กระชายดำ
กระชายดำเป็นสมุนไพรไทยในวงศ์ขิง มีเหง้าใต้ดินที่มีเนื้อสีม่วงเข้มถึงม่วงดำ และเป็นสมุนไพรที่มีประวัติการใช้ในภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านมายาวนาน โดยเฉพาะด้านการบำรุงกำลัง บำรุงร่างกาย และสมรรถภาพทางเพศ ปัจจุบันกระชายดำได้รับความสนใจจากงานวิจัยด้านสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพและการพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพร อย่างไรก็ตาม หลักฐานทางคลินิกในมนุษย์ยังมีจำนวนจำกัด จึงควรแยกข้อมูลจากการใช้ตามภูมิปัญญาออกจากข้อสรุปทางการแพทย์สมัยใหม่อย่างชัดเจน
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อไทย: กระชายดำ
- ชื่อวิทยาศาสตร์: Kaempferia parviflora Wall. ex Baker
- วงศ์: Zingiberaceae หรือวงศ์ขิง
- ชื่อสามัญ: Black galingale, Thai black ginger
- ชื่อท้องถิ่น: โสมไทย, โสมกระชายดำ, ขิงทราย, กะแอน, ระแอน, ว่านกั้นบัง, ว่านกำบัง, ว่านกำบังภัย, ว่านจังงัง, ว่านพญานกยูง และชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ
- ส่วนที่นิยมใช้: เหง้า
- ลักษณะเด่น: เหง้าภายนอกมีสีน้ำตาลอ่อนถึงน้ำตาลเข้ม ส่วนเนื้อภายในมีสีม่วงอ่อน ม่วงเข้ม จนถึงม่วงดำ
- กลุ่มพืช: พืชล้มลุกมีเหง้าใต้ดินและสามารถมีอายุหลายปี
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ลำต้น: เป็นพืชล้มลุก ลำต้นเหนือดินเกิดจากกาบใบซ้อนกัน มีความสูงประมาณ 30–90 เซนติเมตร ส่วนลำต้นใต้ดินเป็นเหง้า
- เหง้า: มีลักษณะค่อนข้างกลม เป็นปุ่มปมและแตกแขนงเป็นแง่งหลายส่วน เหง้าอวบน้ำ ผิวสีน้ำตาลอ่อนถึงน้ำตาลเข้ม เนื้อภายในมีสีม่วงตั้งแต่ม่วงอ่อนไปจนถึงม่วงดำ มีกลิ่นหอมเฉพาะตัวและมีรสขมเล็กน้อย
- ใบ: เป็นใบเดี่ยว รูปรีหรือรูปไข่ กว้างประมาณ 5–10 เซนติเมตร ยาวประมาณ 10–15 เซนติเมตร ปลายใบแหลม ผิวใบมีลักษณะเป็นคลื่นตามแนวเส้นใบ
- ก้านใบ: โคนก้านใบเป็นกาบหุ้มลำต้น มักมีสีแดงบริเวณขอบก้าน
- ดอก: ช่อดอกแทงออกจากบริเวณโคนกาบใบ ดอกมีลักษณะเป็นดอกสีขาวหรือมีสีม่วงแดงแต้มบริเวณกลีบดอก
- ผลและเมล็ด: มีรายงานการติดผลและสร้างเมล็ด แต่การขยายพันธุ์เพื่อการเพาะปลูกโดยทั่วไปนิยมใช้เหง้ามากกว่า
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
- ถิ่นกำเนิด: อยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีรายงานการกระจายพันธุ์ในประเทศไทย กัมพูชา เมียนมา และบังกลาเทศ ตามฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew
- ประเทศไทย: พบตามพื้นที่ป่าและพื้นที่ภูเขา โดยเฉพาะบริเวณภาคเหนือและภาคตะวันตก รวมถึงจังหวัดเลย เพชรบูรณ์ พิษณุโลก น่าน เชียงใหม่ เชียงราย กาญจนบุรี และตาก
- แหล่งปลูกสำคัญ: ปัจจุบันมีการเพาะปลูกในหลายภูมิภาคของประเทศไทยเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบสมุนไพรและผลิตภัณฑ์แปรรูป
การปลูกและการขยายพันธุ์
