กระบูนขาว
กระบูนขาว หรือ ตะบูนขาว เป็นไม้ยืนต้นที่พบตามระบบนิเวศป่าชายเลนและพื้นที่ชายฝั่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Xylocarpus granatum J.Koenig อยู่ในวงศ์ Meliaceae (วงศ์กระท้อน) เป็นพืชที่มีความสำคัญทั้งด้านระบบนิเวศ การใช้ประโยชน์จากเนื้อไม้ และภูมิปัญญาการใช้เป็นสมุนไพร โดยเฉพาะเปลือก ผล และเมล็ด ซึ่งมีการใช้พื้นบ้านเกี่ยวกับอาการท้องร่วง ท้องเสีย บิด และการทำความสะอาดบาดแผล อย่างไรก็ตาม หลักฐานทางคลินิกในมนุษย์ยังมีจำกัด จึงควรแยกข้อมูลการใช้ตามภูมิปัญญาออกจากข้อสรุปทางการแพทย์สมัยใหม่อย่างชัดเจน
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อไทย: กระบูนขาว, ตะบูนขาว, ตะบูน
- ชื่อท้องถิ่น: กระบูน, กระบูนขาว, ตะบูน (ภาคกลางและภาคใต้), หยี่เหร่ (ภาคใต้)
- ชื่อวิทยาศาสตร์: Xylocarpus granatum J.Koenig
- วงศ์: Meliaceae
- ชื่อสามัญภาษาอังกฤษ: Cannonball mangrove, Cannonball tree, Puzzle-nut tree
- ประเภทพืช: ไม้ยืนต้นในกลุ่มพืชป่าชายเลน
- ส่วนที่มีการใช้เป็นสมุนไพร: เปลือก ผล และเมล็ด
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น: ไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูงประมาณ 8–20 เมตร ลำต้นค่อนข้างสั้น แตกกิ่งใกล้โคน เรือนยอดแผ่กว้างและมีรูปทรงไม่แน่นอน โคนต้นมีพูพอนแผ่คดเคี้ยวต่อเนื่องกับรากที่มีลักษณะแบนคล้ายแผ่นกระดาน
- เปลือก: เปลือกค่อนข้างเรียบและบาง สีเทา เทาอมขาว น้ำตาลอ่อน หรือน้ำตาลแกมชมพู และสามารถหลุดลอกออกเป็นแผ่นบาง ๆ ลักษณะคล้ายเปลือกต้นฝรั่งหรือตะแบก
- ใบ: ใบประกอบแบบขนนกปลายคู่ เรียงสลับ ไม่มีใบยอด ใบย่อยมักมี 1–2 คู่ เรียงตรงข้ามหรือเยื้องกันเล็กน้อย ใบมีรูปไข่กลับหรือรูปขอบขนานแกมไข่กลับ ปลายใบมนหรือทู่ โคนใบสอบเป็นรูปลิ่ม
- ดอก: ดอกสีขาวถึงขาวอมเหลือง ออกเป็นช่อแยกแขนงบริเวณซอกใบหรือปลายกิ่ง มีกลิ่นหอมโดยเฉพาะในช่วงบ่ายถึงค่ำ กลีบเลี้ยงและกลีบดอกมีอย่างละ 4 กลีบ และมีเกสรเพศผู้ 8 อัน
- ผล: ผลมีลักษณะกลม แข็ง สีน้ำตาลเมื่อแก่ มีร่องตามยาวแบ่งเป็นประมาณ 4 พู ขนาดอาจประมาณ 15–20 เซนติเมตร ภายในมีเมล็ดหลายเมล็ด โดยทั่วไปประมาณ 4–17 เมล็ดต่อผล
- เมล็ด: มีขนาดใหญ่ รูปร่างค่อนข้างเหลี่ยมและโค้งนูน เมื่อผลแก่เมล็ดจะอยู่ภายในผลที่มีเปลือกแข็ง
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
- แหล่งกำเนิด: เป็นพืชเขตร้อนที่มีถิ่นกำเนิดครอบคลุมบริเวณชายฝั่งตั้งแต่แอฟริกาตะวันออก มหาสมุทรอินเดีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปจนถึงออสเตรเลียและหมู่เกาะแปซิฟิก
- ในประเทศไทย: พบตามป่าชายเลนและพื้นที่ชายฝั่ง โดยเฉพาะบริเวณภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ มักขึ้นปะปนกับพันธุ์ไม้ป่าชายเลนชนิดอื่น
- สภาพแวดล้อม: เจริญได้ดีในบริเวณน้ำกร่อยและพื้นที่ชายฝั่งที่ได้รับอิทธิพลจากน้ำขึ้นน้ำลง สามารถพบในพื้นที่ที่มีน้ำท่วมถึงเป็นครั้งคราว
การปลูกและการขยายพันธุ์
- การขยายพันธุ์: นิยมขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด
- การเพาะเมล็ด: เมล็ดกระบูนขาวมีขนาดใหญ่ สามารถเพาะลงถุงเพาะชำได้โดยตรง โดยควรเลือกเมล็ดจากผลที่สมบูรณ์และนำมาเพาะในระยะเวลาไม่นาน เนื่องจากความมีชีวิตของเมล็ดลดลงค่อนข้างเร็วเมื่อเก็บรักษาเป็นเวลานาน
