ไคร้เครือ
ไคร้เครือ เป็นชื่อเครื่องยาสมุนไพรที่ปรากฏในตำรายาไทยมาแต่โบราณ โดยส่วนที่นำมาใช้เป็นยาคือ ราก อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันพบว่าตัวอย่างไคร้เครือที่มีแหล่งกำเนิดจากพืชสกุล Aristolochia โดยเฉพาะ Aristolochia pierrei Lecomte มีสารกลุ่ม aristolochic acids ซึ่งเกี่ยวข้องกับความเป็นพิษต่อไตและการก่อมะเร็ง ดังนั้นข้อมูลเกี่ยวกับไคร้เครือในปัจจุบันควรเน้นเรื่อง การระบุเอกลักษณ์สมุนไพรและความปลอดภัย มากกว่าการนำไปใช้รับประทาน
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อสมุนไพร : ไคร้เครือ
- ชื่ออื่น : ไคเครือ, ไคเคือ, รังไคร้เครือ และชื่อท้องถิ่นอื่นที่ใช้แตกต่างกัน
- ชื่อสามัญ : Krai-Krue
- ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ใช้เป็นตัวแทนในมาตรฐานยาสมุนไพรไทย : Aristolochia pierrei Lecomte
- ชื่อวงศ์ : Aristolochiaceae หรือวงศ์กระเช้าสีดา
- ส่วนที่ใช้เป็นยา : ราก
- ลักษณะการใช้ในภูมิปัญญาไทย : ใช้รากเป็นเครื่องยาในตำรับยาไทย โดยมีการกล่าวถึงการใช้สำหรับแก้ไข้ แก้พิษไข้ ชูกำลัง และเจริญอาหาร
- สถานะด้านความปลอดภัย : ไม่ควรนำไคร้เครือจากพืชสกุล Aristolochia มารับประทานหรือใช้เป็นยาสมุนไพร เนื่องจากมีสาร aristolochic acids ซึ่งมีความเป็นพิษต่อไตและมีคุณสมบัติก่อมะเร็ง
หมายเหตุสำคัญเกี่ยวกับชื่อไคร้เครือ: ในอดีตชื่อ “ไคร้เครือ” ไม่ได้มีความหมายตรงกับพืชชนิดเดียวเสมอไป งานศึกษาทางพฤกษศาสตร์พบว่าวัตถุดิบที่จำหน่ายในตลาดอาจมาจากพืชหลายชนิด โดยเฉพาะพืชสกุล Aristolochia ดังนั้นจึงต้องระบุชนิดพืชก่อนนำไปใช้หรือศึกษาทางยา
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น : เป็นไม้เถาหรือไม้เลื้อย ลำต้นค่อนข้างเรียบหรือไม่มีขน
- ราก : เป็นรากที่เจริญยาวและมีขนาดค่อนข้างใหญ่ ส่วนรากแห้งเป็นส่วนที่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องยา
- ใบ : เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปใบหอกถึงรูปใบหอกกว้าง โคนใบเป็นรูปหัวใจ ปลายใบแหลมหรือเรียวแหลม ขอบใบเรียบ แผ่นใบมีขนละเอียด และมีเส้นใบแบบแผ่จากโคนใบประมาณ 5 เส้น
- ดอก : ออกเป็นช่อบริเวณปลายกิ่งหรือซอกใบ ดอกมีลักษณะเฉพาะของสกุล Aristolochia กลีบรวมมีรูปร่างคล้ายหลอดและมีส่วนปลายแผ่ออก สีโดยรวมออกเขียว น้ำตาล หรือม่วงน้ำตาล
- ผล : เป็นผลแห้งแตก รูปค่อนข้างกลมหรือรูปไข่ เมื่อแก่จะแตกตามแนวเพื่อปล่อยเมล็ด
- เมล็ด : มีลักษณะค่อนข้างเป็นรูปหัวใจหรือสามเหลี่ยม มีปีก และมีสีน้ำตาลเข้ม
ลักษณะดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลของ Aristolochia pierrei ใน ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย และข้อมูลจากกรมป่าไม้ โดย A. pierrei เป็นไม้เถาที่พบในพื้นที่ป่าของประเทศไทย
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
Aristolochia pierrei มีถิ่นกำเนิดครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่ บังกลาเทศ เมียนมา ลาว ไปจนถึงประเทศไทย และจัดเป็นพืชเถาที่พบในเขตร้อนชื้น
ในประเทศไทย กรมป่าไม้ระบุว่าพบในบริเวณ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันตกเฉียงใต้ โดยพบตามชายป่าหรือบริเวณป่าที่ระดับความสูงประมาณ 150–900 เมตรจากระดับน้ำทะเล
