กระพี้จั่น
กระพี้จั่น เป็นไม้ต้นพื้นถิ่นของเอเชียเขตร้อนที่พบในประเทศไทย และมีความเกี่ยวข้องกับภูมิปัญญาการใช้สมุนไพรพื้นบ้าน โดยเฉพาะส่วนของลำต้น เนื้อไม้ เปลือกต้น และแก่น นอกจากนี้ยังเป็นไม้ที่มีคุณค่าด้านการใช้ประโยชน์จากเนื้อไม้และมีความสำคัญในด้านพรรณไม้ท้องถิ่นของไทย
ชื่ออื่นที่พบ ได้แก่ จั่น, พี้จั่น, ปี้จั่น, กระพี้, กระพี้จัน, กระพี่จั่น
ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ใช้ในเอกสารพฤกษศาสตร์ไทยคือ Millettia brandisiana Kurz ขณะที่ฐานข้อมูล Plants of the World Online (Kew) ปัจจุบันยอมรับชื่อ Pongamia brandisiana (Kurz) Z.Q.Song และจัด Millettia brandisiana เป็นชื่อพ้อง ทั้งนี้ Flora of Thailand ยังอ้างถึงชนิดนี้ในชื่อ Millettia brandisiana ดังนั้นในการจัดทำฐานข้อมูลภาษาไทยควรระบุชื่อทั้งสองเพื่อป้องกันความสับสนทางอนุกรมวิธาน
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อไทย: กระพี้จั่น
- ชื่อท้องถิ่น: จั่น, พี้จั่น, ปี้จั่น, กระพี้, กระพี้จัน, กระพี่จั่น
- ชื่อวิทยาศาสตร์: Millettia brandisiana Kurz
- ชื่อที่ยอมรับในฐานข้อมูล Kew ปัจจุบัน: Pongamia brandisiana (Kurz) Z.Q.Song
- วงศ์: Fabaceae หรือ Leguminosae
- ประเภท: ไม้ต้นผลัดใบขนาดเล็กถึงขนาดกลาง
- ส่วนที่ใช้เป็นสมุนไพร: ลำต้น เนื้อไม้ เปลือกต้น และแก่น
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น: ไม้ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ผลัดใบ สูงประมาณ 8–20 เมตร เรือนยอดค่อนข้างกลม โคนต้นอาจมีพูพอน เปลือกต้นสีน้ำตาลถึงน้ำตาลเทา และแตกเป็นสะเก็ดเล็ก ๆ
- ใบ: ใบประกอบแบบขนนก เรียงเวียนสลับ มีใบย่อยประมาณ 7–21 ใบ ใบย่อยรูปรีถึงรูปรีแกมขอบขนาน กว้างประมาณ 1–3 เซนติเมตร ยาวประมาณ 3–7 เซนติเมตร ปลายเรียวแหลม โคนมนหรือแหลม
- ดอก: ดอกแบบดอกถั่ว สีขาวปนม่วงหรือม่วงแกมขาว ออกเป็นช่อบริเวณกิ่งและง่ามใบ ช่อดอกยาวประมาณ 7–22 เซนติเมตร
- ผล: เป็นฝักแบน โคนฝักแคบกว่าปลาย กว้างประมาณ 2–2.5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 9–12 เซนติเมตร ฝักมีผิวเกลี้ยงและค่อนข้างหนา ภายในมีเมล็ดสีน้ำตาลดำประมาณ 1–4 เมล็ด
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
- ถิ่นกำเนิด: พบในเขตร้อนของเอเชีย
- การกระจายพันธุ์: มีถิ่นกระจายตั้งแต่บังกลาเทศ ลาว เมียนมา ไทย และเวียดนาม
- ในประเทศไทย: พบกระจายอยู่ในหลายพื้นที่ และมีรายงานจากหน่วยงานด้านทรัพยากรป่าไม้ว่าเป็นชนิดไม้ที่นำมาใช้ในการปลูกฟื้นฟูป่า
- สภาพถิ่นอาศัย: พบในป่าธรรมชาติและพื้นที่ที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของไม้ป่าเขตร้อน
การปลูกและการขยายพันธุ์
- การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด: เป็นวิธีที่นิยม เนื่องจากสามารถหาเมล็ดและเพาะได้ง่าย
- การปักชำราก: มีรายงานว่าสามารถใช้เป็นวิธีขยายพันธุ์ได้เช่นกัน
- การเตรียมเมล็ด: แหล่งข้อมูลการปลูกพื้นบ้านแนะนำให้นำเมล็ดแช่น้ำก่อนเพาะ เพื่อช่วยให้เมล็ดดูดน้ำและกระตุ้นการงอก
- สภาพการปลูก: เป็นไม้ที่ค่อนข้างทนทานและสามารถเจริญเติบโตได้ในดินหลายชนิด ต้องการน้ำและความชื้นในระดับปานกลาง และสามารถทนสภาพแล้งได้พอสมควร
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- ลำต้น
- เนื้อไม้
- เปลือกต้น
- แก่น
สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา
- เนื้อไม้: ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านใช้เป็นยาบำรุงเลือด
- ลำต้น: ยาพื้นบ้านอีสานนำมาต้มเป็นน้ำดื่มเพื่อบำรุงเลือด
- เปลือกต้น: นำมาต้มน้ำใช้สำหรับชำระล้างบาดแผลเรื้อรัง
- แก่น: ใช้เป็นยาบำรุงกำลัง บำรุงร่างกาย บำรุงโลหิต บำรุงธาตุ และช่วยเจริญอาหาร
หมายเหตุ: สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการยืนยันในมนุษย์
วิธีใช้
- ลำต้นหรือเนื้อไม้: ในตำรับพื้นบ้านมีการนำมาต้มเป็นน้ำดื่มเพื่อใช้เป็นยาบำรุงเลือด
- เปลือกต้น: ใช้ต้มเป็นน้ำสำหรับชำระล้างบาดแผลเรื้อรัง
- แก่น: มีการใช้ในลักษณะยาต้มตามภูมิปัญญาพื้นบ้านเพื่อบำรุงกำลัง บำรุงร่างกาย และบำรุงโลหิต
ข้อควรระวังในการเผยแพร่ข้อมูล: ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกเพียงพอที่จะกำหนดขนาดรับประทานมาตรฐานของกระพี้จั่น จึงไม่ควรระบุขนาดยาเฉพาะเจาะจงโดยไม่มีตำรับหรือหลักฐานอ้างอิงที่ชัดเจน
ในบัญชียาจากสมุนไพร
จากการตรวจสอบฐานข้อมูล บัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร พ.ศ. 2566 ไม่พบหลักฐานที่ระบุ Millettia brandisiana หรือกระพี้จั่นเป็นส่วนประกอบหลักของรายการยาจากสมุนไพรในบัญชีดังกล่าว จึงควรจัดกระพี้จั่นไว้ในกลุ่ม สมุนไพรที่มีการใช้ตามภูมิปัญญาท้องถิ่น มากกว่าการระบุว่าเป็นสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ
สารสำคัญ
มีการศึกษาทางเภสัชเคมีของ Millettia brandisiana และพบสารกลุ่มฟลาโวนอยด์และไอโซฟลาโวนหลายชนิด โดยการศึกษาส่วนกิ่งพบสารใหม่ ได้แก่ brandisianone H และ 4′-O-methylelongatin รวมทั้งสารประกอบอื่น ๆ ที่พบในพืชชนิดนี้เป็นครั้งแรก
นอกจากนี้ งานทบทวนสกุล Millettia รายงานว่าสมาชิกในสกุลนี้มีสารทุติยภูมิหลายกลุ่ม เช่น flavonoids, phenolic compounds, phytosterols, saponins, alkaloids, terpenoids และ resins แต่ชนิดและปริมาณสารแตกต่างกันไปตามชนิดพืชและส่วนของพืช
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
- การศึกษาสารจาก รากของ Millettia brandisiana พบสารกลุ่มฟลาโวนอยด์และรายงานฤทธิ์ทางชีวภาพ ได้แก่ ความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็ง การต้านอนุมูลอิสระ และการยับยั้งเอนไซม์ aromatase ในการทดลองระดับหลอดทดลอง
- การศึกษาส่วน กิ่งของ Millettia brandisiana ในปี ค.ศ. 2023 พบสารไอโซฟลาโวนหลายชนิด โดยสารบางชนิดมีฤทธิ์เป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งตับ HepG2 และเซลล์มะเร็งท่อน้ำดี KKU-M156 ในระดับหลอดทดลอง
- ผลการทดลองดังกล่าว ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่ากระพี้จั่นสามารถใช้รักษาโรคมะเร็งในมนุษย์ได้ เนื่องจากเป็นหลักฐานระดับเซลล์และยังต้องมีการศึกษาสัตว์ทดลองและการศึกษาทางคลินิกเพิ่มเติม
เภสัชวิทยา
จากข้อมูลการวิจัยของ Millettia brandisiana พบฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่น่าสนใจในระดับการทดลอง ได้แก่
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ: พบจากการศึกษาสารสกัดและสารประกอบบางชนิด
- ฤทธิ์เป็นพิษต่อเซลล์มะเร็ง: สารสกัดและสารบางชนิดแสดงฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็งหลายสายพันธุ์ในหลอดทดลอง
- ฤทธิ์ยับยั้ง aromatase: สารฟลาโวนอยด์บางชนิดจากรากมีรายงานฤทธิ์ดังกล่าว
