กาลพฤกษ์
กาลพฤกษ์ เป็นชื่อท้องถิ่นของ กัลปพฤกษ์ ไม้ต้นผลัดใบในวงศ์ Fabaceae มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cassia bakeriana Craib. เป็นไม้พื้นเมืองที่พบในประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีดอกสีชมพูอมขาวที่เปลี่ยนเป็นสีขาวเมื่อใกล้โรย และมีฝักยาว ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยนำ เนื้อในฝักกาลพฤกษ์ มาใช้เป็น ยาระบายอ่อน ๆ ขณะที่ส่วนอื่นของฝักและเมล็ดมีการใช้ตามภูมิปัญญาดั้งเดิมในบางพื้นที่
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อไทย : กัลปพฤกษ์
- ชื่อที่เรียกกันในท้องถิ่น : กาลพฤกษ์, ชัยพฤกษ์, กานล์
- ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cassia bakeriana Craib.
- ชื่อสามัญ : Pink Shower, Pink Cassia, Wishing Tree
- วงศ์ : Fabaceae
- ชื่อพ้องที่พบในฐานข้อมูลบางแหล่ง : Cassia bakerana Craib
- ลักษณะเด่น : ไม้ต้นผลัดใบขนาดกลาง ดอกสีชมพูถึงขาว และฝักทรงกระบอกยาว
- ประโยชน์ทางสมุนไพรที่มีข้อมูลภูมิปัญญาเด่น : เนื้อในฝักใช้เป็นยาระบายอ่อน ๆ
หมายเหตุเรื่องชื่อ : ชื่อ “กาลพฤกษ์” เป็นชื่อท้องถิ่นของ Cassia bakeriana ซึ่งชื่อที่ใช้ในเอกสารพฤกษศาสตร์ไทยโดยทั่วไปคือ “กัลปพฤกษ์” ดังนั้นการทำ SEO ควรใช้ทั้งคำว่า กาลพฤกษ์, กัลปพฤกษ์ และ Cassia bakeriana เพื่อให้ครอบคลุมคำค้นที่ผู้ใช้ใช้จริง
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น : เป็นไม้ต้นผลัดใบขนาดกลาง สูงได้ประมาณ 10–15 เมตร ลำต้นและกิ่งอ่อนมีขนนุ่ม เปลือกสีเทา เรือนยอดแผ่กว้าง กิ่งแตกแขนงค่อนข้างต่ำ
- ใบ : เป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคู่ เรียงสลับ ใบประกอบยาวประมาณ 15–40 เซนติเมตร มีใบย่อยประมาณ 5–8 คู่ ใบย่อยรูปขอบขนานหรือรูปใบหอกกลับ ปลายใบมนหรือมีติ่งแหลม โคนใบมน และมีขนปกคลุม
- ดอก : ออกเป็นช่อแบบช่อกระจะตามกิ่ง โดยมักออกในช่วงที่ต้นทิ้งใบหรือเริ่มแตกใบใหม่ ดอกเริ่มมีสีชมพูแล้วค่อย ๆ ซีดเป็นสีขาวเมื่อใกล้โรย กลีบดอก 5 กลีบ ดอกมีขนาดประมาณ 3.5–4.5 เซนติเมตร
- ผล : เป็นฝักแห้งรูปทรงกระบอก ยาวประมาณ 30–40 เซนติเมตร มีขนนุ่มสีเทาหรือน้ำตาล และมีเมล็ดจำนวนมากภายใน
- เมล็ด : มีลักษณะรูปไข่ถึงรูปรี สีน้ำตาล อยู่ภายในฝัก โดยฝักหนึ่งมีเมล็ดได้ประมาณ 30–40 เมล็ด
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
- ถิ่นกำเนิด : มีถิ่นกำเนิดอยู่ในบริเวณเมียนมาตอนเหนือและประเทศไทยตอนเหนือ ตามฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew
- การกระจายพันธุ์ในประเทศไทย : พบกระจายเป็นหย่อม ๆ ในประเทศไทย โดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชระบุว่าพบในป่าเบญจพรรณและป่าดิบแล้ง โดยเฉพาะพื้นที่สูงประมาณ 300–1,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล
- พื้นที่ที่พบเด่น : ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และพบในพื้นที่อื่นของประเทศจากการนำไปปลูกเป็นไม้ประดับ
การปลูกและการขยายพันธุ์
- การขยายพันธุ์หลัก : นิยมขยายพันธุ์ด้วย เมล็ด ซึ่งเป็นวิธีที่มีการระบุไว้ในข้อมูลด้านการปลูกกัลปพฤกษ์ของหน่วยงานไทย
- การเตรียมเมล็ด : เมล็ดของไม้ชนิดนี้มีเปลือกค่อนข้างแข็ง การทำให้เปลือกเมล็ดซึมน้ำได้ง่ายขึ้น เช่น การขัดหรือทำลายเปลือกบางส่วน หรือการแช่น้ำอุ่น/น้ำร้อนตามวิธีที่เหมาะสม สามารถใช้เป็นแนวทางช่วยการงอกได้ โดยข้อมูลการเพาะเมล็ดระบุว่าสามารถใช้วิธี scarification ก่อนเพาะ
- การเพาะเมล็ด : ใช้วัสดุเพาะที่ระบายน้ำดี รักษาความชื้นอย่างสม่ำเสมอ และให้ได้รับแสงที่เหมาะสม
- การปลูก : กัลปพฤกษ์เหมาะกับพื้นที่กลางแจ้งและสามารถทนแสงแดดจัดได้ดี กรมป่าไม้ระบุว่าสามารถปลูกได้ในดินหลายชนิด
- การดูแล : เมื่อต้นตั้งตัวได้แล้วค่อนข้างทนแล้ง จึงเหมาะสำหรับปลูกเป็นไม้ประดับ ไม้ให้ร่มเงา และไม้ภูมิทัศน์
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- เนื้อในฝัก : ใช้เป็น ยาระบายอ่อน ๆ ตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย
- เปลือกฝัก : มีการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านในบางพื้นที่
- เมล็ด : มีการใช้ในตำรับพื้นบ้าน โดยเฉพาะในด้านการทำให้อาเจียนหรือถ่ายพิษไข้
สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา
- เนื้อในฝัก : ใช้เป็น ยาระบายอ่อน ๆ ช่วยระบายอุจจาระ และมีการกล่าวถึงการใช้แก้อาการท้องผูกหรือพรรดึกตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย โดยมีฤทธิ์อ่อนกว่าสมุนไพรที่ใช้เป็นยาถ่ายบางชนิด
- เปลือกฝัก : มีภูมิปัญญาการนำไปต้มใช้ภายนอก และนำไปฝนเพื่อใช้กับปัญหาผิวหนังบางชนิด เช่น กลากเกลื้อน ตามข้อมูลสมุนไพรไทยดั้งเดิม
- เมล็ดและส่วนของฝัก : ตำราพื้นบ้านบางแห่งระบุการใช้เพื่อทำให้อาเจียนและถ่ายพิษไข้ แต่ไม่ควรนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้เป็นคำแนะนำในการรักษาโรคโดยไม่ผ่านผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทย
ข้อสังเกต : สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจาก ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและการใช้พื้นบ้าน ไม่ได้หมายความว่าทุกสรรพคุณได้รับการยืนยันประสิทธิผลจากการทดลองทางคลินิกในมนุษย์
วิธีใช้
- ใช้เป็นยาระบายตามภูมิปัญญา : ใช้เนื้อในฝักแก่เป็นส่วนสมุนไพร โดยรับประทานตามตำรับหรือวิธีการที่กำหนดในตำรายาไทย
- แหล่งข้อมูลภูมิปัญญาบางแห่งระบุการใช้เนื้อในฝักในปริมาณประมาณ 8 กรัม แต่ ขนาดดังกล่าวไม่ควรนำไปใช้เป็นคำแนะนำทั่วไป โดยเฉพาะในเด็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลมาตรฐานด้านขนาดยาและความปลอดภัยที่เพียงพอ
- การใช้เปลือกฝักหรือเมล็ดเพื่อทำให้อาเจียนไม่ควรทำเอง เพราะอาจทำให้เกิดผลไม่พึงประสงค์และมีความเสี่ยงต่อการสำลักหรือภาวะแทรกซ้อน
