ข่อย

ข่อย

ข่อย

ข่อย เป็นสมุนไพรพื้นบ้านของไทยที่มีความสำคัญทั้งด้าน การแพทย์แผนไทย ภูมิปัญญาท้องถิ่น และวัฒนธรรมไทย โดยเฉพาะการนำกิ่งข่อยมาทุบใช้แทนแปรงสีฟัน และการใช้เปลือกต้นในตำรับยาพื้นบ้าน ข่อยมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Streblus asper Lour. อยู่ในวงศ์ Moraceae และมีการกระจายพันธุ์กว้างในเอเชียเขตร้อน รวมถึงประเทศไทย

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร : ข่อย
  • ชื่อไทย : ข่อย
  • ชื่อท้องถิ่น : กักไม้ฝอย, ส้มพอ, ส้มพล, ส้มฝ่อ, ซะโยเส่, สะนาย, ตองขะแหน่, ขรอย, ขันตา และขอย โดยชื่อท้องถิ่นแตกต่างกันตามภูมิภาค
  • ชื่อสามัญ : Siamese rough bush, Toothbrush tree, Sandpaper tree
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Streblus asper Lour.
  • ชื่อพ้องที่พบในฐานข้อมูลอนุกรมวิธาน : มีชื่อพ้องหลายชื่อ เช่น Achymus pallens และชื่ออื่นในกลุ่มอนุกรมวิธานเดิม
  • วงศ์ : Moraceae
  • ส่วนที่ใช้เป็นยา : เปลือกต้น กิ่ง ใบ ราก เมล็ด และยาง ตามภูมิปัญญาและตำรายาแต่ละแห่ง
  • ลักษณะเด่น : ใบมีผิวสากคล้ายกระดาษทราย เปลือกต้นมียางสีขาวข้น และกิ่งสดสามารถใช้ทำความสะอาดฟันได้

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : เป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดกลาง สูงประมาณ 5–15 เมตร แตกกิ่งก้านมาก ลำต้นและกิ่งมีเปลือกสีเทาถึงเทาอมเขียว ผิวค่อนข้างขรุขระ เมื่อเกิดบาดแผลจะมี น้ำยางสีขาวข้น ไหลออกมา
  • กิ่ง : กิ่งแตกแขนงหนาแน่น กิ่งอ่อนมีขนหรือผิวสาก และมีลักษณะแข็งเหนียว
  • ใบ : ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปรี รูปไข่กลับ หรือรูปไข่ ขนาดโดยทั่วไปประมาณ 1–13 เซนติเมตร ผิวใบทั้งสองด้านมีลักษณะสากและหยาบคล้ายกระดาษทราย ขอบใบหยักหรือเป็นซี่ฟันเลื่อย ก้านใบสั้น
  • ดอก : ดอกมีขนาดเล็ก สีเขียวอ่อนถึงเขียวอมเหลือง ออกตามซอกใบ ดอกเพศผู้และดอกเพศเมียอาจอยู่ต่างต้นกันหรือพบในต้นเดียวกันตามลักษณะของประชากร
  • ผล : ผลสดมีลักษณะกลมหรือรูปไข่ ขนาดประมาณ 0.6–0.8 เซนติเมตร เมื่อสุกมีสีเหลืองถึงสีส้ม เนื้อนุ่มฉ่ำน้ำ มีเมล็ดเดี่ยว
  • เมล็ด : เมล็ดค่อนข้างกลม ขนาดประมาณ 4–5 มิลลิเมตร สีขาวแกมเทา

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิด : มีถิ่นกำเนิดครอบคลุมบริเวณจีนตอนใต้ถึงเอเชียเขตร้อน
  • การกระจายพันธุ์ : พบในอินเดีย ศรีลังกา เนปาล บังกลาเทศ เมียนมา ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และพื้นที่อื่นของเอเชียเขตร้อน
  • ในประเทศไทย : พบได้หลายภูมิภาค โดยเฉพาะบริเวณที่ลุ่ม ป่าละเมาะ ป่าเบญจพรรณ และพื้นที่ที่มีสภาพแวดล้อมเหมาะสม