- การงอก: มีรายงานว่าเมล็ดสามารถงอกได้ประมาณ 70% ภายในช่วงประมาณ 1–2.5 เดือนภายใต้สภาพที่เหมาะสม
- การปลูกในพื้นที่: เมื่อต้นกล้าแข็งแรงจึงนำไปปลูกในพื้นที่ป่าชายเลนหรือพื้นที่ที่มีสภาพเหมาะสมกับไม้ชายเลน ไม่ควรนำไปปลูกในพื้นที่แห้งแล้งหรือไม่มีความชื้นเพียงพอ
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- เปลือก
- ผล
- เมล็ด
ส่วนต่าง ๆ ดังกล่าวมีรายงานการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้าน โดยเปลือกและเมล็ดมีลักษณะฝาดและถูกนำมาใช้เกี่ยวกับอาการท้องร่วงและบิด ขณะที่เปลือกและผลสามารถนำมาต้มใช้สำหรับล้างทำความสะอาดบาดแผลตามภูมิปัญญาท้องถิ่น
สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา
- เปลือก: ใช้เป็นยาฝาดสมานตามภูมิปัญญา ใช้แก้ท้องเสีย ท้องร่วง และบิด
- เปลือกและผล: มีการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับแก้อหิวาต์หรืออาการที่เกี่ยวข้องกับโรคอหิวาต์
- เปลือกและเมล็ด: ใช้ต้มเป็นน้ำสำหรับชะล้างหรือทำความสะอาดบาดแผล
- เมล็ด: มีการใช้เป็นยาฝาดสมานสำหรับอาการท้องร่วงและบิด
- ผล: มีการใช้ต้มรับประทานเพื่อแก้อาการท้องเสียในบางตำรับพื้นบ้าน
ข้อมูลข้างต้นเป็น การใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน ไม่ใช่ข้อยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคตามหลักฐานทางคลินิก โดยการทบทวนงานวิจัยพบว่ามีการศึกษาในระดับห้องปฏิบัติการและสัตว์ทดลองหลายด้าน แต่ยังไม่พบการศึกษาทางคลินิกในมนุษย์ที่เพียงพอสำหรับยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคต่าง ๆ
วิธีใช้
- ใช้ภายนอกตามภูมิปัญญา: นำเปลือกหรือผลมาต้มกับน้ำ แล้วใช้เป็นน้ำสำหรับชะล้างบาดแผล
- ใช้รับประทานตามภูมิปัญญา: มีข้อมูลพื้นบ้านระบุการนำเปลือกหรือเมล็ดประมาณ 1–2 ส่วนมาต้มกับน้ำประมาณ 2 ถ้วย เคี่ยวให้เหลือประมาณ 1 ถ้วย แล้วแบ่งรับประทานหลายครั้งเพื่อใช้เป็นยาฝาดสมานแก้ท้องเสียหรือบิด
- ข้อควรระวัง: วิธีและปริมาณดังกล่าวเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาพื้นบ้าน ไม่ใช่ขนาดยามาตรฐานทางการแพทย์ และยังไม่มีข้อมูลด้านขนาดยาที่เหมาะสมและปลอดภัยจากการศึกษาทางคลินิกอย่างเพียงพอ
สารสำคัญ
จากการศึกษาทางพฤกษเคมี พบสารในหลายกลุ่ม โดยเฉพาะสารกลุ่ม limonoids ซึ่งเป็นสารสำคัญที่พบมากในพืชวงศ์ Meliaceae นอกจากนี้ยังพบสารกลุ่มอื่น ๆ ได้แก่
- Limonoids
- Phragmalin-type limonoids
- Mexicanolides
- Protolimonoids
- Limonoid-based alkaloids
- Flavonols
- Lactones
- Triterpenoids
- Flavonoids
- Condensed tannins
มีการแยกสาร limonoids ชนิดใหม่จากเปลือก ลำต้น เมล็ด ใบ และผลของกระบูนขาวอย่างต่อเนื่อง โดยงานวิจัยจากป่าชายเลนไทยพบสารกลุ่ม thaixylogranins หลายชนิดจากเมล็ดของ Xylocarpus granatum
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
มีการศึกษากระบูนขาวในด้านพฤกษเคมีและเภสัชวิทยาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการค้นหาสาร limonoids และสารธรรมชาติชนิดใหม่
