กระเจียว
กระเจียวเป็นพืชล้มลุกมีเหง้าใต้ดินในวงศ์ขิง (Zingiberaceae) พบในประเทศไทยและมีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของชุมชนในหลายพื้นที่ ทั้งในฐานะผักพื้นบ้าน สมุนไพร และไม้ดอกพื้นถิ่น โดยเฉพาะช่วงต้นฤดูฝนที่ช่อดอกสีชมพูถึงม่วงจะผลิบานโดดเด่นตามพื้นที่ธรรมชาติ จนกระเจียวได้รับการกล่าวถึงในฐานะ “ราชินีแห่งป่าฝน” กระเจียวที่กล่าวถึงในข้อมูลนี้คือ Curcuma sessilis Gage. ซึ่งแตกต่างจากพืชสกุล Curcuma ชนิดอื่นที่มีชื่อพื้นเมืองคล้ายกัน
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อสมุนไพร: กระเจียว
- ชื่อท้องถิ่น: กระเจียวแดง, กระเจียวโคก, อาวแดง, กาเตียว, จวด, ดอกดิน และชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ตามแต่ละพื้นที่
- ชื่อวิทยาศาสตร์: Curcuma sessilis Gage.
- ชื่อวงศ์: Zingiberaceae หรือวงศ์ขิง
- ลักษณะการดำรงชีวิต: ไม้ล้มลุกหลายปี มีเหง้าใต้ดิน
- การใช้ประโยชน์: ใช้เป็นอาหารพื้นบ้าน สมุนไพร และไม้ดอกไม้ประดับ
- ข้อควรแยกชนิด: ชื่อ “กระเจียว” ในประเทศไทยอาจใช้เรียกพืชสกุล Curcuma ได้หลายชนิด จึงควรตรวจสอบชื่อวิทยาศาสตร์ก่อนนำมาใช้เป็นสมุนไพร
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น: เป็นไม้ล้มลุก มีเหง้าอยู่ใต้ดิน สามารถเจริญอยู่ได้หลายปี ลำต้นเทียมเกิดจากกาบใบซ้อนกัน สูงโดยทั่วไปประมาณ 40–60 เซนติเมตร
- เหง้า: อยู่ใต้ดิน มีลักษณะเป็นเหง้าหรือหัวสะสมอาหาร และเป็นส่วนที่ช่วยให้พืชอยู่รอดในช่วงฤดูแล้งหรือช่วงที่ส่วนเหนือดินแห้งตาย
- ใบ: เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปขอบขนานหรือรูปหอก ปลายใบแหลม เส้นใบขนาน ขอบใบเรียบ ใบและกาบใบรวมกันเป็นลำต้นเทียม
- ดอก: ออกเป็นช่อแน่นรูปทรงกระบอก ช่อดอกเกิดบริเวณกลางหรือส่วนปลายของลำต้นเทียม ใบประดับมีสีตั้งแต่เขียวไปจนถึงชมพูหรือม่วงตามลักษณะของต้น ดอกจริงมีสีเหลืองและมีลักษณะคล้ายดอกกล้วยไม้
- ผล: เป็นผลแห้งแตก ภายในมีเมล็ด โดยข้อมูลทางพฤกษศาสตร์ระบุว่าเมล็ดมีรูปร่างคล้ายหยดน้ำและมีขนาดประมาณ 0.5 เซนติเมตร
- ช่วงออกดอก: โดยทั่วไปออกดอกในช่วงต้นฤดูฝนถึงฤดูฝน และในหลายพื้นที่พบการออกดอกเด่นในช่วงประมาณเดือนมิถุนายน–สิงหาคม
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
- การกระจายพันธุ์ในประเทศไทย: มีรายงานการพบกระเจียวในพื้นที่ธรรมชาติหลายภูมิภาคของประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นที่ป่าและทุ่งธรรมชาติที่มีฤดูกาลชัดเจน
- แหล่งที่พบเด่น: จังหวัดชัยภูมิเป็นพื้นที่ที่มีชื่อเสียงด้านทุ่งกระเจียว โดยเฉพาะอุทยานแห่งชาติป่าหินงามและพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งกระเจียวจะออกดอกในช่วงฤดูฝนของทุกปี
- ถิ่นกำเนิดตามฐานข้อมูลสากล: Plants of the World Online ของ Kew ยอมรับ Curcuma sessilis เป็นชนิดที่มีสถานะ accepted และระบุถิ่นกำเนิดตามฐานข้อมูลปัจจุบันไว้ที่เมียนมาร์ตอนเหนือ ขณะที่ฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทยระบุ C. sessilis เป็นพืชที่พบในประเทศไทย
- ถิ่นอาศัย: มักสัมพันธ์กับพื้นที่ป่าและระบบนิเวศเขตร้อนที่มีช่วงฤดูฝนและฤดูแล้งชัดเจน
