การะเกด

การะเกด

การะเกด

การะเกด เป็นพืชสมุนไพรพื้นบ้านของไทยในกลุ่มพืชวงศ์เตย (Pandanaceae) มีลักษณะเด่นคือเป็นไม้พุ่มกึ่งไม้ต้น มีรากอากาศช่วยค้ำยันลำต้น ใบยาวเรียวและมีหนามตามขอบ ใบเรียงเวียนเป็นเกลียว และมีดอกมีกลิ่นหอม โดยเฉพาะดอกเพศผู้ การะเกดพบได้มากในพื้นที่ชื้น ริมน้ำ และบริเวณชายฝั่งทะเล นอกจากใช้เป็น สมุนไพรไทย แล้ว ยังมีประโยชน์ด้านไม้ประดับ งานจักสาน เครื่องหอม และอาหารพื้นบ้านอีกด้วย

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อไทย: การะเกด
  • ชื่อท้องถิ่น: การะเกดด่าง, ลำเจียกหนู, เตยดง, เตยด่าง, ปะหนัน, ปะแนะ
  • ชื่อวิทยาศาสตร์: Pandanus tectorius โดยเอกสารไทยจำนวนมากระบุ Pandanus tectorius Blume ขณะที่ Kew และ NCBI ใช้ Pandanus tectorius Parkinson เป็นชื่อที่ยอมรับในฐานข้อมูลปัจจุบัน
  • วงศ์: Pandanaceae
  • ประเภทพืช: ไม้พุ่มกึ่งไม้ต้น
  • ส่วนที่ใช้เป็นสมุนไพร: ดอก
  • กลุ่มสมุนไพร: พืชหอม, สมุนไพรบำรุงหัวใจตามภูมิปัญญาไทย
  • ถิ่นอาศัยที่สำคัญ: ชายหาด พื้นที่ใกล้ชายฝั่งทะเล พื้นที่ชื้น และพื้นที่ริมน้ำ

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น: การะเกดเป็นไม้พุ่มกึ่งไม้ต้น สูงประมาณ 3–7 เมตร ลำต้นแตกกิ่งก้าน และมีรากอากาศขนาดใหญ่ยื่นออกจากลำต้นลงสู่พื้นดิน ทำหน้าที่ช่วยค้ำจุนต้น
  • ลำต้น: ลำต้นมีลักษณะค่อนข้างแข็งแรงและมีร่องรอยของใบที่หลุดร่วง ใกล้บริเวณลำต้นอาจพบหนามสั้น ๆ
  • ราก: มีรากอากาศหรือรากค้ำยันจำนวนมาก ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญของพืชในสกุล Pandanus ช่วยให้ต้นสามารถทรงตัวในพื้นที่ทรายหรือพื้นที่ชายฝั่งได้
  • ใบ: เป็นใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับรอบปลายกิ่งเป็นเกลียว ใบยาวคล้ายใบสับปะรดหรือใบเตย ปลายใบเรียวแหลม ขอบใบมีหนามแข็งเป็นระยะ และด้านล่างของใบมีลักษณะเป็นนวล
  • ดอก: ดอกแยกเพศและอยู่ต่างต้นกัน ดอกออกบริเวณปลายยอด ดอกเพศผู้เป็นช่อค่อนข้างยาว ตั้งตรง มีกาบสีขาวนวลหรือสีเหลืองนวลหุ้มและมีกลิ่นหอม ส่วนช่อดอกเพศเมียมีลักษณะค่อนข้างกลม
  • ผล: ผลรวมเกิดจากผลย่อยจำนวนมากเบียดกันแน่นเป็นก้อนกลม คล้ายผลสับปะรด ผลรวมมีขนาดประมาณ 10–20 เซนติเมตร เมื่อสุกมีกลิ่นหอม และมีสีเหลือง ส้ม หรือสีน้ำตาลอมเหลืองตามระยะความสุก

