การบูร
การบูร เป็นสารหอมที่ได้จากต้นการบูร (Camphora officinarum Boerh. ex Fabr.; ชื่อที่ใช้กันอย่างแพร่หลายเดิมคือ Cinnamomum camphora (L.) J.Presl) อยู่ในวงศ์ Lauraceae มีลักษณะเป็นผลึกสีขาวหรือใส มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว การบูรมีประวัติการใช้ในตำรับยาไทย ยาสำหรับใช้ภายนอก ลูกประคบ และผลิตภัณฑ์ที่ให้กลิ่นหอมมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะการใช้เพื่อบรรเทาอาการปวดเมื่อย เคล็ดขัดยอก และช่วยให้รู้สึกสดชื่น อย่างไรก็ตาม การบูรเป็นสารที่มีความเป็นพิษเมื่อได้รับในปริมาณสูง โดยเฉพาะการรับประทาน จึงควรใช้ตามรูปแบบและขนาดที่เหมาะสม
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อไทย: การบูร
- ชื่อสามัญ: Camphor, Camphor tree
- ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ใช้ในเอกสารจำนวนมาก: Cinnamomum camphora (L.) J.Presl
- ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ Kew Plants of the World Online ยอมรับในปัจจุบัน: Camphora officinarum Boerh. ex Fabr. โดย Cinnamomum camphora (L.) J.Presl เป็นชื่อพ้อง
- วงศ์: Lauraceae
- ชื่ออื่น: การบูร, อบเชยญวน, พรมเส็ง, เจียโล่
- ลักษณะเด่น: เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ มีกลิ่นหอมจากน้ำมันหอมระเหยในส่วนต่าง ๆ ของต้น และสามารถนำเนื้อไม้รวมถึงส่วนอื่น ๆ ไปผ่านกระบวนการกลั่นเพื่อให้ได้การบูร
- สารสำคัญที่เป็นเอกลักษณ์: Camphor หรือสารการบูร ซึ่งเป็นสารกลุ่ม monoterpene ketone
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น: ไม้ยืนต้นเขียวชอุ่ม แตกกิ่งก้านมาก ทรงพุ่มค่อนข้างกว้าง ต้นที่โตเต็มที่อาจมีขนาดใหญ่ โดยข้อมูลทางพฤกษศาสตร์ของ Kew ระบุความสูงโดยทั่วไปประมาณ 6–12 เมตรในตัวอย่างที่ใช้บรรยายชนิด แต่ต้นขนาดใหญ่สามารถสูงมากกว่านี้ได้
- ลำต้นและเปลือก: ลำต้นเป็นไม้ เปลือกมีสีน้ำตาลและหยาบขึ้นตามอายุ เนื้อไม้และส่วนต่าง ๆ ของต้นมีกลิ่นหอม
- ใบ: ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่ถึงรูปรีแกมไข่ ปลายใบเรียวแหลม โคนใบสอบหรือรูปลิ่ม มีเส้นใบหลักหลายเส้นออกจากบริเวณโคนใบ และเมื่อขยี้ใบจะมีกลิ่นหอม
- ดอก: ดอกขนาดเล็ก สีขาว เหลือง หรือเหลืองอมเขียว ออกเป็นช่อบริเวณซอกใบ
- ผล: ผลมีขนาดเล็ก รูปไข่หรือค่อนข้างกลม เมื่อสุกเปลี่ยนเป็นสีดำ ภายในมีเมล็ด 1 เมล็ด
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
การบูรมีถิ่นกำเนิดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยสกุล Camphora มีเขตกระจายพันธุ์ตั้งแต่บริเวณเทือกเขาหิมาลัยไปจนถึงเอเชียเขตอบอุ่นและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปัจจุบันพบหรือมีการนำไปปลูกในหลายประเทศ เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลี อินเดีย เมียนมา ไทย เวียดนาม ไต้หวัน และพื้นที่อื่น ๆ ของโลกที่มีสภาพภูมิอากาศเหมาะสม
