การเวก

การเวก

การเวก

การเวกเป็นไม้เถาเนื้อแข็งในวงศ์กระดังงา (Annonaceae) มีดอกหอมมาก โดยเฉพาะในช่วงบ่ายถึงค่ำ จึงนิยมปลูกเป็นไม้ประดับ ใช้ทำเครื่องหอม และมีการใช้ในภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย โดยเฉพาะ ดอกสำหรับปรุงยาหอม และ ใบใช้เป็นยาขับปัสสาวะ อย่างไรก็ตาม หลักฐานทางเภสัชวิทยาและการศึกษาทางคลินิกของการเวกโดยตรงยังมีจำกัด จึงควรแยกข้อมูลภูมิปัญญาดั้งเดิมออกจากข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์อย่างชัดเจน

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อไทย : การเวก
  • ชื่อท้องถิ่น : กระดังงัว, กระดังงาป่า, กระดังงาเถา, สะบันงาเครือ, สะบันงาจีน, กระดังงาจีน, หนามควายนอน
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ใช้ในประเทศไทย : Artabotrys siamensis Miq.
  • ชื่อพ้องที่สำคัญ : Artabotrys vanprukii Craib
  • วงศ์ : Annonaceae
  • ชื่อสามัญ : Climbing ylang-ylang, Gara-Wek
  • ประเภทพืช : ไม้เถาเลื้อยเนื้อแข็ง
  • ส่วนที่มีการใช้ตามภูมิปัญญา : ดอกและใบ
  • การใช้ประโยชน์หลัก : ไม้ประดับ ไม้ให้ร่มเงา เครื่องหอม น้ำหอม ยาหอม และการใช้ตามตำรายาสมุนไพรไทยบางประการ

ฐานข้อมูล Flora of Thailand ระบุว่า Artabotrys siamensis เป็นชื่อที่ยอมรับในปัจจุบันสำหรับพืชชนิดนี้ในประเทศไทย และมีชื่อพ้อง Artabotrys vanprukii Craib

หมายเหตุด้านชื่อวิทยาศาสตร์: ชื่อ “การเวก” ในแหล่งข้อมูลออนไลน์บางแห่งถูกใช้กับ Artabotrys hexapetalus (L.f.) Bhandari ซึ่งเป็นคนละชนิดกับ Artabotrys siamensis ที่ Flora of Thailand ระบุเป็นชนิดที่ใช้ชื่อการเวกในประเทศไทย ดังนั้นข้อมูลด้านสรรพคุณและการวิจัยควรตรวจสอบให้แน่ชัดว่าเป็นพืชชนิดใดก่อนนำไปใช้หรืออ้างอิง

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ลำต้น : เป็นไม้เถาเนื้อแข็งขนาดกลางถึงใหญ่ สามารถเลื้อยได้ไกลประมาณ 10–20 เมตร ลำต้นและกิ่งมีความแข็งแรง บางต้นพบหนาม และมีส่วนยื่นลักษณะคล้ายตะขอซึ่งช่วยในการยึดเกาะกับต้นไม้อื่น
  • กิ่งอ่อน : กิ่งอ่อนอาจมีขนละเอียด เมื่อแก่จะค่อย ๆ เกลี้ยง
  • ใบ : เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ ลักษณะใบรูปรีกว้าง รูปรี หรือรูปขอบขนาน ใบมีเนื้อค่อนข้างหนาและเหนียว สีเขียวเข้มเป็นมัน ขอบใบเรียบ โคนใบมนถึงสอบ ปลายใบแหลมหรือเรียวแหลม
  • ขนาดใบ : จากข้อมูล Flora of Thailand แผ่นใบมีขนาดประมาณ 5.7–19 × 3–8.5 เซนติเมตร
  • ดอก : ออกบริเวณซอกใบหรือบริเวณกิ่ง มักออกเดี่ยวหรือเป็นกลุ่มขนาดเล็ก ดอกมีลักษณะเด่นคือมีกลิ่นหอมมาก กลีบดอกมี 6 กลีบ เรียงเป็น 2 ชั้น ชั้นละ 3 กลีบ เมื่อเริ่มบานมีสีเขียวหรือเขียวอมเหลือง และเมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง
  • เกสร : มีเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียจำนวนมากอยู่บริเวณใจกลางดอก
  • กลิ่น : ดอกมีกลิ่นหอมเด่นชัด โดยเฉพาะช่วงบ่ายจนถึงกลางคืน
  • ผล : ผลออกเป็นกลุ่ม ผลอ่อนมีสีเขียว และจะเปลี่ยนสีเมื่อแก่

