยู่ต่างต้น ช่อดอกออกตามซอกใบ ลักษณะเป็นช่อเชิงลด ยาวประมาณ 7–10 เซนติเมตร ดอกไม่มีหรือมีกลีบดอกที่ลดรูปมาก
  • ผล : เป็นผลแห้งแบบแคปซูลขนาดเล็ก ภายในมีเมล็ด
  • เมล็ด : มีขนาดเล็ก เปลือกค่อนข้างแข็ง และสามารถถูกน้ำพัดพาไปตามลำน้ำได้

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • การกระจายพันธุ์ในเอเชีย : พบตั้งแต่อินเดีย ศรีลังกา จีน เมียนมา ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และบางพื้นที่ของนิวกินี
  • ในประเทศไทย : พบได้หลายภูมิภาค โดยเฉพาะบริเวณริมแม่น้ำ ลำธาร โขดหิน และพื้นที่ชายฝั่งที่มีน้ำท่วมถึง
  • ถิ่นอาศัย : ชอบบริเวณที่มีความชื้นสูงและได้รับแสงค่อนข้างมาก สามารถขึ้นได้บนทราย กรวด หินแกรนิต หินปูน และวัสดุที่เกิดจากหินภูเขาไฟ
  • ระดับความสูง : พบตั้งแต่พื้นที่ระดับใกล้น้ำทะเลจนถึงประมาณ 700 เมตรจากระดับน้ำทะเล

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด : สามารถเพาะจากเมล็ดได้ เมล็ดของไคร้น้ำมีความแข็งและมีคุณสมบัติทนต่อสภาพแวดล้อมของแหล่งน้ำ
  • การขยายพันธุ์ด้วยกิ่งปักชำ : สามารถใช้กิ่งปักชำเพื่อเพิ่มจำนวนต้นได้
  • สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม : ควรเป็นพื้นที่ชื้น มีน้ำเพียงพอ และมีลักษณะใกล้เคียงกับถิ่นอาศัยตามธรรมชาติ เช่น ริมลำธารหรือพื้นที่ริมน้ำ
  • ข้อควรคำนึง : ไคร้น้ำเป็นพืชที่มีการปรับตัวเฉพาะต่อสภาพแวดล้อมริมน้ำ การปลูกเพื่อการอนุรักษ์ควรคำนึงถึงระบบนิเวศและแหล่งน้ำเดิมมากกว่าการปลูกในพื้นที่แห้งทั่วไป

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ราก : มีรายงานการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านในฐานะยาขับปัสสาวะและใช้กับอาการทางระบบปัสสาวะ
  • ใบ : ใช้ภายนอกในตำรับพื้นบ้านสำหรับผื่นคันและโรคผิวหนัง
  • ผล : มีการใช้ร่วมกับใบในภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับโรคผิวหนัง
  • กิ่งและลำต้น : มีรายงานการใช้เป็นสมุนไพรพื้นบ้านในบางประเทศ และเป็นแหล่งของสารพฤกษเคมีหลายกลุ่ม

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

  • ใบและผล : ในประเทศไทยมีข้อมูลการใช้ใบและผลบดหรือตำเพื่อพอกบริเวณผิวหนังที่มีผื่นหรือความผิดปกติของผิวหนัง
  • ราก : มีรายงานการใช้เป็นยาขับปัสสาวะ และใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านเกี่ยวกับนิ่วและความผิดปกติของระบบทางเดินปัสสาวะ
  • ราก : มีการใช้ในภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านของบางประเทศสำหรับอาการปวดท้องและโรคบางชนิด
  • ใบ : ในลาวมีการต้มน้ำใบใช้สำหรับอาการคัน
  • ใบและผล : ในมาเลเซียมีการตำใช้พอกหรือทำเป็นยาต้มสำหรับโรคผิวหนัง
  • ลำต้นและใบ : มีการใช้ในภูมิปัญญาของกัมพูชาสำหรับปัญหาเกี่ยวกับผิวหนัง
  • เนื้อไม้ : มีรายงานการใช้เป็นยาพื้นบ้านในบางพื้นที่ของเอเชียสำหรับโรคมาลาเรีย แต่ ยังไม่ใช่หลักฐานว่ารักษามาลาเรียในมนุษย์ได้