- ฤทธิ์ทางชีวภาพของสารกลุ่มไอโซฟลาโวน: มีการพบสารหลายชนิดที่สามารถนำไปศึกษาต่อด้านฤทธิ์ต้านมะเร็งได้
หลักฐานเหล่านี้เป็น ข้อมูลจากการทดลองก่อนคลินิก และยังไม่ควรนำไปเทียบเท่ากับประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์
ความปลอดภัย
ปัจจุบันมีข้อมูลด้านความปลอดภัยของกระพี้จั่นในมนุษย์ค่อนข้างจำกัด โดยเฉพาะการใช้ลำต้น เปลือก หรือแก่นในรูปแบบยาสมุนไพรและการใช้เป็นระยะเวลานาน ดังนั้นควรใช้ด้วยความระมัดระวัง
- ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอสำหรับกำหนดขนาดรับประทานที่ปลอดภัยมาตรฐาน
- ไม่ควรใช้สารสกัดเข้มข้นหรือสารบริสุทธิ์จากกระพี้จั่นแทนการรักษามาตรฐาน
- ผู้ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร เด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้มีโรคประจำตัวควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้
- การพบฤทธิ์เป็นพิษต่อเซลล์ในการทดลอง ไม่ได้หมายความว่าสมุนไพรมีฤทธิ์รักษามะเร็งอย่างปลอดภัยในมนุษย์
การใช้ในอาหาร
มีข้อมูลภูมิปัญญาท้องถิ่นบางแหล่งระบุว่า ยอดอ่อนของกระพี้จั่นสามารถนำมารับประทานได้ แต่ข้อมูลเกี่ยวกับวิธีเตรียมและความปลอดภัยในการบริโภคยังมีจำกัด จึงควรรับประทานในลักษณะอาหารพื้นบ้านและไม่ควรนำส่วนที่ใช้เป็นยามาบริโภคในปริมาณสูงโดยไม่มีข้อมูลรองรับ
การใช้ในผลิตภัณฑ์
- เนื้อไม้: มีการใช้ประโยชน์ด้านงานไม้ เช่น ด้ามเครื่องมือ วงกบ ประตู หน้าต่าง ฝา เพดาน บันได และเชื้อเพลิง
- เยื่อกระดาษ: มีการนำเนื้อไม้ไปใช้ทำเยื่อกระดาษ
- งานหัตถกรรมและของใช้: สามารถนำเนื้อไม้ไปใช้ในงานประดิษฐ์และผลิตภัณฑ์จากไม้ได้
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- ส่วนลำต้น เนื้อไม้ และแก่น: เก็บจากต้นที่มีขนาดและอายุเหมาะสม โดยควรคำนึงถึงการอนุรักษ์ต้นแม่พันธุ์และหลีกเลี่ยงการเก็บจากต้นธรรมชาติมากเกินไป
- เปลือกต้น: ควรเก็บอย่างจำกัด เนื่องจากการลอกเปลือกรอบลำต้นอาจทำให้ต้นไม้เสียหายหรือตายได้
- การทำแห้ง: ส่วนของพืชที่นำมาใช้เป็นยาควรทำความสะอาด หั่นเป็นชิ้นตามความเหมาะสม และทำให้แห้งในที่สะอาด อากาศถ่ายเท ไม่โดนความชื้นโดยตรง
- การเก็บรักษา: เก็บวัตถุดิบแห้งในภาชนะสะอาด ปิดสนิท ป้องกันความชื้น แมลง และเชื้อรา และควรติดฉลากชื่อพืช ส่วนที่ใช้ และวันที่เก็บ
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
กระพี้จั่นมีการใช้ในภูมิปัญญาสมุนไพรพื้นบ้าน โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีการใช้ ลำต้นต้มดื่มเพื่อบำรุงเลือด ขณะที่เนื้อไม้ แก่น และเปลือกต้นมีการใช้แตกต่างกันตามตำรับและพื้นที่
นอกเหนือจากการใช้เป็นสมุนไพร กระพี้จั่นยังเป็นไม้ที่มีประโยชน์ด้านเนื้อไม้ และมีข้อมูลระบุว่าเป็น พรรณไม้ประจำจังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งสะท้อนความสำคัญของพืชชนิดนี้ในบริบทท้องถิ่นของไทย
ประวัติและวัฒนธรรม
กระพี้จั่นเป็นไม้พื้นถิ่นที่มีความสัมพันธ์กับวิถีการใช้ประโยชน์จากป่า ทั้งด้านสมุนไพร อาหาร และเนื้อไม้ โดยเฉพาะในชุมชนชนบท นอกจากนี้กระพี้จั่นยังได้รับการกล่าวถึงในฐานะพรรณไม้ประจำจังหวัดแม่ฮ่องสอน และมีการนำไปใช้ในงานด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าไม้
สถานะการอนุรักษ์