ลักษณะสำคัญที่ช่วยจำแนกพืชสกุล Artabotrys คือส่วนของก้านช่อดอกหรือกิ่งที่มีลักษณะโค้งคล้ายตะขอ ซึ่งช่วยในการเลื้อยและยึดเกาะ

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

Artabotrys siamensis มีการกระจายพันธุ์ในประเทศไทย และเป็นพืชที่พบในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยข้อมูล Flora of Thailand จัดทำรายละเอียดของชนิดนี้ไว้ในพรรณพฤกษชาติของประเทศไทย และระบุการพบในประเทศไทยอย่างชัดเจน

มีรายงานจากเอกสารด้านพฤกษศาสตร์และภูมิปัญญาสมุนไพรว่า การเวกพบได้ในหลายพื้นที่ของประเทศไทย และมีการปลูกในสวน บ้าน และพื้นที่สาธารณะเนื่องจากดอกมีกลิ่นหอมและสามารถใช้เป็นไม้เลื้อยประดับได้

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การเวกเหมาะกับสภาพอากาศร้อนชื้นและพื้นที่ที่มีแสงแดดเพียงพอ
  • ควรปลูกในดินที่ระบายน้ำได้ดี มีอินทรียวัตถุพอสมควร
  • เนื่องจากเป็นไม้เถาเลื้อย ควรจัดทำ ซุ้มไม้ ค้าง หรือโครงสร้างสำหรับให้เถาเลื้อย
  • ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอในระยะตั้งตัว โดยหลีกเลี่ยงพื้นที่น้ำขัง
  • ควรตัดแต่งกิ่งเพื่อควบคุมทรงพุ่มและช่วยให้แตกกิ่งใหม่
  • การขยายพันธุ์สามารถใช้เมล็ดหรือวิธีขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ เช่น การปักชำได้ แต่ข้อมูลเฉพาะสำหรับ A. siamensis ในประเทศไทยยังมีจำกัด จึงไม่ควรกำหนดสูตรการขยายพันธุ์แบบตายตัวโดยไม่มีข้อมูลทดลองรองรับ

สำหรับพืชในสกุลเดียวกัน เช่น A. hexapetalus มีข้อมูลการผลิตต้นจากกิ่งปักชำ โดยใช้ความชื้นสูงและวัสดุปลูกที่ระบายน้ำได้ดี ซึ่งสะท้อนว่าการขยายพันธุ์แบบปักชำสามารถนำมาใช้กับพืชสกุล Artabotrys ได้ แต่ไม่ควรนำเงื่อนไขดังกล่าวมาอ้างเป็นมาตรฐานเฉพาะของ A. siamensis โดยตรง

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ดอก : ใช้ปรุงเป็นยาหอม และใช้เป็นแหล่งวัตถุดิบสำหรับเครื่องหอม
  • ใบ : มีการใช้ตามภูมิปัญญาเป็นยาขับปัสสาวะ

มีเอกสารภูมิปัญญาท้องถิ่นระบุการใช้ดอกการเวกในยาหอมเพื่อแก้ลมวิงเวียน และใช้ใบเป็นยาขับปัสสาวะ

