โคลงเคลง
โคลงเคลง เป็นไม้พุ่มสมุนไพรพื้นบ้านที่พบได้ในหลายพื้นที่ของประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นที่โล่ง ป่ารุ่น และบริเวณที่มีความชื้น มีดอกสีชมพูอมม่วงถึงสีม่วงโดดเด่น และมีผลที่มีเนื้อสีม่วงเข้มซึ่งสามารถรับประทานได้ตามภูมิปัญญาท้องถิ่น โคลงเคลงมีประวัติการใช้เป็น สมุนไพรพื้นบ้าน โดยเฉพาะรากและใบ และมีงานวิจัยสมัยใหม่ศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านจุลชีพ ต้านการอักเสบ สมานแผล และต้านอาการท้องเสีย อย่างไรก็ตาม หลักฐานส่วนใหญ่ยังเป็นการศึกษาในห้องปฏิบัติการหรือสัตว์ทดลอง จึงไม่ควรนำมาเทียบเท่ากับประสิทธิผลของยาที่ผ่านการศึกษาทางคลินิกในมนุษย์
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อสมุนไพร : โคลงเคลง
- ชื่อวิทยาศาสตร์ : Melastoma malabathricum L.
- ชื่อพ้อง/ชื่อที่พบในฐานข้อมูล : Melastoma malabathricum subsp. malabathricum
- ชื่อสามัญ : Malabar melastome, Indian rhododendron, Melastoma
- วงศ์ : Melastomataceae
- ชื่อท้องถิ่น : โคลงเคลง, โคลงเคลงขี้นก, โคลงเคลงขี้หมา, อ้า, อ้าหลวง, เบร์, มะเหร, มังเคร่, มังเร้, สาเร, สำเร และชื่อพื้นเมืองอื่น ๆ ในแต่ละภูมิภาค
- ลักษณะเด่น : เป็นไม้พุ่ม ลำต้นและกิ่งมีลักษณะเป็นเหลี่ยมและมีขน ใบออกตรงข้าม ดอกมี 5 กลีบ ส่วนใหญ่มีสีชมพูอมม่วงถึงม่วง และเกสรเพศผู้มี 2 ขนาด
- การใช้ประโยชน์ : ใช้เป็น สมุนไพรพื้นบ้าน, พืชอาหาร และมีศักยภาพในการนำสารสกัดไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ เช่น สีย้อมธรรมชาติ
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น : เป็นไม้พุ่ม สูงโดยทั่วไปประมาณ 1.5–3 เมตร บางแหล่งรายงานว่าสามารถเจริญเป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็กและสูงได้มากกว่านี้ กิ่งมีลักษณะเป็นเหลี่ยมและมีขนหรือเกล็ดคล้ายขนปกคลุม
- ใบ : เป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามกัน ลักษณะใบรูปไข่แกมใบหอกหรือรูปใบหอก ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ขอบใบเรียบ มีเส้นใบหลักประมาณ 3–5 เส้นแยกออกจากบริเวณโคนใบ แผ่นใบทั้งสองด้านมีขน ทำให้ผิวใบค่อนข้างสากเมื่อสัมผัส
- ดอก : ออกเป็นช่อกระจุกบริเวณปลายกิ่ง แต่ละช่อมีดอกประมาณ 3–6 ดอก กลีบดอก 5 กลีบ แยกจากกัน สีชมพู สีม่วงอมชมพู หรือสีม่วงแดง ดอกมีเกสรเพศผู้ประมาณ 10 อัน แบ่งเป็น 2 ขนาด ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญที่ใช้ประกอบการจำแนกชนิด
- ผล : ผลมีลักษณะคล้ายลูกข่างหรือรูปคนโท เมื่อแก่จะแตกออก ภายในมีเมล็ดขนาดเล็กจำนวนมากฝังอยู่ในเนื้อผล เนื้อผลมีสีแดงอมม่วงถึงม่วงเข้มและสามารถทำให้ลิ้นหรือช่องปากมีสีคล้ำได้
- เมล็ด : มีขนาดเล็กและมีจำนวนมากอยู่ภายในผล
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
โคลงเคลงมีถิ่นกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติในเขตร้อนและกึ่งร้อนของเอเชีย รวมถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งแต่ประเทศไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม เมียนมา มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไปจนถึงบางพื้นที่ของจีน อินเดีย และออสเตรเลีย รวมถึงหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกและบริเวณใกล้เคียง