สารสำคัญ
งานวิจัยทางเคมีของ Cassia bakeriana พบสารในกลุ่มสำคัญหลายประเภท ได้แก่
- Anthraquinones : มีรายงานการพบสารกลุ่มแอนทราควิโนน รวมถึง rhein (cassic acid) ซึ่งถูกแยกได้จากสารสกัดเปลือกและมีการศึกษาฤทธิ์ต้านจุลชีพ
- Flavonoids : มีรายงานสารกลุ่มฟลาโวนอยด์ เช่น kaempferol และอนุพันธ์ของ kaempferol
- Proanthocyanidins และสารประกอบฟีนอลิก : ตรวจพบในสารสกัดจากเปลือกในการศึกษาปี 2024
- สารระเหยในน้ำมันหอมระเหย : พบกลุ่มแอลกอฮอล์ แอลดีไฮด์ และกรดไขมันเป็นองค์ประกอบสำคัญ รวมถึงสารเทอร์พีนบางชนิด เช่น linalool, (E)-nerolidol และ phytol ในปริมาณต่ำ
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
- ฤทธิ์ต้านจุลชีพ : งานวิจัยสารสกัดจากเปลือกและใบพบฤทธิ์ต่อแบคทีเรียในช่องปากหลายชนิด โดยสารสกัดบางส่วนจากเปลือกมีค่า MIC ประมาณ 12.5–100 µg/mL ต่อจุลชีพบางชนิด และสามารถแยกสาร rhein ซึ่งแสดงฤทธิ์ต่อจุลชีพไม่ใช้ออกซิเจนบางชนิดในระดับห้องปฏิบัติการ
- ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียจากน้ำมันหอมระเหย : น้ำมันหอมระเหยจากใบและเปลือกแสดงฤทธิ์ยับยั้งเชื้อในช่องปากหลายชนิด รวมถึง Streptococcus mutans ในการทดลองแบบ in vitro
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สารสกัดจากใบและเปลือกแสดงฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในการทดสอบทางห้องปฏิบัติการ เช่น ORAC และ DPPH
- ฤทธิ์เกี่ยวข้องกับเบาหวาน : งานวิจัยปี 2024 พบว่าสารสกัดและส่วนสกัดจากเปลือกสามารถยับยั้งเอนไซม์ α-amylase และ α-glucosidase รวมถึงแสดงฤทธิ์ต้านการเกิด AGEs และฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในหลอดทดลอง โดย ethyl acetate fraction มีการยับยั้ง α-amylase 94% ในเงื่อนไขการทดลองนั้น
- ข้อจำกัดของหลักฐาน : งานวิจัยที่มีอยู่ส่วนใหญ่เป็นการทดลองในหลอดทดลองหรือระดับสารสกัด ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกในมนุษย์เพียงพอที่จะยืนยันว่ากาลพฤกษ์สามารถใช้รักษาโรคเบาหวาน โรคติดเชื้อ หรือโรคอื่น ๆ ได้
เภสัชวิทยา
จากหลักฐานปัจจุบัน สามารถสรุปฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่มีการศึกษาของ Cassia bakeriana ได้ดังนี้
- ฤทธิ์ต้านจุลชีพ : สารสกัดและน้ำมันหอมระเหยจากใบและเปลือกมีฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเรียบางชนิด โดยเฉพาะจุลชีพในช่องปาก
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : พบจากการทดสอบ DPPH และ ORAC ในสารสกัดจากใบและเปลือก
- ฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการย่อยคาร์โบไฮเดรต : สารสกัดจากเปลือกแสดงการยับยั้ง α-amylase และ α-glucosidase ในการทดลอง in vitro