การปลูกและการขยายพันธุ์
- การเพาะเมล็ด: สามารถขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดจากผลสุก เหมาะสำหรับการผลิตต้นกล้าและการปลูกเพื่อให้ได้ต้นขนาดใหญ่
- การปักชำ: สามารถใช้การขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศได้ โดยมีข้อมูลการใช้กิ่งหรือส่วนขยายพันธุ์เพื่อให้เกิดราก
- การขยายพันธุ์แบบหน่อ: มีรายงานว่าการบูรสามารถเกิดหน่อบริเวณโคนต้น ซึ่งเป็นอีกแนวทางหนึ่งของการขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ
- การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ: มีการศึกษาการขยายพันธุ์ Cinnamomum camphora และสายพันธุ์ที่มีสารสำคัญแตกต่างกันด้วยเทคนิคเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อและ somatic embryogenesis เพื่อเพิ่มจำนวนต้นพันธุ์
- สภาพแวดล้อม: เหมาะกับพื้นที่ที่มีแสงเพียงพอ ดินระบายน้ำได้ดี และมีความชื้นเหมาะสม ไม่ควรปลูกในพื้นที่ที่มีน้ำขังเป็นเวลานาน
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- เนื้อไม้
- เปลือก
- ราก
- ใบและส่วนอื่นของต้น อาจนำมาใช้เป็นแหล่งน้ำมันหอมระเหยในบางบริบท
สำหรับการใช้เป็นเครื่องยาไทย โดยทั่วไปกล่าวถึง การบูรที่ได้จากการกลั่นส่วนของต้น โดยเฉพาะเนื้อไม้และส่วนที่มีกลิ่นหอม ส่วนข้อมูลทางพฤกษศาสตร์ระบุว่าสารหอมและน้ำมันหอมระเหยกระจายอยู่ในหลายส่วนของต้น
สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา
ตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและการใช้แบบดั้งเดิม
- ใช้ภายนอกเพื่อ บรรเทาอาการปวดเมื่อย
- ใช้ทาหรือนวดบริเวณที่มีอาการ เคล็ด ขัดยอก ฟกช้ำ และปวดตามข้อ
- ใช้ในตำรับสำหรับอาการที่เกี่ยวข้องกับ ปวดกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น
- ใช้เป็นส่วนประกอบของ ลูกประคบสมุนไพร
- ใช้ในผลิตภัณฑ์สำหรับสูดดมหรือผลิตภัณฑ์กลิ่นหอมเพื่อให้รู้สึกสดชื่นและช่วยให้ทางเดินหายใจรู้สึกโล่ง
- ใช้เป็นส่วนประกอบในตำรับยาไทยบางชนิดที่เกี่ยวข้องกับ ระบบทางเดินอาหารและอาการท้องอืดท้องเฟ้อ
- ใช้เป็นส่วนประกอบในตำรับยาสำหรับอาการทางสูติศาสตร์–นรีเวชวิทยาบางตำรับ เช่น ยาประสะไพล
หมายเหตุสำคัญ: สรรพคุณข้างต้นจำนวนหนึ่งเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาและตำรายาไทย ไม่ควรตีความว่าเป็นหลักฐานยืนยันประสิทธิผลทางคลินิกสำหรับทุกข้อบ่งใช้
วิธีใช้
- ใช้ภายนอก: นำการบูรเป็นส่วนประกอบของยาหม่อง ขี้ผึ้ง น้ำมันนวด หรือผลิตภัณฑ์สำหรับทาถูนวดตามสูตรที่กำหนด
- ใช้ในลูกประคบ: การบูรอาจผสมกับสมุนไพรอื่น เช่น ไพล ขมิ้น ข่า ตะไคร้ และพิมเสน แล้วห่อเป็นลูกประคบ นำไปนึ่งก่อนใช้เพื่อให้สารระเหยออกมา