ในประเทศไทยพบได้ในหลายภูมิภาค โดยสามารถขึ้นตามพื้นที่โล่ง ป่ารุ่น ทุ่งหญ้า พื้นที่รกร้าง และพื้นที่ที่มีความชื้น โคลงเคลงเป็นพืชที่สามารถปรับตัวต่อดินค่อนข้างยากจนได้ดี และมีรายงานการพบตั้งแต่พื้นที่ระดับต่ำไปจนถึงพื้นที่ภูเขา
การปลูกและการขยายพันธุ์
- การเพาะเมล็ด : เป็นวิธีที่ใช้ได้ เนื่องจากผลมีเมล็ดขนาดเล็กจำนวนมาก เมล็ดควรเพาะในวัสดุที่ระบายน้ำดีและรักษาความชื้นให้เหมาะสม
- การปักชำ : สามารถขยายพันธุ์ด้วยกิ่งปักชำได้เช่นกัน
- สภาพแวดล้อม : ควรปลูกในพื้นที่มีแสงแดดเพียงพอ ดินระบายน้ำได้ดี และมีความชื้นเหมาะสม โคลงเคลงสามารถเจริญได้ในพื้นที่โล่งและดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ไม่สูงมาก
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- ราก : ใช้ในภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้าน โดยเฉพาะการต้มเป็นน้ำดื่ม
- ใบ : มีรายงานการใช้เป็นสมุนไพรพื้นบ้าน เช่น ใช้ภายนอกกับบาดแผลหรือแผลไฟไหม้ในบางชุมชน และมีการศึกษาทางเภสัชวิทยาเกี่ยวกับสารสกัดจากใบ
- ดอก : มีรายงานการใช้ตามตำรับพื้นบ้านเพื่อช่วยห้ามเลือดและในอาการบางอย่าง
- ผล : ใช้เป็นอาหารได้เมื่อสุก และมีสารพฤกษเคมีที่ได้รับความสนใจในการวิจัย
สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา
ข้อมูลด้าน สรรพคุณโคลงเคลง ส่วนใหญ่เป็นการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน ไม่ใช่ข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ยืนยันจากการทดลองทางคลินิกในมนุษย์
- ราก : ใช้ต้มเป็นน้ำดื่มตามภูมิปัญญาเพื่อแก้ไข้ แก้ร้อนใน กระหายน้ำ บำรุงธาตุ เจริญอาหาร และบำรุงร่างกาย
- ราก : มีรายงานการใช้พื้นบ้านเพื่อช่วยแก้อาการคอพอก อาเจียนเป็นเลือด และถ่ายเป็นเลือด
- ใบ : ใช้ในภูมิปัญญาบางพื้นที่สำหรับอาการท้องเสีย บิด ริดสีดวงทวาร และใช้ล้างแผลหรือพอกบริเวณแผล
- ดอก : มีรายงานการใช้เป็นยาระงับประสาทและช่วยห้ามเลือดในผู้ที่มีริดสีดวงทวารตามตำรายาพื้นบ้านบางแหล่ง
- ใบและส่วนเหนือดิน : การแพทย์พื้นบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีการใช้กับบาดแผล ท้องเสีย บิด ริดสีดวงทวาร อาการปวดฟัน และอาการผิดปกติอื่น ๆ
หมายเหตุ: ควรแยกคำว่า “สรรพคุณตามภูมิปัญญา” ออกจาก “ประสิทธิผลที่พิสูจน์แล้วทางการแพทย์” เนื่องจากงานวิจัยของโคลงเคลงส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับสารสกัด เซลล์ หรือสัตว์ทดลอง
วิธีใช้
- ราก : ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านนิยมใช้รากต้มกับน้ำแล้วดื่ม
- ใบ : มีรายงานการนำใบสดหรือใบต้มมาใช้ภายนอก เช่น ล้างหรือพอกบริเวณบาดแผล และบางชุมชนนำใบต้มหรือน้ำคั้นมาใช้ตามภูมิปัญญาสำหรับอาการท้องเสียหรือบ้วนปาก
- ผลสุก : สามารถรับประทานเป็นอาหารได้ โดยเนื้อผลมีสีเข้มและทำให้ช่องปากมีสีคล้ำ