- งานทบทวนทางวิชาการรายงานว่าพืชชนิดนี้มีสารออกฤทธิ์หลายกลุ่ม และมีการศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านจุลชีพ ต้านมาลาเรีย ต้านเบาหวาน ต้านมะเร็ง และฤทธิ์ต่อระบบประสาทในระดับก่อนคลินิก
- งานวิจัยปี ค.ศ. 2005 สามารถแยกสาร xyloccensins P–U ซึ่งเป็น phragmalin-type limonoids จากเปลือกลำต้น
- งานวิจัยปี ค.ศ. 2017 จากเมล็ดกระบูนขาวในประเทศไทยพบสารใหม่กลุ่ม thaixylogranins A–H โดยสารเหล่านี้แสดงฤทธิ์เป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งเต้านม MDA-MB-231 ในระดับหนึ่ง แต่ผู้วิจัยจัดว่าฤทธิ์ดังกล่าวอยู่ในระดับอ่อน
- งานวิจัยปี ค.ศ. 2020 รายงานการแยก limonoids ใหม่จำนวนมากจากใบและเปลือก และศึกษาฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ human carboxylesterase 2
- งานวิจัยปี ค.ศ. 2025 รายงานสาร limonoids และ protolimonoids ใหม่จากเมล็ดกระบูนขาวจากป่าชายเลนในประเทศไทย โดยมุ่งศึกษาศักยภาพด้านการอักเสบของเซลล์ประสาทและการปกป้องเซลล์ประสาท
อย่างไรก็ตาม หลักฐานส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับ in vitro หรือการศึกษาก่อนคลินิก และยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกในมนุษย์เพียงพอที่จะสรุปว่ากระบูนขาวสามารถรักษาโรคดังกล่าวได้
เภสัชวิทยา
จากข้อมูลการศึกษาในห้องปฏิบัติการและสัตว์ทดลอง มีรายงานศักยภาพทางเภสัชวิทยาหลายด้าน ได้แก่
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ: สารสกัดจากส่วนต่าง ๆ โดยเฉพาะเปลือก มีรายงานความสามารถในการกำจัดอนุมูลอิสระ
- ฤทธิ์ต้านการอักเสบ: มีการศึกษาสารสกัดและ limonoids บางชนิดที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการอักเสบ
- ฤทธิ์ต้านจุลชีพ: มีรายงานฤทธิ์ต่อจุลชีพบางชนิดในระดับการทดลอง
- ฤทธิ์ต้านมาลาเรีย: มีรายงานจากการศึกษาสารและสารสกัดบางส่วน
- ฤทธิ์ต้านมะเร็ง: limonoids หลายชนิดแสดงความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งในหลอดทดลอง
- ฤทธิ์ต้านเบาหวาน: มีข้อมูลการทดลองเบื้องต้นเกี่ยวกับผลต่อกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับเบาหวาน
- ฤทธิ์ต่อระบบประสาท: งานวิจัยใหม่มีการค้นหาสารที่อาจช่วยลดกระบวนการอักเสบของเซลล์ประสาท
ผลเหล่านี้เป็น ข้อมูลระดับก่อนคลินิก ไม่ควรตีความว่าเป็นประสิทธิผลในการรักษาผู้ป่วยจริง เนื่องจากยังต้องมีการศึกษาด้านขนาดยา กลไก ความปลอดภัย และการทดลองในมนุษย์เพิ่มเติม
ความปลอดภัย
ข้อมูลด้านความปลอดภัยของกระบูนขาวในมนุษย์ยังมีจำกัด โดยเฉพาะการรับประทานสารสกัดเข้มข้นหรือการใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน การทบทวนงานวิชาการระบุว่ายังจำเป็นต้องมีการศึกษาด้านพิษวิทยาเพิ่มเติม
- ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกเพียงพอที่จะกำหนดขนาดรับประทานที่ปลอดภัย
- ไม่ควรนำผลการทดลองในหลอดทดลองมาใช้กำหนดขนาดยาสำหรับมนุษย์
- ผู้ที่ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร เด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้มีโรคประจำตัว ควรหลีกเลี่ยงการใช้เป็นยารับประทานโดยไม่มีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
- การใช้เปลือกหรือเมล็ดในปริมาณสูงหรือสารสกัดเข้มข้นควรระมัดระวัง เนื่องจากข้อมูลพิษวิทยายังไม่เพียงพอ
