กระเบียน
กระเบียนเป็นไม้ต้นผลัดใบขนาดเล็กถึงขนาดกลางในวงศ์เข็ม (Rubiaceae) พบในป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณของประเทศไทย มีชื่อท้องถิ่นหลายชื่อ เช่น กระดานพน จิ๊เดียม ดิ๊กเดียม มะกอกพราน มุ่ยแดง หมุยขาว และหัวโล้น โดยมีการใช้ส่วนต่าง ๆ ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน โดยเฉพาะราก ใบ ดอก ผล และเมล็ด
หมายเหตุเรื่องชื่อ: ในประเทศไทยชื่อ “กระเบียน” อาจใช้เรียกพืชต่างชนิดกันได้ เช่น Xanthophyllum lanceatum ในวงศ์ Polygalaceae ดังนั้นข้อมูลบทความนี้หมายถึง กระเบียนชนิด Ceriscoides turgida (Roxb.) Tirveng. ซึ่งเป็นชนิดที่ใช้เป็นสมุนไพรและตรงกับข้อมูลสมุนไพรกระเบียนในฐานข้อมูลไทย
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อไทย: กระเบียน
- ชื่อท้องถิ่น: กระดานพน (ตาก), จิ๊เดียม, ดิ๊กเดียม (ภาคเหนือ), มะกอกพราน (กาญจนบุรี), มุ่ยแดง (เลย), มุ่ยขาว, หมุยขาว, หัวโล้น (นครราชสีมา), ตะลุมพุก (อุบลราชธานี), มะคังขาว และชื่ออื่น ๆ ตามท้องถิ่น
- ชื่อวิทยาศาสตร์: Ceriscoides turgida (Roxb.) Tirveng.
- ชื่อพ้อง: Gardenia turgida Roxb.; Randia turgida (Roxb.) Tirveng.
- วงศ์: Rubiaceae หรือวงศ์เข็ม
- ลักษณะการใช้: เป็นสมุนไพรพื้นบ้านที่มีการใช้หลายส่วนของพืช ได้แก่ ราก ใบ ดอก ผล และเมล็ด
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น: ไม้ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ผลัดใบ สูงประมาณ 7–13 เมตร เรือนยอดค่อนข้างเล็กและไม่เป็นรูปทรงชัดเจน เปลือกสีเทาเข้มแกมน้ำตาลหรือน้ำตาลหม่น ล่อนออกเป็นแผ่นบาง ๆ กิ่งแข็งแรง และบางต้นมีกิ่งที่มีหนามตรงออกเป็นคู่บริเวณข้อ
- ใบ: ใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามแบบสลับตั้งฉาก รูปไข่กลับ รูปกลม หรือรูปรี ขนาดประมาณกว้าง 2.5–7 เซนติเมตร ยาว 2.5–10 เซนติเมตร ปลายใบมนหรือแหลมเป็นติ่งสั้น โคนใบสอบเรียว ขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่นเล็กน้อย ใบค่อนข้างเกลี้ยงทั้งสองด้านหรือด้านล่างอาจมีขนนุ่ม ก้านใบสั้น และมีหูใบระหว่างก้านใบ
- ดอก: ดอกแยกเพศ ดอกเพศผู้ออกเป็นกระจุกและมีกลิ่นหอม กลีบดอกสีขาวอมเหลืองเชื่อมเป็นหลอด ปลายแยก 5 กลีบ ส่วนดอกเพศเมียออกเดี่ยวตามซอกใบและไม่มีกลิ่น
- ผล: ผลรูปไข่หรือค่อนข้างกลม แข็ง ขนาดประมาณ 2.5–7.5 เซนติเมตร ภายในมีเมล็ดแบนจำนวนมาก
- เมล็ด: มีจำนวนมาก รูปร่างแบน และอยู่ภายในเนื้อผล
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
- ถิ่นกำเนิด: มีถิ่นกำเนิดกว้างตั้งแต่อนุทวีปอินเดียถึงอินโดจีน
- การกระจายพันธุ์ในต่างประเทศ: พบในอินเดีย บังกลาเทศ เนปาล ศรีลังกา เมียนมา ลาว กัมพูชา เวียดนาม และประเทศไทย รวมถึงพื้นที่หมู่เกาะอันดามัน
- การกระจายพันธุ์ในประเทศไทย: พบในภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
- สภาพนิเวศ: มักขึ้นเป็นกลุ่มหรือขึ้นกระจายตามป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณ
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- ราก: ใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับอาการอาหารไม่ย่อยในเด็ก และมีรายงานการใช้แก้เสมหะเป็นพิษ
- ใบ: ใช้ตำพอกบริเวณแผลสด และมีรายงานการใช้ภายนอกสำหรับกลากเกลื้อน
- ดอก: ใช้ขยี้ทาภายนอกสำหรับกลากเกลื้อน และใช้ตามภูมิปัญญาเพื่อฆ่าพยาธิ
- ผล: ใช้ตามตำรับพื้นบ้านสำหรับโรคผิวหนังบางชนิดและพยาธิ
- เมล็ด: น้ำมันจากเมล็ดมีการใช้ภายนอกกับแผลบางชนิดและโรคเรื้อนตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา
- ราก: ใช้แก้อาหารไม่ย่อยในเด็ก และมีข้อมูลพื้นบ้านระบุว่าใช้แก้เสมหะเป็นพิษ
- ใบ: ตำพอกแผลสด และใช้ภายนอกกับกลากเกลื้อน
- ดอก: ขยี้ใช้ทาบริเวณที่เป็นกลากเกลื้อน และใช้เป็นยาฆ่าพยาธิตามภูมิปัญญา
- ผล: มีการระบุการใช้เพื่อฆ่าพยาธิ กลากเกลื้อน คุดทะราด โรคเรื้อน และโรคบางชนิดในตำรายาพื้นบ้าน
- เมล็ด: น้ำมันจากเมล็ดใช้ทาภายนอกกับแผลบางชนิดและโรคเรื้อนตามภูมิปัญญา
- ภูมิปัญญาในต่างประเทศ: มีรายงานการใช้ใบและรากในตำรับพื้นบ้านสำหรับอาหารไม่ย่อยในเด็ก ปวดท้อง ลมพิษ/ตกขาว โรคลมชัก และใช้ในบริบทของการถูกสัตว์มีพิษกัดต่อย เช่น งูหรือแมงป่อง อย่างไรก็ตามข้อมูลดังกล่าวเป็นการใช้ตามภูมิปัญญา ไม่ใช่ข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการยืนยันในมนุษย์
วิธีใช้
การใช้กระเบียนในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน โดยมีรูปแบบการใช้ภายนอก เช่น การตำใบพอกแผล หรือขยี้ดอกเพื่อทาบริเวณผิวหนัง ส่วนการใช้ภายในมีรายงานเกี่ยวกับรากและส่วนอื่น ๆ แต่ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับกำหนด ขนาดยา ระยะเวลาการใช้ และรูปแบบผลิตภัณฑ์มาตรฐาน จึงไม่ควรกำหนดขนาดรับประทานเองจากข้อมูลภูมิปัญญาเพียงอย่างเดียว
ในบัญชียาจากสมุนไพร
จากการตรวจสอบข้อมูลที่ค้นได้ ยังไม่พบหลักฐานว่ากระเบียน (Ceriscoides turgida) เป็นตัวยาหรือสมุนไพรหลักที่มีข้อบ่งใช้เฉพาะในบัญชียาจากสมุนไพรของบัญชียาหลักแห่งชาติที่ประกาศใช้อยู่ จึงควรระบุในเว็บไซต์ว่า “ไม่พบรายการในบัญชียาจากสมุนไพรจากแหล่งข้อมูลที่ตรวจสอบ” มากกว่าการสรุปว่าไม่มีการใช้ในตำรับยาไทยเลย ทั้งนี้บัญชียาจากสมุนไพรของประเทศมีหลักเกณฑ์พิจารณาทั้งด้านประสิทธิผล ความปลอดภัย คุณภาพ และหลักฐานทางวิชาการ
สารสำคัญ
มีรายงานการตรวจพบสารกลุ่มต่าง ๆ ใน Ceriscoides turgida โดยเฉพาะในราก เปลือก และเนื้อไม้ ได้แก่
- Hederagenin
- Gypsogenic acid
- Oleanolic acid
- β-Sitosterol
- α-Amyrin
- Gardenin A
- Gardenin B
- Gardenin E
- Mannitol
ส่วนเมล็ดมีรายงานกรดไขมัน ได้แก่ stearic acid, palmitic acid, oleic acid และ linoleic acid
งานวิจัยในปี 2026 ที่ศึกษาสารสกัดรากพบกลุ่มสารพฤกษเคมี เช่น glycosides, flavonoids, diterpenes, proteins และ carbohydrates และพบปริมาณฟลาโวนอยด์รวมในสารสกัดบางชนิด แต่การศึกษานี้เป็นการตรวจคัดกรองเบื้องต้น ยังไม่ใช่หลักฐานยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรค
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและต้านเชื้อแบคทีเรีย: งานวิจัยสารสกัดเมทานอลจากใบและรากพบสารกลุ่มฟีนอลและฟลาโวนอยด์ และพบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระจากการทดสอบ DPPH และ reducing power โดยสารสกัดรากมีปริมาณฟีนอลรวมและฟลาโวนอยด์รวมสูงกว่าสารสกัดใบในงานวิจัยดังกล่าว นอกจากนี้สารสกัดใบมีฤทธิ์ต้านแบคทีเรียมากกว่าสารสกัดรากในการทดสอบแบบ disc diffusion
- ฤทธิ์ระงับปวด: งานวิจัยในสัตว์ทดลองพบว่าสารสกัดใบและรากมีฤทธิ์ลดการบิดตัวที่เกิดจาก acetic acid อย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังไม่สามารถสรุปเป็นประสิทธิผลในการระงับปวดในมนุษย์ได้
- ฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลาง: การทดลองในหนูพบว่าสารสกัดใบและรากมีผลลดกิจกรรมการเคลื่อนไหวและพฤติกรรมสำรวจ และมีผลต่อการนอนหลับที่เกิดจาก thiopental จึงมีข้อเสนอว่าสารสกัดอาจมีฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลางและช่วยให้ง่วงนอน อย่างไรก็ตามเป็นเพียงหลักฐานระดับสัตว์ทดลอง
- ความเป็นพิษต่อเซลล์: งานวิจัยสารสกัดใบและรากพบฤทธิ์ cytotoxic ระดับปานกลางในการทดสอบ brine shrimp lethality assay จึงควรมีการศึกษาเรื่องความปลอดภัยเพิ่มเติมก่อนนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์รับประทาน
- งานวิจัยปี 2026: การศึกษาสารสกัดรากพบความแตกต่างของผลผลิตสารสกัดตามชนิดตัวทำละลาย และพบฟลาโวนอยด์ในสารสกัดอะซีโตนและเมทานอล สนับสนุนว่ารากมีสารพฤกษเคมีที่ควรศึกษาต่อ แต่ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกเพียงพอ
เภสัชวิทยา
ข้อมูลเภสัชวิทยาของกระเบียนในปัจจุบันยังอยู่ในระดับ การศึกษาพรีคลินิก เป็นหลัก โดยพบแนวโน้มของฤทธิ์ดังต่อไปนี้
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ จากสารสกัดใบและราก
- ฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย โดยสารสกัดใบแสดงผลเด่นกว่าสารสกัดรากในการศึกษาหนึ่ง
- ฤทธิ์ระงับปวด ในแบบจำลองสัตว์ทดลอง
- ฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลางและทำให้ง่วงนอน ในหนูทดลอง
- ฤทธิ์เป็นพิษต่อเซลล์ระดับหนึ่ง จากการทดสอบเบื้องต้น
ยังไม่ควรนำผลเหล่านี้ไปตีความว่าเป็นการรักษาโรคในมนุษย์ เนื่องจากยังขาดหลักฐานการศึกษาทางคลินิกที่เพียงพอ
ความปลอดภัย
- ข้อมูลความปลอดภัยของกระเบียนในมนุษย์ยังมีจำกัด โดยเฉพาะเรื่องขนาดรับประทานที่เหมาะสม การใช้ต่อเนื่อง และผลข้างเคียงระยะยาว
- มีแหล่งข้อมูลด้านเภสัชพฤกษศาสตร์บางแห่งระบุว่า ใบและเมล็ดอาจมีสาร cyanogenic glycosides และมีความเป็นพิษ จึงควรหลีกเลี่ยงการนำใบหรือเมล็ดสดมารับประทานเองโดยไม่มีการเตรียมที่เหมาะสม
- มีรายงานจากแหล่งข้อมูลต่างประเทศว่าผลสุกของ Gardenia turgida อาจมีความเป็นพิษ จึงไม่ควรถือว่าผลกระเบียนเป็นอาหารทั่วไปเพียงเพราะเป็นผลไม้จากพืช