- ฤทธิ์ต้านการเกิดไกลเคชัน : มีการตรวจพบฤทธิ์ยับยั้งกระบวนการเกิด AGEs ในสารสกัดบางส่วนจากเปลือก
- ฤทธิ์ด้านเซลล์ : งานวิจัยหลายฉบับประเมินความเป็นพิษต่อเซลล์ Vero และพบว่าสารสกัด/ส่วนสกัดบางชนิดมีค่าความเป็นพิษค่อนข้างต่ำภายใต้เงื่อนไขการทดลอง แต่ไม่สามารถนำผลดังกล่าวไปสรุปว่าใช้ในมนุษย์ได้อย่างปลอดภัย
ความปลอดภัย
ข้อมูลความปลอดภัยของ กาลพฤกษ์ (Cassia bakeriana) ในมนุษย์ยังมีจำกัด จึงควรแยกให้ชัดเจนระหว่าง “ข้อมูลการใช้พื้นบ้าน” กับ “หลักฐานความปลอดภัยทางการแพทย์”
- งานวิจัยในระดับเซลล์พบว่าสารสกัดจากเปลือกบางส่วนไม่ทำให้เซลล์ Vero ลดความมีชีวิตอย่างมีนัยสำคัญในช่วงความเข้มข้นที่ศึกษา โดยการศึกษาปี 2024 รายงานค่า CC50 มากกว่า 512 µg/mL สำหรับสารสกัด/ส่วนสกัดที่ทดสอบบางชนิด
- ในทางกลับกัน งานศึกษาน้ำมันหอมระเหยพบว่าความเป็นพิษต่อเซลล์ Vero แตกต่างกันตามส่วนของพืช โดยน้ำมันจากไม้มีความเป็นพิษต่อเซลล์สูงกว่าใบและเปลือกภายใต้เงื่อนไขการทดลอง
- ยังไม่มีข้อมูลความปลอดภัยทางคลินิกที่เพียงพอ สำหรับการกำหนดขนาดรับประทานที่ปลอดภัยในระยะยาว
- การใช้ฝักหรือเมล็ดในปริมาณมากอาจทำให้เกิดอาการทางระบบทางเดินอาหารหรือการอาเจียนได้ตามลักษณะการใช้แบบดั้งเดิม
ข้อห้ามใช้
เนื่องจากข้อมูลทางคลินิกของกาลพฤกษ์ยังมีจำกัด จึงควรใช้หลักความปลอดภัยดังนี้
- ไม่ควรใช้ใน หญิงตั้งครรภ์ โดยเฉพาะการรับประทานในขนาดที่มีฤทธิ์เป็นยาระบาย หากไม่มีคำแนะนำจากผู้ประกอบวิชาชีพ
- ไม่ควรใช้เมล็ดหรือเปลือกฝักเพื่อกระตุ้นการอาเจียนด้วยตนเอง
- ผู้ที่มี โรคทางเดินอาหาร ท้องเสีย หรือภาวะขาดน้ำ ควรหลีกเลี่ยงการใช้เป็นยาระบาย
- เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว หรือผู้ที่รับประทานยาหลายชนิด ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร/ผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยก่อนใช้
- ไม่ควรใช้สมุนไพรชนิดนี้ทดแทนการรักษามาตรฐานสำหรับโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับยืนยัน ปฏิกิริยาระหว่างกาลพฤกษ์กับยาชนิดใดโดยเฉพาะ อย่างไรก็ตาม หากใช้เนื้อในฝักเป็นยาระบาย อาจมีประเด็นที่ควรระวังเช่นเดียวกับสมุนไพรที่มีฤทธิ์ระบายทั่วไป ได้แก่
- การใช้ร่วมกับ ยาระบายชนิดอื่น อาจเพิ่มฤทธิ์การขับถ่ายและเพิ่มความเสี่ยงต่อการสูญเสียน้ำและเกลือแร่
- การใช้ในผู้ที่รับประทาน ยาที่มีช่วงความปลอดภัยแคบ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงการขับถ่ายอาจมีผลต่อการดูดซึมยา
- หากเกิดอาการท้องเสียมาก ควรหยุดใช้และประเมินภาวะขาดน้ำและเกลือแร่
การใช้ในผลิตภัณฑ์
- ใช้ปลูกเป็น ไม้ประดับและไม้ภูมิทัศน์ เนื่องจากมีดอกสีชมพูสวยและเรือนยอดแผ่กว้าง
- ใช้เป็นไม้ให้ร่มเงาตามพื้นที่สาธารณะ สวน และบริเวณบ้าน
- ในด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพร มีงานวิจัยเกี่ยวกับสารสกัดจากใบ เปลือก และน้ำมันหอมระเหย แต่ยังอยู่ในระดับการวิจัย ไม่ควรตีความว่าเป็นผลิตภัณฑ์รักษาโรคที่ได้รับการยืนยันประสิทธิผลทางคลินิก