หมายเหตุด้านหลักฐาน : สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาพื้นบ้านและเอกสารพฤกษศาสตร์ ไม่ควรใช้แทนการรักษามาตรฐาน โดยเฉพาะโรคติดเชื้อ มาลาเรีย นิ่ว หรือโรคระบบทางเดินปัสสาวะ

วิธีใช้

  • ใช้ภายนอก : ใบหรือใบรวมกับผลสามารถบดหรือตำแล้วใช้พอกบริเวณผิวหนังตามภูมิปัญญาท้องถิ่น
  • ใช้เป็นยาต้ม : มีรายงานการนำราก ใบ หรือส่วนอื่นของพืชมาต้มน้ำในภูมิปัญญาพื้นบ้านของหลายประเทศ
  • ใช้เป็นยาแช่หรือยาชง : มีรายงานการเตรียมจากใบในบางพื้นที่
  • ข้อควรระวัง : ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกเพียงพอที่จะกำหนด ขนาดยา ระยะเวลา และวิธีใช้มาตรฐานสำหรับมนุษย์ จึงไม่ควรนำสูตรจากภูมิปัญญาต่างประเทศมาปรับใช้เอง

ในบัญชียาจากสมุนไพร

  • ไม่พบข้อมูลว่า Homonoia riparia Lour. หรือไคร้น้ำเป็นตัวยาสำคัญที่อยู่ในบัญชียาจากสมุนไพรของประเทศไทยที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน จากแหล่งข้อมูลที่ตรวจสอบได้
  • ข้อควรระวังเรื่องชื่อพื้นเมือง : คำว่า “ไคร้น้ำ” สามารถใช้เรียกพืชคนละชนิดในบางท้องถิ่น เช่น Acorus calamus หรือ “ว่านน้ำ” และ Polyalthia suberosa หรือ “กลึงกล่อม” ดังนั้นการระบุชนิดด้วย ชื่อวิทยาศาสตร์ จึงมีความสำคัญมาก

สารสำคัญ

มีการศึกษาพบสารพฤกษเคมีหลายกลุ่มใน Homonoia riparia ได้แก่

  • Gallic acid : สารประกอบฟีนอลิกที่ตรวจพบและมีการหาปริมาณด้วยวิธี HPTLC
  • Flavonoids และ flavonol glycosides : มีรายงานการแยกสารกลุ่มฟลาโวนอยด์จากใบ
  • Myricitrin : เป็นสารฟลาโวนอยด์ไกลโคไซด์ที่มีการศึกษาฤทธิ์ทางชีวภาพ
  • Triterpenoids : พบสารไตรเทอร์พีนหลายชนิดจากราก
  • Sterols : มีรายงานการตรวจพบในสารสกัด
  • Saponins : ตรวจพบในผลการคัดกรองทางพฤกษเคมี
  • Taraxerone, taraxerol, ursolic acid, lupenol และสารกลุ่ม triterpenoid อื่น ๆ : มีการแยกและระบุโครงสร้างจากราก
  • Riparsaponin : ไตรเทอร์พีนอยด์ซาโปนินชนิดใหม่ที่แยกได้จากลำต้นและมีการศึกษาฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ xanthine oxidase

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

งานวิจัยเกี่ยวกับไคร้น้ำมีทั้งการศึกษาด้านองค์ประกอบทางเคมี เภสัชวิทยา และการทดลองในเซลล์หรือสัตว์ทดลอง แต่ ยังมีหลักฐานทางคลินิกในมนุษย์ค่อนข้างจำกัด