- การขยายพันธุ์: นิยมขยายพันธุ์โดยการแยกเหง้าหรือใช้เหง้าแก่เป็นท่อนพันธุ์
- สภาพพื้นที่: เจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ที่น้ำไม่ท่วมขัง ดินร่วนหรือดินร่วนปนทราย และมีการระบายน้ำดี
- แสง: โดยทั่วไปชอบบริเวณที่มีแสงแดดไม่จัดหรือร่มรำไร แม้สามารถปลูกในพื้นที่ที่ได้รับแสงมากพอได้
- ฤดูปลูก: ในประเทศไทยนิยมปลูกช่วงต้นฤดูฝน ประมาณเดือนเมษายน–มิถุนายน ทั้งนี้ช่วงเวลาที่เหมาะสมแตกต่างกันตามพื้นที่
- การเตรียมดิน: ควรทำให้ดินร่วนซุย มีการระบายน้ำดี และยกร่องหรือทำแปลงในพื้นที่เสี่ยงน้ำขัง
- ระยะเก็บเกี่ยว: โดยทั่วไปประมาณ 8–12 เดือนหลังปลูก หรือเมื่อใบและลำต้นเหนือดินเริ่มเหลือง เหี่ยว และยุบตัว ซึ่งเป็นระยะที่เหง้าแก่และมีการสะสมสารสำคัญมากขึ้น
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- เหง้า: เป็นส่วนที่ใช้เป็นยาสมุนไพรและเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตสารสกัดกระชายดำ ทั้งในภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและการศึกษาวิจัยสมัยใหม่
- ราก: มีรายงานการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านบางพื้นที่ แต่ข้อมูลวิจัยและการใช้เป็นยามุ่งเน้นที่เหง้ามากกว่า
สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา
- บำรุงกำลัง: ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านใช้เหง้ากระชายดำเพื่อบำรุงกำลังและลดอาการเหนื่อยล้า
- บำรุงร่างกาย: มีการใช้เป็นสมุนไพรบำรุงร่างกายและที่เรียกว่า “ยาอายุวัฒนะ” ตามตำรับและความเชื่อพื้นบ้าน
- สมรรถภาพทางเพศ: เป็นการใช้ที่มีชื่อเสียงของกระชายดำ โดยมีการใช้เพื่อบำรุงกำหนัดและสมรรถภาพทางเพศชาย
- ระบบทางเดินอาหาร: ภูมิปัญญาท้องถิ่นมีการใช้เพื่อช่วยขับลม บรรเทาท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียด และอาการปวดมวนท้อง
- อาการปวดเมื่อยและอ่อนล้า: มีการใช้ในบางพื้นที่เพื่อบรรเทาอาการปวดเมื่อยและความเหนื่อยล้า
- การใช้ภายนอก: ภูมิปัญญาพื้นบ้านบางแห่งใช้เหง้าสำหรับปัญหาผิวหนัง เช่น กลากและเกลื้อน
- ข้อควรแยกข้อมูล: สรรพคุณข้างต้นจำนวนหนึ่งเป็นข้อมูลจากการใช้ตามภูมิปัญญา ไม่ได้หมายความว่ามีหลักฐานทางคลินิกยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคทุกข้อ
วิธีใช้
- เหง้าแห้ง: สามารถนำมาหั่นและทำให้แห้ง ก่อนบดเป็นผงเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในตำรับสมุนไพร
- ยาลูกกลอน: ภูมิปัญญาพื้นบ้านมีการนำผงเหง้ากระชายดำผสมกับน้ำผึ้งแล้วปั้นเป็นลูกกลอน
- ยาดอง: มีการนำเหง้ามาดองกับสุราหรือน้ำผึ้งตามภูมิปัญญาบางพื้นที่
- ผลิตภัณฑ์สมัยใหม่: พบในรูปแบบสารสกัด แคปซูล เครื่องดื่ม และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
- ข้อควรระวัง: ไม่ควรนำข้อมูลขนาดใช้ของผลิตภัณฑ์หนึ่งไปใช้กับผลิตภัณฑ์อื่นโดยตรง เพราะปริมาณสารสำคัญและวิธีสกัดแตกต่างกัน และควรปฏิบัติตามฉลากผลิตภัณฑ์หรือคำแนะนำของผู้ประกอบวิชาชีพ