การปลูกและการขยายพันธุ์
เนื่องจากพืชสกุล Aristolochia เป็นกลุ่มพืชที่มีปัญหาด้าน aristolochic acid และถูกห้ามใช้ในผลิตภัณฑ์ยาสมุนไพรในประเทศไทย จึง ไม่แนะนำให้ปลูกเพื่อเก็บรากมาใช้รับประทานหรือผลิตยา
ข้อมูลด้านวิธีการเพาะปลูกเชิงการค้าและการขยายพันธุ์ของ A. pierrei เพื่อใช้เป็นสมุนไพรจึงไม่ควรนำเสนอเป็นคำแนะนำสำหรับผู้บริโภค
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- รากแห้ง : เป็นส่วนที่ใช้เป็นเครื่องยาไคร้เครือตามมาตรฐานสมุนไพรไทย
- รากแห้งมีลักษณะเป็นแท่งทรงกระบอกหรือทรงกระบอกแบน ค่อนข้างคดงอ ผิวภายนอกมีสีน้ำตาลอ่อนถึงน้ำตาลเข้ม ผิวหยาบหรือย่น และเนื้อค่อนข้างแน่นเปราะ
- ไม่ควรนำรากไคร้เครือมารับประทานเอง เนื่องจากตัวอย่างที่เป็นพืชสกุล Aristolochia อาจมีสาร aristolochic acids
สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา
ตามตำรายาไทยและข้อมูลภูมิปัญญาดั้งเดิม รากไคร้เครือ มีรสขมขื่นและเคยใช้เป็นเครื่องยาในตำรับต่าง ๆ โดยกล่าวถึงการใช้สำหรับ
- แก้ไข้และพิษไข้
- แก้ไข้จับสั่น
- แก้ไข้คลั่งเพ้อ
- แก้ไข้เซื่องซึม
- แก้พิษกาฬ
- ขับเหงื่อ
- ชูกำลัง
- เจริญอาหาร
ข้อมูลเหล่านี้เป็น การใช้ตามภูมิปัญญาและตำรายาไทย ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการยืนยันด้านประสิทธิผลและความปลอดภัยในปัจจุบัน โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาถึงความเสี่ยงจาก aristolochic acids
วิธีใช้
ในอดีตมีการนำ รากไคร้เครือ ไปเป็นส่วนประกอบของตำรับยาไทยหลายชนิด แต่ปัจจุบัน ไม่แนะนำให้ใช้ไคร้เครือเป็นยารับประทาน และไม่ควรจัดทำคำแนะนำเรื่องขนาดรับประทานหรือวิธีต้มชงสำหรับผู้บริโภค เนื่องจากพืชสกุล Aristolochia มีสาร aristolochic acids ซึ่งมีความเสี่ยงต่อไตและมะเร็ง
ในบัญชียาจากสมุนไพร
ไคร้เครือไม่ได้เป็นสมุนไพรที่ควรใช้ในตำรับยาสมุนไพรแห่งชาติในปัจจุบัน
มีการนำไคร้เครือออกจากสูตรตำรับยาไทยหลายตำรับ เนื่องจากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ระบุว่าวัตถุดิบไคร้เครือที่จำหน่ายในตลาดจำนวนหนึ่งเป็นพืชสกุล Aristolochia ซึ่งอาจมีสารที่เป็นพิษต่อไตและก่อมะเร็ง
ตัวอย่างตำรับที่มีประวัติการตัดไคร้เครือออก ได้แก่
- ยาหอมนวโกฐ
- ยาหอมแก้ลมวิงเวียน
- ยาหอมอินทจักร์
- ยาธาตุบรรจบ
- ยาประสะการพลู
- ยาประสะเจตพังคี
- ยามันทธาตุ
- ยาวิสัมพยาใหญ่
- ยาเขียวหอม
- ยาอำมฤควาที
สารสำคัญ
สารสำคัญที่มีความสำคัญต่อการประเมินความปลอดภัยของไคร้เครือ ได้แก่
- Aristolochic acid I (AAI)
- Aristolochic acid II (AAII)
- สารกลุ่ม nitrophenanthrene carboxylic acids
- มีรายงานสารกลุ่ม terpenoids ในพืชที่ใช้เป็นไคร้เครือด้วย
โดยเฉพาะ aristolochic acid I มีความสำคัญอย่างมากต่อการควบคุมคุณภาพ เพราะเป็นสารที่เกี่ยวข้องกับ aristolochic acid nephropathy หรือภาวะไตถูกทำลายจากสาร aristolochic acid และเกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งทางเดินปัสสาวะ
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
งานวิจัยเกี่ยวกับไคร้เครือในประเทศไทยพบประเด็นสำคัญคือ ชื่อเครื่องยาไคร้เครือมีความคลุมเครือทางพฤกษศาสตร์ และวัตถุดิบจากตลาดอาจมาจากพืชหลายชนิด