  • งานวิจัยด้านเภสัชพฤกษศาสตร์พบลักษณะทางมหภาคและจุลทรรศน์ของราก ลำต้น และใบ รวมถึงตรวจพบ gallic acid และสารพฤกษเคมีหลายกลุ่ม ซึ่งมีประโยชน์ต่อการจัดทำมาตรฐานเอกลักษณ์ของวัตถุดิบสมุนไพร
  • งานวิจัยด้านเคมีจากรากพบสาร triterpenoids และสารประกอบอื่นหลายชนิด รวมถึง gallic acid, ursolic acid, lupenol และ taraxerone
  • งานวิจัยจากใบพบ flavonol glycoside ชนิดใหม่ และสารอื่นอีกหลายชนิด ซึ่งอาจใช้เป็นข้อมูลด้าน chemotaxonomy ของพืชชนิดนี้
  • งานวิจัยหนึ่งพบว่าสาร riparsaponin สามารถยับยั้งเอนไซม์ xanthine oxidase ได้ในการทดลอง in vitro โดยมีค่า IC50 ประมาณ 11.16 nmol/mL
  • มีการศึกษาสารสกัดไคร้น้ำเกี่ยวกับการปกป้องไตและฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในสัตว์ทดลอง แต่ผลดังกล่าวยังไม่เพียงพอสำหรับสรุปประสิทธิผลในการรักษาโรคไตในมนุษย์

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สารสกัดและส่วนสกัดของไคร้น้ำมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในการทดสอบทางห้องปฏิบัติการ
  • ฤทธิ์ปกป้องไต : มีการศึกษาสารสกัดของพืชในแบบจำลองสัตว์ทดลองที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดความเสียหายของไต โดยพบแนวโน้มการปกป้องไต
  • ฤทธิ์ต่อเอนไซม์ xanthine oxidase : riparsaponin แสดงฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ดังกล่าวในหลอดทดลอง
  • ฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็ง : riparsaponin มีฤทธิ์ยับยั้งการเพิ่มจำนวนและกระตุ้นกระบวนการ apoptosis ในเซลล์มะเร็งช่องปากในการทดลองระดับเซลล์
  • ฤทธิ์ต่อเซลล์จอประสาทตา : สารสกัดจากใบและ myricitrin มีการศึกษาในเซลล์ retinal pericytes ภายใต้ภาวะน้ำตาลสูง โดยพบผลต่อ oxidative stress และ apoptosis

ข้อจำกัดของหลักฐาน : งานวิจัยส่วนใหญ่เป็นการทดลองระดับเซลล์หรือสัตว์ทดลอง จึงยังไม่สามารถสรุปว่าไคร้น้ำสามารถใช้รักษามะเร็ง เบาหวาน โรคไต หรือนิ่วในคนได้

ความปลอดภัย

  • ข้อมูลความปลอดภัยในมนุษย์ยังมีจำกัด โดยเฉพาะการรับประทานสารสกัดในปริมาณสูงหรือเป็นเวลานาน
  • มีข้อมูลทางพฤกษเคมีระบุว่า ส่วนต่าง ๆ ของพืชมีสารแทนนินในปริมาณค่อนข้างสูง และเปลือกมีรายงานการพบ cyanogenic glycosides จึงไม่ควรถือว่าเป็นพืชที่ปลอดภัยสำหรับการรับประทานทุกส่วนโดยไม่มีข้อจำกัด
  • การใช้เป็นยาภายในควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์แผนไทย แพทย์ หรือเภสัชกรที่มีความรู้ด้านสมุนไพร
  • ไม่ควรใช้สารสกัดเข้มข้นหรือผลิตภัณฑ์ที่ไม่ทราบมาตรฐาน เนื่องจากปริมาณสารสำคัญและสารปนเปื้อนอาจแตกต่างกัน

ข้อห้ามใช้

  • หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร : ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานไคร้น้ำเพื่อเป็นยา เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลความปลอดภัยที่เพียงพอ
  • เด็ก : ไม่ควรนำมาใช้รับประทานเป็นยาเอง
  • ผู้ที่มีโรคไตหรือตับ : ควรปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพก่อนใช้
  • ผู้ที่มีประวัติแพ้พืชในวงศ์ Euphorbiaceae : ควรหลีกเลี่ยงหรือทดสอบความไวต่อการระคายเคืองก่อนใช้ภายนอก
  • การใช้เพื่อรักษาโรครุนแรง : ไม่ควรใช้แทนยามาตรฐาน โดยเฉพาะโรคมาลาเรีย โรคไต นิ่ว หรือโรคติดเชื้อ