ข้อควรระวังในการนำข้อมูลไปใช้: ยังไม่มีขนาดรับประทานมาตรฐานสำหรับโคลงเคลงที่ได้รับการยืนยันทางคลินิก จึงไม่ควรระบุขนาดยาเพื่อใช้รักษาโรคเองจากข้อมูลการทดลองในสัตว์
ในบัญชียาจากสมุนไพร
จากการตรวจสอบข้อมูลที่ค้นได้ ยังไม่พบหลักฐานชัดเจนว่าโคลงเคลง (Melastoma malabathricum L.) เป็นตัวยาหรือสมุนไพรเดี่ยวที่มีข้อบ่งใช้เฉพาะในบัญชียาจากสมุนไพรของบัญชียาหลักแห่งชาติ เช่นเดียวกับสมุนไพรที่มีรายการยาและขนาดวิธีใช้กำหนดไว้
ดังนั้นควรจัดข้อมูลของโคลงเคลงในเว็บไซต์เป็น สมุนไพรพื้นบ้านและข้อมูลการใช้ตามภูมิปัญญา ไม่ควรระบุว่าเป็นยาในบัญชียาหลักแห่งชาติหากไม่มีตำรับหรือประกาศทางราชการรองรับ
สารสำคัญ
การศึกษาทางพฤกษเคมีพบสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพหลายกลุ่มในโคลงเคลง โดยองค์ประกอบอาจแตกต่างกันตามส่วนของพืช อายุพืช แหล่งปลูก และชนิดของตัวทำละลายที่ใช้สกัด
- ฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) : เช่น quercetin, quercitrin, kaempferol และอนุพันธ์ของ kaempferol
- แทนนิน (Tannins) : รวมถึงกลุ่ม hydrolysable tannins
- สารฟีนอลิก (Phenolic compounds) : รวมถึง gallic acid และ ellagic acid
- แอนโทไซยานิน (Anthocyanins) : พบในส่วนที่มีสี โดยเฉพาะผลและดอก
- ไตรเทอร์พีน (Triterpenes) : เช่น ursolic acid, asiatic acid และ α-amyrin
- สเตอรอยด์และไฟโตสเตอรอล : เช่น β-sitosterol
- ซาโปนิน (Saponins) และสารประกอบฟีนอลิกอื่น ๆ
สารกลุ่มฟลาโวนอยด์ แทนนิน และโพลีฟีนอลเป็นกลุ่มที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ เนื่องจากมีความสัมพันธ์กับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและฤทธิ์ทางชีวภาพหลายด้านที่พบในการทดลอง
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
มีการศึกษาวิจัยโคลงเคลงอย่างต่อเนื่อง โดยงานทบทวนวรรณกรรมรวบรวมข้อมูลการใช้พื้นบ้าน องค์ประกอบทางเคมี และฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของพืชชนิดนี้ พบว่ามีรายงานฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ ต้านจุลชีพ สมานแผล ต้านอาการท้องเสีย และฤทธิ์ทางชีวภาพอื่น ๆ
งานวิจัยในประเทศไทยที่ศึกษาสารสกัดจาก ใบและผลโคลงเคลง พบว่าสารสกัดบางชนิดมีความสามารถในการดักจับอนุมูลอิสระ และแสดงฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเรียบางชนิด โดยผลการศึกษามีความสัมพันธ์กับปริมาณสารประกอบฟีนอลิกในสารสกัด
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยเหล่านี้ยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันว่าโคลงเคลงสามารถใช้รักษาโรคในมนุษย์ได้โดยตรง
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สารสกัดโคลงเคลงทั้งชนิดน้ำและเอทานอลแสดงความสามารถในการกำจัดอนุมูลอิสระในระบบทดลอง เช่น DPPH และ ABTS และมีสารฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์ในปริมาณที่ตรวจพบได้
- ฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย : มีการศึกษาพบว่าสารสกัดบางส่วนสามารถยับยั้งแบคทีเรีย เช่น Staphylococcus aureus และแบคทีเรียชนิดอื่น ๆ โดยประสิทธิภาพขึ้นอยู่กับส่วนของพืชและตัวทำละลาย