- ใช้ในผลิตภัณฑ์สูดดม: ใช้เป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้กลิ่นหอมและความรู้สึกสดชื่น
- ใช้รับประทาน: ไม่ควรนำการบูรบริสุทธิ์มารับประทานเอง เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อการเกิดพิษและอาการชักเมื่อได้รับในปริมาณสูง
- หากเป็น ตำรับยาสมุนไพรที่มีการบูรเป็นส่วนประกอบ ควรใช้ตามฉลากและคำแนะนำของผู้ประกอบวิชาชีพด้านการแพทย์แผนไทยหรือบุคลากรทางการแพทย์
ในบัญชียาจากสมุนไพร
การบูร ไม่ได้เป็นยาตำรับเดี่ยวที่ใช้เป็นข้อบ่งใช้โดยลำพังในบัญชียาจากสมุนไพร แต่มีการใช้เป็นส่วนประกอบร่วมกับสมุนไพรอื่นในตำรับยาแผนไทยหลายตำรับ เช่น
- ยาธาตุบรรจบ: ใช้ในตำรับสำหรับบรรเทาอาการท้องอืดเฟ้อและอาการทางธาตุ รวมถึงท้องเสียที่ไม่ติดเชื้อในข้อบ่งใช้ของตำรับ
- ยาประสะกานพลู: มีการบูรเป็นส่วนประกอบ ใช้บรรเทาอาการปวดท้อง จุกเสียด และแน่นเฟ้อจากอาหารไม่ย่อยเนื่องจากธาตุไม่ปกติ
- ยาประสะไพล: มีการบูรเป็นส่วนประกอบร่วมกับไพลและสมุนไพรอื่น ใช้ในตำรับสำหรับภาวะระดูมาไม่สม่ำเสมอหรือมาน้อยกว่าปกติ และขับน้ำคาวปลาในสตรีหลังคลอด
- ยาแก้ลมอัมพฤกษ์: มีการบูรเป็นส่วนประกอบร่วมกับสมุนไพรอื่นในตำรับสำหรับบรรเทาอาการปวดตามเส้นเอ็น กล้ามเนื้อ มือและเท้าตึงหรือชา
- ยาเลือดงาม: มีการบูรเป็นส่วนประกอบร่วมกับสมุนไพรอื่นในตำรับสำหรับอาการทางสูติศาสตร์–นรีเวชวิทยาบางข้อบ่งใช้
- ยาประสะเจตพังคี: มีการบูรในสูตรตำรับ ใช้ตามข้อบ่งใช้ของตำรับสำหรับอาการกษัยจุกเสียดและขับผายลม
- ยามันทธาตุ: มีการบูรเป็นส่วนประกอบของตำรับ และมีข้อควรระวังเกี่ยวกับการใช้ต่อเนื่องในผู้มีความผิดปกติของตับหรือไต
ดังนั้น การกล่าวว่า “การบูรอยู่ในบัญชียาจากสมุนไพร” ควรหมายถึง การบูรถูกใช้เป็นส่วนประกอบในตำรับยา มากกว่าการเป็นยาสมุนไพรเดี่ยวสำหรับใช้รักษาโรค
สารสำคัญ
สารสำคัญหลักคือ Camphor (การบูร) ซึ่งเป็นสารกลุ่ม bicyclic monoterpene ketone และเป็นองค์ประกอบสำคัญของน้ำมันหอมระเหยจากต้นการบูร
นอกจากนี้น้ำมันหอมระเหยจาก Cinnamomum camphora อาจมีสารกลุ่ม monoterpenes และ sesquiterpenes หลายชนิด เช่น
- Camphor
- 1,8-Cineole
- Linalool
- Borneol
- Camphene
- α-pinene และสารเทอร์พีนอื่น ๆ
องค์ประกอบของน้ำมันหอมระเหยสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามสายพันธุ์ แหล่งปลูก ส่วนของพืช อายุการเก็บเกี่ยว และกระบวนการสกัด จึงไม่ควรใช้ข้อมูลสารสำคัญของตัวอย่างหนึ่งแทนผลิตภัณฑ์ทุกชนิด
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
มีงานวิจัยจำนวนมากเกี่ยวกับการบูรและน้ำมันหอมระเหยจาก Cinnamomum camphora แต่หลักฐานส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับ ห้องปฏิบัติการและสัตว์ทดลอง มากกว่าการทดลองทางคลินิกคุณภาพสูงในมนุษย์