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ยังไม่พบหลักฐานทางคลินิกที่น่าเชื่อถือซึ่งยืนยัน ปฏิกิริยาระหว่างไคร้น้ำกับยาชนิดใดโดยตรง อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลการใช้พื้นบ้านที่กล่าวถึงฤทธิ์ขับปัสสาวะและฤทธิ์ต่อระบบทางเดินอาหาร จึงควรใช้ความระมัดระวังเมื่อใช้ร่วมกับ

  • ยาขับปัสสาวะ : อาจมีผลเสริมกันในเชิงทฤษฎี
  • ยาที่มีผลต่อสมดุลน้ำและเกลือแร่ : ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้
  • ยาที่มีผลต่อการทำงานของไตหรือตับ : ควรหลีกเลี่ยงการใช้สารสกัดเข้มข้นโดยไม่ได้รับคำแนะนำ
  • ยารักษาโรคเรื้อรัง : เนื่องจากข้อมูลด้านเภสัชจลนศาสตร์ของไคร้น้ำในมนุษย์ยังไม่เพียงพอ ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งว่ากำลังใช้สมุนไพร

การใช้ในอาหาร

  • ยอดอ่อน : มีข้อมูลภูมิปัญญาท้องถิ่นในประเทศไทยว่ามีการนำยอดอ่อนมารับประทานร่วมกับน้ำพริก
  • ใบ : ในบางประเทศ เช่น ฟิลิปปินส์ มีรายงานการนำใบไปใช้เป็นผัก
  • ข้อควรระวัง : การนำพืชชนิดนี้มารับประทานควรยืนยันชนิดพืชให้ถูกต้องก่อน เนื่องจากชื่อ “ไคร้น้ำ” เป็นชื่อท้องถิ่นที่อาจใช้เรียกพืชหลายชนิด

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ผลิตภัณฑ์สมุนไพร : มีศักยภาพในการนำสารสกัดจากใบ ราก หรือลำต้นไปศึกษาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพร แต่จำเป็นต้องมีการกำหนดมาตรฐานวัตถุดิบและความปลอดภัย
  • ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว : ภูมิปัญญาหลายพื้นที่มีการใช้ใบและผลกับโรคผิวหนัง จึงเป็นแนวทางที่มีการศึกษาในเชิงพัฒนาผลิตภัณฑ์ แต่ยังไม่ควรกล่าวอ้างว่าสามารถรักษาโรคผิวหนังได้
  • ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม : มีรายงานการใช้ยอดอ่อนและใบเป็นส่วนประกอบของน้ำมันสำหรับเส้นผมในกัมพูชา
  • งานด้านสิ่งแวดล้อม : ระบบรากที่แข็งแรงทำให้ไคร้น้ำเหมาะสำหรับการใช้เป็นพืชช่วยยึดตลิ่งและลดการพังทลายของดินริมแม่น้ำ

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • การเก็บเกี่ยว : ควรเก็บจากต้นที่ระบุชนิดถูกต้องและอยู่ในพื้นที่สะอาด ห่างจากน้ำเสีย สารเคมีทางการเกษตร และแหล่งปนเปื้อน
  • ใบและส่วนเหนือดิน : ควรเก็บในช่วงที่พืชสมบูรณ์และนำไปทำความสะอาดก่อนแปรรูป
  • ราก : หากเก็บเพื่อศึกษาทางสมุนไพรควรเลือกต้นที่สมบูรณ์และหลีกเลี่ยงการเก็บจากประชากรธรรมชาติเป็นจำนวนมาก
  • การทำให้แห้ง : ควรทำให้แห้งอย่างรวดเร็วในสถานที่สะอาด อากาศถ่ายเท และหลีกเลี่ยงความชื้น
  • การเก็บรักษา : เก็บวัตถุดิบแห้งในภาชนะปิดสนิท ป้องกันแสง ความชื้น แมลง และเชื้อรา พร้อมติดฉลากชื่อวิทยาศาสตร์และส่วนของพืชที่ใช้