- เนื่องจากสารสกัดใบและรากแสดงฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลางในสัตว์ทดลอง จึงควรระมัดระวังเป็นพิเศษหากนำไปใช้ร่วมกับสารหรือยาที่มีฤทธิ์กดประสาท
- หญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานผลิตภัณฑ์กระเบียนที่ไม่มีข้อมูลความปลอดภัยที่ชัดเจน และควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอเกี่ยวกับปฏิกิริยาระหว่างกระเบียนกับยาในมนุษย์โดยตรง จึงไม่ควรสรุปว่าปลอดภัยเมื่อใช้ร่วมกับยา
โดยเฉพาะสารสกัดกระเบียนที่อาจมีฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลางจากการทดลองในหนู ควรใช้ความระมัดระวังหากใช้ร่วมกับ ยานอนหลับ ยาคลายกังวล ยากดประสาท ยาสลบ หรือสารที่ทำให้ง่วงซึม เนื่องจากอาจมีผลเสริมกันได้ แต่ประเด็นนี้ยังต้องมีการศึกษาทางคลินิกเพื่อยืนยัน
การใช้ในผลิตภัณฑ์
ข้อมูลที่พบในปัจจุบันยังไม่เพียงพอที่จะระบุว่ากระเบียนมีการใช้เป็นส่วนประกอบมาตรฐานในผลิตภัณฑ์สมุนไพรเชิงพาณิชย์ประเภทใดเป็นหลัก การใช้ที่มีข้อมูลชัดเจนกว่าคือการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน โดยเฉพาะการใช้ภายนอกของใบและดอก
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
เนื่องจากยังไม่มีมาตรฐานการเก็บเกี่ยวกระเบียนเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบยาอย่างเป็นสากลที่ระบุชัดเจนในแหล่งข้อมูลที่ตรวจสอบ จึงควรใช้หลักทั่วไปของวัตถุดิบสมุนไพร ได้แก่
- เก็บจากต้นที่จำแนกชนิดถูกต้อง
- เลือกส่วนของพืชที่สมบูรณ์ ไม่ขึ้นรา และไม่ปนเปื้อนสารเคมี
- ล้างทำความสะอาดตามความเหมาะสมและทำให้แห้งอย่างรวดเร็วในสภาพที่ป้องกันความชื้น
- เก็บวัตถุดิบแห้งในภาชนะปิดสนิท ป้องกันแสง ความชื้น แมลง และการปนเปื้อน
- ติดฉลากชื่อพืช ส่วนที่ใช้ วันที่เก็บ และแหล่งที่มาเพื่อป้องกันการสับสนกับพืชที่มีชื่อท้องถิ่นว่า “กระเบียน” ชนิดอื่น
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
กระเบียนมีชื่อท้องถิ่นหลายชื่อสะท้อนการรู้จักและใช้ประโยชน์จากพืชในหลายภูมิภาค เช่น ดิ๊กเดียม จิ๊เดียม มะกอกพราน มุ่ยแดง และหมุยขาว การใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านครอบคลุมทั้งการใช้รากสำหรับอาการทางระบบทางเดินอาหาร การใช้ใบและดอกภายนอกกับแผลและโรคผิวหนัง และการใช้ผลหรือเมล็ดในตำรับพื้นบ้านบางชนิด
ในต่างประเทศ โดยเฉพาะอินเดียและบังกลาเทศ มีรายงานการใช้พืชชนิดนี้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับอาการและโรคหลายประเภท แต่ข้อมูลดังกล่าวควรนำเสนอในฐานะ ภูมิปัญญาดั้งเดิม ไม่ใช่ข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว
ประวัติและวัฒนธรรม
ชื่อ “กระเบียน” และชื่อท้องถิ่น เช่น “ดิ๊กเดียม” หรือ “จิ๊เดียม” ปรากฏในข้อมูลพรรณไม้และฐานข้อมูลภูมิปัญญาพื้นบ้านของหลายพื้นที่ สะท้อนการใช้ประโยชน์จากไม้ชนิดนี้ทั้งในด้านสมุนไพรและไม้ใช้สอย