- ฤทธิ์ต้านจุลชีพและฆ่าแมลง: น้ำมันหอมระเหยจากเปลือก ลำต้น และผลของ C. camphora แสดงฤทธิ์แบบ fumigant ต่อแมลงศัตรูผลิตภัณฑ์เก็บรักษาในงานทดลอง
- ฤทธิ์ต้านการอักเสบและระงับปวด: มีการศึกษาน้ำมันหอมระเหยและสารจากการบูรที่พบแนวโน้มของฤทธิ์ต้านการอักเสบและระงับปวดในแบบจำลองทดลอง แต่ยังต้องการหลักฐานทางคลินิกเพิ่มเติม
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ: มีรายงานจากการศึกษาสารสกัดและน้ำมันหอมระเหยของต้นการบูร แต่ผลขึ้นกับองค์ประกอบทางเคมีของตัวอย่าง
- การศึกษาด้านเมแทบอลิซึมของพืช: มีงานวิจัยพบว่าการบูรมีบทบาทเกี่ยวข้องกับการปรับกระบวนการเมแทบอลิซึมของต้น C. camphora ภายใต้ภาวะอุณหภูมิสูง
- การศึกษาด้านการใช้ประโยชน์: มีการศึกษาน้ำมันเมล็ดและส่วนต่าง ๆ ของต้นการบูรในด้านอาหาร อุตสาหกรรม และผลิตภัณฑ์สุขภาพ อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาในสัตว์ทดลองไม่ควรนำมาอ้างเป็นประสิทธิผลในการรักษาในมนุษย์โดยตรง
เภสัชวิทยา
- ฤทธิ์ต่อระบบประสาทรับความรู้สึก: การบูรสามารถทำให้เกิดความรู้สึกเย็นหรืออุ่นบริเวณผิวหนัง และถูกนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์ทาภายนอกเพื่อบรรเทาอาการปวดหรือคัน
- ฤทธิ์ระงับปวดและต้านการอักเสบ: มีข้อมูลการทดลองสนับสนุนฤทธิ์ดังกล่าวของการบูรและน้ำมันหอมระเหยบางชนิด แต่ระดับหลักฐานแตกต่างกันตามสารสกัดและแบบจำลอง
- ฤทธิ์ต้านจุลชีพ: น้ำมันหอมระเหยจากต้นการบูรมีสารระเหยหลายชนิดที่แสดงฤทธิ์ต่อจุลชีพบางชนิดในการทดลอง
- ฤทธิ์ต่อแมลง: น้ำมันหอมระเหยมีฤทธิ์ไล่หรือเป็นพิษต่อแมลงบางชนิด จึงมีการนำไปศึกษาการใช้เป็นสารป้องกันแมลง
- การเปลี่ยนแปลงในร่างกาย: การศึกษานอกตัวพบว่า (-)-camphor สามารถถูกเปลี่ยนแปลงโดยเอนไซม์ cytochrome P450 โดย CYP2A6 มีบทบาทสำคัญในการ hydroxylation ของสารดังกล่าว
ความปลอดภัย
การบูรมีความเป็นพิษเมื่อรับประทานในปริมาณมาก และไม่ควรนำผลึกการบูรบริสุทธิ์มารับประทานเอง
- การได้รับการบูรทางปากในปริมาณสูงอาจทำให้ คลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ กล้ามเนื้ออ่อนแรง หมดสติ และชัก
- รายงานทางการแพทย์พบการชักจากพิษการบูรในเด็ก แม้ได้รับผ่านผลิตภัณฑ์ที่ใช้ภายนอกหรือจากการสัมผัสซ้ำ ๆ
- การรับประทานการบูรปริมาณสูงอาจก่อให้เกิดพิษต่อระบบประสาทและอวัยวะภายใน และมีรายงานผู้ป่วยที่เกิดอาการชักรุนแรงหลังรับประทานการบูร
- ศูนย์ข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลระบุว่าการรับประทานการบูรในปริมาณสูงมีความเสี่ยงต่อพิษต่อระบบทางเดินอาหาร ไต และสมอง
- เด็กเล็กมีความเสี่ยงสูงเป็นพิเศษ ควรเก็บผลิตภัณฑ์ที่มีการบูรให้พ้นมือเด็ก
- หญิงตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานการบูรหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่มีการบูรในปริมาณสูง เว้นแต่ได้รับคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์
- ผู้ที่มีโรคตับหรือไตควรระมัดระวังการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีการบูรเป็นส่วนประกอบ โดยเฉพาะการใช้ต่อเนื่อง
- การใช้ภายนอกควรใช้ตามฉลากและหลีกเลี่ยงบริเวณบาดแผล เยื่อเมือก และบริเวณใกล้ตา
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
หลักฐานเกี่ยวกับ ปฏิกิริยาระหว่างการบูรกับยาที่ใช้ในมนุษย์โดยตรงยังมีจำกัด จึงไม่ควรระบุว่าการบูรมีปฏิกิริยากับยาชนิดใดอย่างแน่นอนโดยไม่มีหลักฐานทางคลินิก
- การบูรถูกเปลี่ยนแปลงโดยเอนไซม์ CYP450 โดยมีข้อมูลจากการศึกษานอกตัวว่ามี CYP2A6 เกี่ยวข้อง จึงมีความเป็นไปได้ในเชิงเภสัชจลนศาสตร์ แต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าการบูรในปริมาณที่ใช้ทั่วไปจะทำให้ระดับยาอื่นเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญทางคลินิก
- ผู้ที่ใช้ ยากันชัก หรือมีประวัติโรคลมชักควรระมัดระวังการได้รับการบูรในปริมาณสูง เนื่องจากพิษของการบูรสามารถกระตุ้นให้เกิดอาการชักได้
- หากใช้ผลิตภัณฑ์สมุนไพรตำรับที่มีการบูรร่วมกับยาอื่น ควรตรวจสอบส่วนประกอบของ ทั้งตำรับ เพราะสมุนไพรชนิดอื่นในตำรับอาจเป็นตัวที่มีปฏิกิริยากับยา
- ผู้ป่วยโรคตับ ไต หรือผู้ที่ใช้ยาหลายชนิดเป็นประจำ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีการบูรอย่างต่อเนื่อง
การใช้ในอาหาร
การบูรมีประวัติการใช้เป็น สารแต่งกลิ่นและแต่งรสในอาหารบางวัฒนธรรม แต่ต้องแยกให้ชัดเจนระหว่างการบูรสำหรับอาหารกับ การบูรสำหรับใช้เป็นยา เครื่องหอม หรือผลิตภัณฑ์ภายนอก
- ไม่ควรนำการบูรสำหรับใช้ภายนอกมาประกอบอาหาร
- หากใช้ในอาหารต้องเป็นวัตถุดิบหรือสารแต่งกลิ่นที่ได้รับอนุญาตสำหรับอาหาร และใช้ตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัย
- งานทบทวนล่าสุดระบุว่าการบูรถูกใช้เป็นสารแต่งกลิ่นและเป็น flavoring agent ในอาหารบางบริบท แต่ความปลอดภัยขึ้นกับชนิด ความบริสุทธิ์ และปริมาณที่ได้รับ
การใช้ในผลิตภัณฑ์
การบูรพบได้ในผลิตภัณฑ์หลายประเภท ได้แก่
- ยาหม่องและขี้ผึ้งสมุนไพร
- น้ำมันนวดและผลิตภัณฑ์ทาภายนอก
- ลูกประคบสมุนไพร
- ยาดมและผลิตภัณฑ์สูดดม
- ผลิตภัณฑ์บรรเทาอาการคัดจมูกหรือให้ความรู้สึกโล่ง
- เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์แต่งกลิ่น
- ผลิตภัณฑ์ไล่แมลงหรือสารป้องกันแมลงบางประเภท
- ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและผลิตภัณฑ์ให้กลิ่นหอม
การบูรและน้ำมันจากต้นการบูรยังมีการใช้ในอุตสาหกรรมน้ำหอมและผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกาย โดยการใช้แต่ละประเภทต้องควบคุมความเข้มข้นและคุณภาพของวัตถุดิบให้เหมาะสม