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่ชัดเจนเกี่ยวกับปฏิกิริยาระหว่างกระบูนขาวกับยารักษาโรคชนิดต่าง ๆ ดังนั้นจึงไม่ควรสรุปว่าปลอดภัยเมื่อใช้ร่วมกับยา
มีงานวิจัยระดับห้องปฏิบัติการพบว่า limonoids บางชนิดจาก Xylocarpus granatum สามารถยับยั้งเอนไซม์ human carboxylesterase 2 (CES2) ได้ แต่ผลดังกล่าวยังไม่สามารถใช้สรุปได้โดยตรงว่าจะเกิดปฏิกิริยากับยาชนิดใดในผู้ป่วยจริง
ผู้ที่รับประทานยาประจำ โดยเฉพาะยาที่มีช่วงการรักษาแคบ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้กระบูนขาวเป็นยา
การใช้ในผลิตภัณฑ์
- ผลิตภัณฑ์ยาสมุนไพรพื้นบ้าน: เปลือกและเมล็ดมีการใช้ในภูมิปัญญาท้องถิ่นเกี่ยวกับอาการท้องเสียและบิด
- ผลิตภัณฑ์สำหรับใช้ภายนอก: เปลือกและผลสามารถนำมาต้มเป็นน้ำสำหรับชะล้างบาดแผลตามภูมิปัญญา
- สีย้อมธรรมชาติ: เปลือกมีสารฝาดและมีการใช้ประโยชน์ในการย้อมผ้า
- ผลิตภัณฑ์จากไม้: เนื้อไม้มีสีและลวดลายที่สวยงาม สามารถนำไปใช้ในงานตกแต่งและเฟอร์นิเจอร์ได้
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- เปลือก: ควรเก็บจากต้นที่สมบูรณ์และไม่ควรลอกเปลือกรอบลำต้นจนหมด เพราะอาจทำให้ต้นไม้เสียหายหรือถึงตายได้ โดยเฉพาะในพื้นที่ป่าชายเลนที่มีคุณค่าทางระบบนิเวศ
- ผลและเมล็ด: ควรเก็บจากผลที่สมบูรณ์และแก่เต็มที่
- เมล็ด: ควรนำไปเพาะในเวลาไม่นานหลังการเก็บ เนื่องจากความมีชีวิตของเมล็ดลดลงอย่างรวดเร็วเมื่อเก็บไว้นาน
- วัสดุสมุนไพรแห้ง: หากนำเปลือกหรือส่วนอื่นมาใช้เป็นวัตถุดิบสมุนไพร ควรทำให้แห้งสนิทและเก็บในภาชนะสะอาด แห้ง ปิดสนิท ป้องกันความชื้น แมลง และเชื้อรา
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
กระบูนขาวเป็นหนึ่งในพืชสมุนไพรจากระบบนิเวศป่าชายเลนที่มีการใช้ประโยชน์ในชุมชนชายฝั่ง โดยเฉพาะการใช้ เปลือกและเมล็ดเป็นยาฝาดสมาน สำหรับอาการท้องเสียและบิด และการใช้เปลือกหรือผลต้มเป็นน้ำสำหรับล้างบาดแผล นอกจากนี้เปลือกยังถูกนำไปใช้ประโยชน์ด้านสีย้อมเนื่องจากให้สารฝาด
ภูมิปัญญาเหล่านี้สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนชายฝั่งกับทรัพยากรพืชป่าชายเลน แต่การนำมาใช้ในปัจจุบันควรคำนึงถึงการอนุรักษ์ทรัพยากรและข้อจำกัดของหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ประกอบกัน
ประวัติและวัฒนธรรม
กระบูนขาวเป็นพืชพื้นถิ่นที่มีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของชุมชนชายฝั่งและระบบนิเวศป่าชายเลนมาเป็นเวลานาน การใช้ประโยชน์ไม่ได้จำกัดเฉพาะด้านสมุนไพร แต่ยังรวมถึงการใช้เนื้อไม้และเปลือก โดยเฉพาะเนื้อไม้ที่มีสีและลวดลายเหมาะสำหรับงานตกแต่งและเฟอร์นิเจอร์
ในด้านนิเวศวิทยา กระบูนขาวยังเป็นส่วนประกอบของป่าชายเลน ซึ่งมีบทบาทในการช่วยรักษาพื้นที่ชายฝั่งและเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตจำนวนมาก
สถานะการอนุรักษ์
กระบูนขาว (Xylocarpus granatum) มีสถานะการอนุรักษ์ในระดับโลกตามข้อมูล IUCN อยู่ในกลุ่ม Least Concern (LC) หรือมีความเสี่ยงต่ำต่อการสูญพันธุ์ อย่างไรก็ตาม สถานะดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าทุกประชากรในประเทศไทยจะมีความมั่นคง เนื่องจากพื้นที่ป่าชายเลนและถิ่นอาศัยตามธรรมชาติยังสามารถได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์พื้นที่ การพัฒนาชายฝั่ง และการเสื่อมโทรมของระบบนิเวศ
