กระบือเจ็ดตัว
กระบือเจ็ดตัว เป็นไม้พุ่มสมุนไพรพื้นบ้านที่พบในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีลักษณะเด่นคือ ใบด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน ส่วนท้องใบมีสีม่วงแดงถึงแดง และมียางสีขาวข้นเมื่อหักหรือทำให้กิ่งและใบเกิดบาดแผล ในภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย ใบถูกนำมาใช้เกี่ยวกับการขับเลือดและน้ำคาวปลาหลังคลอด ขณะที่ยางมีฤทธิ์ระคายเคืองและเป็นพิษ จึงต้องใช้ด้วยความระมัดระวังอย่างมาก
ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับในปัจจุบันคือ Excoecaria cochinchinensis Lour. โดยชื่อ Excoecaria cochinchinensis Lour. var. cochinchinensis ที่พบในฐานข้อมูลสมุนไพรไทย เป็นชื่อระดับพันธุ์ย่อยที่ใช้ในเอกสารไทยบางแหล่ง แต่ฐานข้อมูล Plants of the World Online (Kew) ยอมรับ E. cochinchinensis เป็นชื่อชนิดที่ถูกต้อง
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อไทย: กระบือเจ็ดตัว
- ชื่อท้องถิ่น: กะเบือ, บัว, บัวลา, กระทู้, กระทู้เจ็ดแบก, ต้นลิ้นควาย, ตาตุ่มไก่, ตาตุ่มนก, กำลังกระบือ, ลิ้นกระบือ, ลิ้นกระบือขาว, ใบท้องแดง
- ชื่อวิทยาศาสตร์: Excoecaria cochinchinensis Lour.
- วงศ์: Euphorbiaceae หรือวงศ์ยางพารา
- ชื่อสามัญภาษาอังกฤษ: Picara; ในบางแหล่งใช้ชื่อ Yellow Star
- ลักษณะเด่น: ไม้พุ่มขนาดเล็ก ใบสีเขียวด้านบนและแดงหรือม่วงแดงด้านล่าง มียางสีขาว
- การใช้ตามภูมิปัญญา: ใช้ใบเป็นสมุนไพรในกลุ่มยาขับประจำเดือนและใช้ขับน้ำคาวปลาหลังคลอด
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น: ไม้พุ่มขนาดย่อม สูงประมาณ 0.5–1.5 เมตร แตกกิ่งก้านมาก กิ่งมีรูอากาศ และเมื่อมีบาดแผลจะมีน้ำยางสีขาวข้นคล้ายน้ำนม
- ใบ: ใบเดี่ยว รูปใบหอก รูปใบหอกแกมรูปไข่ หรือรูปรี เรียงสลับเวียนรอบกิ่งหรือพบการเรียงตรงข้ามได้ ขนาดประมาณ 2–4.5 × 4–12 หรือ 13 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ขอบใบจักฟันเลื่อยตื้น ด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน ส่วนด้านล่างสีม่วงแดงหรือแดงเข้ม เส้นแขนงใบประมาณ 7–12 คู่
- ดอก: ดอกมีขนาดเล็ก สีเขียวถึงเหลืองอมเขียว ออกเป็นช่อบริเวณซอกใบหรือปลายกิ่ง เป็นพืชแยกเพศแต่มีดอกเพศผู้และเพศเมียอยู่บนต้นเดียวกัน โดยช่อดอกส่วนบนมักมีดอกเพศผู้จำนวนมาก ส่วนดอกเพศเมียมีจำนวนน้อยกว่า
- ผล: ผลมีขนาดเล็ก รูปค่อนข้างกลมหรือทรงกลมแป้น มี 3 พู เมื่อแก่จะแตกออกเป็น 3 ส่วน
- เมล็ด: เมล็ดมีรูปร่างเกือบกลม ขนาดประมาณ 2.5 มิลลิเมตร
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
กระบือเจ็ดตัวมีถิ่นกำเนิดในเอเชียเขตร้อน โดยมีการกระจายพันธุ์ตั้งแต่จีนตอนใต้ ลาว เมียนมา ไทย เวียดนาม ไต้หวัน ไปจนถึงคาบสมุทรมลายู
ในประเทศไทยพบได้หลายภูมิภาค ตั้งแต่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันตกเฉียงใต้ และภาคใต้ โดยพบในป่าดิบ ป่าผสม ป่าเต็งรัง ป่ารุ่นสอง และบริเวณใกล้ลำห้วย ตั้งแต่ระดับน้ำทะเลถึงประมาณ 1,520 เมตร
การปลูกและการขยายพันธุ์
- สภาพแวดล้อม: เจริญได้ดีในพื้นที่เขตร้อนและพื้นที่ที่มีความชื้นพอสมควร