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

  • ดอก : ใช้ปรุงเป็นยาหอมตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย เพื่อ แก้ลมวิงเวียน
  • ดอก : ใช้เป็นเครื่องหอม เนื่องจากมีกลิ่นหอมแรงและมีลักษณะเป็นกลิ่นหอมเย็นตามคำอธิบายในตำรายาและภูมิปัญญาท้องถิ่น
  • ใบ : ใช้เป็น ยาขับปัสสาวะ ตามตำรายาพื้นบ้านบางแหล่ง
  • ดอก : ใช้ทำบุหงาร่ำ เครื่องหอม และน้ำหอม
  • กลิ่นดอก : ในภูมิปัญญาท้องถิ่นมีการนำดอกมาห่อด้วยใบแล้วสูดกลิ่นเพื่อให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย

ควรระบุบนเว็บไซต์ว่า สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาการใช้สมุนไพร ไม่ได้หมายความว่าได้รับการพิสูจน์ประสิทธิผลในการรักษาโรคด้วยการทดลองทางคลินิกทั้งหมดแล้ว

วิธีใช้

  • การใช้ดอกตามภูมิปัญญา : นำดอกไปใช้เป็นส่วนประกอบของยาหอม หรือใช้เป็นเครื่องหอม
  • การใช้เพื่อกลิ่นหอม : ใช้ดอกสดในงานเครื่องหอม บุหงา หรือนำไปเป็นวัตถุดิบสำหรับการสกัดสารให้กลิ่น
  • การใช้ใบเป็นยา : มีการระบุในตำรายาพื้นบ้านว่าใช้ใบเป็นยาขับปัสสาวะ แต่ไม่พบข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับกำหนดขนาดรับประทานมาตรฐานสำหรับประชาชนทั่วไป

ไม่ควรนำใบหรือส่วนอื่นของการเวกมาต้มรับประทานเองในขนาดสูงโดยอาศัยข้อมูลจากเว็บไซต์เพียงอย่างเดียว เพราะยังไม่มีข้อมูลด้านขนาดยาที่เหมาะสม ความปลอดภัยระยะยาว และประสิทธิผลทางคลินิกที่เพียงพอ

ในบัญชียาจากสมุนไพร

จากการตรวจสอบข้อมูลตำรับยาแผนไทยแห่งชาติที่ค้นพบ ยังไม่พบข้อมูลเพียงพอที่จะระบุว่าการเวก (Artabotrys siamensis) เป็นตัวยาหลักในตำรับยาที่อยู่ในบัญชียาจากสมุนไพรแห่งชาติในปัจจุบัน

ดังนั้นควรเขียนในเว็บไซต์อย่างระมัดระวังว่า

สถานะในบัญชียาจากสมุนไพร : ยังไม่พบการระบุการเวก (Artabotrys siamensis) เป็นตัวยาสำคัญในรายการบัญชียาจากสมุนไพรแห่งชาติจากเอกสารที่ตรวจสอบ

ทั้งนี้ การที่พืชชนิดหนึ่งมีการใช้ในตำรับยาไทยหรือมีการบันทึกในตำรายาโบราณ ไม่ได้หมายความว่าจะอยู่ในบัญชียาจากสมุนไพรแห่งชาติเสมอไป

สารสำคัญ

สำหรับ Artabotrys siamensis โดยเฉพาะ ข้อมูลด้านองค์ประกอบทางเคมีและสารออกฤทธิ์ยังมีจำกัดเมื่อเทียบกับ Artabotrys บางชนิด

งานวิจัยปี 2026 ที่ศึกษาใบของ A. siamensis ร่วมกับ A. hexapetalus ด้วย GC-MS รายงานสารเด่นในสารสกัดเฮกเซนของ A. siamensis ได้แก่

  • 22-Dihydrospinasterol acetate : ประมาณ 8.13%
  • 1-Hexacosanol : ประมาณ 6.55%
  • Brassicasterol : ประมาณ 6.47%

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นผลจาก สารสกัดเฮกเซนของใบในงานวิจัยเฉพาะ ไม่ควรนำไปตีความว่าเป็นสัดส่วนสารเคมีของใบการเวกทุกตัวอย่างหรือเป็นองค์ประกอบของดอกโดยตรง