ในบัญชียาจากสมุนไพร
- ตำรับยาเลือดงาม: พบข้อมูลในบัญชียาจากสมุนไพร/บัญชียาหลักแห่งชาติว่าตำรับ “ยาเลือดงาม” มี ตัวยากระชาย เป็นหนึ่งในส่วนประกอบ ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่น ใช้ตามองค์ความรู้การแพทย์แผนไทยเพื่อบรรเทาอาการปวดประจำเดือน ช่วยให้ประจำเดือนมาเป็นปกติ และแก้มุตกิด
- ข้อสำคัญ: เอกสารของตำรับระบุเพียงคำว่า “กระชาย” ไม่ได้ระบุชัดว่าเป็น กระชายดำ (Kaempferia parviflora) ดังนั้นไม่ควรสรุปว่าตำรับยาเลือดงามเป็นตำรับที่ขึ้นทะเบียนโดยใช้กระชายดำโดยเฉพาะ
- กระชายดำเดี่ยว: จากข้อมูลที่ตรวจสอบ ไม่ควรระบุว่ากระชายดำเป็น “ยาเดี่ยว” ในบัญชียาจากสมุนไพรโดยไม่มีเอกสารตำรับที่ระบุชื่อวิทยาศาสตร์ Kaempferia parviflora อย่างชัดเจน
สารสำคัญ
- 5,7-Dimethoxyflavone (5,7-DMF): เป็นสารกลุ่ม methoxyflavone ที่ได้รับการศึกษาอย่างมากในกระชายดำ และถูกใช้เป็นสารสำคัญสำหรับการควบคุมคุณภาพสารสกัด
- 5,7,4′-Trimethoxyflavone (TMF): เป็น methoxyflavone สำคัญอีกชนิดหนึ่ง
- 3,5,7,3′,4′-Pentamethoxyflavone (PMF): พบในเหง้าและสารสกัดกระชายดำ
- Tetramethoxyflavones: พบสารในกลุ่มนี้หลายชนิด เช่น 5,7,3′,4′-tetramethoxyflavone และ 3,5,7,4′-tetramethoxyflavone
- น้ำมันหอมระเหย: ประกอบด้วยสารระเหยหลายชนิด เช่น borneol และสารประกอบอื่น ๆ
- สารฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์: มีส่วนเกี่ยวข้องกับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่พบในการทดลอง
- ความแตกต่างระหว่างพันธุ์: รายงานบางฉบับพบว่ากระชายดำที่มีเนื้อเหง้าสีเข้มอาจมีปริมาณฟีนอลิกรวมและฟลาโวนอยด์สูงกว่า ขณะที่เหง้าสีอ่อนอาจมีน้ำมันหอมระเหยสูงกว่า
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
- สมรรถภาพทางเพศ: การศึกษาทางคลินิกขนาดเล็กพบว่าสารสกัดกระชายดำอาจช่วยปรับปรุงตัวชี้วัดด้านสมรรถภาพทางเพศในผู้ชายบางกลุ่ม แต่จำนวนผู้เข้าร่วมยังน้อย และจำเป็นต้องมีการศึกษาที่มีขนาดใหญ่และออกแบบอย่างรัดกุมมากขึ้น
- ไขมันในช่องท้อง: การทดลองแบบสุ่ม ปกปิดสองฝ่าย และมีกลุ่มยาหลอกในผู้มีน้ำหนักเกินหรือภาวะอ้วนระดับต้นจำนวน 76 คน รายงานว่าสารสกัดกระชายดำ 150 มิลลิกรัมต่อวันเป็นเวลา 12 สัปดาห์สัมพันธ์กับการลดพื้นที่ไขมันในช่องท้องและระดับไตรกลีเซอไรด์ เมื่อเทียบกับกลุ่มยาหลอก อย่างไรก็ตาม ผลดังกล่าวไม่ควรตีความว่าเป็นการรักษาโรคอ้วน
- การควบคุมระดับน้ำตาล: การศึกษาผู้ใหญ่สุขภาพดีที่ได้รับสารสกัดกระชายดำ 90 หรือ 180 มิลลิกรัมต่อวันเป็นเวลา 28 วัน ไม่พบผลกระทบที่ชัดเจนต่อการทดสอบความทนต่อกลูโคส
- สมรรถภาพทางกาย: งานวิจัยในมนุษย์ให้ผลไม่สอดคล้องกัน บางการศึกษาพบผลต่อความแข็งแรงหรือความทนทาน แต่การศึกษาการรับประทานแบบเฉียบพลันไม่พบการเพิ่มสมรรถภาพการออกกำลังกายอย่างชัดเจน