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- การเก็บเกี่ยว: หากต้องการผลิตการบูรจากต้น จะเลือกใช้ส่วนที่มีสารระเหยและนำเข้าสู่กระบวนการสกัดหรือกลั่นตามวิธีมาตรฐาน
- การเก็บรักษา: การบูรเป็นสารระเหิดง่าย จึงควรเก็บในภาชนะที่ปิดสนิท
- เก็บใน ที่แห้ง เย็น และพ้นจากแสงแดดโดยตรง
- หลีกเลี่ยงความร้อนและการเปิดภาชนะทิ้งไว้นาน เพราะกลิ่นและปริมาณสารระเหยอาจลดลง
- เก็บให้ห่างจากเด็ก อาหาร และสัตว์เลี้ยง
- ผลิตภัณฑ์ที่เปลี่ยนสี มีกลิ่นผิดปกติ หรือไม่มีฉลากแสดงแหล่งผลิตและส่วนประกอบ ควรหลีกเลี่ยงการนำมาใช้
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
การบูรเป็นส่วนประกอบสำคัญของภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย โดยเฉพาะใน ยาประคบสมุนไพร ยาอบสมุนไพร ยาหม่อง น้ำมันนวด และตำรับยาหอมบางประเภท
การบูรจัดอยู่ในกลุ่มสารหอมที่ระเหิดได้เมื่อได้รับความร้อน จึงนิยมใส่ในลูกประคบและการอบสมุนไพรเพื่อเพิ่มกลิ่นหอมและความรู้สึกสดชื่น นอกจากนี้ยังใช้ร่วมกับพิมเสนและสมุนไพรกลิ่นหอมชนิดอื่น ๆ ในตำรับพื้นบ้าน
ประวัติและวัฒนธรรม
การบูรมีประวัติการใช้มายาวนานในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ใช้ทั้งในด้านยา เครื่องหอม การถนอมสิ่งของ และพิธีกรรมบางวัฒนธรรม
ในประวัติศาสตร์ การบูรถูกใช้เป็นสารให้กลิ่นหอมและสารรม รวมถึงมีการใช้ในผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์และเครื่องหอมมาเป็นเวลาหลายศตวรรษ งานทบทวนทางประวัติศาสตร์ระบุถึงการใช้การบูรในหลายวัฒนธรรมตั้งแต่สมัยโบราณ
สำหรับประเทศไทย การบูรมีบทบาทในตำรับ ยาไทย ยาหม่อง ลูกประคบ การอบสมุนไพร และผลิตภัณฑ์สมุนไพรพื้นบ้าน จนกลายเป็นหนึ่งในสารหอมที่ผู้บริโภคคุ้นเคยอย่างแพร่หลาย
สถานะการอนุรักษ์
สำหรับ Camphora officinarum ซึ่งเป็นชื่อที่ Kew Plants of the World Online ยอมรับในปัจจุบัน ไม่ควรสรุปสถานะการอนุรักษ์จากข้อมูลของชื่อพ้องหรือจากต้นการบูรที่ปลูกทั่วไปโดยตรง
ต้นการบูรมีการปลูกอย่างแพร่หลายและมีการนำไปใช้ในหลายประเทศ อย่างไรก็ตาม การประเมินสถานะการอนุรักษ์ในระดับชนิดควรอ้างอิงฐานข้อมูล Red List หรือการประเมินประชากรตามพื้นที่ที่เป็นปัจจุบัน หากไม่มีข้อมูลประเมินที่ตรวจสอบได้ ไม่ควรระบุว่าเป็นพืช “ใกล้สูญพันธุ์” หรือ “เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์” โดยไม่มีหลักฐานรองรับ
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
ลำดับอนุกรมวิธานตามรูปแบบอักษร
- อาณาจักร (Kingdom): Plantae
- หมวด (Phylum): Streptophyta
- ชั้น (Class): Equisetopsida
- ชั้นย่อย (Subclass): Magnoliidae
- อันดับ (Order): Laurales
- วงศ์ (Family): Lauraceae
- สกุล (Genus): Camphora Fabr.
