โคลงเคลง

โคลงเคลง

โคลงเคลง

โคลงเคลง เป็นไม้พุ่มสมุนไพรพื้นบ้านที่พบได้ในหลายพื้นที่ของประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นที่โล่ง ป่ารุ่น และบริเวณที่มีความชื้น มีดอกสีชมพูอมม่วงถึงสีม่วงโดดเด่น และมีผลที่มีเนื้อสีม่วงเข้มซึ่งสามารถรับประทานได้ตามภูมิปัญญาท้องถิ่น โคลงเคลงมีประวัติการใช้เป็น สมุนไพรพื้นบ้าน โดยเฉพาะรากและใบ และมีงานวิจัยสมัยใหม่ศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านจุลชีพ ต้านการอักเสบ สมานแผล และต้านอาการท้องเสีย อย่างไรก็ตาม หลักฐานส่วนใหญ่ยังเป็นการศึกษาในห้องปฏิบัติการหรือสัตว์ทดลอง จึงไม่ควรนำมาเทียบเท่ากับประสิทธิผลของยาที่ผ่านการศึกษาทางคลินิกในมนุษย์

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร : โคลงเคลง
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Melastoma malabathricum L.
  • ชื่อพ้อง/ชื่อที่พบในฐานข้อมูล : Melastoma malabathricum subsp. malabathricum
  • ชื่อสามัญ : Malabar melastome, Indian rhododendron, Melastoma
  • วงศ์ : Melastomataceae
  • ชื่อท้องถิ่น : โคลงเคลง, โคลงเคลงขี้นก, โคลงเคลงขี้หมา, อ้า, อ้าหลวง, เบร์, มะเหร, มังเคร่, มังเร้, สาเร, สำเร และชื่อพื้นเมืองอื่น ๆ ในแต่ละภูมิภาค
  • ลักษณะเด่น : เป็นไม้พุ่ม ลำต้นและกิ่งมีลักษณะเป็นเหลี่ยมและมีขน ใบออกตรงข้าม ดอกมี 5 กลีบ ส่วนใหญ่มีสีชมพูอมม่วงถึงม่วง และเกสรเพศผู้มี 2 ขนาด
  • การใช้ประโยชน์ : ใช้เป็น สมุนไพรพื้นบ้าน, พืชอาหาร และมีศักยภาพในการนำสารสกัดไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ เช่น สีย้อมธรรมชาติ

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : เป็นไม้พุ่ม สูงโดยทั่วไปประมาณ 1.5–3 เมตร บางแหล่งรายงานว่าสามารถเจริญเป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็กและสูงได้มากกว่านี้ กิ่งมีลักษณะเป็นเหลี่ยมและมีขนหรือเกล็ดคล้ายขนปกคลุม
  • ใบ : เป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามกัน ลักษณะใบรูปไข่แกมใบหอกหรือรูปใบหอก ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ขอบใบเรียบ มีเส้นใบหลักประมาณ 3–5 เส้นแยกออกจากบริเวณโคนใบ แผ่นใบทั้งสองด้านมีขน ทำให้ผิวใบค่อนข้างสากเมื่อสัมผัส
  • ดอก : ออกเป็นช่อกระจุกบริเวณปลายกิ่ง แต่ละช่อมีดอกประมาณ 3–6 ดอก กลีบดอก 5 กลีบ แยกจากกัน สีชมพู สีม่วงอมชมพู หรือสีม่วงแดง ดอกมีเกสรเพศผู้ประมาณ 10 อัน แบ่งเป็น 2 ขนาด ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญที่ใช้ประกอบการจำแนกชนิด
  • ผล : ผลมีลักษณะคล้ายลูกข่างหรือรูปคนโท เมื่อแก่จะแตกออก ภายในมีเมล็ดขนาดเล็กจำนวนมากฝังอยู่ในเนื้อผล เนื้อผลมีสีแดงอมม่วงถึงม่วงเข้มและสามารถทำให้ลิ้นหรือช่องปากมีสีคล้ำได้
  • เมล็ด : มีขนาดเล็กและมีจำนวนมากอยู่ภายในผล