- ดิน: สามารถขึ้นได้ในดินทั่วไป แต่ดินร่วนที่ระบายน้ำดีและมีความชื้นเหมาะสมช่วยให้เจริญเติบโตได้ดี
- แสง: ต้องการแสงแดดเต็มวันถึงรำไร
- การขยายพันธุ์: สามารถขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด ปักชำกิ่ง และตอนกิ่ง โดยข้อมูลการปลูกในประเทศไทยระบุว่าสามารถเจริญเติบโตได้ค่อนข้างเร็ว
- ข้อควรระวังในการปลูก: ควรสวมถุงมือเมื่อตัดแต่งกิ่ง เนื่องจากน้ำยางมีสารที่ทำให้เกิดการระคายเคือง
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- ใบ: ใช้เป็นส่วนสำคัญในตำรับพื้นบ้าน โดยเฉพาะการขับเลือดและน้ำคาวปลาหลังคลอด
- กระพี้และเนื้อไม้: มีการระบุการใช้ในตำรับยาไทยบางแหล่งสำหรับถอนพิษไข้และแก้ร้อนภายใน
- ยางจากต้น: มีพิษและฤทธิ์ระคายเคือง และมีการใช้เป็นยาเบื่อปลาในภูมิปัญญาพื้นบ้าน ไม่ควรนำมาใช้รับประทานเอง
สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา
- ใบ: ตามตำรายาไทยมีรสร้อน เฝื่อน และขื่น ใช้ขับเลือดที่คั่งค้างและช่วยขับน้ำคาวปลาหลังคลอด
- ใบ: ใช้ในภูมิปัญญาเกี่ยวกับอาการอักเสบบริเวณปากมดลูก และภาวะที่เรียกว่า “สันนิบาตหน้าเพลิง” ซึ่งเป็นศัพท์ในแพทย์แผนไทย
- ใบ: มีการใช้สำหรับแก้ไข้ แก้พิษร้อน และแก้อาการบวมฟกช้ำตามตำรายาพื้นบ้าน
- ใบ: มีการใช้ภายนอกโดยตำหรือพอกในภูมิปัญญาพื้นบ้านบางพื้นที่เพื่อช่วยห้ามเลือด
- กระพี้และเนื้อไม้: มีการใช้ตามตำรายาไทยสำหรับถอนพิษไข้และแก้ร้อนภายใน
- ยาง: ใช้เป็นยาเบื่อปลา เนื่องจากมีสารกลุ่ม diterpene esters ที่มีฤทธิ์ระคายเคืองและเป็นพิษ
หมายเหตุ: สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาและตำรายาไทย ไม่ได้หมายความว่าทุกข้อได้รับการยืนยันประสิทธิผลในมนุษย์ด้วยการทดลองทางคลินิก
วิธีใช้
- ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน: มีข้อมูลการนำใบสดมาตำร่วมกับเหล้าแล้วคั้นน้ำรับประทานเพื่อใช้เป็นยาขับเลือดและน้ำคาวปลาหลังคลอด
- การใช้ภายนอก: มีการกล่าวถึงการนำใบตำมาพอกบริเวณที่ต้องการตามภูมิปัญญาท้องถิ่น
- การใช้ยาง: ไม่ควรนำมารับประทานหรือใช้เอง เนื่องจากน้ำยางมีสารระคายเคืองและเป็นพิษ
ไม่ควรนำวิธีใช้ตามตำรับพื้นบ้านไปใช้เอง โดยเฉพาะในหญิงตั้งครรภ์หรือหลังคลอดโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์แผนไทยหรือบุคลากรทางการแพทย์ เนื่องจากสารสกัดและส่วนของพืชมีรายงานเกี่ยวกับฤทธิ์กระตุ้นการหดตัวของมดลูก
สารสำคัญ
การศึกษาทางเคมีพบว่ากระบือเจ็ดตัวมีสารพฤกษเคมีหลายกลุ่ม ได้แก่
- Diterpenoids และ diterpene esters: โดยเฉพาะสารกลุ่ม daphnane และ tigliane ซึ่งพบเด่นในน้ำยางและเกี่ยวข้องกับฤทธิ์ระคายเคืองและฤทธิ์ต่อกล้ามเนื้อมดลูก
- Flavonoids: เช่น kaempferol, quercetin และ kaempferol 3-O-β-D-xylopyranoside
- Coumarin: เช่น scopoletin
- สารประกอบฟีนอลิก: เช่น methyl protocatechuate และ methyl gallate
- Triterpenoids และ sterols: มีรายงานการแยกสารในกลุ่มนี้จากพืชชนิดนี้ด้วย
องค์ประกอบทางเคมีอาจแตกต่างกันตามส่วนของพืช แหล่งปลูก อายุพืช และวิธีการสกัด
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