การปลูกและการขยายพันธุ์
- สภาพแวดล้อม: ควรปลูกในดินที่ระบายน้ำได้ดี มีอินทรียวัตถุ และได้รับแสงแดดหรือแสงรำไรที่เหมาะสม
- วัสดุปลูก: นิยมใช้เหง้าหรือหัวพันธุ์ที่สมบูรณ์และปราศจากโรค
- การเตรียมแปลง: ควรเตรียมดินให้ร่วนซุยและระบายน้ำได้ดี การปลูกเพื่อผลิตดอกสามารถจัดระยะปลูกให้เหมาะสมกับการดูแลและการเก็บเกี่ยว
- การขยายพันธุ์: การใช้เหง้าเป็นวิธีที่เหมาะสมสำหรับการขยายพันธุ์เชิงปลูก เนื่องจากกระเจียวเป็นพืชมีเหง้าใต้ดิน งานรวบรวมพันธุ์พืชสกุลกระเจียวในประเทศไทยมีการเก็บรวบรวม Curcuma sessilis จากพื้นที่จังหวัดนครราชสีมาเพื่อศึกษาการเจริญเติบโตด้วย
- การพักตัว: ในช่วงฤดูแล้ง ส่วนเหนือดินอาจแห้งและเหลือเหง้าอยู่ใต้ดิน ก่อนเริ่มเจริญใหม่เมื่อเข้าสู่ฤดูฝน
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- ดอก
- ดอกอ่อน
- หน่ออ่อน
- เหง้า
- ใบ
ส่วนต่าง ๆ เหล่านี้มีการบันทึกการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน แต่ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และข้อมูลทางคลินิกของแต่ละส่วนยังแตกต่างกัน
สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา
- ดอกอ่อน: ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านมีการใช้เป็นยาขับลม ช่วยบรรเทาอาการท้องอืดและท้องเฟ้อ และใช้ในลักษณะอาหารหรือผักพื้นบ้าน
- หน่ออ่อน: มีการใช้เป็นยาสมานแผลตามภูมิปัญญาท้องถิ่น
- เหง้า: มีการใช้เพื่อบรรเทาอาการปวดเมื่อย
- ใบ: มีข้อมูลการใช้ใบตำหรือคั้นเพื่อใช้กับบาดแผลและช่วยห้ามเลือด
- ดอก: มีการบันทึกภูมิปัญญาการใช้สำหรับอาการเกี่ยวกับมดลูกในสตรีหลังคลอด
หมายเหตุด้านหลักฐาน: สรรพคุณดังกล่าวเป็นข้อมูลจากการใช้ตามภูมิปัญญา ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการยืนยันจากการทดลองทางคลินิก
วิธีใช้
- ใช้เป็นอาหาร: ดอกอ่อนและหน่ออ่อนสามารถรับประทานสด ลวก หรือนำไปประกอบอาหารได้
- ใช้เป็นผักพื้นบ้าน: นิยมรับประทานร่วมกับน้ำพริกหรือปรุงเป็นอาหาร
- ใช้ตามภูมิปัญญา: ส่วนต่าง ๆ ของพืชมีการนำไปใช้ในรูปแบบพื้นบ้านแตกต่างกันตามท้องถิ่น
- ข้อควรระวัง: ยังไม่มีข้อมูลมาตรฐานที่เพียงพอสำหรับกำหนดขนาดรับประทานเพื่อรักษาโรค ดังนั้นไม่ควรนำข้อมูลภูมิปัญญามากำหนดเป็นขนาดยาสำหรับผู้ป่วยด้วยตนเอง
สารสำคัญ
- สารประกอบฟีนอลิก: งานวิจัยในดอกและเหง้าของ Curcuma sessilis พบสารกลุ่มฟีนอลิก และพบว่าปริมาณสารฟีนอลิกแตกต่างกันตามส่วนของพืชและตัวทำละลายที่ใช้สกัด
- สารต้านอนุมูลอิสระ: สารสกัดจากดอกกระเจียว โดยเฉพาะดอกสีแดงและดอกสีเขียว แสดงกิจกรรมต้านอนุมูลอิสระในแบบจำลองการทดลองหลายวิธี
- สารพฤกษเคมีอื่น ๆ: พืชในสกุล Curcuma มีสารพฤกษเคมีหลายกลุ่ม แต่ไม่ควรนำข้อมูลของขมิ้นชันหรือ Curcuma ชนิดอื่นมาเหมารวมว่าเป็นสารสำคัญของ C. sessilis โดยตรง
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ: การศึกษาของศรีจำเริญ (2017) เปรียบเทียบสารสกัดจากดอกสีแดง ดอกสีเขียว และเหง้าของ Curcuma sessilis โดยใช้การสกัดด้วยน้ำ เมทานอล และอะซีโตน พบว่าดอกสีแดงที่สกัดด้วยน้ำหรือเมทานอลมีสารประกอบฟีนอลิกสูง และสารสกัดจากดอกสีแดงและสีเขียวมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในการทดสอบ ABTS รวมทั้งยังแสดงกิจกรรมหลังผ่านแบบจำลองการย่อยอาหารในหลอดทดลอง