นอกจากการใช้เป็นสมุนไพรแล้ว เนื้อไม้มีสีเหลืองนวล เนื้อละเอียด เสี้ยนค่อนข้างตรง และแข็งพอประมาณ จึงมีการนำไปทำเครื่องเรือน เครื่องมือ เครื่องใช้ งานกลึง และงานแกะสลักในบางพื้นที่
สถานะการอนุรักษ์
ฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew ยอมรับ Ceriscoides turgida เป็นชื่อวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้อง และระบุถิ่นกระจายพันธุ์กว้างตั้งแต่อินเดียถึงอินโดจีน โดยการประเมินความเสี่ยงการสูญพันธุ์เชิงคาดการณ์ของ AERP ระบุว่า not threatened หรือยังไม่อยู่ในกลุ่มที่คาดว่าถูกคุกคาม
อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทยควรส่งเสริมการเก็บเกี่ยวอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการขุดรากจากต้นป่าธรรมชาติ เพราะการเก็บส่วนรากทำให้ต้นเสียหายหรืออาจตายได้
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- อาณาจักร (Kingdom): Plantae
- กลุ่มพืช: Angiosperms
- อันดับ (Order): Gentianales
- วงศ์ (Family): Rubiaceae
- สกุล (Genus): Ceriscoides
- ชนิด (Species): Ceriscoides turgida
- ชื่อวิทยาศาสตร์เต็ม: Ceriscoides turgida (Roxb.) Tirveng.
- ชื่อพ้องที่สำคัญ: Gardenia turgida Roxb.; Randia turgida (Roxb.) Tirveng.
ปัจจุบัน Kew/Plants of the World Online ยอมรับ Ceriscoides turgida (Roxb.) Tirveng. เป็นชื่อที่ยอมรับ และจัดอยู่ในวงศ์ Rubiaceae
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร. (2563). กระเบียน. ศูนย์ข้อมูลท้องถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร.
- โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ. (ม.ป.ป.). กระเบียน: Ceriscoides turgida (Roxb.) Tirveng.
- สมุนไพรดอทคอม. (ม.ป.ป.). กระเบียน.
- ราชบัณฑิตยสถาน. (2538). อนุกรมวิธานพืช อักษร ก. กรุงเทพมหานคร: เพื่อนพิมพ์.
- Hafiz, W., Zilani, M. N. H., Sultana, N. A., Isalm, M. M., Anisuzzman, M., & Hossain, M. G. (2019). Neuropharmacological potential of Ceriscoides turgida (Roxb.) leaf and root in mice. Clinical Phytoscience, 5, 5.
- Zilani, M. N. H., Sultana, N. A., Bakshi, M. K., Shampa, I. J., Sumi, S. J., & Islam, O. (2018). Bioactivities of leaf and root extract of Ceriscoides turgida (Roxb.). Advances in Traditional Medicine, 18(2), 159–165.
- Patel, S., & Bharadwaj, N. (2026). Extraction, phytochemical screening, and evaluation of total phenolic and flavonoid content of Ceriscoides turgida root extract. Journal of Research in Chemistry, 7(2), 35–37.
- Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Ceriscoides turgida (Roxb.) Tirveng. Plants of the World Online.
- Indian Medicinal Plants, Phytochemistry And Therapeutics (IMPPAT). (ม.ป.ป.). Ceriscoides turgida.