- ฤทธิ์ต้านอาการท้องเสีย : สารสกัดน้ำจากใบสามารถลดการถ่ายอุจจาระและลดการหลั่งของเหลวในลำไส้ในแบบจำลองหนูทดลอง ซึ่งสนับสนุนการใช้ใบตามภูมิปัญญา แต่ยังไม่ใช่หลักฐานการรักษาโรคท้องเสียในมนุษย์
- ฤทธิ์สมานแผล : สารสกัดเมทานอลจากโคลงเคลงถูกศึกษาในแบบจำลองแผลในหนู และพบผลด้านการหดตัวของแผล การปิดแผล และการฟื้นฟูเนื้อเยื่อ
- ฤทธิ์ต้านการอักเสบและปวด : มีรายงานจากการทดลองหลายรูปแบบและการทบทวนวรรณกรรมว่าสารสกัดของโคลงเคลงมีศักยภาพด้านต้านการอักเสบและลดความเจ็บปวด
- ฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็ง : สารสกัดบางชนิดแสดงฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็งในหลอดทดลอง แต่ไม่ควรตีความว่าโคลงเคลงสามารถรักษามะเร็งในคนได้
ความปลอดภัย
ข้อมูลความปลอดภัยในมนุษย์ยังมีจำกัด จึงควรใช้ความระมัดระวัง โดยเฉพาะการนำรากหรือสารสกัดเข้มข้นมาใช้เป็นยา
การทดลองในสัตว์พบว่าสารสกัดจากใบโคลงเคลงบางรูปแบบไม่ก่อให้เกิดความเป็นพิษอย่างชัดเจนในช่วงขนาดและระยะเวลาที่ศึกษา โดยมีการศึกษาการรับประทานต่อเนื่อง 28 และ 90 วันในหนู และไม่พบความผิดปกติสำคัญของพฤติกรรม น้ำหนักตัว ค่าทางโลหิต และอวัยวะที่ตรวจ
อย่างไรก็ตาม ผลการทดลองในสัตว์ไม่สามารถใช้ยืนยันความปลอดภัยในมนุษย์ได้ทั้งหมด และสารสกัดที่แตกต่างกันอาจมีองค์ประกอบทางเคมีและความเข้มข้นแตกต่างกัน
ข้อห้ามใช้
- ไม่ควรใช้โคลงเคลงในขนาดสูงหรือสารสกัดเข้มข้นเป็นยารักษาโรคด้วยตนเอง เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลขนาดยามาตรฐานสำหรับมนุษย์
- ผู้ที่ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรควรหลีกเลี่ยงการใช้เป็นยาภายใน หากไม่มีคำแนะนำจากแพทย์หรือผู้ประกอบวิชาชีพด้านการแพทย์แผนไทย
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือใช้ยาหลายชนิดควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ผลิตภัณฑ์สารสกัดจากโคลงเคลง
- ไม่ควรใช้สมุนไพรแทนการรักษาโรคที่มีอาการรุนแรง เช่น ถ่ายเป็นเลือด อาเจียนเป็นเลือด ไข้สูง หรือแผลติดเชื้อ
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
ปัจจุบันยังมีข้อมูลไม่เพียงพอที่จะระบุปฏิกิริยาระหว่าง โคลงเคลงกับยารักษาโรคชนิดใดชนิดหนึ่งอย่างชัดเจนในมนุษย์ จึงไม่ควรสรุปว่าปลอดภัยเมื่อใช้ร่วมกับยาทุกชนิด
เนื่องจากโคลงเคลงมีสารแทนนิน ฟลาโวนอยด์ และโพลีฟีนอลหลายชนิด จึงมีความเป็นไปได้ทางทฤษฎีว่าสารเหล่านี้อาจส่งผลต่อการดูดซึมของสารหรือยาบางชนิด แต่ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาทางเภสัชจลนศาสตร์และการศึกษาในมนุษย์เพื่อยืนยัน
การใช้ในอาหาร
- ผลสุก : รับประทานได้ เนื้อผลมีสีม่วงเข้มหรือสีน้ำเงินดำและมีรสไม่จัด โดยสามารถทำให้ลิ้นและช่องปากเปลี่ยนเป็นสีคล้ำได้
- ใบอ่อน : มีรายงานว่าสามารถรับประทานได้ทั้งแบบสดหรือปรุงสุกในบางพื้นที่ โดยมีรสออกเปรี้ยว
- เมล็ด : อยู่รวมกับเนื้อผลและมีขนาดเล็กจำนวนมาก
การใช้ในผลิตภัณฑ์