- ผลิตภัณฑ์ชาดอกไม้: มีการพัฒนาผงชาดอกไม้สำเร็จรูปจาก C. sessilis และศึกษาปริมาณฟีนอลิกรวมและฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ โดยสูตรที่ใช้สารละลายสมุนไพรต่อน้ำตาลในอัตรา 2:1 ให้ค่าฟีนอลิกรวมและกิจกรรมกำจัดอนุมูล DPPH สูงในเงื่อนไขการทดลองดังกล่าว
- การศึกษาด้านการก่อกลายพันธุ์: งานวิทยานิพนธ์ที่ศึกษาสารสกัดจากดอกไม้หลายชนิด รวมถึง C. sessilis พบว่าสารสกัดดอกกระเจียวมีผลการทดสอบด้านการต้านการก่อกลายพันธุ์ในแบบจำลองทดลองบางระบบ อย่างไรก็ตามผลดังกล่าวยังเป็นหลักฐานระดับห้องปฏิบัติการ ไม่ใช่หลักฐานประสิทธิผลในการป้องกันโรคในมนุษย์
- การศึกษาด้านความสัมพันธ์ทางพันธุกรรม: มีการศึกษาพืชสกุล Curcuma จำนวน 20 ชนิดในประเทศไทยด้วยเครื่องหมาย AFLP เพื่อช่วยประเมินความสัมพันธ์ทางพันธุกรรม เนื่องจากพืชสกุลนี้มีลักษณะทางสัณฐานวิทยาที่คล้ายกันและอาจจำแนกชนิดได้ยากในระยะต้น
- ภาพรวมหลักฐาน: งานวิจัยของกระเจียวในปัจจุบันมีน้ำหนักไปทางการศึกษาทางพฤกษเคมี อาหาร และฤทธิ์ทางชีวภาพในระดับห้องปฏิบัติการ มากกว่าการทดลองทางคลินิกในมนุษย์
เภสัชวิทยา
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ: สารสกัดจากดอกกระเจียวแสดงความสามารถในการกำจัดอนุมูลอิสระและจับไอออนโลหะบางชนิดในระบบทดสอบ in vitro
- ฤทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับสารฟีนอลิก: ผลการศึกษาพบความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณสารประกอบฟีนอลิกกับกิจกรรมต้านอนุมูลอิสระในสารสกัดบางชนิด
- ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย: มีงานพัฒนาครีมสมุนไพรที่มีสารสกัดจากดอก C. sessilis เป็นหนึ่งในส่วนประกอบและทดสอบต่อ Staphylococcus aureus แต่เป็นการศึกษาในสูตรตำรับสมุนไพรหลายชนิด ไม่ควรสรุปว่ากระเจียวเพียงชนิดเดียวมีประสิทธิผลในการรักษาการติดเชื้อ
- ข้อจำกัด: ยังไม่มีหลักฐานทางเภสัชวิทยาที่เพียงพอที่จะระบุขนาดยา กลไกการออกฤทธิ์ หรือประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์อย่างชัดเจน
ความปลอดภัย
- กระเจียวมีประวัติการใช้เป็นผักพื้นบ้าน โดยเฉพาะดอกอ่อนและหน่ออ่อน จึงมีข้อมูลการบริโภคตามวิถีอาหารท้องถิ่น
- อย่างไรก็ตาม ข้อมูลความปลอดภัยในรูปแบบสารสกัดเข้มข้นหรือการใช้เป็นยาขนาดสูงยังมีจำกัด
- ไม่ควรนำผลการทดลองความปลอดภัยของขมิ้นชันหรือพืช Curcuma ชนิดอื่นมาใช้แทนข้อมูลความปลอดภัยของ C. sessilis
- หญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว หรือผู้ที่ใช้ยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้กระเจียวในรูปแบบสารสกัดหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพรเข้มข้น
- หากเกิดอาการผิดปกติหลังรับประทานหรือใช้ผลิตภัณฑ์จากกระเจียว ควรหยุดใช้และขอคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
- ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอ สำหรับยืนยันปฏิกิริยาระหว่าง Curcuma sessilis กับยาชนิดใดเป็นการเฉพาะ