- ภาพรวมหลักฐาน: systematic review ที่รวบรวมการศึกษาทางคลินิกพบผลในทางบวกบางด้าน แต่ยังสรุปประสิทธิผลไม่ได้อย่างแน่นอน เนื่องจากจำนวนและขนาดการศึกษายังจำกัด
- หลักฐานล่าสุด: systematic review และ meta-analysis ที่เผยแพร่ในปี 2024 พบสัญญาณของประโยชน์ของกระชายดำต่อผลลัพธ์บางด้านที่เกี่ยวข้องกับ metabolic syndrome และ erectile dysfunction แต่ผู้วิจัยยังชี้ว่าจำเป็นต้องมีหลักฐานเพิ่มเติม โดยเฉพาะการศึกษาในมนุษย์ที่มีคุณภาพสูง
เภสัชวิทยา
- ต้านการอักเสบ: สาร methoxyflavones โดยเฉพาะ 5,7-DMF มีฤทธิ์ต้านการอักเสบในการทดลองระดับเซลล์และสัตว์ทดลอง
- ต้านอนุมูลอิสระ: สารกลุ่มฟลาโวนอยด์และสารฟีนอลิกมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในการทดลอง
- ระบบหลอดเลือด: มีรายงานฤทธิ์เกี่ยวข้องกับการคลายตัวของหลอดเลือดและเส้นทาง cGMP-NO ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการทำงานของระบบหลอดเลือด
- การเผาผลาญพลังงาน: งานทดลองบางส่วนพบว่าสารสกัดอาจมีผลต่อการทำงานของ mitochondria และการใช้พลังงาน
- ระบบประสาท: มีการศึกษาฤทธิ์ปกป้องเซลล์ประสาทและฤทธิ์ทางชีวภาพอื่น ๆ ในระดับก่อนคลินิก
- ฤทธิ์ต้านจุลชีพ: น้ำมันหอมระเหยและสารบางชนิดจากเหง้ามีฤทธิ์ต้านจุลชีพในการทดลอง
- ข้อจำกัด: ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่พบในหลอดทดลองหรือสัตว์ทดลองไม่สามารถนำมาเท่ากับประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์ได้โดยตรง
ความปลอดภัย
- การศึกษาระยะสั้นในมนุษย์: การทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มยาหลอกในผู้ใหญ่สุขภาพดี 52 คน พบว่าการรับประทานสารสกัดกระชายดำวันละ 750 มิลลิกรัม เป็นเวลา 4 สัปดาห์ ไม่พบเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่สัมพันธ์กับสารสกัด และไม่พบความผิดปกติสำคัญของตัวชี้วัดทางกายภาพ เลือด ปัสสาวะ และระบบหัวใจและหลอดเลือดเมื่อเทียบกับกลุ่มยาหลอก
- หลักฐานยังจำกัด: ข้อมูลความปลอดภัยระยะยาว การใช้ในหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร เด็ก ผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว และผู้ใช้ยาหลายชนิดยังมีจำกัด
- การใช้เพื่อรักษาโรค: ไม่ควรใช้กระชายดำทดแทนยาที่แพทย์สั่ง
- โรคประจำตัว: ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือรับประทานยาประจำควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้สารสกัดกระชายดำในขนาดเข้มข้น
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
- Warfarin: ฐานข้อมูลอันตรกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยาของศูนย์ข้อมูลสมุนไพร มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่ากระชายดำอาจมีปฏิกิริยากับ warfarin โดยอาจลดฤทธิ์ของยาและทำให้ค่า INR ลดลง จัดเป็นความเสี่ยงที่มีความรุนแรงมาก จึงควรใช้ภายใต้คำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์
