กระเบา

กระเบาน้ำ

กระเบาน้ำ

กระเบาน้ำเป็นไม้ยืนต้นเขตร้อนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีชื่อเกี่ยวข้องกับ “กระเบาใหญ่” และ “กระเบา” ในหลายท้องถิ่น จุดเด่นด้านสมุนไพรอยู่ที่เมล็ดซึ่งให้น้ำมันชอล์มูกรา (Chaulmoogra oil) ซึ่งมีประวัติการใช้ในภูมิปัญญาเพื่อดูแลโรคผิวหนังและโรคเรื้อนมาอย่างยาวนาน อย่างไรก็ตาม การใช้เพื่อรักษาโรคติดเชื้อหรือโรคเรื้อรังในปัจจุบันควรอยู่ภายใต้การดูแลของบุคลากรทางการแพทย์ เนื่องจากหลักฐานทางคลินิกสมัยใหม่ยังมีจำกัด และกระเบามีสารที่อาจก่อพิษได้

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อไทย : กระเบาน้ำ
  • ชื่ออื่น : กระเบา, กระเบาใหญ่, กระเบาเบ้าแข็ง, กระเบาข้าวแข็ง, กระเบาข้าวเหนียว, กระเบาตึก, กระเบาแดง, กระเบาค่าง, กาหลง, เบา, เบาดง, มันหมู, หัวค่าง, ตัวโฮ่งจี๊
  • ชื่อสามัญ : Chaulmoogra
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับ : Hydnocarpus castaneus Hook.f. & Thomson
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ที่พบเป็นชื่อพ้อง : Hydnocarpus anthelminthicus Pierre ex Gagnep. และ Hydnocarpus anthelminthicus Pierre ex Laness.
  • วงศ์ : Achariaceae
  • ลักษณะวิสัย : ไม้ต้น ไม่ผลัดใบ ขนาดกลางถึงใหญ่
  • ส่วนที่ใช้ตามภูมิปัญญา : เมล็ด น้ำมันจากเมล็ด ผล และในบางท้องถิ่นใช้ราก เนื้อไม้ และใบ

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : ไม้ต้นสูงได้ถึงประมาณ 30 เมตร ลำต้นค่อนข้างเปลา เปลือกสีเทา และมีขนรูปดาวสั้น ๆ ประปรายตามกิ่ง
  • ใบ : ใบเดี่ยว เรียงเวียน รูปขอบขนาน รูปใบหอก หรือรูปไข่แกมขอบขนาน ยาวประมาณ 10–30 เซนติเมตร ขอบใบเรียบ ปลายใบแหลมยาว โคนใบสอบถึงมนและอาจเบี้ยวเล็กน้อย เส้นแขนงใบเห็นได้ชัดทางด้านล่าง
  • ดอก : ดอกมีสีครีมหรือขาวนวล มีกลิ่นหอม ดอกแยกเพศ โดยมีทั้งดอกเพศผู้และดอกเพศเมียบนต้นเดียวกัน กลีบดอกประมาณ 5 กลีบ
  • ผล : ผลทรงกลมขนาดใหญ่ เส้นผ่านศูนย์กลางได้ถึงประมาณ 12 เซนติเมตร ผิวมีขนสั้นนุ่มสีน้ำตาลหนาแน่น ผนังผลค่อนข้างหนา
  • เมล็ด : เมล็ดมีขนาดประมาณ 2 เซนติเมตร และมีขนยาว เมล็ดเป็นส่วนสำคัญที่ใช้สกัดน้ำมันชอล์มูกรา

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิด : เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งแต่บังกลาเทศ เมียนมา อินโดจีน คาบสมุทรมลายู ไปจนถึงบอร์เนียวและสุมาตรา
  • ในประเทศไทย : พบกระจายได้หลายภูมิภาค โดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชระบุว่าพบในทุกภาค
  • ถิ่นอาศัย : ป่าดิบแล้ง ป่าดิบเขา และป่าดิบชื้น พบได้ตั้งแต่พื้นที่ระดับต่ำจนถึงประมาณ 1,600 เมตรจากระดับน้ำทะเล