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

  • ภาคเหนือของไทย : มีชื่อเรียกไคร้น้ำและมีการใช้เป็นพืชสมุนไพรพื้นบ้าน
  • จังหวัดตากและพื้นที่ริมน้ำปิง : พบไคร้น้ำตามเกาะแก่งและพื้นที่ริมแม่น้ำ
  • ภาคใต้ : มีชื่อพื้นเมือง เช่น ไคร้หิน แร่ กะแลแร และแกลแร ตามแต่ละพื้นที่
  • กลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง : มีชื่อเรียก เช่น เหี่ยที้ และสี่ทีโค่
  • การใช้ด้านผิวหนัง : ใบและผลเป็นส่วนที่มีข้อมูลการใช้เด่นในภูมิปัญญาของไทยและประเทศเพื่อนบ้าน
  • การใช้ด้านระบบปัสสาวะ : รากมีรายงานการใช้เป็นยาขับปัสสาวะในภูมิปัญญาหลายระบบการแพทย์พื้นบ้าน

ประวัติและวัฒนธรรม

ชื่อวิทยาศาสตร์ Homonoia riparia Lour. ได้รับการตีพิมพ์โดย João de Loureiro ในปี ค.ศ. 1790 ในงาน Flora Cochinchinensis โดยคำว่า riparia มีความหมายเกี่ยวข้องกับบริเวณริมฝั่งหรือริมแม่น้ำ ซึ่งสอดคล้องกับธรรมชาติของพืชที่ขึ้นตามลำน้ำ

ไคร้น้ำมีความสำคัญทั้งในด้าน สมุนไพรพื้นบ้านและระบบนิเวศริมน้ำ เนื่องจากระบบรากที่แข็งแรงช่วยยึดเกาะดินและก้อนหิน ทำให้พืชสามารถอยู่รอดในพื้นที่ที่มีกระแสน้ำแรงและน้ำท่วมเป็นประจำได้

สถานะการอนุรักษ์

  • สถานะระดับโลก : ฐานข้อมูล IMPPAT ระบุสถานะตาม IUCN ว่า Least Concern (LC) หรือมีความเสี่ยงต่ำ
  • ในประเทศไทย : พบกระจายพันธุ์หลายภูมิภาคและยังพบในพื้นที่ธรรมชาติหลายแห่ง
  • ความสำคัญด้านการอนุรักษ์ : แม้ชนิดพืชจะไม่ได้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง แต่ถิ่นอาศัยตามลำน้ำอาจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของลำน้ำ การสร้างเขื่อน การขุดลอก การพัฒนาริมตลิ่ง และมลพิษทางน้ำ
  • บทบาททางนิเวศ : ระบบรากช่วยยึดตลิ่งและลดการพังทลายของดิน จึงมีคุณค่าต่อการฟื้นฟูพื้นที่ริมน้ำ

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
  • ไฟลัม (Phylum) : Tracheophyta
  • ชั้น (Class) : Magnoliopsida
  • อันดับ (Order) : Malpighiales
  • วงศ์ (Family) : Euphorbiaceae
  • สกุล (Genus) : Homonoia Lour.
  • ชนิด (Species) : Homonoia riparia Lour.
  • ชื่อที่ยอมรับ (Accepted name) : Homonoia riparia Lour.
  • ชื่อสามัญ : Willow-leaved water Croton
  • ชื่อพ้องที่มีรายงาน : Adelia neriifolia B.Heyne, Adelia neriifolia B.Heyne ex Roth, Croton salicifolius Geiseler, Haematospermum neriifolium (B.Heyne ex Roth) Wall. ex Voigt, Haematospermum salicinum (Hassk.) Baill. และชื่อพ้องอื่นในฐานข้อมูลอนุกรมวิธาน

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

การตรวจสอบไคร้น้ำควรใช้ ชื่อวิทยาศาสตร์ Homonoia riparia Lour. เป็นหลัก เนื่องจากชื่อพื้นเมือง “ไคร้น้ำ” อาจใช้กับพืชชนิดอื่น