สำหรับ A. hexapetalus ซึ่งเป็นอีกชนิดหนึ่งในสกุลเดียวกัน มีรายงานสารกลุ่ม flavonoids เช่น taxifolin, apigenin glycoside, glucoluteolin รวมถึงสารกลุ่ม flavonol glycosides และมีรายงาน alkaloids และ butyrolactones หลายชนิด แต่ไม่ควรนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้แทนข้อมูลของ A. siamensis โดยตรง

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

การศึกษาฤทธิ์ลดระดับน้ำตาล

งานวิจัยที่เผยแพร่ในปี 2026 ศึกษาสารสกัดใบของ Artabotrys siamensis และ Artabotrys hexapetalus เพื่อประเมินฤทธิ์ต่อเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการย่อยคาร์โบไฮเดรต ได้แก่ α-amylase และ α-glucosidase

ผลการทดลองในหลอดทดลองพบว่าสารสกัดของ A. siamensis สามารถยับยั้งเอนไซม์ดังกล่าวได้ โดยค่า IC50 ของการยับยั้ง α-amylase อยู่ที่ประมาณ 0.249 mg/mL และ α-glucosidase ประมาณ 0.709 mg/mL ในการทดลองดังกล่าว

ผลการศึกษานี้ถือเป็น หลักฐานระดับ in vitro และยังไม่สามารถสรุปว่าการรับประทานการเวกสามารถรักษาโรคเบาหวานหรือลดระดับน้ำตาลในผู้ป่วยได้ เนื่องจากยังต้องมีการศึกษาสัตว์ทดลอง การศึกษาความปลอดภัย และการทดลองทางคลินิกเพิ่มเติม

งานวิจัยด้านองค์ประกอบทางเคมีของสกุล Artabotrys

การทบทวนวรรณกรรมของพืชสกุล Artabotrys พบสารธรรมชาติหลายกลุ่ม เช่น alkaloids, terpenoids, sterols, flavonoids, fatty acids และ acetogenins โดยสารกลุ่ม alkaloids โดยเฉพาะ aporphine alkaloids เป็นกลุ่มที่มีการศึกษาอย่างมากในสกุลนี้

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูล ระดับสกุล (genus) ไม่ควรเหมารวมว่าเป็นสารสำคัญทั้งหมดของ A. siamensis

เภสัชวิทยา

หลักฐานเภสัชวิทยาของการเวกชนิด Artabotrys siamensis ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น

  • มีหลักฐาน in vitro เกี่ยวกับฤทธิ์ยับยั้ง α-amylase และ α-glucosidase จากสารสกัดใบ
  • มีการตรวจวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีของสารสกัดและพบ phytosterols และสารอื่น ๆ
  • มีข้อมูลจากการศึกษาพืชสกุล Artabotrys ที่สนับสนุนความเป็นไปได้ของฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านจุลชีพ ต้านเบาหวาน และฤทธิ์ทางชีวภาพอื่น ๆ
  • อย่างไรก็ตาม ผลการทดลองจากพืชชนิดอื่นในสกุลเดียวกัน ไม่ควรนำมาอ้างเป็นประสิทธิผลของการเวกโดยตรง

ดังนั้น ในปัจจุบันยังไม่ควรกล่าวว่าการเวกเป็นยารักษาโรคเบาหวาน โรคติดเชื้อ หรือโรคเรื้อรังอื่น ๆ ในมนุษย์โดยตรง

ความปลอดภัย

ข้อมูลด้านความปลอดภัยของ Artabotrys siamensis ในมนุษย์ยังมีจำกัด โดยเฉพาะข้อมูลเกี่ยวกับ

  • ขนาดรับประทานที่ปลอดภัย
  • การใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน
  • ความเป็นพิษต่อตับและไต
  • ความปลอดภัยในหญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร
  • ความปลอดภัยในเด็ก
  • ความเป็นพิษของสารสกัดเข้มข้นและน้ำมันหอมระเหย

ดังนั้น ไม่ควรใช้สารสกัดเข้มข้นหรือรับประทานการเวกในปริมาณมากโดยไม่มีคำแนะนำจากแพทย์แผนไทย เภสัชกร หรือบุคลากรสาธารณสุข