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การขยายพันธุ์ : นิยมขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด
  • การเพาะเมล็ด : ควรใช้เมล็ดที่แก่และสด โดยหว่านหรือเพาะในแปลงเพาะที่มีร่มเงาและรักษาความชื้นอย่างสม่ำเสมอ เมื่อต้นกล้าแข็งแรงจึงย้ายปลูก
  • ข้อควรทราบ : เมล็ดที่เก็บไว้นานอาจงอกช้าลง จึงเหมาะกับการเพาะเมล็ดสดหรือเมล็ดใหม่มากกว่า

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • เมล็ด : ใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับบีบน้ำมัน
  • น้ำมันจากเมล็ด : เรียกว่า Chaulmoogra oil เป็นส่วนที่มีประวัติการใช้ทางยาเด่นที่สุด
  • รากและเนื้อไม้ : มีรายงานการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
  • ใบ : มีรายงานการใช้ภายนอกในภูมิปัญญาบางพื้นที่
  • ผลแก่สุก : มีการใช้เป็นอาหารในบางท้องถิ่น

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

  • น้ำมันจากเมล็ด : ตามภูมิปัญญาเดิมใช้ภายนอกสำหรับโรคผิวหนัง ผื่นคัน และโรคเรื้อน
  • เมล็ด : มีรายงานการใช้เป็นยาขับพยาธิและใช้เป็นยาขับลมในภูมิปัญญาท้องถิ่น
  • รากและเนื้อไม้ : มีรายงานการใช้เพื่อดับพิษ แก้เสมหะเป็นพิษ และใช้ภายนอกกับโรคผิวหนังบางชนิด
  • ใบ : ในบางตำรับพื้นบ้านนำมาบดหรือคั้นใช้ภายนอกกับบาดแผล
  • ผล : มีรายงานการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านเกี่ยวกับโรคบางชนิด แต่ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกเพียงพอที่จะยืนยันประสิทธิผลดังกล่าว

หมายเหตุสำคัญ : คำกล่าวอ้างดั้งเดิม เช่น “รักษามะเร็ง” หรือ “รักษาโรคเรื้อน” ไม่ควรนำเสนอในฐานะการรักษาที่พิสูจน์แล้วทางการแพทย์ เพราะหลักฐานส่วนใหญ่เป็นข้อมูลดั้งเดิมหรือการศึกษาระดับห้องปฏิบัติการ/สัตว์ทดลอง

วิธีใช้

  • ใช้ภายนอกตามภูมิปัญญา : น้ำมันจากเมล็ดเคยใช้ทาบริเวณผิวหนังที่มีปัญหา
  • การใช้เป็นยารับประทานหรือฉีด : มีประวัติการใช้ในทางการแพทย์สมัยก่อน แต่ไม่ควรนำวิธีและขนาดยาจากตำรับโบราณมาใช้เองในปัจจุบัน เนื่องจากยังไม่มีขนาดใช้ที่ปลอดภัยและเหมาะสมสำหรับการรักษาโรคทั่วไปในปัจจุบัน
  • การใช้รักษาโรคเรื้อน : ปัจจุบันไม่ควรใช้กระเบาน้ำทดแทนยามาตรฐานสำหรับโรคเรื้อน

ในบัญชียาจากสมุนไพร

จากการตรวจสอบข้อมูลแหล่งอ้างอิงด้านบัญชียาจากสมุนไพรและข้อมูลตำรับยาแผนไทยที่ค้นพบ ยังไม่พบหลักฐานเพียงพอที่จะระบุว่ากระเบาน้ำ (Hydnocarpus castaneus) เป็นตัวยาหรือเป็นตำรับยาที่อยู่ในบัญชียาจากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติในปัจจุบัน จึงไม่ควรระบุว่า “อยู่ในบัญชี” หากไม่มีเอกสารประกาศหรือบัญชีฉบับที่ระบุชื่ออย่างชัดเจน

สารสำคัญ

น้ำมันจากเมล็ดกระเบามีองค์ประกอบสำคัญในกลุ่มกรดไขมันชนิด cyclopentenyl fatty acids โดยมีรายงานสารสำคัญ ได้แก่