งานวิจัยในระดับห้องปฏิบัติการพบว่า สารสกัดเมทานอลจากใบ ของ Excoecaria cochinchinensis มีฤทธิ์ต้านการอักเสบในเซลล์ โดยมีค่า IC50 ต่อการยับยั้งการสร้าง nitric oxide ในเซลล์ RAW264.7 ประมาณ 26.3 ± 0.97 µg/mL
การศึกษาทางเภสัชเคมีที่เผยแพร่ในปี 2025 สามารถแยกสารประกอบหลายชนิดจากส่วนเหนือดินของพืช ได้แก่ kaempferol, quercetin, kaempferol 3-O-β-D-xylopyranoside, scopoletin, methyl protocatechuate และ methyl gallate โดยมีการรายงานว่าสารบางชนิดมีฤทธิ์ทางชีวภาพที่น่าสนใจ
นอกจากนี้ งานวิจัยอีกฉบับที่เผยแพร่ในปี 2025 รายงานว่าสารบางชนิดที่แยกได้จากพืชมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ยับยั้งไทโรซิเนส ยับยั้ง α-glucosidase และมีฤทธิ์เป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งบางชนิดในการทดลอง in vitro อย่างไรก็ตาม ผลดังกล่าวยังไม่ใช่หลักฐานว่าสามารถใช้รักษาโรคมะเร็งหรือโรคดังกล่าวในมนุษย์ได้
เภสัชวิทยา
ข้อมูลทางเภสัชวิทยาที่น่าสนใจ ได้แก่
- ฤทธิ์กระตุ้นการหดตัวของมดลูก: มีการทดลองสารสกัดและส่วนประกอบจากกระบือเจ็ดตัวพบฤทธิ์ uterotonic หรือฤทธิ์กระตุ้นการหดตัวของมดลูก ซึ่งสอดคล้องกับการใช้ตามภูมิปัญญาไทยเพื่อขับเลือดและน้ำคาวปลา
- ฤทธิ์ต้านการอักเสบ: สารสกัดเมทานอลจากใบแสดงฤทธิ์ยับยั้งการสร้าง nitric oxide ในแบบจำลองเซลล์
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ: สารบางชนิดที่แยกได้จากพืชมีฤทธิ์ดังกล่าวในการทดลอง
- ฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็ง: สารบางชนิดมี cytotoxicity ต่อเซลล์ MCF-7, A549 และ HeLa ในระดับปานกลางในการทดลองในหลอดทดลอง แต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปถึงประสิทธิผลในการรักษามะเร็งในคน
ความปลอดภัย
กระบือเจ็ดตัวเป็นพืชที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากน้ำยางมีพิษและสารระคายเคือง
น้ำยางของ Excoecaria cochinchinensis สามารถระคายเคืองผิวหนังและเยื่อเมือก และมีรายงานว่าสารในน้ำยางมี diterpene esters ที่มีฤทธิ์ระคายเคืองสูง
- หลีกเลี่ยงไม่ให้น้ำยางเข้าตา ปาก และเยื่อเมือก
- ควรสวมถุงมือเมื่อตัดหรือเตรียมพืชสด
- ไม่ควรนำยางมารับประทาน
- ไม่ควรใช้สมุนไพรชนิดนี้เพื่อกระตุ้นมดลูกด้วยตนเอง
- หญิงตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงการใช้ เนื่องจากมีข้อมูลด้านฤทธิ์กระตุ้นการหดตัวของมดลูก
- หากสัมผัสน้ำยางแล้วเกิดอาการแสบ คัน แดง บวม หรือระคายเคือง ควรล้างบริเวณดังกล่าวด้วยน้ำสะอาดจำนวนมากและพบแพทย์หากอาการรุนแรง
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
ยังมีข้อมูลทางคลินิกเกี่ยวกับปฏิกิริยาระหว่างกระบือเจ็ดตัวกับยาสมัยใหม่ค่อนข้างจำกัด จึงไม่ควรสรุปว่าปลอดภัยเมื่อใช้ร่วมกับยา
ควรระมัดระวังเป็นพิเศษเมื่อใช้ร่วมกับยาที่มีผลต่อการหดตัวของมดลูก ยากระตุ้นมดลูก หรือยาที่ใช้ในภาวะตั้งครรภ์และหลังคลอด เนื่องจากพืชชนิดนี้มีรายงานฤทธิ์ uterotonic ในการทดลอง
สำหรับผู้ที่รับประทานยาประจำ ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ผลิตภัณฑ์จากกระบือเจ็ดตัว โดยเฉพาะสารสกัดเข้มข้น