โคลงเคลงมีศักยภาพในการพัฒนาเป็น ผลิตภัณฑ์จากพืชและผลิตภัณฑ์สีธรรมชาติ โดยเฉพาะจากสารสีและสารโพลีฟีนอล
- สีย้อมธรรมชาติ : มีการศึกษาการใช้สารสกัดจากใบและผลเพื่อผลิตสีย้อมธรรมชาติสำหรับสิ่งทอ โดยสีที่ได้สามารถเปลี่ยนแปลงตามชนิดของสารช่วยติดสี
- ผลิตภัณฑ์สมุนไพร : สารสกัดจากใบได้รับความสนใจสำหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับผิวหนังและการสมานแผล แต่ยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมด้านประสิทธิภาพ ความคงตัว และความปลอดภัยก่อนพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์รักษาโรค
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- ใบ : ควรเลือกใบที่สมบูรณ์ ไม่ขึ้นรา และไม่ถูกทำลายจากแมลง
- ราก : หากเก็บเพื่อใช้เป็นสมุนไพรควรเลือกต้นที่แข็งแรงและเก็บอย่างเหมาะสมเพื่อไม่ให้เกิดการปนเปื้อนดิน เชื้อรา หรือสารเคมี
- ผล : หากใช้เป็นอาหารควรเลือกผลสุกที่สมบูรณ์และไม่เน่าเสีย
- การเก็บรักษา : สมุนไพรสดควรเก็บในภาชนะสะอาดและเหมาะสม ส่วนวัตถุดิบแห้งควรทำให้แห้งสนิทก่อนเก็บในภาชนะปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง ความร้อน และแมลง
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
โคลงเคลงมีการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านของหลายพื้นที่ในประเทศไทยและประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีการใช้ส่วนต่าง ๆ ของพืชแตกต่างกันไปตามกลุ่มชาติพันธุ์และท้องถิ่น
ในประเทศไทยมีรายงานว่ากลุ่มชาติพันธุ์บางพื้นที่ใช้ ใบกับแผลหรือแผลไฟไหม้ และมีการใช้รากต้มน้ำสำหรับปัญหาสุขภาพบางอย่างหลังคลอด ขณะที่ตำรายาพื้นบ้านบางแหล่งระบุการใช้รากสำหรับไข้และอาการร้อนใน
ภูมิปัญญาดังกล่าวควรนำเสนอในฐานะ ข้อมูลการใช้พื้นบ้าน และไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว
ประวัติและวัฒนธรรม
โคลงเคลงเป็นพืชที่มีความสัมพันธ์กับวัฒนธรรมการใช้พืชพื้นบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะมาเลเซีย อินโดนีเซีย อินเดีย และพื้นที่อื่น ๆ ในภูมิภาค
ชื่อสกุล Melastoma มีรากศัพท์จากภาษากรีกที่สื่อถึง “ปากดำ” ซึ่งสัมพันธ์กับลักษณะของเนื้อผลสีเข้มที่สามารถทำให้ปากและลิ้นมีสีคล้ำเมื่อรับประทาน
สถานะการอนุรักษ์
ฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew ยอมรับ Melastoma malabathricum L. เป็นชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับ และระบุการกระจายพันธุ์กว้างขวางตั้งแต่เอเชียเขตร้อนและกึ่งร้อนไปจนถึงออสเตรเลียตอนเหนือ นอกจากนี้ข้อมูลการประเมินความเสี่ยงการสูญพันธุ์ของพืชดอกระบุว่า ไม่เข้าข่ายถูกคุกคาม (not threatened) ในการประเมินที่อ้างถึง
อย่างไรก็ตาม การเก็บจากธรรมชาติควรทำอย่างเหมาะสมและหลีกเลี่ยงการทำลายประชากรธรรมชาติ โดยเฉพาะการขุดรากทั้งต้น
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- Kingdom : Plantae
- Phylum : Streptophyta
- Class : Equisetopsida
- Subclass : Magnoliidae
- Order : Myrtales
- Family : Melastomataceae
- Genus : Melastoma L.