  • Hydnocarpic acid
  • Chaulmoogric acid
  • Gorlic acid
  • Alepric acid
  • Aleprolic acid
  • Aleprylic acid
  • กรดไขมันและ glycerides อื่น ๆ

องค์ประกอบของน้ำมันแตกต่างกันได้ตามชนิดของ Hydnocarpus และแหล่งวัตถุดิบ ดังนั้นผลการวิเคราะห์น้ำมันจาก H. wightiana ไม่ควรนำมาใช้แทนค่ามาตรฐานของ H. castaneus โดยตรง

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • งานวิจัยในอดีตพบว่า hydnocarpic acid ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของน้ำมันชอล์มูกรา สามารถยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเชื้อมัยโคแบคทีเรียหลายชนิดในหลอดทดลอง
  • การศึกษาหนึ่งพบว่า hydnocarpic acid ที่ความเข้มข้น 30 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร สามารถยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเชื้อมัยโคแบคทีเรีย 38 จาก 47 สายพันธุ์ที่ทดสอบ
  • งานวิจัยในสัตว์ทดลองเกี่ยวกับกรดไขมันจากน้ำมันชอล์มูกราพบว่ามีฤทธิ์ต่อ Mycobacterium leprae แต่ผลดังกล่าวไม่ใช่หลักฐานเพียงพอสำหรับนำมาใช้เป็นการรักษามาตรฐานในมนุษย์
  • งานวิจัยสมัยใหม่เกี่ยวกับน้ำมันชอล์มูกราจาก Hydnocarpus wightiana พบกรดไขมันกลุ่ม cyclopentenyl fatty acids ในสัดส่วนสูง และพบฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเรียในระดับอ่อนต่อ Escherichia coli, Staphylococcus aureus และ Bacillus subtilis

เภสัชวิทยา

มีรายงานการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของกระเบาและน้ำมันชอล์มูกราในหลายด้าน เช่น

  • ฤทธิ์ต้านเชื้อมัยโคแบคทีเรีย : hydnocarpic acid และ chaulmoogric acid มีฤทธิ์ต่อเชื้อมัยโคแบคทีเรียบางชนิด
  • ฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย : น้ำมันชอล์มูกราบางชนิดแสดงฤทธิ์ bacteriostatic ในการทดลอง
  • ฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็ง : มีรายงานการทดลองเกี่ยวกับสารจากกระเบา แต่หลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าใช้รักษามะเร็งในคนได้
  • ผลต่อระบบทางเดินอาหารและกล้ามเนื้อเรียบ : มีรายงานฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายประการจากการศึกษาเก่า แต่ยังไม่เพียงพอสำหรับกำหนดเป็นข้อบ่งใช้ทางคลินิก

ความปลอดภัย

  • ควรระมัดระวังการรับประทานเมล็ดหรือผลิตภัณฑ์จากเมล็ด เนื่องจากมีรายงานวัตถุดิบสดบางส่วนของกระเบามีสารที่อาจเป็นพิษ เช่น hydrocyanic acid
  • น้ำมันชอล์มูกราไม่ควรนำมารับประทานหรือฉีดเอง เพราะการใช้ในอดีตมีการเตรียมและกำหนดขนาดภายใต้บริบททางการแพทย์ที่แตกต่างจากปัจจุบัน
  • การทาน้ำมันหรือสารสกัดบนผิวหนังควรทดสอบการแพ้ก่อน และหลีกเลี่ยงบริเวณแผลเปิด ดวงตา และเยื่อบุ
  • หญิงตั้งครรภ์ เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคตับหรือโรคไต และผู้ที่รับประทานยาหลายชนิด ควรหลีกเลี่ยงการใช้ภายในจนกว่าจะมีข้อมูลความปลอดภัยและคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
  • ไม่ควรใช้กระเบาน้ำแทนยามาตรฐานในการรักษาโรคเรื้อน วัณโรค มะเร็ง หรือโรคติดเชื้อ