การศึกษาที่ติดตามแหล่งที่มาของวัตถุดิบจากร้านขายสมุนไพรในกรุงเทพฯ ไปยังแหล่งธรรมชาติพบตัวอย่างที่สามารถจำแนกเป็น Aristolochia pierrei และ Aristolochia tagala ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการใช้ชื่อ “ไคร้เครือ” เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอสำหรับการควบคุมคุณภาพวัตถุดิบ
งานวิจัยด้าน DNA barcoding ยังพบว่าสามารถใช้บริเวณ rbcL, matK, ITS และ trnH-psbA เพื่อช่วยจำแนกพืชสกุล Aristolochia และสามารถนำข้อมูลทางพันธุกรรมร่วมกับการวิเคราะห์ทางเคมี เช่น HPTLC ที่ใช้ AAI เป็นสารมาตรฐาน เพื่อช่วยตรวจสอบเอกลักษณ์ของไคร้เครือได้
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
มีรายงานการศึกษาสารสกัดจากตำรับยาที่เคยมีไคร้เครือเป็นส่วนประกอบเพื่อประเมินฤทธิ์ทางชีวภาพ เช่น การศึกษาฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียก่อโรคทางเดินอาหาร อย่างไรก็ตาม ผลจากการศึกษาสารสกัดของ ตำรับยา ไม่สามารถนำมาใช้ยืนยันประสิทธิผลของไคร้เครือเดี่ยว ๆ ได้ และไม่ควรนำผลการทดลองในห้องปฏิบัติการมาใช้เป็นเหตุผลในการรับประทานไคร้เครือในปัจจุบัน
ในทางกลับกัน หลักฐานด้านพิษวิทยาของ aristolochic acids มีความชัดเจนกว่า โดยพบความสัมพันธ์กับ พิษต่อไต การเกิดไตวายเรื้อรัง และมะเร็งทางเดินปัสสาวะ
ความปลอดภัย
ไคร้เครือจากพืชสกุล Aristolochia มีความเสี่ยงสูงด้านความปลอดภัยและไม่ควรรับประทาน
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ระบุโดยชัดเจนว่าเอกสารมาตรฐานของไคร้เครือมีวัตถุประสงค์เพื่อ การตรวจสอบเอกลักษณ์ของราก Aristolochia pierrei และไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการนำไปใช้เป็นยา เนื่องจากพืชสกุล Aristolochia มี aristolochic acids ซึ่งอาจทำให้เกิด nephrotoxicity และสารกลุ่มนี้ได้รับการจัดว่าเป็นสารก่อมะเร็ง
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยายังเคยเตือนกรณีผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่ตรวจพบ aristolochic acid ซึ่งสัมพันธ์กับ ไตอักเสบและไตวายเรื้อรัง และแนะนำให้หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน
ข้อห้ามใช้
- ห้ามรับประทานไคร้เครือที่เป็นพืชสกุล Aristolochia
- ไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่มีส่วนประกอบของ Aristolochia
- ไม่ควรซื้อรากไคร้เครือจากแหล่งที่ไม่สามารถระบุชนิดพืชและตรวจสอบสาร aristolochic acid ได้
- ไม่ควรนำไคร้เครือมาใช้เองเพื่อรักษาโรค
- ผู้ที่เคยได้รับผลิตภัณฑ์ที่สงสัยว่ามี aristolochic acid ควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์
แนวทางด้านการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ธรรมชาติของไทยระบุ Aristolochia ทุกชนิด เป็นกลุ่มพืชที่ห้ามใช้เนื่องจากมี aristolochic acid และมีรายงานความเป็นพิษต่อไต
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
ไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะกำหนด ปฏิกิริยาระหว่างไคร้เครือกับยา อย่างปลอดภัยในลักษณะเดียวกับสมุนไพรที่มีการใช้อยู่ในปัจจุบัน เนื่องจากประเด็นหลักของไคร้เครือจาก Aristolochia คือ ความเป็นพิษโดยตรงของ aristolochic acids