สำหรับการใช้เป็นเครื่องหอม ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ผลิต โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำมันหอมระเหยเข้มข้น

ข้อห้ามใช้

ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับกำหนดข้อห้ามใช้เฉพาะของ Artabotrys siamensis อย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม เพื่อความปลอดภัย ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานหรือใช้สารสกัดเข้มข้นในกลุ่มต่อไปนี้ หากไม่มีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ

  • หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร
  • เด็ก
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัวและรับประทานยาหลายชนิด
  • ผู้ที่มีประวัติแพ้พืชในวงศ์ Annonaceae
  • ผู้ที่มีอาการผิดปกติหลังใช้สมุนไพร

ข้อมูลส่วนนี้เป็นข้อควรระวังจากการที่ยังมีข้อมูลความปลอดภัยไม่เพียงพอ ไม่ควรตีความว่าเป็นการยืนยันว่าการเวกมีพิษในกลุ่มบุคคลดังกล่าว

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ยังไม่พบหลักฐานทางคลินิกที่เพียงพอซึ่งระบุปฏิกิริยาระหว่างการเวก (Artabotrys siamensis) กับยาชนิดใดโดยเฉพาะ

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมีข้อมูลการทดลองเกี่ยวกับฤทธิ์ต่อเอนไซม์ α-amylase และ α-glucosidase จึงควรใช้ความระมัดระวังหากนำสารสกัดการเวกมาใช้ร่วมกับ ยาลดระดับน้ำตาลในเลือด เพราะในทางทฤษฎีอาจมีผลต่อระดับน้ำตาลได้ แม้ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกยืนยันว่าการใช้ร่วมกันก่อให้เกิดปฏิกิริยาดังกล่าว

ผู้ที่ใช้ยาประจำ โดยเฉพาะยารักษาเบาหวาน ยาลดความดัน ยาขับปัสสาวะ หรือยาที่มีช่วงการรักษาแคบ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้สารสกัดการเวกเป็นผลิตภัณฑ์เสริม

การใช้ในผลิตภัณฑ์

การเวกมีศักยภาพและมีการใช้ประโยชน์ด้านผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับกลิ่นหอม ได้แก่

  • น้ำหอม
  • เครื่องหอม
  • บุหงา
  • ผลิตภัณฑ์อโรมาหรือผลิตภัณฑ์ให้กลิ่นหอม
  • ผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกายและความงามบางประเภท
  • ผลิตภัณฑ์จากดอกไม้แห้ง
  • ผลิตภัณฑ์สำหรับสร้างบรรยากาศและความผ่อนคลาย

ดอกการเวกมีกลิ่นหอมแรงและมีการนำมาใช้ในน้ำหอม เครื่องหอม และผลิตภัณฑ์ด้านความงามตามภูมิปัญญาท้องถิ่น

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ดอก : หากต้องการใช้เป็นเครื่องหอมหรือศึกษากลิ่น ควรเก็บในช่วงที่ดอกสมบูรณ์และมีกลิ่นหอมชัด
  • ควรเก็บในช่วงเวลาที่เหมาะสมและหลีกเลี่ยงดอกที่ช้ำหรือมีเชื้อรา
  • หากต้องการนำไปทำวัตถุดิบแห้ง ควรทำความสะอาดและทำให้แห้งอย่างรวดเร็วในสภาพที่เหมาะสม
  • เก็บวัตถุดิบแห้งในภาชนะปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง และแมลง
  • ควรติดฉลากชื่อพืช ส่วนที่ใช้ วันที่เก็บ และแหล่งที่มาเพื่อป้องกันการปะปนกับพืชชนิดอื่น
  • หากเป็นน้ำมันหอมระเหยหรือสารสกัด ควรเก็บตามข้อกำหนดของผลิตภัณฑ์และภาชนะที่เหมาะสม