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • สภาพพื้นที่ : ข่อยเป็นไม้ที่ปรับตัวได้ดีในสภาพภูมิอากาศเขตร้อน และสามารถเจริญได้ในพื้นที่หลากหลาย
  • การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด : ใช้เมล็ดจากผลที่สุกเต็มที่ นำมาทำความสะอาดและเพาะในวัสดุเพาะที่ระบายน้ำได้ดี
  • การปักชำ : สามารถขยายพันธุ์ด้วยกิ่งปักชำ โดยเฉพาะกิ่งกึ่งแก่กึ่งอ่อน งานด้านทรัพยากรพืชเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รายงานว่าสามารถใช้กิ่งปักชำเพื่อขยายพันธุ์ได้ และการใช้สารเร่งรากช่วยเพิ่มความสามารถในการออกรากในสภาพที่เหมาะสม
  • การดูแล : ข่อยเป็นไม้ที่ค่อนข้างทนและตอบสนองต่อการตัดแต่งหรือการตัดให้แตกใหม่ได้ดี

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • เปลือกต้น : เป็นส่วนสำคัญที่ปรากฏในตำรายาไทยและมีการจัดทำมาตรฐานวัตถุดิบในตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย
  • กิ่งสด : ใช้ตามภูมิปัญญาไทยสำหรับทำความสะอาดฟัน
  • ใบ : มีการใช้ในตำรับพื้นบ้านหลายพื้นที่
  • รากและเปลือกราก : พบการใช้ในภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านของหลายประเทศในเอเชีย
  • เมล็ด : มีรายงานการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านบางแห่ง
  • ยาง : มีการใช้ภายนอกในภูมิปัญญาดั้งเดิม

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

  • กิ่งสด : ทุบปลายกิ่งให้นิ่ม ใช้แทนแปรงสีฟัน ช่วยทำความสะอาดฟันและเหงือก และเป็นภูมิปัญญาที่สัมพันธ์กับชื่อสามัญ Toothbrush tree
  • เปลือกต้น : ตามตำรายาไทยใช้สำหรับอาการเกี่ยวกับ ปวดฟัน รำมะนาด เหงือกและฟัน และใช้เป็นยาสมานแผลหรือชะล้างบาดแผลในบางตำรับ
  • เปลือกต้น : มีการใช้ตามภูมิปัญญาเพื่อบรรเทา ท้องร่วง บิด และไข้ โดยเฉพาะในตำรับพื้นบ้านของไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
  • รากและเปลือกราก : มีรายงานการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับอาการปวดฟัน แผล และอาการอักเสบบางชนิด
  • ใบ : มีรายงานการใช้พื้นบ้านสำหรับอาการทางตา อาการทางเดินอาหาร และอาการอักเสบบางประเภท
  • ยาง : มีการใช้ภายนอกในภูมิปัญญาพื้นบ้าน เช่น บริเวณผิวหนังที่แห้งแตกหรือเป็นแผล

หมายเหตุ: สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์พื้นบ้าน ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์สมัยใหม่ที่ได้รับการยืนยันทั้งหมด

วิธีใช้

  • ใช้กิ่งสดดูแลช่องปาก : กิ่งข่อยขนาดเล็กยาวประมาณ 5–6 นิ้ว นำมาทุบปลายให้แตกและนิ่ม แล้วใช้ถูหรือแปรงฟันตามภูมิปัญญาไทย
  • น้ำต้มเปลือกต้น : ตำรายาไทยบางแห่งระบุให้ใช้เปลือกต้นต้มกับน้ำและเติมเกลือ ใช้อมเพื่อบรรเทาอาการปวดฟันและดูแลเหงือก
  • ใช้ภายนอก : น้ำต้มจากเปลือกต้นมีการใช้ล้างบาดแผลหรือบริเวณผิวหนังตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน

ไม่ควรนำสูตรยาพื้นบ้านไปใช้แทนการรักษาโรคที่ต้องได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ โดยเฉพาะการรับประทานสารสกัดเข้มข้นจากข่อย

ในบัญชียาจากสมุนไพร

ข่อยมีการจัดทำมาตรฐานวัตถุดิบในตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย (Thai Herbal Pharmacopoeia) โดยมีรายการ ข่อย เปลือกต้น (Strebli Asperidis Cortex) และมีการกำหนดลักษณะทางเภสัชเวท การตรวจสอบเอกลักษณ์ และเกณฑ์คุณภาพของวัตถุดิบ