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • Pandanus tectorius มีเขตการกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติในภูมิภาคตั้งแต่ฟิลิปปินส์ไปจนถึงหมู่เกาะต่าง ๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิก โดย Kew ระบุพื้นที่กระจายพันธุ์พื้นเมืองครอบคลุมหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายแห่ง
  • เป็นพืชที่ปรับตัวได้ดีในสภาพแวดล้อมชายฝั่ง สามารถเจริญเติบโตบนดินทราย ดินปะการัง และพื้นที่ที่ได้รับลมและละอองเกลือ
  • ในประเทศไทยพบในบริเวณชายฝั่งและพื้นที่ใกล้ชายฝั่ง รวมถึงพื้นที่ชื้นและริมแหล่งน้ำ
  • ปัจจุบันมีการนำไปปลูกเป็นไม้ประดับและไม้สำหรับป้องกันการพังทลายของดินในหลายพื้นที่นอกถิ่นกำเนิดด้วย

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • สภาพพื้นที่: ควรปลูกในบริเวณที่มีแสงแดดเพียงพอ ดินระบายน้ำได้ดี และมีความชื้นเหมาะสม
  • ดิน: สามารถเจริญได้ในดินทรายและดินชายฝั่ง รวมถึงดินที่มีความเค็มค่อนข้างสูง จึงเป็นพืชที่เหมาะกับสภาพแวดล้อมชายทะเล
  • น้ำ: ต้นที่ปลูกใหม่ควรได้รับน้ำอย่างสม่ำเสมอ เมื่อรากตั้งตัวได้แล้วสามารถทนต่อสภาพค่อนข้างแห้งแล้งได้ดี
  • การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด: สามารถใช้ส่วนเมล็ดที่อยู่ภายในผลย่อย โดยควรทำความสะอาดส่วนเนื้อออกและรักษาความชื้นของวัสดุเพาะ
  • การขยายพันธุ์ด้วยการปักชำ: สามารถใช้กิ่งหรือลำต้นขนาดเหมาะสม โดยกิ่งที่มีรากอากาศติดมาด้วยมักเหมาะกับการนำไปปลูกในพื้นที่เปิดหรือพื้นที่ชายฝั่ง
  • การขยายพันธุ์: แหล่งข้อมูลด้านพืชพื้นเมืองเขตร้อนระบุว่าสามารถขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและกิ่งปักชำ โดยต้นที่ได้จากการปักชำสามารถให้ผลเร็วกว่าต้นที่ได้จากเมล็ดในบางสภาพแวดล้อม

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ดอก: เป็นส่วนที่มีการระบุใช้เป็น สมุนไพรการะเกด ในตำราและฐานข้อมูลสมุนไพรไทย โดยเฉพาะการนำไปปรุง ยาหอม ตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย
  • ยอด: มีข้อมูลภูมิปัญญาพื้นบ้านระบุการนำยอดไปต้มกับน้ำให้สตรีดื่มภายหลังคลอด แต่ข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญา ไม่ใช่ขนาดการใช้ที่ได้รับการยืนยันทางคลินิก

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

  • ดอก: ตามตำราเภสัชกรรมไทยระบุว่า ดอกการะเกดมี รสขมหอม หรือรสสุขุมหอม ใช้แก้โรคในอก แก้อาการเจ็บอก แก้เสมหะ บำรุงธาตุ และใช้ผสมในตำรับยาหอม
  • ดอก: ใช้ในตำรับ ยาหอมบำรุงหัวใจ และตามภูมิปัญญาไทยมีการกล่าวถึงการทำให้ชุ่มชื่นหัวใจ
  • ดอก: ใช้เพื่อให้กลิ่นหอมและอบเสื้อผ้า
  • ยอด: มีภูมิปัญญาพื้นบ้านบางแหล่งระบุการนำยอดมาต้มกับน้ำสำหรับสตรีหลังคลอด
  • การใช้เป็นยาหอม: ข้อมูลเภสัชกรรมไทยระบุ “ดอก รสขมหอม สรรพคุณ แก้โรคเสมหะในอก บำรุงธาตุ ใช้ผสมยาหอม”

ข้อควรแยกให้ชัดเจน: สรรพคุณข้างต้นเป็น สรรพคุณตามตำราและภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการพิสูจน์ในมนุษย์แล้ว