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

โคลงเคลงมีถิ่นกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติในเขตร้อนและกึ่งร้อนของเอเชีย รวมถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งแต่ประเทศไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม เมียนมา มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไปจนถึงบางพื้นที่ของจีน อินเดีย และออสเตรเลีย รวมถึงหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกและบริเวณใกล้เคียง

ในประเทศไทยพบได้ในหลายภูมิภาค โดยสามารถขึ้นตามพื้นที่โล่ง ป่ารุ่น ทุ่งหญ้า พื้นที่รกร้าง และพื้นที่ที่มีความชื้น โคลงเคลงเป็นพืชที่สามารถปรับตัวต่อดินค่อนข้างยากจนได้ดี และมีรายงานการพบตั้งแต่พื้นที่ระดับต่ำไปจนถึงพื้นที่ภูเขา

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การเพาะเมล็ด : เป็นวิธีที่ใช้ได้ เนื่องจากผลมีเมล็ดขนาดเล็กจำนวนมาก เมล็ดควรเพาะในวัสดุที่ระบายน้ำดีและรักษาความชื้นให้เหมาะสม
  • การปักชำ : สามารถขยายพันธุ์ด้วยกิ่งปักชำได้เช่นกัน
  • สภาพแวดล้อม : ควรปลูกในพื้นที่มีแสงแดดเพียงพอ ดินระบายน้ำได้ดี และมีความชื้นเหมาะสม โคลงเคลงสามารถเจริญได้ในพื้นที่โล่งและดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ไม่สูงมาก

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ราก : ใช้ในภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้าน โดยเฉพาะการต้มเป็นน้ำดื่ม
  • ใบ : มีรายงานการใช้เป็นสมุนไพรพื้นบ้าน เช่น ใช้ภายนอกกับบาดแผลหรือแผลไฟไหม้ในบางชุมชน และมีการศึกษาทางเภสัชวิทยาเกี่ยวกับสารสกัดจากใบ
  • ดอก : มีรายงานการใช้ตามตำรับพื้นบ้านเพื่อช่วยห้ามเลือดและในอาการบางอย่าง
  • ผล : ใช้เป็นอาหารได้เมื่อสุก และมีสารพฤกษเคมีที่ได้รับความสนใจในการวิจัย

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

ข้อมูลด้าน สรรพคุณโคลงเคลง ส่วนใหญ่เป็นการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน ไม่ใช่ข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ยืนยันจากการทดลองทางคลินิกในมนุษย์

  • ราก : ใช้ต้มเป็นน้ำดื่มตามภูมิปัญญาเพื่อแก้ไข้ แก้ร้อนใน กระหายน้ำ บำรุงธาตุ เจริญอาหาร และบำรุงร่างกาย
  • ราก : มีรายงานการใช้พื้นบ้านเพื่อช่วยแก้อาการคอพอก อาเจียนเป็นเลือด และถ่ายเป็นเลือด
  • ใบ : ใช้ในภูมิปัญญาบางพื้นที่สำหรับอาการท้องเสีย บิด ริดสีดวงทวาร และใช้ล้างแผลหรือพอกบริเวณแผล
  • ดอก : มีรายงานการใช้เป็นยาระงับประสาทและช่วยห้ามเลือดในผู้ที่มีริดสีดวงทวารตามตำรายาพื้นบ้านบางแหล่ง
  • ใบและส่วนเหนือดิน : การแพทย์พื้นบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีการใช้กับบาดแผล ท้องเสีย บิด ริดสีดวงทวาร อาการปวดฟัน และอาการผิดปกติอื่น ๆ

หมายเหตุ: ควรแยกคำว่า “สรรพคุณตามภูมิปัญญา” ออกจาก “ประสิทธิผลที่พิสูจน์แล้วทางการแพทย์” เนื่องจากงานวิจัยของโคลงเคลงส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับสารสกัด เซลล์ หรือสัตว์ทดลอง

วิธีใช้

  • ราก : ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านนิยมใช้รากต้มกับน้ำแล้วดื่ม
  • ใบ : มีรายงานการนำใบสดหรือใบต้มมาใช้ภายนอก เช่น ล้างหรือพอกบริเวณบาดแผล และบางชุมชนนำใบต้มหรือน้ำคั้นมาใช้ตามภูมิปัญญาสำหรับอาการท้องเสียหรือบ้วนปาก
  • ผลสุก : สามารถรับประทานเป็นอาหารได้ โดยเนื้อผลมีสีเข้มและทำให้ช่องปากมีสีคล้ำ