การใช้ในอาหาร
ไม่พบข้อมูลที่น่าเชื่อถือเพียงพอที่จะจัดกระบือเจ็ดตัวเป็นผักหรือสมุนไพรสำหรับรับประทานเป็นอาหารทั่วไป และ ไม่ควรนำยางหรือส่วนของพืชไปประกอบอาหาร เนื่องจากพืชมีสารที่ก่อการระคายเคืองและมีความเป็นพิษ โดยเฉพาะน้ำยาง
การใช้ในผลิตภัณฑ์
- ใช้ปลูกเป็น ไม้ประดับ เนื่องจากมีใบด้านล่างสีแดงหรือม่วงแดงที่มีความโดดเด่น
- มีศักยภาพในการศึกษาต่อยอดเป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตภัณฑ์สมุนไพรและสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ แต่ควรผ่านการควบคุมปริมาณสารสำคัญและการประเมินความปลอดภัยอย่างเป็นระบบ
- ไม่ควรนำยางสดไปใช้เป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภคโดยตรง เนื่องจากมีสารระคายเคืองและเป็นพิษ
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- ใบ: ควรเก็บจากต้นที่สมบูรณ์และปราศจากโรคหรือแมลง
- พืชสด: หลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำยางโดยตรง และใช้ถุงมือในการเก็บเกี่ยว
- การทำให้แห้ง: หากต้องการเก็บใบเป็นวัตถุดิบสมุนไพร ควรทำความสะอาดและทำให้แห้งในที่สะอาด อากาศถ่ายเท และไม่โดนแดดจัดโดยตรง
- การเก็บรักษา: เก็บวัตถุดิบแห้งในภาชนะปิดสนิท ป้องกันความชื้น แมลง และการปนเปื้อน
- การระบุวัตถุดิบ: ควรติดฉลากชื่อพืช ส่วนที่ใช้ และวันที่เก็บหรือวันที่ทำให้แห้ง เพื่อป้องกันการใช้ผิดชนิด
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
กระบือเจ็ดตัวปรากฏอยู่ในภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านของหลายพื้นที่ของประเทศไทย โดยเฉพาะการใช้ ใบเพื่อขับเลือดและน้ำคาวปลาหลังคลอด และเกี่ยวข้องกับกลุ่มยาขับประจำเดือน
ในบางภูมิปัญญามีการนำใบสดมาตำร่วมกับเหล้าแล้วคั้นน้ำรับประทาน ขณะที่บางตำราระบุการใช้ใบตำพอกภายนอก อย่างไรก็ตาม วิธีการดังกล่าวเป็นองค์ความรู้พื้นบ้านและควรแยกออกจากคำแนะนำทางการแพทย์สมัยใหม่ เนื่องจากหลักฐานด้านขนาดยาและความปลอดภัยในมนุษย์ยังมีจำกัด
ประวัติและวัฒนธรรม
กระบือเจ็ดตัวเป็นพืชที่มีชื่อท้องถิ่นหลากหลาย สะท้อนการรู้จักและใช้ประโยชน์จากพืชชนิดนี้ในหลายภูมิภาค เช่น กำลังกระบือ ลิ้นกระบือ ใบท้องแดง และกระทู้เจ็ดแบก เป็นต้น
ชื่อ “ใบท้องแดง” มีความสัมพันธ์กับลักษณะทางพฤกษศาสตร์ที่โดดเด่นของพืช คือแผ่นใบด้านล่างมีสีแดงหรือม่วงแดง ขณะที่ด้านบนเป็นสีเขียวเข้ม นอกจากใช้เป็นสมุนไพรแล้ว ยังนิยมปลูกเป็นไม้ประดับด้วย
สถานะการอนุรักษ์
ตามข้อมูล Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew ซึ่งอ้างอิงข้อมูล IUCN กระบือเจ็ดตัว (Excoecaria cochinchinensis) มีสถานะการอนุรักษ์ Least Concern (LC) หรือมีความเสี่ยงต่ำ และมีการกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติในหลายประเทศของเอเชีย
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- Kingdom: Plantae
- Phylum: Streptophyta
- Class: Equisetopsida
- Subclass: Magnoliidae
- Order: Malpighiales
- Family: Euphorbiaceae
- Genus: Excoecaria
- Species: Excoecaria cochinchinensis Lour.