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

การเวกมีความเกี่ยวข้องกับภูมิปัญญาด้านเครื่องหอมของไทยอย่างเด่นชัด ดอกถูกนำมาใช้ทำ บุหงาร่ำ น้ำหอม และยาหอม นอกจากนั้นยังมีการใช้ใบเป็นยาขับปัสสาวะตามตำรายาพื้นบ้าน และใช้ดอกเป็นยาหอมแก้ลมวิงเวียน

ภูมิปัญญาบางพื้นที่ให้ความสำคัญกับกลิ่นหอมของดอก โดยนำดอกที่มีกลิ่นหอมมาห่อรวมกับใบแล้วใช้สูดดมเพื่อให้รู้สึกผ่อนคลาย อย่างไรก็ตาม วิธีดังกล่าวควรจัดเป็น ภูมิปัญญาท้องถิ่น ไม่ใช่วิธีรักษาโรคที่ได้รับการยืนยันจากการทดลองทางคลินิก

ประวัติและวัฒนธรรม

ชื่อ “การเวก” มีความเชื่อมโยงกับวรรณคดีไทย โดย การเวก เป็นชื่อนกในวรรณคดีที่มีเสียงไพเราะมาก จึงมีการนำชื่อดังกล่าวมาใช้เรียกไม้ดอกที่มีกลิ่นหอมมาก เพื่อสื่อถึงความไพเราะและความหอมที่ชวนให้หลงใหล

ในวัฒนธรรมล้านนา มีการใช้ชื่อ “สะบันงาเครือ” และมีการเล่นคำในภาษาถิ่นที่เกี่ยวข้องกับดอกไม้ชนิดนี้ สะท้อนให้เห็นว่าการเวกไม่ได้มีความสำคัญเฉพาะด้านพฤกษศาสตร์และสมุนไพร แต่ยังเชื่อมโยงกับภาษา วรรณคดี และวัฒนธรรมท้องถิ่นด้วย

ในด้านภูมิทัศน์ การเวกนิยมปลูกเป็นไม้ประดับสำหรับเลื้อยขึ้นซุ้มประตู ซุ้มนั่งเล่น และใช้เป็นไม้ให้ร่มเงา เนื่องจากมีใบหนาแน่นและดอกมีกลิ่นหอม

สถานะการอนุรักษ์

ข้อมูลที่ตรวจสอบได้จากฐานข้อมูล Flora of Thailand แสดงว่า Artabotrys siamensis เป็นชนิดที่ได้รับการยอมรับทางอนุกรมวิธานและพบในประเทศไทย แต่จากแหล่งข้อมูลที่ตรวจสอบในครั้งนี้ ยังไม่พบข้อมูลที่เพียงพอสำหรับระบุสถานะความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์เฉพาะของ A. siamensis ตามเกณฑ์ IUCN

ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการระบุว่า “เป็นพืชใกล้สูญพันธุ์” หรือ “เป็นพืชอนุรักษ์” หากไม่มีบัญชีสถานะการอนุรักษ์อย่างเป็นทางการรองรับ

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • Kingdom : Plantae
  • Phylum : Tracheophyta
  • Class : Magnoliopsida
  • Order : Magnoliales
  • Family : Annonaceae
  • Genus : Artabotrys
  • Species : Artabotrys siamensis Miq.

ชื่อพ้องที่สำคัญ :

  • Artabotrys vanprukii Craib
  • Artabotrys burmanicus auct. non A.DC. — เป็นชื่อที่เคยถูกใช้ในบางเอกสาร แต่ Flora of Thailand ไม่ยอมรับเป็นชื่อของชนิดนี้

Flora of Thailand ระบุ Artabotrys siamensis Miq. เป็นชื่อที่ยอมรับในปัจจุบัน และระบุ Artabotrys vanprukii Craib เป็นชื่อพ้อง