ข้อควรระวังในการนำข้อมูลไปใช้: ยังไม่มีขนาดรับประทานมาตรฐานสำหรับโคลงเคลงที่ได้รับการยืนยันทางคลินิก จึงไม่ควรระบุขนาดยาเพื่อใช้รักษาโรคเองจากข้อมูลการทดลองในสัตว์

ในบัญชียาจากสมุนไพร

จากการตรวจสอบข้อมูลที่ค้นได้ ยังไม่พบหลักฐานชัดเจนว่าโคลงเคลง (Melastoma malabathricum L.) เป็นตัวยาหรือสมุนไพรเดี่ยวที่มีข้อบ่งใช้เฉพาะในบัญชียาจากสมุนไพรของบัญชียาหลักแห่งชาติ เช่นเดียวกับสมุนไพรที่มีรายการยาและขนาดวิธีใช้กำหนดไว้

ดังนั้นควรจัดข้อมูลของโคลงเคลงในเว็บไซต์เป็น สมุนไพรพื้นบ้านและข้อมูลการใช้ตามภูมิปัญญา ไม่ควรระบุว่าเป็นยาในบัญชียาหลักแห่งชาติหากไม่มีตำรับหรือประกาศทางราชการรองรับ

สารสำคัญ

การศึกษาทางพฤกษเคมีพบสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพหลายกลุ่มในโคลงเคลง โดยองค์ประกอบอาจแตกต่างกันตามส่วนของพืช อายุพืช แหล่งปลูก และชนิดของตัวทำละลายที่ใช้สกัด

  • ฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) : เช่น quercetin, quercitrin, kaempferol และอนุพันธ์ของ kaempferol
  • แทนนิน (Tannins) : รวมถึงกลุ่ม hydrolysable tannins
  • สารฟีนอลิก (Phenolic compounds) : รวมถึง gallic acid และ ellagic acid
  • แอนโทไซยานิน (Anthocyanins) : พบในส่วนที่มีสี โดยเฉพาะผลและดอก
  • ไตรเทอร์พีน (Triterpenes) : เช่น ursolic acid, asiatic acid และ α-amyrin
  • สเตอรอยด์และไฟโตสเตอรอล : เช่น β-sitosterol
  • ซาโปนิน (Saponins) และสารประกอบฟีนอลิกอื่น ๆ

สารกลุ่มฟลาโวนอยด์ แทนนิน และโพลีฟีนอลเป็นกลุ่มที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ เนื่องจากมีความสัมพันธ์กับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและฤทธิ์ทางชีวภาพหลายด้านที่พบในการทดลอง

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

มีการศึกษาวิจัยโคลงเคลงอย่างต่อเนื่อง โดยงานทบทวนวรรณกรรมรวบรวมข้อมูลการใช้พื้นบ้าน องค์ประกอบทางเคมี และฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของพืชชนิดนี้ พบว่ามีรายงานฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ ต้านจุลชีพ สมานแผล ต้านอาการท้องเสีย และฤทธิ์ทางชีวภาพอื่น ๆ

งานวิจัยในประเทศไทยที่ศึกษาสารสกัดจาก ใบและผลโคลงเคลง พบว่าสารสกัดบางชนิดมีความสามารถในการดักจับอนุมูลอิสระ และแสดงฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเรียบางชนิด โดยผลการศึกษามีความสัมพันธ์กับปริมาณสารประกอบฟีนอลิกในสารสกัด

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยเหล่านี้ยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันว่าโคลงเคลงสามารถใช้รักษาโรคในมนุษย์ได้โดยตรง