ปัจจุบันฐานข้อมูล Kew Plants of the World Online ยอมรับ Pongamia brandisiana (Kurz) Z.Q.Song เป็นชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับ และระบุการกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติในบังกลาเทศ ลาว เมียนมา ไทย และเวียดนาม
สำหรับสถานะความเสี่ยงของชนิดพันธุ์นี้ ยังควรอ้างอิงฐานข้อมูลอนุรักษ์ที่เป็นปัจจุบันตามชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับ เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงชื่อทางอนุกรมวิธานจาก Millettia brandisiana ไปเป็น Pongamia brandisiana ในฐานข้อมูลสากล
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- อาณาจักร (Kingdom): Plantae
- หมวด (Phylum): Tracheophyta
- ชั้น (Class): Magnoliopsida
- อันดับ (Order): Fabales
- วงศ์ (Family): Fabaceae
- สกุล (Genus): Millettia
- ชนิด (Species): Millettia brandisiana Kurz
- ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ Kew ยอมรับในปัจจุบัน: Pongamia brandisiana (Kurz) Z.Q.Song
- ชื่อพ้องสำคัญ: Millettia laotica Gagnep., Millettia venusta Craib, Phaseoloides brandisianum (Kurz) Kuntze
หมายเหตุด้านอนุกรมวิธาน: ฐานข้อมูลไทยหลายแห่ง รวมถึงข้อมูลพฤกษศาสตร์ไทย ยังคงใช้ชื่อ Millettia brandisiana Kurz ขณะที่ Kew ปัจจุบันจัดชนิดนี้อยู่ในสกุล Pongamia ดังนั้นเว็บไซต์ควรใส่ชื่อเดิมเป็นชื่อพ้องเพื่อให้ผู้ค้นหาข้อมูลสามารถเชื่อมโยงข้อมูลจากฐานข้อมูลทั้งสองระบบได้
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมป่าไม้. (2563). การคัดเลือกชนิดพันธุ์ไม้ในการปลูกฟื้นฟู. กรมป่าไม้.
- มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. (ม.ป.ป.). กระพี้จั่น: Millettia brandisiana Kurz. โครงการพัฒนาคลังข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์.
- ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ. (2545). กระพี้จั่น. SchoolNet Thailand.
- สมุนไพรดอทคอม. (ม.ป.ป.). กระพี้จั่น.
- สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. (ม.ป.ป.). กระพี้จั่น. ระบบฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทย.
- Arthan, S., Yenjai, C., Pornchoo, C., & Prawan, A. (2023). Chemical constituents from the branches of Millettia brandisiana and their biological activities. Phytochemistry Letters, 53, 222–225. https://doi.org/10.1016/j.phytol.2022.12.019
- Jena, R., Rath, D., Rout, S. S., & Kar, D. M. (2020). A review on genus Millettia: Traditional uses, phytochemicals and pharmacological activities. Saudi Pharmaceutical Journal, 28(12), 1686–1703. https://doi.org/10.1016/j.jsps.2020.10.015
- Phrutivorapongkul, A., Lipipun, V., Ruangrungsi, N., Kirtikara, K., Nishikawa, K., Maruyama, S., Watanabe, T., & Ishikawa, T. (2003). Studies on the chemical constituents of stem bark of Millettia leucantha: Isolation of new chalcones with cytotoxic, anti-herpes simplex virus and anti-inflammatory activities. Chemical & Pharmaceutical Bulletin, 51(2), 187–190. https://doi.org/10.1248/cpb.51.187
- Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Pongamia brandisiana (Kurz) Z.Q.Song. Plants of the World Online.
- World Flora Online. (2026). Millettia brandisiana Kurz. World Flora Online.