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- ฝัก : ควรเก็บเมื่อฝักแก่และพัฒนาเต็มที่ ก่อนนำส่วนเนื้อในฝักมาใช้ตามตำรับ
- เมล็ด : เก็บจากฝักแก่ นำออกจากฝักและคัดเมล็ดที่สมบูรณ์
- การเก็บรักษาสมุนไพรแห้ง : ควรทำให้แห้งสนิทก่อนเก็บ เก็บในภาชนะสะอาด แห้ง ปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสงแดด และแมลง
- เมล็ดพันธุ์ : มีข้อมูลการศึกษาว่าเมล็ด Cassia bakeriana จัดอยู่ในกลุ่มเมล็ด orthodox ซึ่งสามารถเก็บรักษาในสภาพที่เหมาะสมได้
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
- เนื้อในฝัก : เป็นส่วนที่มีการกล่าวถึงมากที่สุดในด้านยาไทย ใช้เป็นยาระบายอ่อน ๆ และมีการใช้แก้อาการท้องผูก
- เปลือกฝัก : มีการใช้ภายนอกในภูมิปัญญาพื้นบ้านบางพื้นที่
- เมล็ด : มีการใช้ในตำรับพื้นบ้านเพื่อทำให้อาเจียนและถ่ายพิษไข้
- การใช้เหล่านี้เป็น ภูมิปัญญาดั้งเดิม ไม่ควรนำไปใช้แทนการวินิจฉัยและการรักษาโดยผู้เชี่ยวชาญ
ประวัติและวัฒนธรรม
กัลปพฤกษ์มีความสัมพันธ์กับความเชื่อเรื่อง ต้นไม้มงคลและต้นไม้สารพัดนึก ในวัฒนธรรมไทย ชื่อ “กัลปพฤกษ์” เชื่อมโยงกับแนวคิดเรื่องต้นไม้ที่สามารถบันดาลหรือให้สิ่งที่ปรารถนา จึงมีความหมายด้านความเป็นสิริมงคล นอกจากบทบาทด้านสมุนไพรแล้ว ยังเป็นไม้ที่มีความสำคัญด้านภูมิทัศน์และวัฒนธรรมไทย
- จังหวัดขอนแก่น : กัลปพฤกษ์เป็นต้นไม้ประจำจังหวัด และถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ด้านความเป็นสิริมงคลของจังหวัด
- จังหวัดราชบุรี : ดอกกัลปพฤกษ์เป็นดอกไม้ประจำจังหวัดราชบุรี
- ในอดีตมีความเชื่อเกี่ยวกับกิ่งก้านของกัลปพฤกษ์ว่าเป็นไม้มงคล และมีการนำไปใช้ทำด้ามธงในบางบริบทของวัฒนธรรมไทย
สถานะการอนุรักษ์
- ฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Kew ยอมรับ Cassia bakeriana Craib. เป็นชื่อวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้องในปัจจุบัน และระบุถิ่นกำเนิดตั้งแต่เมียนมาตอนเหนือถึงประเทศไทยตอนเหนือ
- ระบบ Angiosperm Extinction Risk Predictions ที่ Kew นำเสนอระบุ predicted extinction risk: threatened สำหรับชนิดนี้ แต่ข้อมูลดังกล่าวเป็นการประเมินความเสี่ยงเชิงคาดการณ์ ไม่ควรตีความโดยตรงว่าเป็นสถานะ IUCN Red List อย่างเป็นทางการ
- การอนุรักษ์ควรให้ความสำคัญกับการรักษาประชากรในถิ่นกำเนิด การเก็บเมล็ดพันธุ์ การขยายพันธุ์ และการปลูกอนุรักษ์นอกถิ่นกำเนิด
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
- ไฟลัม (Phylum) : Streptophyta
- ชั้น (Class) : Equisetopsida
- ชั้นย่อย (Subclass) : Magnoliidae
- อันดับ (Order) : Fabales
- วงศ์ (Family) : Fabaceae
- สกุล (Genus) : Cassia
- ชนิด (Species) : Cassia bakeriana Craib.