สำหรับ บัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร พ.ศ. 2566 ซึ่งเป็นบัญชีรายการยาจากสมุนไพรของประเทศ ไม่พบหลักฐานจากข้อมูลรายการที่ตรวจสอบได้ว่ามี “ข่อย” เป็นยาเดี่ยวที่อยู่ในบัญชีดังกล่าวโดยตรง ดังนั้นควรแยกความหมายระหว่าง “มีมาตรฐานในตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย” กับ “เป็นรายการยาในบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร”

สารสำคัญ

  • Cardiac glycosides หรือ cardenolides : เป็นกลุ่มสารสำคัญที่มีรายงานเด่นในเปลือกรากและราก เช่น asperoside, strebloside, kamloside และสารกลุ่ม glucoside อื่น ๆ
  • Triterpenoids : พบสาร เช่น lupeol, α-amyrin และอนุพันธ์ของสารดังกล่าว โดยเฉพาะในเปลือกต้น
  • β-sitosterol : มีรายงานพบในเปลือกต้น
  • Flavonoids และสารประกอบฟีนอลิก : มีรายงานพบในส่วนใบและสารสกัดของข่อย
  • สารระเหยบางชนิด : ใบสดมีรายงานองค์ประกอบของสารระเหย เช่น trans-farnesyl acetate, α-farnesene, caryophyllene และ phytol

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

งานวิจัยเกี่ยวกับ Streblus asper ส่วนใหญ่เป็นการศึกษาระดับสารสกัด การทดลองในหลอดทดลอง และสัตว์ทดลอง ขณะที่หลักฐานทางคลินิกในมนุษย์ยังมีจำนวนจำกัด

  • การศึกษาทางทันตกรรมในประเทศไทยพบว่า สารสกัดใบข่อย ที่ใช้ร่วมกับการขูดหินปูนและเกลารากฟันในผู้ป่วยโรคปริทันต์อักเสบเรื้อรัง ช่วยลดดัชนีเหงือกอักเสบเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม
  • งานวิจัยด้านจุลชีววิทยาพบว่าสารสกัดข่อยมีฤทธิ์ต่อเชื้อกลุ่ม Mutans streptococci ซึ่งเกี่ยวข้องกับคราบจุลินทรีย์และฟันผุ
  • งานทบทวนปี 2022 สรุปว่าข่อยมีงานวิจัยเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านจุลชีพ ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ ต้านพยาธิ ต้านเบาหวาน ต้านมะเร็ง และฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาอื่น ๆ แต่ยังจำเป็นต้องมีงานวิจัยทางคลินิกเพิ่มเติม
  • งานวิจัยปี 2026 ศึกษาสารสกัดเมทานอลจากใบข่อยในหนูทดลอง พบแนวโน้มของฤทธิ์ลดไข้ ต้านความวิตกกังวล ต้านอาการซึมเศร้า และกดประสาท อย่างไรก็ตามเป็นหลักฐานจากสัตว์ทดลอง ไม่ใช่หลักฐานยืนยันประสิทธิผลในมนุษย์
  • งานวิจัยปี 2026 อีกฉบับรายงานฤทธิ์ลดปวด ขับปัสสาวะ สลายลิ่มเลือด และต้านข้ออักเสบของสารสกัดใบข่อยในแบบจำลองทดลอง

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

มีการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของข่อยหลายด้าน ได้แก่

  • ฤทธิ์ต้านจุลชีพ : มีรายงานว่าสารสกัดจากข่อยสามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรียหลายชนิด รวมถึงเชื้อที่เกี่ยวข้องกับโรคในช่องปาก
  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : พบจากการศึกษาสารสกัดและสารออกฤทธิ์บางชนิดในแบบจำลองทดลอง
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สัมพันธ์กับสารกลุ่มฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์
  • ฤทธิ์ต้านพยาธิ : cardenolides บางชนิด เช่น asperoside และ strebloside มีรายงานฤทธิ์ต้านพยาธิฟิลาเรียในงานทดลอง
  • ฤทธิ์ต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด : มีการศึกษาเกี่ยวกับสารกลุ่ม cardiac glycosides แต่กลุ่มสารนี้มีฤทธิ์ต่อหัวใจ จึงต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัย
  • ฤทธิ์ต้านมะเร็ง : มีรายงานในระดับเซลล์และสัตว์ทดลอง แต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าข่อยสามารถรักษามะเร็งในมนุษย์ได้
  • ฤทธิ์ทางระบบประสาท : งานวิจัยปี 2026 พบฤทธิ์ต้านความวิตกกังวล ต้านซึมเศร้า และกดประสาทในสัตว์ทดลอง