- Species : Melastoma malabathricum L.
- Subspecies : Melastoma malabathricum subsp. malabathricum
ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับในปัจจุบัน : Melastoma malabathricum L. โดย Plants of the World Online ระบุชื่อนี้เป็น accepted species และแยกหน่วยอนุกรมวิธานระดับชนิดย่อยที่ได้รับการยอมรับไว้ด้วย
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
การระบุโคลงเคลงควรพิจารณาลักษณะหลายประการประกอบกัน เนื่องจากพืชในวงศ์ Melastomataceae และพืชในสกุลใกล้เคียงบางชนิดอาจมีลักษณะคล้ายกัน
- ลำต้นและกิ่ง : กิ่งเป็นเหลี่ยมและมีขน
- ใบ : ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม มีเส้นใบหลัก 3–5 เส้นออกจากบริเวณโคนใบ
- ดอก : กลีบดอก 5 กลีบ สีชมพูหรือม่วง และมีเกสรเพศผู้ต่างขนาดกัน
- ผล : ผลรูปคนโทหรือลูกข่าง เมื่อแก่แตกออก มีเมล็ดจำนวนมากฝังอยู่ในเนื้อผล
- ลักษณะทางกายวิภาคและพฤกษเคมี : หากต้องใช้เป็นวัตถุดิบยา ควรตรวจสอบด้วยตัวอย่างพรรณไม้แห้งและอ้างอิงเอกสารพฤกษศาสตร์หรือผู้เชี่ยวชาญ เพื่อป้องกันการปะปนกับพืชชนิดอื่น
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (ม.ป.ป.). สารานุกรมพืชในประเทศไทย: โคลงเคลง. สำนักหอพรรณไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช.
- มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง. (ม.ป.ป.). โคลงเคลง (Melastoma malabathricum L.). โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ.
- สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. (2566). ข้อมูลสิ่งมีชีวิต: Melastoma malabathricum. ระบบฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพประเทศไทย.
- วิทยา, ล., และ ฉลาด, ช. (2564). การตรวจสอบฤทธิ์ทางชีวภาพของสารสกัดใบและผลของโคลงเคลงและโคลงเคลงช้าง. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย.
- Joffry, S. M., Yob, N. J., Rofiee, M. S., Affandi, M. M. R. M., Suhaili, Z., Othman, F., Akim, A. M., Desa, M. N. M., & Zakaria, Z. A. (2012). Melastoma malabathricum (L.) Smith ethnomedicinal uses, chemical constituents, and pharmacological properties: A review. Evidence-Based Complementary and Alternative Medicine, 2012, 258434. https://doi.org/10.1155/2012/258434
- Kamsani, N. E., et al. (2019). Safety assessment of methanol extract of Melastoma malabathricum L. leaves following the subacute and subchronic oral consumptions in rats and its cytotoxic effect against the HT29 cancer cell line. Evidence-Based Complementary and Alternative Medicine, 2019, 5207958. https://doi.org/10.1155/2019/5207958
- Wen-Jun, Z., et al. (2021). A review of the traditional uses, phytochemistry and biological activities of the Melastoma genus. Journal of Ethnopharmacology, 264, 113322. https://doi.org/10.1016/j.jep.2020.113322
- Kalita, N., & Maiti, P. P. (2024). Pharmacognostical, phytochemical, pharmacological evaluation of Melastoma malabathricum plant Linn.: A review. Journal of Medicinal Plants Studies, 12(3), 58–62.
- Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Melastoma malabathricum L. Plants of the World Online.