วิธีใช้

  • ใช้ในตำรับยาไทย: ดอกแห้งสามารถนำไปเป็นส่วนประกอบของตำรับยาหอมตามหลักเภสัชกรรมไทย
  • ใช้เป็นเครื่องหอม: ดอกสดหรือดอกแห้งใช้สำหรับให้กลิ่นหอม หรืออบเสื้อผ้า
  • ใช้ในภูมิปัญญาการดูแลเส้นผม: มีข้อมูลว่าครั้งหนึ่งนำดอกไปเคี่ยวกับน้ำมันมะพร้าวหรือน้ำมันจากสัตว์เพื่อใช้เป็นน้ำมันใส่ผม
  • การรับประทาน: ไม่ควรนำข้อมูลการใช้พื้นบ้านมาแปลงเป็นขนาดรับประทานมาตรฐาน เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับกำหนดขนาดยาที่ปลอดภัยและมีประสิทธิผล

ในบัญชียาจากสมุนไพร

จากการตรวจสอบแหล่งข้อมูลออนไลน์ที่ค้นได้ ยังไม่พบหลักฐานที่เพียงพอที่จะระบุว่าการะเกดเป็นตัวยาสำคัญเดี่ยวที่มีข้อบ่งใช้และขนาดการใช้มาตรฐานในบัญชียาจากสมุนไพร เช่นเดียวกับสมุนไพรที่ได้รับการกำหนดตำรับและข้อบ่งใช้ไว้อย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม ดอกการะเกดมีสถานะเป็นเครื่องยาตามตำราเภสัชกรรมไทย และมีการกล่าวถึงการใช้เป็นส่วนประกอบของยาหอม จึงควรแยกคำว่า “เป็นเครื่องยาในภูมิปัญญาไทย” ออกจาก “เป็นรายการยาที่มีข้อบ่งใช้ในบัญชียาจากสมุนไพร”

สารสำคัญ

การศึกษาทางวิทยาศาสตร์ของ Pandanus tectorius พบสารพฤกษเคมีหลายกลุ่ม โดยองค์ประกอบแตกต่างกันตาม ส่วนของพืช ตัวทำละลาย วิธีสกัด และแหล่งที่เก็บตัวอย่าง

  • สารประกอบฟีนอลิก (phenolics)
  • ฟลาโวนอยด์ (flavonoids)
  • เทอร์พีนอยด์ (terpenoids)
  • สเตียรอยด์ (steroids)
  • ซาโปนิน (saponins)
  • ไกลโคไซด์ (glycosides)
  • สารกลุ่มกรดฟีนอลิกและสารประกอบฟีนอลิกอื่น ๆ
  • มีรายงานสารบางชนิด เช่น kaempferol, chrysin, scopoletin, scoparone, bergapten, β-sitosterol และ betulinic acid ในงานศึกษาที่เกี่ยวข้องกับผลของ P. tectorius
  • น้ำมันหอมระเหยจากผลสุกมีรายงานสารกลุ่ม isopentenyl acetate, dimethylallyl acetate และอนุพันธ์ cinnamate
  • ใบมีรายงานองค์ประกอบของน้ำมันหอมระเหย เช่น terpinen-4-ol, α-terpineol, 2-phenylethyl alcohol, benzyl benzoate และ germacrene เป็นต้น

หมายเหตุ: งานวิเคราะห์สารสำคัญจำนวนมากศึกษาจาก ผล ใบ หรือราก ไม่ใช่ดอกการะเกดโดยตรง ดังนั้นไม่ควรนำผลการศึกษาของส่วนอื่นมาอ้างว่าเป็นองค์ประกอบทางเคมีของ “ดอกการะเกด” โดยตรง