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สารสกัดโคลงเคลงทั้งชนิดน้ำและเอทานอลแสดงความสามารถในการกำจัดอนุมูลอิสระในระบบทดลอง เช่น DPPH และ ABTS และมีสารฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์ในปริมาณที่ตรวจพบได้
  • ฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย : มีการศึกษาพบว่าสารสกัดบางส่วนสามารถยับยั้งแบคทีเรีย เช่น Staphylococcus aureus และแบคทีเรียชนิดอื่น ๆ โดยประสิทธิภาพขึ้นอยู่กับส่วนของพืชและตัวทำละลาย
  • ฤทธิ์ต้านอาการท้องเสีย : สารสกัดน้ำจากใบสามารถลดการถ่ายอุจจาระและลดการหลั่งของเหลวในลำไส้ในแบบจำลองหนูทดลอง ซึ่งสนับสนุนการใช้ใบตามภูมิปัญญา แต่ยังไม่ใช่หลักฐานการรักษาโรคท้องเสียในมนุษย์
  • ฤทธิ์สมานแผล : สารสกัดเมทานอลจากโคลงเคลงถูกศึกษาในแบบจำลองแผลในหนู และพบผลด้านการหดตัวของแผล การปิดแผล และการฟื้นฟูเนื้อเยื่อ
  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบและปวด : มีรายงานจากการทดลองหลายรูปแบบและการทบทวนวรรณกรรมว่าสารสกัดของโคลงเคลงมีศักยภาพด้านต้านการอักเสบและลดความเจ็บปวด
  • ฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็ง : สารสกัดบางชนิดแสดงฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็งในหลอดทดลอง แต่ไม่ควรตีความว่าโคลงเคลงสามารถรักษามะเร็งในคนได้

ความปลอดภัย

ข้อมูลความปลอดภัยในมนุษย์ยังมีจำกัด จึงควรใช้ความระมัดระวัง โดยเฉพาะการนำรากหรือสารสกัดเข้มข้นมาใช้เป็นยา

การทดลองในสัตว์พบว่าสารสกัดจากใบโคลงเคลงบางรูปแบบไม่ก่อให้เกิดความเป็นพิษอย่างชัดเจนในช่วงขนาดและระยะเวลาที่ศึกษา โดยมีการศึกษาการรับประทานต่อเนื่อง 28 และ 90 วันในหนู และไม่พบความผิดปกติสำคัญของพฤติกรรม น้ำหนักตัว ค่าทางโลหิต และอวัยวะที่ตรวจ

อย่างไรก็ตาม ผลการทดลองในสัตว์ไม่สามารถใช้ยืนยันความปลอดภัยในมนุษย์ได้ทั้งหมด และสารสกัดที่แตกต่างกันอาจมีองค์ประกอบทางเคมีและความเข้มข้นแตกต่างกัน

ข้อห้ามใช้

  • ไม่ควรใช้โคลงเคลงในขนาดสูงหรือสารสกัดเข้มข้นเป็นยารักษาโรคด้วยตนเอง เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลขนาดยามาตรฐานสำหรับมนุษย์
  • ผู้ที่ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรควรหลีกเลี่ยงการใช้เป็นยาภายใน หากไม่มีคำแนะนำจากแพทย์หรือผู้ประกอบวิชาชีพด้านการแพทย์แผนไทย
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือใช้ยาหลายชนิดควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ผลิตภัณฑ์สารสกัดจากโคลงเคลง
  • ไม่ควรใช้สมุนไพรแทนการรักษาโรคที่มีอาการรุนแรง เช่น ถ่ายเป็นเลือด อาเจียนเป็นเลือด ไข้สูง หรือแผลติดเชื้อ

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ปัจจุบันยังมีข้อมูลไม่เพียงพอที่จะระบุปฏิกิริยาระหว่าง โคลงเคลงกับยารักษาโรคชนิดใดชนิดหนึ่งอย่างชัดเจนในมนุษย์ จึงไม่ควรสรุปว่าปลอดภัยเมื่อใช้ร่วมกับยาทุกชนิด

เนื่องจากโคลงเคลงมีสารแทนนิน ฟลาโวนอยด์ และโพลีฟีนอลหลายชนิด จึงมีความเป็นไปได้ทางทฤษฎีว่าสารเหล่านี้อาจส่งผลต่อการดูดซึมของสารหรือยาบางชนิด แต่ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาทางเภสัชจลนศาสตร์และการศึกษาในมนุษย์เพื่อยืนยัน