การเก็บเปลือก ราก หรือส่วนอื่นจากต้นธรรมชาติควรทำอย่างระมัดระวัง และควรสนับสนุนการขยายพันธุ์และการอนุรักษ์ป่าชายเลนควบคู่ไปกับการใช้ประโยชน์
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- Kingdom: Plantae
- Phylum: Tracheophyta
- Class: Magnoliopsida
- Order: Sapindales
- Family: Meliaceae
- Genus: Xylocarpus
- Species: Xylocarpus granatum J.Koenig
ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับในฐานข้อมูลอนุกรมวิธานปัจจุบันคือ Xylocarpus granatum J.Koenig และมีชื่อพ้องทางอนุกรมวิธานหลายชื่อ เช่น Carapa granatum (J.Koenig) Alston, Carapa indica A.Juss. และ Xylocarpus obovatus (Blume) A.Juss.
ในบัญชียาจากสมุนไพร
จากการตรวจสอบข้อมูลที่ค้นได้ ยังไม่พบหลักฐานที่น่าเชื่อถือเพียงพอว่ากระบูนขาว (Xylocarpus granatum) เป็นรายการสมุนไพรในบัญชียาจากสมุนไพรของประเทศไทยที่ใช้เป็นยามาตรฐานในระบบบริการสุขภาพ จึงไม่ควรระบุว่ากระบูนขาวอยู่ในบัญชียาจากสมุนไพรโดยไม่มีเอกสารราชการรองรับ
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง. (ม.ป.ป.). คู่มือความรู้เรื่องป่าชายเลน. กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง.
- สวนพฤกษศาสตร์คลองไผ่. (ม.ป.ป.). ตะบูนขาว (Xylocarpus granatum Koenig). องค์การสวนพฤกษศาสตร์.
- สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. (2555). ตะบูนขาว. ใน พรรณไม้ในพื้นที่เมืองและพื้นที่สีเขียว. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม.
- สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน). (ม.ป.ป.). ตะบูนขาว: Xylocarpus granatum. ฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพประเทศไทย.
- สมุนไพรดอทคอม. (ม.ป.ป.). กระบูนขาว.
- สมุนไพรดอทคอม. (ม.ป.ป.). ตะบูนขาว.
- Cui, J., Deng, Z., Li, J., Fu, H., Proksch, P., & Lin, W. (2005). Phragmalin-type limonoids from the mangrove plant Xylocarpus granatum. Phytochemistry, 66(19), 2334–2339. https://doi.org/10.1016/j.phytochem.2005.06.020
- Dey, D., Quispe, C., Hossain, R., Jain, D., Khan, R. A., Janmeda, P., Islam, M. T., Suleria, H. A. R., Martorell, M., Daştan, S. D., Kumar, M., Taheri, Y., Petkoska, A. T., Sharifi-Rad, J., & others. (2021). Ethnomedicinal use, phytochemistry, and pharmacology of Xylocarpus granatum J. Koenig. Evidence-Based Complementary and Alternative Medicine, 2021, 8922196. https://doi.org/10.1155/2021/8922196
- Okorie, D. A., & Taylor, D. A. H. (1970). Limonoids from Xylocarpus granatum Koenig. Journal of the Chemical Society C: Organic, 1970, 211–213. https://doi.org/10.1039/J39700000211
- Zhang, J.-C., Liao, Q., Shen, L., & Wu, J. (2020). Twenty-five limonoids from the Hainan mangrove, Xylocarpus granatum. Bioorganic Chemistry, 100, 103903. https://doi.org/10.1016/j.bioorg.2020.103903