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • งานวิจัยเกี่ยวกับผลของ Pandanus tectorius พบสารกลุ่มฟีนอลิก ฟลาโวนอยด์ เทอร์พีนอยด์ สเตียรอยด์ ซาโปนิน และไกลโคไซด์
  • การศึกษาสารสกัดจากส่วนต่าง ๆ ของผลพบ ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และ ฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย ในระดับห้องปฏิบัติการ
  • ในการศึกษาหนึ่ง สารสกัดเอทิลอะซีเตตจากส่วนแกนผลมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูง ขณะที่สารสกัดจากส่วนของผลย่อยมีฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเรียบางชนิด โดยบริเวณยับยั้งเชื้ออยู่ประมาณ 10–15 มิลลิเมตร แต่ฤทธิ์ยังน้อยกว่ายาปฏิชีวนะมาตรฐานที่นำมาเปรียบเทียบ
  • การศึกษาดังกล่าวยังพบว่าสารสกัดจากส่วนที่ศึกษาไม่แสดงความเป็นพิษต่อเซลล์ที่ใช้ทดสอบในระดับที่กำหนด โดยมีค่า IC50 มากกว่า 30 µg/mL อย่างไรก็ตาม ผลการทดสอบในเซลล์ ไม่สามารถใช้ยืนยันความปลอดภัยในมนุษย์ได้โดยตรง
  • งานทบทวนในช่วงปี 2014–2025 รายงานศักยภาพของผล P. tectorius ในด้าน antioxidant, anti-inflammatory, analgesic, antidiabetic, antimicrobial และ anticancer แต่ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาในมนุษย์และการพัฒนามาตรฐานผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมก่อนนำไปใช้เป็นยาสมุนไพรเชิงหลักฐาน

เภสัชวิทยา

หลักฐานเภสัชวิทยาของ Pandanus tectorius ส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับ การทดลองในห้องปฏิบัติการและสัตว์ทดลอง มากกว่าการทดลองทางคลินิกในมนุษย์

  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ: สัมพันธ์กับสารกลุ่มฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์ที่ตรวจพบในสารสกัด
  • ฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย: มีรายงานจากสารสกัดผลต่อแบคทีเรียบางชนิด เช่น Bacillus subtilis, Staphylococcus aureus, Escherichia coli และ Pseudomonas aeruginosa
  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ: มีรายงานในงานวิจัยก่อนคลินิก แต่ยังไม่เพียงพอที่จะใช้เป็นข้อบ่งใช้รักษาโรคในมนุษย์
  • ฤทธิ์เกี่ยวกับเมแทบอลิซึมของน้ำตาลและไขมัน: มีงานวิจัยสารสกัดจากผลที่รายงานศักยภาพด้านการควบคุมระดับน้ำตาลและไขมันในสัตว์ทดลอง
  • ฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็ง: สารสกัดบางส่วนแสดงฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็งในการทดลอง in vitro แต่ไม่ควรตีความว่า “รักษามะเร็ง” ในมนุษย์ได้

ความปลอดภัย

  • ข้อมูลความปลอดภัยของ ดอกการะเกดโดยตรง ยังมีจำกัด
  • แม้มีงานวิจัยบางส่วนที่พบว่าสารสกัดจากผลไม่แสดงความเป็นพิษต่อเซลล์ในระบบทดลอง แต่ไม่สามารถนำมาใช้ยืนยันความปลอดภัยของการรับประทานสารสกัดเข้มข้นหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพรในคนได้
  • การใช้การะเกดเป็นอาหารควรใช้เฉพาะส่วนของพืชที่ได้รับการยืนยันชนิดอย่างถูกต้อง
  • ขอบใบและลำต้นมีหนาม จึงควรระมัดระวังขณะเก็บเกี่ยว
  • ผู้ที่ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร เด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว ควรหลีกเลี่ยงการใช้สารสกัดหรือผลิตภัณฑ์จากการะเกดเพื่อการรักษาโรคโดยไม่มีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ

ข้อห้ามใช้

เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกเพียงพอ จึง ยังไม่สามารถกำหนดข้อห้ามใช้ทางการแพทย์ที่เป็นมาตรฐานเฉพาะสำหรับการะเกดได้อย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม ควรใช้ความระมัดระวังในกรณีต่อไปนี้