การใช้ในอาหาร

  • ผลสุก : รับประทานได้ เนื้อผลมีสีม่วงเข้มหรือสีน้ำเงินดำและมีรสไม่จัด โดยสามารถทำให้ลิ้นและช่องปากเปลี่ยนเป็นสีคล้ำได้
  • ใบอ่อน : มีรายงานว่าสามารถรับประทานได้ทั้งแบบสดหรือปรุงสุกในบางพื้นที่ โดยมีรสออกเปรี้ยว
  • เมล็ด : อยู่รวมกับเนื้อผลและมีขนาดเล็กจำนวนมาก

การใช้ในผลิตภัณฑ์

โคลงเคลงมีศักยภาพในการพัฒนาเป็น ผลิตภัณฑ์จากพืชและผลิตภัณฑ์สีธรรมชาติ โดยเฉพาะจากสารสีและสารโพลีฟีนอล

  • สีย้อมธรรมชาติ : มีการศึกษาการใช้สารสกัดจากใบและผลเพื่อผลิตสีย้อมธรรมชาติสำหรับสิ่งทอ โดยสีที่ได้สามารถเปลี่ยนแปลงตามชนิดของสารช่วยติดสี
  • ผลิตภัณฑ์สมุนไพร : สารสกัดจากใบได้รับความสนใจสำหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับผิวหนังและการสมานแผล แต่ยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมด้านประสิทธิภาพ ความคงตัว และความปลอดภัยก่อนพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์รักษาโรค

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ใบ : ควรเลือกใบที่สมบูรณ์ ไม่ขึ้นรา และไม่ถูกทำลายจากแมลง
  • ราก : หากเก็บเพื่อใช้เป็นสมุนไพรควรเลือกต้นที่แข็งแรงและเก็บอย่างเหมาะสมเพื่อไม่ให้เกิดการปนเปื้อนดิน เชื้อรา หรือสารเคมี
  • ผล : หากใช้เป็นอาหารควรเลือกผลสุกที่สมบูรณ์และไม่เน่าเสีย
  • การเก็บรักษา : สมุนไพรสดควรเก็บในภาชนะสะอาดและเหมาะสม ส่วนวัตถุดิบแห้งควรทำให้แห้งสนิทก่อนเก็บในภาชนะปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง ความร้อน และแมลง

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

โคลงเคลงมีการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านของหลายพื้นที่ในประเทศไทยและประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีการใช้ส่วนต่าง ๆ ของพืชแตกต่างกันไปตามกลุ่มชาติพันธุ์และท้องถิ่น

ในประเทศไทยมีรายงานว่ากลุ่มชาติพันธุ์บางพื้นที่ใช้ ใบกับแผลหรือแผลไฟไหม้ และมีการใช้รากต้มน้ำสำหรับปัญหาสุขภาพบางอย่างหลังคลอด ขณะที่ตำรายาพื้นบ้านบางแหล่งระบุการใช้รากสำหรับไข้และอาการร้อนใน

ภูมิปัญญาดังกล่าวควรนำเสนอในฐานะ ข้อมูลการใช้พื้นบ้าน และไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว

ประวัติและวัฒนธรรม

โคลงเคลงเป็นพืชที่มีความสัมพันธ์กับวัฒนธรรมการใช้พืชพื้นบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะมาเลเซีย อินโดนีเซีย อินเดีย และพื้นที่อื่น ๆ ในภูมิภาค

ชื่อสกุล Melastoma มีรากศัพท์จากภาษากรีกที่สื่อถึง “ปากดำ” ซึ่งสัมพันธ์กับลักษณะของเนื้อผลสีเข้มที่สามารถทำให้ปากและลิ้นมีสีคล้ำเมื่อรับประทาน

สถานะการอนุรักษ์

ฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew ยอมรับ Melastoma malabathricum L. เป็นชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับ และระบุการกระจายพันธุ์กว้างขวางตั้งแต่เอเชียเขตร้อนและกึ่งร้อนไปจนถึงออสเตรเลียตอนเหนือ นอกจากนี้ข้อมูลการประเมินความเสี่ยงการสูญพันธุ์ของพืชดอกระบุว่า ไม่เข้าข่ายถูกคุกคาม (not threatened) ในการประเมินที่อ้างถึง