ข้อควรระวังในการทำฐานข้อมูล: Artabotrys hexapetalus (L.f.) Bhandari เป็นอีกชนิดหนึ่งที่มีชื่อสามัญภาษาอังกฤษว่า Climbing ylang-ylang และถูกนำชื่อ “การเวก” ไปใช้ในเว็บไซต์บางแห่ง จึงควรตรวจสอบตัวอย่างพรรณไม้ก่อนผูกข้อมูลสรรพคุณเข้ากับชื่อวิทยาศาสตร์

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

การตรวจสอบเอกลักษณ์การเวกควรพิจารณาร่วมกันทั้ง ลักษณะทางสัณฐานวิทยา ชื่อวิทยาศาสตร์ และตัวอย่างพรรณไม้ โดยจุดสังเกตสำคัญ ได้แก่

  • เป็นไม้เถาเนื้อแข็ง
  • มีส่วนยื่นหรือกิ่งลักษณะคล้ายตะขอสำหรับยึดเกาะ
  • ใบเดี่ยวเรียงสลับ
  • ใบรูปรีกว้างถึงรูปขอบขนาน
  • ใบมีสีเขียวเข้มและค่อนข้างเหนียว
  • ดอกออกบริเวณซอกใบหรือกิ่ง
  • ดอกมี 6 กลีบ แบ่งเป็น 2 ชั้น ชั้นละ 3 กลีบ
  • ดอกมีกลิ่นหอมมาก
  • ดอกเมื่อแก่มีแนวโน้มเปลี่ยนจากเขียวหรือเขียวอมเหลืองเป็นเหลือง
  • ผลเกิดเป็นกลุ่ม

สำหรับการตรวจสอบระดับสมุนไพรแห้งหรือวัตถุดิบที่ผ่านกระบวนการแปรรูป ไม่ควรใช้ลักษณะภายนอกเพียงอย่างเดียว ควรใช้ ตัวอย่างอ้างอิงจากสมุนไพรที่ได้รับการยืนยันทางพฤกษศาสตร์ และหากเป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตยา ควรมีการตรวจสอบทางเภสัชเวทและ/หรือการวิเคราะห์ทางเคมีเพิ่มเติม

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2565). Flora of Thailand: Artabotrys siamensis Miq. สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช. Flora of Thailand – Artabotrys siamensis
  2. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2559). การเวก (Artabotrys hexapetalus (L.f.) Bhandari). สารานุกรมพืช. สารานุกรมพืช – การเวก
  3. สนั่น ธรรมธิ. (ม.ป.ป.). สะบันงาเครือ. พิพิธภัณฑ์เรือนโบราณล้านนา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ – สะบันงาเครือ
  4. องค์การบริหารส่วนตำบลท่าดง. (2563). การเวก. โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ. ข้อมูลการเวก
  5. สำนักงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ. (ม.ป.ป.). การเวก: Artabotrys siamensis Miq. ฐานข้อมูลพรรณไม้ RMUTK
  6. สถาบันการแพทย์แผนไทย. (2564). รายการตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ ฉบับ พ.ศ. 2564. กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก.
  7. Edmond, M. P., Fayez, S., Mostafa, N. M., Eldahshan, O. A., & Singab, A. N. B. (2026). Comparative metabolomic profiling and antihyperglycemic activity of Artabotrys hexapetalus and Artabotrys siamensis leaf extracts: In vitro and in silico studies. Chemistry & Biodiversity. https://doi.org/10.1002/cbdv.202502599
  8. Kew Science. (2026). Artabotrys hexapetalus (L.f.) Bhandari. Plants of the World Online. Plants of the World Online – Artabotrys hexapetalus
  9. Li, T.-M., Li, W.-K., & Yu, J.-G. (1997). Flavonoids from Artabotrys hexapetalus. Phytochemistry, 45(4), 831–833. https://doi.org/10.1016/S0031-9422(97)00012-5
  10. Quang Hop, D., & Ninh The Son. (2022). Botanical description, traditional uses, phytochemistry, and pharmacology of the genus Artabotrys: A review. Chemistry & Biodiversity. https://doi.org/10.1002/cbdv.202200725
  11. World Flora Online. (2026). Artabotrys siamensis Miq. World Flora Online. World Flora Online
Scroll to top