  • ผู้แพ้พืชในวงศ์เตย (Pandanaceae): ควรหลีกเลี่ยง
  • หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร: ไม่ควรรับประทานสารสกัดหรือใช้เป็นยาขนาดเข้มข้น เนื่องจากยังมีข้อมูลความปลอดภัยไม่เพียงพอ
  • เด็ก: ไม่ควรนำมาใช้เป็นยารับประทานโดยไม่มีคำแนะนำจากผู้ประกอบวิชาชีพ
  • ผู้มีโรคประจำตัวหรือรับประทานยาหลายชนิด: ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ผลิตภัณฑ์สารสกัด

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่ชัดเจนเกี่ยวกับ ปฏิกิริยาระหว่างการะเกดกับยาที่ใช้ในมนุษย์

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยที่แสดงฤทธิ์ทางชีวภาพ เช่น ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ฤทธิ์เกี่ยวกับระดับน้ำตาลหรือไขมัน ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าการะเกดมีปฏิกิริยากับยากลุ่มดังกล่าวในคน ดังนั้นผู้ที่รับประทานยาประจำ โดยเฉพาะยารักษาเบาหวาน ยาลดไขมัน ยาต้านการแข็งตัวของเลือด หรือยาที่มีช่วงการรักษาแคบ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้สารสกัดเข้มข้น

การใช้ในอาหาร

  • ผลสุก: มีรายงานว่าสามารถรับประทานได้ และในบางพื้นที่ใช้เป็นอาหารพื้นบ้าน
  • ผลสุกมีกลิ่นหอมและมีรสหวานอมเปรี้ยว โดยมีลักษณะคล้ายสับปะรดตามข้อมูลภูมิปัญญาไทย
  • ในหมู่เกาะแปซิฟิก ผล Pandanus tectorius เป็นทรัพยากรอาหารที่สำคัญ และมีการใช้ส่วนของผลเป็นอาหารมาเป็นเวลานาน
  • การนำผลมารับประทานควรตรวจสอบชนิดพืชและความสุกอย่างถูกต้อง เนื่องจากพืชสกุล Pandanus มีหลายชนิดและชื่อพื้นบ้านอาจซ้ำกัน

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ผลิตภัณฑ์เครื่องหอม: ดอกการะเกดมีกลิ่นหอม นิยมใช้ในงานเครื่องหอมและการอบเสื้อผ้า
  • น้ำมันหอมสำหรับเส้นผม: มีข้อมูลภูมิปัญญาเดิมว่าดอกนำไปเคี่ยวกับน้ำมันมะพร้าวเพื่อใช้กับเส้นผม
  • งานจักสาน: ใบสามารถนำมาใช้จักสานเป็นเสื่อ กระสอบ หมวก และกระเป๋า
  • ไม้ประดับ: มีลักษณะทรงต้นและใบที่โดดเด่น เหมาะกับสวนเขตร้อนและพื้นที่ริมสระหรือริมน้ำ
  • การป้องกันการกัดเซาะ: ระบบรากและรากอากาศช่วยยึดดิน จึงมีศักยภาพในการปลูกในพื้นที่ชายฝั่ง

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ดอก: ควรเก็บในช่วงที่ดอกมีความสมบูรณ์และมีกลิ่นหอม จากนั้นคัดแยกสิ่งปนเปื้อนและสิ่งแปลกปลอม
  • หากต้องการใช้เป็นเครื่องยา ควรทำให้แห้งในสภาพที่สะอาด อากาศถ่ายเท และหลีกเลี่ยงความชื้นสูง
  • เก็บวัตถุดิบแห้งในภาชนะสะอาด ปิดสนิท ป้องกันแสง ความชื้น แมลง และเชื้อรา
  • ไม่ควรเก็บสมุนไพรไว้ในบริเวณที่มีความชื้นหรือความร้อนสูง เพราะอาจทำให้กลิ่นหอมและคุณภาพของวัตถุดิบลดลง
  • ควรติดฉลากระบุ ชื่อพืช ส่วนที่ใช้ วันที่เก็บ และแหล่งที่มา เพื่อช่วยในการตรวจสอบย้อนกลับ