ดังนั้นไม่ควรพยายามลดความเสี่ยงด้วยการปรับขนาดยา หรือรับประทานร่วมกับยาอื่น และควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มี Aristolochia เป็นส่วนประกอบ
การใช้ในอาหาร
ไม่แนะนำให้ใช้ไคร้เครือเป็นอาหาร เครื่องเทศ ชาชง หรือส่วนผสมในอาหารและเครื่องดื่ม เนื่องจากพืชสกุล Aristolochia มีสาร aristolochic acids และมีข้อจำกัดด้านความปลอดภัยอย่างชัดเจน
การใช้ในผลิตภัณฑ์
ในอดีตไคร้เครือถูกใช้เป็น เครื่องยาสมุนไพรไทย และเป็นส่วนประกอบของตำรับยาไทยหลายชนิด แต่ปัจจุบันการใช้พืชสกุล Aristolochia ในผลิตภัณฑ์ยาสมุนไพรอยู่ภายใต้ข้อห้ามและข้อจำกัดด้านความปลอดภัย
มาตรฐาน Thai Herbal Pharmacopoeia 2021 มีข้อมูลมาตรฐานของราก Aristolochia pierrei เพื่อประโยชน์ด้าน การพิสูจน์เอกลักษณ์และการควบคุมคุณภาพ ไม่ได้หมายความว่าสามารถนำรากดังกล่าวไปผลิตเป็นยารับประทานได้
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
ในอดีตมีการเก็บ รากไคร้เครือ จากธรรมชาติมาทำให้แห้งและใช้เป็นเครื่องยา แต่ปัจจุบันไม่ควรส่งเสริมหรือแนะนำการเก็บเกี่ยวเพื่อบริโภค เนื่องจากปัญหาด้านความปลอดภัยและข้อจำกัดทางกฎหมาย
สำหรับตัวอย่างที่เก็บไว้เพื่อ การศึกษา การตรวจสอบเอกลักษณ์ หรือการวิจัย ควรเก็บเป็นวัตถุดิบแห้งในภาชนะปิดสนิท ป้องกันความชื้นและการปนเปื้อน พร้อมระบุชื่อวิทยาศาสตร์ แหล่งที่มา และหมายเลขตัวอย่างอย่างชัดเจน
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
ในภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านและตำรายาไทย รากไคร้เครือ เคยถูกจัดเป็นเครื่องยาที่มีรสขมขื่น และมีการใช้ในตำรับสำหรับอาการเกี่ยวกับไข้ เช่น ไข้จับสั่น ไข้เพ้อคลั่ง และพิษไข้ รวมถึงใช้เป็นยาชูกำลังและช่วยเจริญอาหาร
อย่างไรก็ตาม ภูมิปัญญาการใช้ในอดีตควรนำเสนอควบคู่กับข้อมูลวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ เนื่องจากปัจจุบันทราบแล้วว่าตัวอย่างไคร้เครือจาก Aristolochia สามารถมีสารที่เป็นอันตรายต่อไตและมีฤทธิ์ก่อมะเร็ง
ประวัติและวัฒนธรรม
ชื่อ ไคร้เครือ เป็นชื่อเครื่องยาที่ปรากฏในพจนานุกรมไทยและตำรายาไทยมาเป็นเวลานาน โดยราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายว่าเป็น ชื่อไม้เถาใช้ทำยา
ไคร้เครือยังมีบทบาทในประวัติศาสตร์ของตำรับยาไทย โดยเคยเป็นส่วนประกอบของตำรับยาแก้ไข้ ยาหอม และยาธาตุหลายชนิด ก่อนที่ข้อมูลด้านพิษวิทยาจะนำไปสู่การนำเครื่องยานี้ออกจากตำรับยาแผนไทยหลายรายการ
สถานะการอนุรักษ์
สำหรับ Aristolochia pierrei ยังไม่พบข้อมูลการประเมินสถานะการอนุรักษ์ตามบัญชีแดง IUCN ที่ชัดเจนจากฐานข้อมูลที่ตรวจสอบได้ โดย World Flora Online มีช่องข้อมูลสถานะ IUCN แต่ไม่ได้ระบุสถานะการประเมินไว้
ในประเทศไทยมีรายงานการพบ A. pierrei ในพื้นที่ป่าและพื้นที่อนุรักษ์ ดังนั้นการเก็บพืชป่าจากธรรมชาติควรคำนึงถึงการอนุรักษ์ถิ่นอาศัยและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
- กลุ่มพืชมีท่อลำเลียง : Tracheophyta
- กลุ่มพืชมีดอก : Angiosperms
- อันดับ (Order) : Piperales
- วงศ์ (Family) : Aristolochiaceae
- สกุล (Genus) : Aristolochia L.