- ชนิด (Species): Camphora officinarum Boerh. ex Fabr.
ชื่อพ้องที่พบในเอกสาร
- Cinnamomum camphora (L.) J.Presl
- Camphora camphora (L.) H.Karst.
- Camphorina camphora (L.) Farw.
- Laurus camphora L.
Kew Plants of the World Online ระบุว่า Camphora officinarum เป็นชื่อที่ยอมรับ และจัด Cinnamomum camphora เป็นชื่อพ้อง ขณะที่ชื่อ Cinnamomum camphora ยังคงพบอย่างกว้างขวางในเอกสารด้านเภสัชศาสตร์ การแพทย์ และงานวิจัย
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2561). รายการตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ ฉบับพุทธศักราช 2561. กระทรวงสาธารณสุข.
- กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. (ม.ป.ป.). ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย (Thai Herbal Pharmacopoeia). สำนักยาและวัตถุเสพติด.
- คณะการแพทย์แผนไทย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. (2553). การอบสมุนไพรและการใช้สมุนไพรในภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์.
- ศูนย์ข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. (2558). การบูรทำให้เกิดพิษต่อไต-ตับอย่างไร. มหาวิทยาลัยมหิดล.
- ศูนย์ข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. (2562). พืชพิษต่อตับและไต: การบูร. มหาวิทยาลัยมหิดล.
- Cai, Y., Xu, H., Xu, C., & Zuo, Z. (2024). Adjusting function of camphor on primary metabolism in Cinnamomum camphora stressed by high temperature. Plant Science, 339, 111956. https://doi.org/10.1016/j.plantsci.2023.111956
- Chen, W., Vermaak, I., & Viljoen, A. (2013). Camphor—A fumigant during the Black Death and a coveted fragrant wood in ancient Egypt and Babylon—A review. Molecules, 18(5), 5434–5454.
- Deng, Z., et al. (2016). The chemical composition of essential oils from Cinnamomum camphora and their insecticidal activity against stored product pests. International Journal of Molecular Sciences, 17(11), 1836. https://doi.org/10.3390/ijms17111836
- Gyoubu, K., & Miyazawa, M. (2007). In vitro metabolism of (-)-camphor using human liver microsomes and CYP2A6. Biological & Pharmaceutical Bulletin, 30(2), 230–233. https://doi.org/10.1248/bpb.30.230
- Huang, S.-Q., Yi, C., Liu, X.-X., Yang, H.-Y., Zhang, L.-Q., Tang, Y., & Zhang, X.-L. (2024). Chemical composition and pharmacological effects of Cinnamomum camphora var. borneol essential oil: A review. Zhongguo Zhong Yao Za Zhi, 49(11), 2863–2870.
- Khine, H., Weiss, D., Graber, N., Hoffman, R. S., Esteban-Cruciani, N., & Avner, J. R. (2009). A cluster of children with seizures caused by camphor poisoning. Pediatrics, 123(5), 1269–1272. https://doi.org/10.1542/peds.2008-2097
- Kew Science. (2026). Camphora officinarum Boerh. ex Fabr. Plants of the World Online.
- MacKinney, T. G., Soti, K. R., Shrestha, P., & Basnyat, B. (2015). Camphor: An herbal medicine causing grand mal seizures. BMJ Case Reports, 2015, bcr2014209101. https://doi.org/10.1136/bcr-2014-209101
- Rahimi, M., et al. (2017). Severe camphor poisoning, a seven-year observational study. Environmental Toxicology and Pharmacology, 52, 34–38.