- ข้อมูลการทดลองในห้องปฏิบัติการของกระเจียวไม่ควรถูกตีความเป็นหลักฐานว่ามีหรือไม่มีปฏิกิริยากับยาในมนุษย์
- ผู้ที่ใช้ยาประจำ โดยเฉพาะยาที่มีช่วงการรักษาแคบหรือยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้สารสกัดกระเจียวในปริมาณสูง
การใช้ในอาหาร
- ดอกอ่อน: ใช้รับประทานเป็นผักพื้นบ้าน
- หน่ออ่อน: ใช้รับประทานสดหรือลวก
- การรับประทานกับน้ำพริก: เป็นรูปแบบการบริโภคที่พบในภูมิปัญญาอาหารพื้นบ้าน
- การประกอบอาหาร: สามารถนำส่วนอ่อนของกระเจียวไปปรุงอาหารตามรูปแบบอาหารท้องถิ่น
- กระเจียวยังได้รับความสนใจในงานวิจัยด้านอาหารฟังก์ชันและผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มจากดอก เนื่องจากมีสารฟีนอลิกและกิจกรรมต้านอนุมูลอิสระในแบบจำลองการทดลอง
การใช้ในผลิตภัณฑ์
- ไม้ตัดดอก: กระเจียวมีศักยภาพในการผลิตเป็นไม้ตัดดอก
- ไม้กระถาง: สามารถนำไปปลูกเป็นไม้กระถางเพื่อจำหน่าย
- ไม้ประดับแปลง: นิยมใช้เพื่อสร้างสีสันในสวนและพื้นที่ภูมิทัศน์
- ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม: มีงานวิจัยพัฒนาผงชาดอกไม้สำเร็จรูปจากกระเจียว
- ผลิตภัณฑ์สมุนไพร: มีการทดลองนำสารสกัดดอกกระเจียวเป็นส่วนประกอบในสูตรครีมสมุนไพรสำหรับการทดสอบฤทธิ์ต่อ S. aureus
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- ดอก: ควรเก็บในระยะที่เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ หากนำมารับประทานควรเลือกดอกอ่อนหรือส่วนอ่อนที่สดและไม่ช้ำ
- หน่ออ่อน: เก็บในระยะที่ยังอ่อนและนำไปประกอบอาหารโดยเร็ว
- เหง้า: เก็บเมื่อส่วนเหนือดินเริ่มแห้งและพืชเข้าสู่ระยะพักตัว โดยเลือกเหง้าที่สมบูรณ์ ปราศจากเชื้อราและการเน่า
- การเก็บรักษาสด: ควรทำความสะอาดและเก็บในสภาพที่เหมาะสมเพื่อป้องกันความชื้นและการเน่าเสีย
- การเก็บเป็นวัตถุดิบแห้ง: ควรทำให้แห้งอย่างทั่วถึงก่อนเก็บในภาชนะสะอาด แห้ง ปิดสนิท และป้องกันแสงและความชื้น
- เนื่องจากยังไม่มีมาตรฐานเฉพาะสำหรับวัตถุดิบยากระเจียวที่เป็นที่ยอมรับทั่วไป จึงควรระบุชนิดพืช ส่วนที่ใช้ และวิธีเตรียมวัตถุดิบให้ชัดเจน
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
- กระเจียวเป็นทั้ง พืชอาหารและพืชสมุนไพรพื้นบ้าน ในหลายชุมชน
- มีการใช้ดอกอ่อนและหน่ออ่อนเป็นผัก และรับประทานร่วมกับน้ำพริก
- ภูมิปัญญาบางพื้นที่ใช้ดอกอ่อนเพื่อขับลม ใช้หน่ออ่อนสมานแผล และใช้เหง้าบรรเทาอาการปวดเมื่อย
- การศึกษาพฤกษศาสตร์พื้นบ้านของชาวมูเซอดำ บ้านห้วยปลาหลด จังหวัดตาก พบกระเจียว (Curcuma sessilis) เป็นหนึ่งในพืชที่ชุมชนใช้ประโยชน์ และพบว่ากระเจียวมีความสำคัญในระบบนิเวศป่าเบญจพรรณของพื้นที่ศึกษา
- การใช้ประโยชน์จากกระเจียวจึงสะท้อนทั้งความรู้ด้านอาหาร การใช้พืชสมุนไพร และความสัมพันธ์ของชุมชนกับทรัพยากรพืชในป่าท้องถิ่น
ประวัติและวัฒนธรรม
- กระเจียวเป็นพืชพื้นถิ่นที่มีความโดดเด่นในวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติของประเทศไทย
- เทศกาลชมดอกกระเจียว: จังหวัดชัยภูมิมีชื่อเสียงจากทุ่งดอกกระเจียวในช่วงฤดูฝน โดยเฉพาะบริเวณอุทยานแห่งชาติป่าหินงามและพื้นที่ใกล้เคียง
- “ราชินีแห่งป่าฝน”: ชื่อเรียกดังกล่าวสะท้อนความโดดเด่นของกระเจียวที่ผลิบานพร้อมกับการมาถึงของฤดูฝน