ความปลอดภัย

  • หลักฐานความปลอดภัยในมนุษย์ยังมีจำกัด โดยเฉพาะการรับประทานสารสกัดเข้มข้นหรือสารสกัดมาตรฐานในระยะยาว
  • ข่อยมีรายงานพบ cardiac glycosides ซึ่งเป็นกลุ่มสารที่สามารถออกฤทธิ์ต่อหัวใจ ดังนั้นไม่ควรสรุปว่าการใช้ข่อยในปริมาณสูงหรือสารสกัดเข้มข้นปลอดภัยเพียงเพราะเป็นสมุนไพร
  • การศึกษาความเป็นพิษก่อนคลินิกบางงานพบว่าสารสกัดเมทานอลและ petroleum ether ของข่อยไม่ก่อให้เกิดความเป็นพิษอย่างชัดเจนในการศึกษาระยะสั้นและกึ่งเรื้อรังในสัตว์ทดลอง แต่ข้อมูลดังกล่าวไม่สามารถนำมาเทียบเท่าความปลอดภัยในมนุษย์ได้
  • การศึกษาสารสกัดรากด้วยน้ำล่าสุดพบว่าไม่พบการเสียชีวิตหรืออาการพิษชัดเจนที่ขนาดสูงสุด 2,000 มก./กก. ในหนูทดลอง แต่ยังเป็นข้อมูลก่อนคลินิก

ข้อห้ามใช้

  • ไม่ควรใช้ข่อยเป็นยารับประทานในขนาดสูงหรือสารสกัดเข้มข้นด้วยตนเอง เนื่องจากมีสารกลุ่ม cardiac glycosides
  • หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร ควรหลีกเลี่ยงการใช้ในรูปแบบยารับประทาน หากไม่มีคำแนะนำจากแพทย์หรือผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทย
  • เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้
  • ผู้ที่มี โรคหัวใจหรือใช้ยาที่ออกฤทธิ์ต่อหัวใจ ควรหลีกเลี่ยงการใช้สารสกัดข่อยรับประทานโดยไม่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับยืนยัน ปฏิกิริยาระหว่างข่อยกับยาชนิดใดโดยตรง แต่เนื่องจากข่อยมีรายงานสารกลุ่ม cardiac glycosides จึงมีเหตุผลทางเภสัชวิทยาที่ควรระวังเป็นพิเศษเมื่อใช้ร่วมกับยาที่มีผลต่อการทำงานของหัวใจ เช่น digoxin และยากลุ่ม cardiac glycosides อื่น ๆ

ผู้ที่รับประทานยาประจำ โดยเฉพาะยาหัวใจ ยาความดันโลหิต ยาขับปัสสาวะ หรือยาที่มีช่วงการรักษาแคบ ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้สารสกัดข่อย

การใช้ในอาหาร

  • ผลข่อยสุก : มีรายงานว่าสามารถรับประทานสดได้ ผลมีรสหวานและเนื้อนุ่ม
  • ในบางพื้นที่ของเอเชียมีการนำผลสุกไปรับประทานเป็น ผลไม้ป่าหรืออาหารพื้นบ้าน
  • การใช้เป็นอาหารแตกต่างจากการใช้เป็นยา และไม่ควรนำส่วนที่เป็นเปลือก ราก หรือสารสกัดเข้มข้นมารับประทานในลักษณะอาหารโดยไม่มีข้อมูลความปลอดภัยรองรับ