- ยาที่ผ่าน CYP3A: งานทดลองพบว่าสารสกัดกระชายดำและสาร 5,7-DMF สามารถยับยั้ง CYP3A และเพิ่มระดับยามิดาโซแลมในสัตว์ทดลองได้ จึงมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดปฏิกิริยากับยาบางชนิดที่ถูกเปลี่ยนแปลงผ่านเอนไซม์นี้ แต่หลักฐานในมนุษย์ยังไม่เพียงพอ
- พาราเซตามอล: งานวิจัยในหนูพบว่าสารสกัดกระชายดำสามารถเปลี่ยนแปลงเภสัชจลนศาสตร์ของ acetaminophen/paracetamol ได้ อย่างไรก็ตาม ยังไม่ควรนำผลดังกล่าวมาใช้ทำนายผลในมนุษย์โดยตรง
- คำแนะนำ: หากใช้ warfarin ยากล่อมประสาท ยาที่ผ่าน CYP3A หรือยาประจำชนิดอื่น ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้สารสกัดกระชายดำ
การใช้ในอาหาร
- เครื่องดื่มสมุนไพร: มีการนำเหง้ากระชายดำมาใช้ทำเครื่องดื่มสมุนไพรและชาชง
- เครื่องดื่มแปรรูป: มีการพัฒนาเป็นเครื่องดื่มกระชายดำและเครื่องดื่มสมุนไพรผสม
- การใช้เป็นอาหาร: กระชายดำไม่ได้เป็นสมุนไพรที่นิยมใช้เป็นเครื่องเทศในอาหารไทยอย่างแพร่หลายเท่ากระชายเหลือง แต่สามารถนำเหง้ามาแปรรูปเป็นเครื่องดื่มหรือส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์อาหารได้
- ข้อควรระวัง: ผลิตภัณฑ์อาหารและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมีความเข้มข้นและปริมาณสารสำคัญแตกต่างกัน จึงไม่ควรถือว่าให้ผลเหมือนเหง้าสดหรือเหง้าแห้งทุกประการ
การใช้ในผลิตภัณฑ์
- ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร: พบในรูปแบบแคปซูล เม็ด และสารสกัดมาตรฐาน
- เครื่องดื่ม: ชาชง เครื่องดื่มสมุนไพร และผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มสำเร็จรูป
- ผลิตภัณฑ์สมุนไพร: ใช้เป็นวัตถุดิบในผลิตภัณฑ์สมุนไพรบางชนิด
- เครื่องสำอาง: มีการศึกษาสารสกัดกระชายดำที่มี methoxyflavones ในผลิตภัณฑ์ดูแลผิว โดยงานวิจัยบางฉบับศึกษาฤทธิ์ด้านการต่อต้านความเสื่อมของผิวและความปลอดภัยของสารสกัดมาตรฐาน
- สารสกัดมาตรฐาน: การพัฒนาผลิตภัณฑ์สมัยใหม่มักควบคุมสารสำคัญ เช่น 5,7-DMF และ methoxyflavones หลายชนิด เพื่อให้คุณภาพของวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์มีความสม่ำเสมอ
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- ระยะเก็บเกี่ยว: โดยทั่วไปเก็บเมื่ออายุประมาณ 8–12 เดือน หรือเมื่อใบและลำต้นเริ่มเหี่ยวแห้งและยุบตัว
- การเก็บเกี่ยว: ขุดเหง้าด้วยความระมัดระวังเพื่อไม่ให้เกิดบาดแผลมาก จากนั้นตัดรากและทำความสะอาด
- การทำแห้ง: สามารถหั่นเป็นชิ้นบางแล้วตากแดด หรืออบด้วยอุณหภูมิที่เหมาะสมจนแห้งสนิท
- การเก็บรักษา: ควรเก็บวัตถุดิบแห้งในภาชนะที่ปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง และการปนเปื้อน และเก็บในสถานที่สะอาด อากาศถ่ายเทดี