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ปัจจุบัน ยังมีข้อมูลทางคลินิกที่เชื่อถือได้ไม่เพียงพอเกี่ยวกับปฏิกิริยาระหว่างกระเบาน้ำกับยาแผนปัจจุบัน จึงไม่สามารถระบุคู่ยาที่ปลอดภัยหรือปลอดปฏิกิริยาได้อย่างชัดเจน ผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยากดภูมิคุ้มกัน ยาต้านมะเร็ง หรือยาที่มีผลต่อตับและไต ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ผลิตภัณฑ์จากกระเบา

การใช้ในอาหาร

  • ผลแก่สุก : มีรายงานว่าสามารถรับประทานเนื้อภายในผลได้ และมีการเปรียบเทียบลักษณะการรับประทานกับเผือกต้ม
  • งานศึกษาด้านพฤกษศาสตร์พื้นบ้านในจังหวัดยโสธรพบ Hydnocarpus castaneus อยู่ในกลุ่มพืชอาหารป่าที่มีการใช้ประโยชน์ด้านอาหารและการแพทย์พื้นบ้าน
  • การรับประทานไม่ได้หมายความว่าเมล็ดและส่วนอื่นของพืชสามารถรับประทานได้อย่างปลอดภัย ควรแยก “เนื้อผลที่ใช้เป็นอาหาร” ออกจาก “เมล็ดที่ใช้ทำยา” อย่างชัดเจน

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • น้ำมันชอล์มูกรา (Chaulmoogra oil) : เป็นผลิตภัณฑ์สำคัญจากเมล็ดกระเบา มีประวัติการใช้ในผลิตภัณฑ์และตำรับดูแลผิว
  • ผลิตภัณฑ์ใช้ภายนอก : น้ำมันหรือสารสกัดจากเมล็ดอาจถูกนำไปใช้เป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและศีรษะตามแนวทางดั้งเดิม
  • ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์สมัยใหม่ควรระบุชนิดของ Hydnocarpus แหล่งวัตถุดิบ วิธีสกัด และมาตรฐานความปลอดภัยอย่างชัดเจน เพราะองค์ประกอบของน้ำมันอาจแตกต่างกันระหว่างชนิดพืช

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ผล : เก็บเมื่อผลแก่เต็มที่
  • เมล็ด : แยกเมล็ดจากผลและทำความสะอาดก่อนนำไปใช้หรือสกัดน้ำมัน
  • การเก็บเมล็ด : ควรเก็บในภาชนะที่สะอาด แห้ง ปิดสนิท และป้องกันความชื้น ความร้อน และแสง
  • น้ำมัน : ควรเก็บในภาชนะปิดสนิท ลดการสัมผัสอากาศและแสง และควรตรวจสอบกลิ่น สี และคุณภาพก่อนใช้
  • เมล็ดที่ต้องการนำไปเพาะควรใช้เมล็ดสด เนื่องจากเมล็ดที่เก็บไว้นานอาจมีการงอกลดลง

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

กระเบาน้ำเป็นพืชที่มีการใช้ประโยชน์ในภูมิปัญญาหลายพื้นที่ของประเทศไทย โดยเฉพาะการนำเมล็ดมาสกัดน้ำมันเพื่อใช้กับโรคผิวหนัง นอกจากนี้มีการใช้เมล็ดเป็นยาขับพยาธิและขับลม รวมถึงการใช้ราก เนื้อไม้ และใบในการดูแลบาดแผลหรือปัญหาผิวหนังตามตำรับพื้นบ้าน งานศึกษาชาติพันธุ์พฤกษศาสตร์ในจังหวัดยโสธรยังพบการใช้เมล็ดกระเบาในรูปแบบต้มดื่มเพื่อขับลมและใช้เป็นยาถ่ายพยาธิ ซึ่งสะท้อนว่าการใช้กระเบาแตกต่างกันตามพื้นที่และกลุ่มภูมิปัญญา