  • ลักษณะเด่นระดับมหภาค : ไม้พุ่มแตกกิ่งหนาแน่น มีใบเรียวยาวรูปใบหอกหรือรูปแถบ ด้านล่างใบมีสีอ่อนหรือขาวนวล
  • ถิ่นอาศัย : ขึ้นเป็นกลุ่มตามโขดหิน ริมแม่น้ำ ลำธาร และพื้นที่น้ำท่วมถึง
  • ลักษณะใบ : ใบเดี่ยว เรียงเวียน ขอบใบเรียบหรือจักฟันเลื่อย มีเส้นแขนงใบประมาณ 13–16 คู่
  • ลักษณะดอก : ดอกแยกเพศต่างต้น ออกเป็นช่อเชิงลดตามซอกใบ
  • ลักษณะทางจุลทรรศน์ : มีรายงานลักษณะทางกายวิภาคของลำต้นและใบ เช่น sclereids, xylem, phloem, เส้นใย และปากใบแบบ anomocytic รวมทั้งผลึกแบบ rosette
  • สารบ่งชี้ทางเคมี : มีการพัฒนา HPTLC สำหรับตรวจสอบและหาปริมาณ gallic acid โดยงานหนึ่งรายงานปริมาณประมาณ 0.76% w/w ในสารสกัดเมทานอลที่ศึกษา

ข้อสำคัญในการจัดทำฐานข้อมูลสมุนไพร : ควรระบุทั้งชื่อไทย “ไคร้น้ำ” และชื่อวิทยาศาสตร์ Homonoia riparia Lour.” พร้อมภาพตัวอย่างต้น ใบ ดอก และผล เพื่อป้องกันการสับสนกับพืชที่มีชื่อพื้นเมืองเหมือนกัน

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2559). สารานุกรมพืชในประเทศไทย: ไคร้น้ำ (Homonoia riparia Lour.). สำนักหอพรรณไม้.
  2. อุทยานหลวงราชพฤกษ์. (2565). ไคร้น้ำ (Homonoia riparia Lour.). โครงการพัฒนาฐานข้อมูลพรรณไม้ยืนต้นเชิงพื้นที่.
  3. มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง. (ม.ป.ป.). ไคร้น้ำ: Homonoia riparia Lour. ฐานข้อมูลพรรณไม้และการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช.
  4. สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพและสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. (ม.ป.ป.). Homonoia riparia Lour. Thai Biodiversity Information Facility (TH-BIF).
  5. Park, S., Nhiem, N. X., Kiem, P. V., Ban, N. K., Kim, N., & Kim, S. H. (2014). A new flavonoid glycoside from the leaves of Homonoia riparia. Biochemical Systematics and Ecology, 57, 155–158. https://doi.org/10.1016/j.bse.2014.08.006
  6. Xavier, S. K., Devkar, R. A., Chaudhary, S., Shreedhara, C. S., & Setty, M. M. (2015). Pharmacognostical standardisation and HPTLC quantification of gallic acid in Homonoia riparia Lour. Pharmacognosy Journal, 7(6), 383–388.
  7. Xavier, S. K., Haneefa, S. M., Anand, D. R., Polo, P. R., Maheshwari, R., Shreedhara, C. S., & Setty, M. M. (2017). Antioxidant and nephroprotective activities of the extract and fractions of Homonoia riparia Lour. Pharmacognosy Magazine, 13(49), 25–30. https://doi.org/10.4103/0973-1296.197647
  8. Yang, S. M., Liu, X. K., Qing, C., Wu, D. G., & Zhu, D. Y. (2007). Chemical constituents from the roots of Homonoia riparia. Acta Pharmaceutica Sinica, 42(8), 852–856.
  9. Pyun, B. J., Kim, Y. S., Lee, I. S., & Kim, J. S. (2017). Homonoia riparia and its major component, myricitrin, inhibit high glucose-induced apoptosis of human retinal pericytes. Integrative Medicine Research, 6(3), 300–309. https://doi.org/10.1016/j.imr.2017.07.004
  10. World Flora Online. (n.d.). Homonoia riparia Lour.
Scroll to top