- คุณภาพวัตถุดิบ: ข้อมูลด้านมาตรฐานวัตถุดิบระบุว่ากระชายดำแห้งควรควบคุมปริมาณน้ำ สิ่งแปลกปลอม และเถ้าที่ไม่ละลายในกรดตามเกณฑ์มาตรฐานสมุนไพรไทย
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
- กลุ่มชาติพันธุ์และชุมชนบนพื้นที่สูง: มีการใช้กระชายดำเป็นสมุนไพรบำรุงกำลังและช่วยลดความรู้สึกเหนื่อยจากการทำงาน
- การดอง: บางชุมชนนำเหง้ามาดองสุราเพื่อใช้เป็นเครื่องดื่มสมุนไพรตามภูมิปัญญา
- ยาพื้นบ้าน: มีการใช้เหง้าเพื่อบรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียด ปวดมวนท้อง และใช้เป็นยาบำรุงกำลัง
- ด้านสมรรถภาพทางเพศ: กระชายดำมีชื่อเสียงในตำรับพื้นบ้านในฐานะสมุนไพรบำรุงกำหนัดและสมรรถภาพทางเพศชาย
- ความเชื่อ: ในบางพื้นที่มีความเชื่อเกี่ยวกับกระชายดำในด้านคงกระพันและพลังทางกาย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมและความเชื่อพื้นบ้าน ไม่ใช่ข้อสรุปทางวิทยาศาสตร์
ประวัติและวัฒนธรรม
- กระชายดำมีความสัมพันธ์กับภูมิปัญญาการใช้สมุนไพรของชุมชนในประเทศไทยมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะพื้นที่ภูเขาและชุมชนบนพื้นที่สูง
- มีชื่อเรียก “โสมไทย” หรือ “โสมกระชายดำ” จากการนำไปเปรียบเทียบกับสมุนไพรบำรุงกำลังอย่างโสม
- ความนิยมด้านการบำรุงกำลังและสมรรถภาพทางเพศทำให้กระชายดำได้รับความสนใจอย่างมากในการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในประเทศไทย
- ปัจจุบันกระชายดำจึงมีทั้งคุณค่าด้านภูมิปัญญาเกษตรกรรม การแพทย์แผนไทย และเศรษฐกิจสมุนไพร
สถานะการอนุรักษ์
- สถานะตามข้อมูล Kew/IUCN: Plants of the World Online ระบุข้อมูล IUCN สำหรับ Kaempferia parviflora เป็น Data Deficient (DD) หรือข้อมูลไม่เพียงพอ ขณะที่การประเมินการสูญพันธุ์เชิงคาดการณ์ของพืชดอกในปี 2024 ประเมินว่าไม่น่าถูกคุกคาม แต่มีระดับความเชื่อมั่นตามวิธีการประเมินดังกล่าว
- การอนุรักษ์ในประเทศไทย: การส่งเสริมการปลูกเชิงเกษตรและการใช้เหง้าที่ได้จากการเพาะปลูกสามารถช่วยลดแรงกดดันจากการเก็บจากธรรมชาติ
- แนวทางที่เหมาะสม: ควรคัดเลือกและเก็บรักษาพันธุ์ท้องถิ่น ใช้วัสดุพันธุ์ที่มีคุณภาพ และส่งเสริมการปลูกตามหลักเกษตรที่เหมาะสม
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- อาณาจักร: Plantae
- ไฟลัม: Streptophyta
- ชั้น: Equisetopsida
- อันดับ: Zingiberales
- วงศ์: Zingiberaceae
- สกุล: Kaempferia
- ชนิด: Kaempferia parviflora Wall. ex Baker
- ชื่อพ้องที่สำคัญ: Kaempferia rubromarginata (S.Q. Tong) R.J. Searle และ Stahlianthus rubromarginatus S.Q. Tong
- สถานะชื่อ: ชื่อ Kaempferia parviflora Wall. ex Baker เป็นชื่อที่ได้รับการยอมรับ (accepted name) ตาม Plants of the World Online
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2565). พืชสมุนไพรเศรษฐกิจ สู่มาตรฐานการทำยา: กระชายดำ. กระทรวงสาธารณสุข.
- กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2564). กระชายดำ. กระทรวงสาธารณสุข.
- กรมวิชาการเกษตร. (ม.ป.ป.). กระชายดำ: ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน.
- กรมวิชาการเกษตร. (ม.ป.ป.). GAP กระชายดำ. ฐานข้อมูลพันธุกรรมพืชสวน.
- คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. (2560). กระชายดำกับสมรรถภาพทางเพศชาย. ศูนย์ข้อมูลสมุนไพร.
- คณะการแพทย์แผนไทย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. (2558). ยาเลือดงาม.
- ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น. (ม.ป.ป.). กระชายดำ. Smart Herb Platform.
- สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. (ม.ป.ป.). ฐานข้อมูลอันตรกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา: กระชายดำและ warfarin.
- สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม/หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง. (ม.ป.ป.). ข้อมูลมาตรฐานวัตถุดิบกระชายดำ.
- Saokaew, S., Wilairat, P., Raktanyakan, P., Dilokthornsakul, P., Dhippayom, T., Kongkaew, C., Sruamsiri, R., Chuthaputti, A., & Chaiyakunapruk, N. (2017). Clinical effects of Krachaidum (Kaempferia parviflora): A systematic review. Journal of Evidence-Based Complementary & Alternative Medicine, 22(3), 413–428. https://doi.org/10.1177/2156587216669628
- Na Takuathung, M., Klinjan, P., & Koonrungsesomboon, N. (2024). A systematic review and meta-analysis of animal and human studies demonstrates the beneficial effects of Kaempferia parviflora on metabolic syndrome and erectile dysfunction. Nutrition Research, 122, 80–91. https://doi.org/10.1016/j.nutres.2023.12.001
- Yoshino, S., et al. (2018). Daily intake of Kaempferia parviflora extract decreases abdominal fat in overweight and preobese subjects: A randomized, double-blind, placebo-controlled clinical study. Diabetes, Metabolic Syndrome and Obesity: Targets and Therapy, 11, 447–458. https://doi.org/10.2147/DMSO.S169925
- Yoshino, S., et al. (2019). Evaluation of the safety of daily consumption of Kaempferia parviflora extract (KPFORCE): A randomized double-blind placebo-controlled trial. Journal of Medicinal Food, 22(11), 1168–1174. https://doi.org/10.1089/jmf.2018.4372
- Lee, S., et al. (2019). Kaempferia parviflora and its methoxyflavones: Chemistry and biological activities. Evidence-Based Complementary and Alternative Medicine, 2019, 4057456. https://doi.org/10.1155/2018/4057456
- Nadzri, N. M., et al. (2022). Inhibition of CYP3A-mediated midazolam metabolism by Kaempferia parviflora. Food Safety, 10(2).
- Kongthong, P., et al. (2019). In vivo effect of Kaempferia parviflora extract on pharmacokinetics of acetaminophen. Journal of Toxicology and Environmental Health / Pharmacology-related literature. https://doi.org/10.1080/01480545.2018.1542435
- Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Kaempferia parviflora Wall. ex Baker. Plants of the World Online.