- Siam tulip / Summer tulip: กระเจียวและปทุมมาซึ่งอยู่ในสกุล Curcuma ได้รับความนิยมในฐานะไม้ดอกพื้นถิ่นที่มีศักยภาพด้านไม้ตัดดอกและไม้ประดับ แต่ทั้งสองชนิดไม่ใช่พืชชนิดเดียวกัน
สถานะการอนุรักษ์
- ฐานข้อมูล Kew Plants of the World Online ยอมรับ Curcuma sessilis Gage เป็นชื่อวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับในปัจจุบัน
- ยังไม่ควรระบุสถานะการอนุรักษ์ของกระเจียวจากข้อมูลของพืชสกุล Curcuma ชนิดอื่น
- การอนุรักษ์ในประเทศไทยมีความสำคัญทั้งในด้านความหลากหลายทางพันธุกรรม พืชอาหารพื้นบ้าน สมุนไพร และไม้ดอกพื้นถิ่น
- มีโครงการรวบรวมและอนุรักษ์พันธุ์กระเจียวในประเทศไทยเพื่อใช้เป็นแหล่งเรียนรู้และรักษาความหลากหลายของพันธุกรรมพืช
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- อาณาจักร: Plantae
- กลุ่มพืช: Tracheophyta
- ชั้น: Liliopsida
- อันดับ: Zingiberales
- วงศ์: Zingiberaceae
- สกุล: Curcuma L.
- ชนิด: Curcuma sessilis Gage.
- สถานะชื่อวิทยาศาสตร์: Accepted
- ชื่อพ้องหรือชื่อที่เกี่ยวข้อง: ควรตรวจสอบจากฐานข้อมูลอนุกรมวิธานมาตรฐานก่อนนำไปใช้ในเอกสารวิชาการ เนื่องจากพืชสกุล Curcuma มีความหลากหลายสูงและมีประวัติการปรับปรุงการจำแนกชนิด
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2559). สารานุกรมพืชในประเทศไทย: สกุลกระเจียว (Curcuma L.). กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช.
- คมกริช เศรษบุบผา, และ ดวงใจ ศุขเฉลิม. (2565). พฤกษศาสตร์พื้นบ้านของชาวมูเซอดำ บ้านห้วยปลาหลด ตำบลด่านแม่ละเมา อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก. วารสารวนศาสตร์ไทย.
- ศรีจำเริญ, อ. (2560). การสกัดดอกกระเจียวแดงและประเมินกิจกรรมต้านอนุมูลอิสระ. วารสารวิทยาศาสตร์ มข., 45(4), 844–857.
- วรรณภา วีระภักดี, และ อดิศร กระแสชัย. (2563). การรวบรวมและศึกษาการเจริญของพืชสกุลกระเจียวบางชนิด. Journal of Agricultural Research and Communications.
- สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย. (ม.ป.ป.). อาวแดง (Curcuma sessilis Gage.). ศูนย์ศึกษาวิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม สะแกราช.
- สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. (ม.ป.ป.). TH-BIF: Curcuma sessilis Gage. ระบบคลังข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทย.
- อัญชลี ศรีจำเริญ. (2562). Evaluation of antioxidant property and total phenolic content of instant flower tea powder from Curcuma sessilis Gage., Clitoria ternatea Linn. and Bombax anceps Pierre. KKU Science Journal, 47(3), 490–497.
- Gage, J. E. (1904). Curcuma sessilis. Records of the Botanical Survey of India, 3, 106.
- Kew Science. (2026). Curcuma sessilis Gage. Plants of the World Online.
- Sihanat, A., Theanphong, O., & Rungsihirunrat, K. (2020). Assessment of phylogenetic relationship among twenty Curcuma species in Thailand using amplified fragment length polymorphism marker. Journal of Advanced Pharmaceutical Technology & Research.