ชื่อพ้องที่สำคัญ: Excoecaria bicolor (Hassk.) Zoll. ex Hassk., Excoecaria orientalis Pax & K.Hoffm., Excoecaria quadrangularis Müll.Arg., Antidesma bicolor Hassk. และ Sapium cochinchinense (Lour.) Kuntze โดยฐานข้อมูล Kew ยอมรับ Excoecaria cochinchinensis Lour. เป็นชื่อที่ถูกต้องในปัจจุบัน
ในบัญชียาจากสมุนไพร
จากการตรวจสอบแหล่งข้อมูลที่ค้นได้ ยังไม่พบหลักฐานที่ชัดเจนว่ากระบือเจ็ดตัวเป็นตัวยาหรือสูตรตำรับที่อยู่ในบัญชียาจากสมุนไพรของประเทศไทยในปัจจุบันโดยตรง จึงไม่ควรระบุว่ากระบือเจ็ดตัวเป็น “ยาในบัญชี” หากไม่มีการอ้างอิงจากประกาศบัญชียาจากสมุนไพรฉบับที่ใช้อยู่ในช่วงเวลานั้น
อย่างไรก็ตาม กระบือเจ็ดตัวมีการบันทึกอยู่ในฐานข้อมูลสมุนไพรไทยและถูกจัดอยู่ในกลุ่ม ยาขับประจำเดือน ในฐานข้อมูลสมุนไพรไทยของโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชฯ
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. (ม.ป.ป.). กระบือเจ็ดตัว. ฐานข้อมูลสมุนไพร.
- โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ. (ม.ป.ป.). กระบือเจ็ดตัว. ฐานข้อมูลสรรพคุณสมุนไพร 200 ชนิด.
- สวนพฤกษศาสตร์ คลองไผ่. (ม.ป.ป.). ลิ้นกระบือ (Excoecaria cochinchinensis Lour.).
- สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี/หน่วยงานด้านทรัพยากรชีวภาพ. (ม.ป.ป.). กระบือเจ็ดตัว. ฐานข้อมูลทรัพยากรชีวภาพ.
- กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (ม.ป.ป.). Excoecaria cochinchinensis Lour. Flora of Thailand.
- สมุนไพรดอทคอม. (ม.ป.ป.). กระบือเจ็ดตัว. ฐานข้อมูลสมุนไพรไทย.
- Chayamarit, K., & van Welzen, P. C. (2005). Euphorbiaceae (Genera A–F). Flora of Thailand, 8(1), 1–303.
- Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Excoecaria cochinchinensis Lour. Plants of the World Online.
- Nguyen, V.-K., Dong, P.-S.-N., Phan, H.-V.-T., Tran, T.-N., Hoang, L.-T.-T., Phan, T.-T.-M., Vo, H.-G.-L., Bui, X.-H., Tran, K. H. N., & Le, H. T. T. (2025). Chemical constituents of Excoecaria cochinchinensis with cytotoxic, antioxidant, tyrosinase, and α-glucosidase inhibitory activities. Journal of Analytical Science and Technology.
- Vo, H.-G.-L., Dong, P.-S.-N., & Le, H. T. T. (2025). Isolation of phenolic compounds from the aerial parts of Excoecaria cochinchinensis. Tạp chí Phân tích Hóa, Lý và Sinh học, 31(2).
- PROSEA. (n.d.). Excoecaria cochinchinensis Lour. Plant Resources of South-East Asia.
- van Wyk, B.-E., & Wink, M. (2018). Medicinal plants of the world. CABI.