- ชนิด (Species) : Aristolochia pierrei Lecomte
- ชื่อพ้อง (Synonym) : Aristolochia hookeriana Craib
ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับในปัจจุบัน: Aristolochia pierrei Lecomte โดย Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew จัดให้ชื่อนี้เป็นชื่อที่ยอมรับ (accepted name) และระบุ Aristolochia hookeriana Craib เป็นชื่อพ้อง
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
การตรวจสอบเอกลักษณ์ ไคร้เครือ มีความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะชื่อเครื่องยาอาจหมายถึงวัตถุดิบจากพืชหลายชนิด และรากแห้งของพืชแต่ละชนิดอาจมีลักษณะคล้ายกัน
วิธีตรวจสอบที่สำคัญ ได้แก่
- การตรวจสอบลักษณะทางมหภาค : พิจารณารูปร่าง ขนาด สี ผิว และลักษณะการหักของราก
- การตรวจสอบทางจุลทรรศน์ : ตรวจลักษณะของ periderm, cortex, phloem, xylem, sclereids และโครงสร้างภายในราก
- การวิเคราะห์ทางเคมี : ตรวจหาและควบคุมสาร aristolochic acid โดยเฉพาะ AAI
- HPTLC : ใช้รูปแบบโครมาโทกราฟีร่วมกับสารมาตรฐานเพื่อช่วยยืนยันเอกลักษณ์
- DNA barcoding : ใช้บริเวณ rbcL, matK, ITS และ trnH-psbA เพื่อจำแนกชนิดของพืช
- การตรวจ DNA ร่วมกับข้อมูลทางเคมี : เป็นแนวทางที่มีประโยชน์ในการตรวจสอบวัตถุดิบไคร้เครือและคัดกรองการปนเปื้อนหรือการปลอมปน
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้จัดทำมาตรฐานของ Aristolochia Pierrei Root โดยกำหนดรายละเอียดลักษณะทางมหภาค จุลทรรศน์ และค่ามาตรฐานของวัตถุดิบ เพื่อใช้เป็นข้อมูลสำหรับการตรวจสอบเอกลักษณ์
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. (2564). ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย: ไคร้เครือ (Aristolochiae Pierrei Radix). สำนักยาและวัตถุเสพติด.
- คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. (2554). ไคร้เครือ. ศูนย์ข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
- คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. (2555). ไคร้เครือ: ความเป็นพิษต่อไตและสาร aristolochic acid. ศูนย์ข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
- สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. (2560). อย. เตือนภัยยาสมุนไพรที่มีส่วนผสมของไคร้เครือและ aristolochic acid. กระทรวงสาธารณสุข.
- กรมป่าไม้. (ม.ป.ป.). Aristolochia pierrei Lecomte. Forest Herbarium, Department of National Parks, Wildlife and Plant Conservation.
- เดชบุญเรือง, พ. (2557). DNA barcodes and chemical profiles of Aristolochia plants for examination of krai-krua herbs [วิทยานิพนธ์, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]. Chulalongkorn University Intellectual Repository.
- Dechbumroong, P. (2014). DNA barcodes and chemical profiles of Aristolochia plants for examination of krai-krua herbs [Master’s thesis, Chulalongkorn University]. Chulalongkorn University Intellectual Repository.
- Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Aristolochia pierrei Lecomte. Plants of the World Online.
- World Flora Online. (2026). Aristolochia pierrei Lecomte. World Flora Online.
- Wattanarangsan, J., et al. (2018). Detection of aristolochic acids in Thai traditional herbal medicines. Siriraj Medical Journal, 70(3), 227–232.
- Poon, K. K., et al. (2022). A PCR-lateral flow immunochromatographic assay (PCR-LFA) for detecting Aristolochia species, the plants responsible for aristolochic acid nephropathy. Scientific Reports, 12.