ฐานข้อมูลพฤกษศาสตร์ไทยยังจัดกัลปพฤกษ์ไว้ในวงศ์ Fabaceae และระบุชื่อวิทยาศาสตร์ Cassia bakeriana Craib. เช่นเดียวกัน
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
การตรวจสอบ เอกลักษณ์กาลพฤกษ์/กัลปพฤกษ์ ควรพิจารณาร่วมกันทั้งชื่อวิทยาศาสตร์ ลักษณะทางสัณฐานวิทยา และแหล่งที่มาของวัตถุดิบ
- ต้น : ไม้ต้นผลัดใบขนาดกลาง เปลือกสีเทา กิ่งอ่อนมีขนนุ่ม
- ใบ : ใบประกอบแบบขนนกปลายคู่ มีใบย่อยประมาณ 5–8 คู่
- ดอก : ดอกออกเป็นช่อตามกิ่ง สีชมพูและเปลี่ยนเป็นขาวเมื่อใกล้โรย
- ผล : ฝักทรงกระบอกยาวประมาณ 30–40 เซนติเมตร มีขนนุ่ม
- ชื่อวิทยาศาสตร์สำหรับอ้างอิง : Cassia bakeriana Craib.
- ชื่อท้องถิ่นที่ช่วยยืนยันตัวตน : กัลปพฤกษ์, กาลพฤกษ์, ชัยพฤกษ์, กานล์
หากเป็นวัตถุดิบสำหรับการผลิตยาหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพร ควรตรวจสอบเอกลักษณ์ด้วยวิธีทางเภสัชเวทหรือห้องปฏิบัติการที่เหมาะสม ไม่ควรอาศัยชื่อพื้นบ้านเพียงอย่างเดียว เนื่องจากชื่อท้องถิ่นอาจแตกต่างกันตามพื้นที่
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมป่าไม้. (ม.ป.ป.). กัลปพฤกษ์ (Cassia bakeriana Craib). สำนักวิจัยและพัฒนาการป่าไม้.
- กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2559). สารานุกรมพืช: กัลปพฤกษ์ (Cassia bakeriana Craib). สำนักหอพรรณไม้.
- จังหวัดขอนแก่น. (ม.ป.ป.). ข้อมูลทั่วไปจังหวัดขอนแก่น: ต้นไม้ประจำจังหวัด.
- พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี กรมศิลปากร. (ม.ป.ป.). ประวัติความเป็นมาของจังหวัดราชบุรี: ดอกไม้ประจำจังหวัด.
- มูลนิธิหมอชาวบ้าน. (2549). กาลพฤกษ์ : ดอกไม้แห่งกาลเวลาของชาวไทย. หมอชาวบ้าน.
- มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. (ม.ป.ป.). กัลปพฤกษ์: ข้อมูลอนุกรมวิธาน Cassia bakeriana. โครงการพัฒนาคลังข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์.
- Kew Science. (2026). Cassia bakeriana Craib. Plants of the World Online, Royal Botanic Gardens, Kew.
- Cunha, L. C. S., et al. (2017). Bioassay-guided fractionation and antimicrobial and cytotoxic activities of Cassia bakeriana extracts. Revista Brasileira de Farmacognosia, 27, 1–8.
- Prado, D. G., Justino, A. B., Silva, T. C., de Morais, S. A. L., Martins, M. M., Santos, P. de S., Cunha, L. C. S., de Sousa, R. M. F., de Aquino, F. J. T., Espindola, F. S., & de Oliveira, A. (2024). Phytochemical profiling by HPLC-ESI-MS/MS and in vitro investigation of the antidiabetic activity of Cassia bakeriana bark extract and fractions. Journal of Mass Spectrometry, 59(12), e5099. https://doi.org/10.1002/jms.5099
- Santos et al. (2013). Chemical composition, cytotoxic and antimicrobial activity of essential oils from Cassia bakeriana Craib. against aerobic and anaerobic oral pathogens. Evidence-Based Complementary and Alternative Medicine.