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปาก : สารสกัดข่อยถูกนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์ เช่น ยาสีฟันและผลิตภัณฑ์ดูแลเหงือกและฟัน โดยสอดคล้องกับภูมิปัญญาการใช้กิ่งข่อยทำความสะอาดฟัน
  • สารสกัดสมุนไพร : มีการผลิตสารสกัดข่อยสำหรับใช้เป็นวัตถุดิบในผลิตภัณฑ์สมุนไพรและเครื่องสำอาง
  • ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว : มีการศึกษาการใช้สารสกัดข่อยในผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผิวและฤทธิ์ต้านการอักเสบ
  • ผลิตภัณฑ์ทางทันตกรรม : มีการศึกษาสูตรเจลสารสกัดข่อยสำหรับใช้เป็นผลิตภัณฑ์เสริมในการดูแลโรคปริทันต์

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • เปลือกต้น : เก็บจากต้นที่สมบูรณ์ โดยควรเก็บอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้ต้นเสียหายมากเกินไป
  • ใบ : เก็บใบที่สมบูรณ์และปราศจากโรคหรือแมลง
  • กิ่ง : ตัดกิ่งสดสำหรับใช้ตามภูมิปัญญา หรือใช้เป็นวัสดุขยายพันธุ์
  • ผล : เก็บเมื่อผลสุกเต็มที่ หากต้องการใช้เป็นอาหารควรเลือกผลที่สมบูรณ์และสะอาด
  • การทำวัตถุดิบแห้ง : ส่วนของพืชที่ต้องการเก็บไว้ควรทำให้แห้งสนิทก่อนจัดเก็บ
  • การเก็บรักษาเปลือกต้นแห้ง : ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยกำหนดให้เก็บในภาชนะที่ปิดสนิท ป้องกันแสง และเก็บในที่แห้ง

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

  • กิ่งข่อยทำแปรงสีฟัน : เป็นภูมิปัญญาที่โดดเด่นของข่อย โดยนำกิ่งสดมาทุบปลายให้แตกแล้วใช้ถูฟัน
  • การดูแลเหงือกและฟัน : น้ำต้มเปลือกข่อยผสมเกลือมีการใช้เป็นน้ำอมในตำรับพื้นบ้านบางพื้นที่
  • การรักษาบาดแผล : เปลือกต้นต้มกับน้ำใช้ชะล้างบาดแผลและผิวหนังตามตำรายาไทยบางแห่ง
  • การทำกระดาษข่อย : เปลือกข่อยมีเส้นใยเหนียว สามารถนำมาทำกระดาษสำหรับผลิต สมุดข่อยหรือสมุดไทย
  • การใช้ประโยชน์จากใบ : ใบที่มีผิวสากถูกนำไปใช้ขัดหรือขัดเงาวัสดุบางชนิดในภูมิปัญญาพื้นบ้าน

ประวัติและวัฒนธรรม

ข่อยมีความเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์การบันทึกความรู้ของสังคมไทย เพราะเปลือกข่อยถูกนำมาผลิตเป็นกระดาษสำหรับทำ สมุดข่อยหรือสมุดไทย ซึ่งใช้บันทึกตำรายา ตำราไหว้ครู พระไตรปิฎก พระมาลัย นิทานชาดก และองค์ความรู้ต่าง ๆ ของสังคมไทยในอดีต

ในอดีตชุมชนที่ผลิตกระดาษข่อยมักอยู่บริเวณใกล้แหล่งน้ำ เนื่องจากกระบวนการผลิตต้องใช้น้ำหลายขั้นตอน ตั้งแต่การลอกเปลือก การแช่ การล้าง การทุบ และการทำเป็นแผ่นกระดาษ

นอกจากนี้ กิ่งข่อยสำหรับขัดฟัน ยังเป็นภูมิปัญญาที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างพืชพื้นบ้านกับการดูแลสุขภาพช่องปากของคนไทยในอดีต

สถานะการอนุรักษ์

ปัจจุบัน Streblus asper มีการกระจายพันธุ์กว้างในเอเชีย และข้อมูลจาก Plants of the World Online ของ Kew ระบุสถานะตามข้อมูล IUCN เป็น Least Concern (LC) หรือ ความเสี่ยงต่ำ อีกทั้งการประเมินการสูญพันธุ์ของพืชดอกยังจัดว่าไม่มีแนวโน้มถูกคุกคามในระดับสูง

อย่างไรก็ตาม การอนุรักษ์ พันธุกรรมท้องถิ่นและภูมิปัญญาการใช้ประโยชน์จากข่อย ยังคงมีความสำคัญ โดยเฉพาะข่อยที่ใช้ทำกระดาษข่อยและผลิตภัณฑ์พื้นบ้าน

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • Kingdom : Plantae
  • Phylum : Tracheophyta
  • Class : Magnoliopsida
  • Order : Rosales
  • Family : Moraceae
  • Genus : Streblus Lour.
  • Species : Streblus asper Lour.

ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับในปัจจุบัน : Streblus asper Lour. โดย Kew Plants of the World Online ยอมรับชื่อนี้เป็นชื่อที่ถูกต้องของชนิดพันธุ์

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

สำหรับ ข่อย เปลือกต้น (Strebli Asperidis Cortex) มีมาตรฐานในตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย ซึ่งสามารถใช้เป็นแนวทางในการตรวจสอบเอกลักษณ์และคุณภาพวัตถุดิบได้

  • ลักษณะมหภาค : เปลือกต้นมีรูปร่างไม่สม่ำเสมอ อาจเป็นชิ้นโค้งหรือม้วนเป็นแผ่น เปลือกนอกมีสีเหลืองถึงน้ำตาล ผิวเรียบหรือมีรอยย่นตามยาว ส่วนด้านในมีเส้นใย
  • ลักษณะทางจุลทรรศน์ : พบชั้น periderm, cortex และ phloem รวมถึงเซลล์ sclereid, laticifer และ phloem ray
  • ลักษณะสำคัญในการวินิจฉัย : phloem ray ที่กว้างและ articulated laticifer เป็นลักษณะทางจุลทรรศน์ที่ใช้ช่วยยืนยันเอกลักษณ์ของวัตถุดิบ
  • การทดสอบทางเคมี : สารสกัดเอทานอลสามารถใช้ทดสอบด้วย acetic anhydride และ sulfuric acid ซึ่งให้วงแหวนสีน้ำตาลแดงถึงน้ำตาลบริเวณรอยต่อ และการทดสอบด้วย ferric chloride ให้สีเขียวอมฟ้า
  • เกณฑ์คุณภาพเปลือกต้นแห้ง : ตำรามาตรฐานฯ กำหนดค่าความชื้นหลังอบไม่เกิน 7% w/w สิ่งแปลกปลอมไม่เกิน 2% w/w เถ้าทั้งหมดไม่เกิน 17% w/w และกำหนดค่า extractive ที่ละลายในเอทานอลและน้ำ

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ สำนักยาและวัตถุเสพติด. (2567). ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย: ข่อย, เปลือกต้น (Strebli Asperidis Cortex). กระทรวงสาธารณสุข.
  2. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สถานการแพทย์แผนไทยประยุกต์. (2564). ข่อย (Streblus asper Lour.).
  3. มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี คณะเภสัชศาสตร์. (ม.ป.ป.). ฐานข้อมูลสมุนไพร: ข่อย (Streblus asper Lour.).
  4. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. (2566). บัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร พ.ศ. 2566. คณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ.
  5. สำนักงานวัฒนธรรม กรุงเทพมหานคร. (ม.ป.ป.). สมุดข่อยหรือสมุดไทย: มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม.
  6. Pandey, M. M., & Rastogi, S. (2022). Streblus asper: A phytochemical, ethnopharmacological and pharmacological research update. Journal of Pharmacognosy and Phytochemistry, 11(3), 7–18.
  7. Rasel, M. H., Mamun, M. J. I., Sumi, S. S., Hasan, M. N., Rahman, M., & Uddin, S. M. N. (2026). Neuropharmacological and antipyretic potentials of Streblus asper leaves: Integrated in vivo and in silico approaches. The Scientific World Journal, 2026, 7661411.
  8. Rastogi, S., Kulshreshtha, D. K., & Rawat, A. K. S. (2006). Streblus asper Lour. (Shakhotaka): A review of its chemical, pharmacological and ethnomedicinal properties. Evidence-Based Complementary and Alternative Medicine, 3(2), 217–222.
  9. Suresh Kumar, R. B., Puratchikodi, A., Prasanna, A., Dolai, N., Majumder, P., Mazumder, U. K., & Haldar, P. K. (2011). Pre clinical studies of Streblus asper Lour in terms of behavioural safety and toxicity. Advances in Traditional Medicine, 11(4), 243–249.
  10. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Streblus asper Lour. Plants of the World Online.
Scroll to top