อย่างไรก็ตาม การเก็บจากธรรมชาติควรทำอย่างเหมาะสมและหลีกเลี่ยงการทำลายประชากรธรรมชาติ โดยเฉพาะการขุดรากทั้งต้น

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • Kingdom : Plantae
  • Phylum : Streptophyta
  • Class : Equisetopsida
  • Subclass : Magnoliidae
  • Order : Myrtales
  • Family : Melastomataceae
  • Genus : Melastoma L.
  • Species : Melastoma malabathricum L.
  • Subspecies : Melastoma malabathricum subsp. malabathricum

ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับในปัจจุบัน : Melastoma malabathricum L. โดย Plants of the World Online ระบุชื่อนี้เป็น accepted species และแยกหน่วยอนุกรมวิธานระดับชนิดย่อยที่ได้รับการยอมรับไว้ด้วย

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

การระบุโคลงเคลงควรพิจารณาลักษณะหลายประการประกอบกัน เนื่องจากพืชในวงศ์ Melastomataceae และพืชในสกุลใกล้เคียงบางชนิดอาจมีลักษณะคล้ายกัน

  • ลำต้นและกิ่ง : กิ่งเป็นเหลี่ยมและมีขน
  • ใบ : ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม มีเส้นใบหลัก 3–5 เส้นออกจากบริเวณโคนใบ
  • ดอก : กลีบดอก 5 กลีบ สีชมพูหรือม่วง และมีเกสรเพศผู้ต่างขนาดกัน
  • ผล : ผลรูปคนโทหรือลูกข่าง เมื่อแก่แตกออก มีเมล็ดจำนวนมากฝังอยู่ในเนื้อผล
  • ลักษณะทางกายวิภาคและพฤกษเคมี : หากต้องใช้เป็นวัตถุดิบยา ควรตรวจสอบด้วยตัวอย่างพรรณไม้แห้งและอ้างอิงเอกสารพฤกษศาสตร์หรือผู้เชี่ยวชาญ เพื่อป้องกันการปะปนกับพืชชนิดอื่น

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (ม.ป.ป.). สารานุกรมพืชในประเทศไทย: โคลงเคลง. สำนักหอพรรณไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช.
  2. มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง. (ม.ป.ป.). โคลงเคลง (Melastoma malabathricum L.). โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ.
  3. สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. (2566). ข้อมูลสิ่งมีชีวิต: Melastoma malabathricum. ระบบฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพประเทศไทย.
  4. วิทยา, ล., และ ฉลาด, ช. (2564). การตรวจสอบฤทธิ์ทางชีวภาพของสารสกัดใบและผลของโคลงเคลงและโคลงเคลงช้าง. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย.
  5. Joffry, S. M., Yob, N. J., Rofiee, M. S., Affandi, M. M. R. M., Suhaili, Z., Othman, F., Akim, A. M., Desa, M. N. M., & Zakaria, Z. A. (2012). Melastoma malabathricum (L.) Smith ethnomedicinal uses, chemical constituents, and pharmacological properties: A review. Evidence-Based Complementary and Alternative Medicine, 2012, 258434. https://doi.org/10.1155/2012/258434
  6. Kamsani, N. E., et al. (2019). Safety assessment of methanol extract of Melastoma malabathricum L. leaves following the subacute and subchronic oral consumptions in rats and its cytotoxic effect against the HT29 cancer cell line. Evidence-Based Complementary and Alternative Medicine, 2019, 5207958. https://doi.org/10.1155/2019/5207958
  7. Wen-Jun, Z., et al. (2021). A review of the traditional uses, phytochemistry and biological activities of the Melastoma genus. Journal of Ethnopharmacology, 264, 113322. https://doi.org/10.1016/j.jep.2020.113322
  8. Kalita, N., & Maiti, P. P. (2024). Pharmacognostical, phytochemical, pharmacological evaluation of Melastoma malabathricum plant Linn.: A review. Journal of Medicinal Plants Studies, 12(3), 58–62.
  9. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Melastoma malabathricum L. Plants of the World Online.
Scroll to top