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

  • การะเกดเป็นพืชที่มีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของคนไทยมาเป็นเวลานาน
  • ดอก ใช้เป็นเครื่องหอม อบเสื้อผ้า และเป็นส่วนประกอบของยาหอม
  • ดอก เคี่ยวกับน้ำมันมะพร้าวหรือน้ำมันจากสัตว์เพื่อใช้เป็นน้ำมันใส่ผมในภูมิปัญญาสมัยก่อน
  • ใบ ใช้ทำเครื่องจักสาน เช่น เสื่อ หมวก กระเป๋า และเครื่องใช้ต่าง ๆ
  • ผลสุก มีการนำมารับประทานในบางพื้นที่
  • ยอด มีข้อมูลภูมิปัญญาพื้นบ้านเกี่ยวกับการนำมาต้มให้สตรีดื่มหลังคลอด

ประวัติและวัฒนธรรม

การะเกดเป็นพืชที่มีความโดดเด่นในวัฒนธรรมไทย โดยเฉพาะในด้าน กลิ่นหอม วรรณคดี และเพลงพื้นบ้าน

  • มีการกล่าวถึงการะเกดในวรรณคดีไทยหลายยุคสมัย
  • หนังสือ อักขราภิธานศรับท์ ของหมอบรัดเล พ.ศ. 2416 มีคำอธิบายเกี่ยวกับการะเกดว่าเป็นดอกไม้สีเหลือง มีกลิ่นหอม และขึ้นบริเวณดินเปียกริมน้ำ
  • การะเกดยังปรากฏในวรรณกรรมและบทชมสวนชมป่าของไทย
  • มีการนำชื่อ “การะเกด” ไปใช้เป็นชื่อบุคคลและชื่อในวัฒนธรรมไทย
  • มีหลักฐานเกี่ยวกับเพลงกล่อมเด็ก “เจ้าการะเกด” ซึ่งถูกรวบรวมในหนังสือบทกลอนกล่อมเด็กของหอพระสมุดวชิรญาณ และมีความเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมไทยในอดีต
  • บทความของมูลนิธิหมอชาวบ้านยังกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างการะเกดกับเพลงและวรรณคดีไทย รวมถึงการใช้เป็นพืชเครื่องหอมและพืชจักสาน

สถานะการอนุรักษ์

  • ฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew ระบุสถานะตามข้อมูล IUCN ของ Pandanus tectorius ว่า LC – Least Concern (ความเสี่ยงต่ำที่สุด)
  • ข้อมูลดังกล่าวเป็นสถานะในระดับชนิดพันธุ์โดยรวม ไม่ได้หมายความว่าประชากรการะเกดทุกพื้นที่ในประเทศไทยจะไม่มีความเสี่ยง
  • การอนุรักษ์ในประเทศไทยควรให้ความสำคัญกับการรักษาพื้นที่ชายฝั่งและถิ่นอาศัยตามธรรมชาติ รวมถึงการเก็บพันธุ์พื้นเมืองอย่างเหมาะสม

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • Kingdom: Plantae
  • Phylum: Streptophyta
  • Class: Equisetopsida
  • Subclass: Magnoliidae
  • Order: Pandanales
  • Family: Pandanaceae
  • Genus: Pandanus
  • Species: Pandanus tectorius

ปัจจุบัน Kew ระบุ Pandanus tectorius Parkinson เป็นชนิดที่ยอมรับ ส่วน NCBI แสดงลำดับอนุกรมวิธานถึงวงศ์ Pandanaceae และสกุล Pandanus เช่นเดียวกัน

ชื่อที่พบในเอกสารไทย: Pandanus tectorius Blume

ข้อสังเกตด้านอนุกรมวิธาน: ชื่อผู้ตั้งชื่อและรูปแบบการเขียนชื่อวิทยาศาสตร์อาจแตกต่างกันระหว่างฐานข้อมูลและเอกสารเก่า จึงควรเก็บชื่อที่พบในเอกสารไทยไว้เป็นชื่อพ้องหรือชื่อที่ใช้ในเอกสาร เพื่อประโยชน์ต่อการสืบค้นข้อมูล

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

การตรวจสอบ เอกลักษณ์การะเกด ควรพิจารณาทั้งลักษณะทางสัณฐานวิทยาและข้อมูลทางอนุกรมวิธาน