ประวัติและวัฒนธรรม

น้ำมันชอล์มูกราจากพืชสกุล Hydnocarpus มีประวัติการใช้ในภูมิปัญญาเอเชีย โดยเฉพาะการใช้เกี่ยวข้องกับโรคเรื้อน ก่อนที่จะมีการพัฒนายามาตรฐานสมัยใหม่ น้ำมันชนิดนี้เคยได้รับความสนใจอย่างมากในทางการแพทย์ในช่วงศตวรรษที่ 19–20 งานวิจัยต่อมาจึงมุ่งศึกษากรดไขมันเฉพาะของน้ำมัน เช่น hydnocarpic acid และ chaulmoogric acid เพื่อทำความเข้าใจฤทธิ์ต่อเชื้อมัยโคแบคทีเรีย

สถานะการอนุรักษ์

ข้อมูลจาก Plants of the World Online ระบุว่า Hydnocarpus castaneus เป็นชื่อที่ยอมรับ และมีถิ่นกำเนิดครอบคลุมเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยรวมถึงประเทศไทย ข้อมูลการประเมินการคุกคามระดับหนึ่งระบุว่าไม่ถือว่าเป็นพืชที่ถูกคุกคาม อย่างไรก็ตาม การเก็บเมล็ดและผลจากป่าธรรมชาติควรทำอย่างเหมาะสมและไม่ทำลายต้นแม่พันธุ์ เพื่อรักษาความหลากหลายทางพันธุกรรมของประชากรในธรรมชาติ

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
  • หมวด (Phylum) : Tracheophyta
  • ชั้น (Class) : Equisetopsida
  • อันดับ (Order) : Malpighiales
  • วงศ์ (Family) : Achariaceae
  • สกุล (Genus) : Hydnocarpus
  • ชนิด (Species) : Hydnocarpus castaneus Hook.f. & Thomson

ชื่อพ้องที่สำคัญ : Hydnocarpus anthelminthicus Pierre ex Gagnep.; Hydnocarpus anthelminthicus Pierre ex Laness.; Hydnocarpus castaneus var. pseudoverrucosus Sleumer

ปัจจุบันฐานข้อมูลพฤกษศาสตร์สากล Plants of the World Online ยอมรับ Hydnocarpus castaneus เป็นชื่อที่ถูกต้อง ขณะที่ชื่อ H. anthelminthicus พบเป็นชื่อพ้อง ส่วนฐานข้อมูลพรรณไม้ของประเทศไทยบางแหล่งอาจยังแสดงชื่อเดิม จึงควรระบุชื่อพ้องไว้เพื่อให้ค้นข้อมูลย้อนหลังได้ครบถ้วน

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม. (ม.ป.ป.). กระเบา (Hydnocarpus castanea Hook. f. & Thomson). ฐานข้อมูลต้นไม้.
  2. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2559). กระเบา (Hydnocarpus castaneus Hook.f. & Thomson). สารานุกรมพืช.
  3. กรมป่าไม้. (2564). หนังสือเมล็ดไม้รวมปก: กระเบา (Hydnocarpus castanea Hook. f. & Thomson). สำนักวิจัยและพัฒนาการป่าไม้.
  4. ศูนย์ราชการุณย์สภากาชาดไทย เขาล้าน. (ม.ป.ป.). กระเบาน้ำ.
  5. มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ. (2563). กระเบาน้ำ.
  6. Jacobsen, P. L., & Levy, L. (1973). Mechanism by which hydnocarpic acid inhibits mycobacterial multiplication. Antimicrobial Agents and Chemotherapy, 3(3), 373–379. https://doi.org/10.1128/AAC.3.3.373
  7. Levy, L. (1975). The activity of chaulmoogra acids against Mycobacterium leprae. American Review of Respiratory Disease, 111(5), 703–705. https://doi.org/10.1164/arrd.1975.111.5.703
  8. Schäfer, N. M., Pokajewicz, K., Balwierz, R. J., Byrski, A., Biernat, P., & Lipok, J. M. (2025). Chemical composition and antibacterial activity of chaulmoogra oil from Hydnocarpus wightiana: A detailed analysis of volatile and fatty acid fractions. Phytochemistry Letters, 65, 102–112. https://doi.org/10.1016/j.phytol.2024.12.008
  9. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Hydnocarpus castaneus Hook.f. & Thomson. Plants of the World Online.
Scroll to top