  • ลักษณะต้น: ไม้พุ่มกึ่งไม้ต้น สูงประมาณ 3–7 เมตร
  • ราก: มีรากอากาศขนาดใหญ่ช่วยค้ำยันลำต้น
  • ใบ: ใบเดี่ยวเรียงเวียนเป็นเกลียว ใบยาวเรียว ปลายแหลม ขอบใบมีหนาม
  • ดอก: ดอกแยกเพศและอยู่ต่างต้น ดอกเพศผู้เป็นช่อและมีกลิ่นหอม
  • ผล: ผลรวมเป็นก้อนกลมประกอบด้วยผลย่อยจำนวนมาก มีลักษณะคล้ายสับปะรด
  • กลิ่น: ดอกเพศผู้มีลักษณะเด่นด้านกลิ่นหอม
  • ชื่อวิทยาศาสตร์: ควรตรวจสอบกับตัวอย่างพรรณไม้และฐานข้อมูลอนุกรมวิธานปัจจุบัน เนื่องจากเอกสารไทยบางแห่งใช้ชื่อ Pandanus tectorius Blume ขณะที่ฐานข้อมูลสากลใช้ Pandanus tectorius Parkinson
  • การตรวจสอบวัตถุดิบยา: หากเป็นดอกแห้ง ควรตรวจสอบสี กลิ่น ลักษณะช่อดอก และไม่มีเชื้อรา แมลง หรือสิ่งแปลกปลอม
  • การตรวจสอบทางห้องปฏิบัติการ: สำหรับวัตถุดิบเชิงอุตสาหกรรมหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพร ควรใช้การตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ โครมาโทกราฟี หรือ DNA barcoding ร่วมกับข้อมูลทางสัณฐานวิทยาเมื่อจำเป็น

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. มูลนิธิหมอชาวบ้าน. (2548, 1 เมษายน). การะเกด : ความหอมในกลิ่นอายชาตินิยม. หมอชาวบ้าน.
  2. โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ. (ม.ป.ป.). การะเกด Pandanus tectorius.
  3. ราชบัณฑิตยสถาน. (2538). อนุกรมวิธานพืช อักษร ก. กรุงเทพมหานคร: เพื่อนพิมพ์. อ้างถึงในฐานข้อมูลโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชฯ
  4. ราชพฤกษ์. (ม.ป.ป.). การะเกด (Pandanus tectorius). ศูนย์รวมข้อมูลพรรณไม้ อุทยานหลวงราชพฤกษ์.
  5. สถาบันการแพทย์แผนไทยเนตรดาว. (ม.ป.ป.). การะเกด: กลุ่มพืชหอม บำรุงหัวใจ.
  6. Kew Science, Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Pandanus tectorius Parkinson. Plants of the World Online.
  7. National Center for Biotechnology Information. (2026). Pandanus tectorius: Taxonomy Browser. NCBI.
  8. Thomson, L. A. J., Englberger, L., Guarino, L., Thaman, R. R., & Elevitch, C. R. (2012). Pandanus tectorius (pandanus). Species Profiles for Pacific Island Agroforestry.
  9. Vahirua-Lechat, I., Menut, C., Roig, B., Bessiere, J. M., & Lamaty, G. (1996). Isoprene related esters, significant components of Pandanus tectorius. Phytochemistry, 43(6), 1277–1279. https://doi.org/10.1016/S0031-9422(96)00386-X
  10. [Authors]. (2016). Phytochemical analysis, antioxidant, antibacterial and cytotoxicity properties of keys and cores part of Pandanus tectorius fruits. Arabian Journal of Chemistry. https://doi.org/10.1016/j.arabjc.2015.11.003
  11. [Authors]. (2025). Phytochemical profile and pharmacological mechanisms of Pandanus tectorius fruit: A comprehensive review. Jurnal Jamu Indonesia.
  12. University of Hawaiʻi at Mānoa, College of Tropical Agriculture and Human Resources. (2002). Pandanus tectorius (Hala): Propagation.
Scroll to top