กุ่มน้ำ

กุ่มน้ำ

กุ่มน้ำ

กุ่มน้ำ เป็นไม้ยืนต้นที่พบได้ตามพื้นที่ชุ่มน้ำ ริมลำธาร และริมฝั่งน้ำของประเทศไทย มีความสำคัญทั้งในด้าน สมุนไพรไทย อาหารพื้นบ้าน และภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย โดยเฉพาะเปลือกต้นที่ใช้เป็นส่วนประกอบของตำรับยาแก้ลมอัมพฤกษ์ และยอดอ่อน ใบอ่อน และดอกอ่อนที่นิยมนำมาดองหรือปรุงอาหาร อย่างไรก็ตาม กุ่มน้ำมีข้อควรระวังสำคัญเกี่ยวกับการรับประทานส่วนสด เนื่องจากมีสารที่สามารถก่อให้เกิดพิษไซยาไนด์ได้ จึงควรเตรียมอย่างถูกวิธีก่อนนำมาบริโภค

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร: กุ่มน้ำ
  • ชื่อไทย: กุ่มน้ำ
  • ชื่อท้องถิ่น: กุ่ม, ผักกุ่ม, ก่าม, อำเภอ, รอถะ, เหาะเถาะ และชื่อท้องถิ่นอื่นตามแต่ละพื้นที่
  • ชื่อสามัญ: Sacred garlic pear, Sacred barma, Temple plant
  • ชื่อวิทยาศาสตร์: Crateva religiosa G.Forst.
  • ชื่อพ้องทางพฤกษศาสตร์ที่พบในเอกสาร: Crateva brownii Korth. ex Miq., Crateva hansemannii K.Schum., Crateva macrocarpa Kurz, Crateva membranifolia Miq. และ Crateva speciosa Volkens
  • วงศ์: Capparaceae
  • ลักษณะการใช้ประโยชน์: สมุนไพร พืชอาหาร ไม้ประดับ และพืชที่เกี่ยวข้องกับภูมิปัญญาท้องถิ่น
  • ส่วนที่ใช้ตามภูมิปัญญา: เปลือกต้น ใบ ดอก ผล ราก แก่น และกระพี้ โดยการใช้แต่ละส่วนแตกต่างกันตามตำรับยาและวัตถุประสงค์

หมายเหตุด้านชื่อวิทยาศาสตร์: เอกสารไทยบางฉบับเก่าใช้ชื่อ Crateva magna สำหรับกุ่มน้ำ ขณะที่ฐานข้อมูลอนุกรมวิธานสมัยใหม่ของ Kew ยอมรับ Crateva religiosa G.Forst. เป็นชื่อที่ยอมรับสำหรับชนิดนี้ ดังนั้นในการจัดทำฐานข้อมูลเว็บไซต์ควรระบุชื่อพ้องไว้เพื่อช่วยในการค้นคว้าและตรวจสอบเอกสารเก่า

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น: ไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูงได้ประมาณ 4–20 เมตร ลำต้นค่อนข้างใหญ่ กิ่งมักแผ่กว้างและคดงอ เปลือกต้นสีเทาหรือเทาอมสีน้ำตาล ค่อนข้างเรียบหรือมีรอยแตกตามขวาง
  • ใบ: ใบประกอบแบบนิ้วมือ มีใบย่อย 3 ใบ ออกเรียงสลับ ใบย่อยรูปรี รูปไข่ หรือรูปใบหอก ปลายใบแหลมหรือเรียวแหลม โคนใบสอบ ขอบใบเรียบ ใบอ่อนมีเนื้อนุ่ม ส่วนใบแก่มีเนื้อหนาขึ้น
  • ดอก: ออกเป็นช่อบริเวณปลายกิ่งและซอกใบใกล้ปลายยอด ดอกมี 4 กลีบ เมื่อแรกบานมักมีสีขาว แล้วเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอ่อน กลีบดอกค่อนข้างเด่น เกสรตัวผู้จำนวนมาก ก้านชูอับเรณูมีสีม่วงหรือชมพู
  • ผล: ผลสดมีลักษณะกลมหรือรี เปลือกค่อนข้างหนา เมื่ออ่อนมีสีเขียวและเมื่อแก่หรือสุกเปลี่ยนเป็นสีเทา น้ำตาล หรือเทาอมเหลือง มีเมล็ดจำนวนมาก
  • เมล็ด: มีลักษณะคล้ายรูปเกือกม้า รูปไต หรือหัวใจเบี้ยว มีหลายเมล็ดอยู่ภายในผล

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

กุ่มน้ำมีถิ่นกระจายพันธุ์กว้างในเขตร้อนของเอเชีย โดย Kew ระบุขอบเขตถิ่นกำเนิดตั้งแต่จีนตอนใต้ไปจนถึงเอเชียเขตร้อนและหมู่เกาะแปซิฟิก และพบในประเทศไทยด้วย

ในประเทศไทยพบตามพื้นที่ที่มีความชื้นสูง เช่น ริมแม่น้ำ ริมลำธาร พื้นที่น้ำท่วมถึง พื้นที่ชุ่มน้ำ และป่าที่มีแหล่งน้ำ โดยมีรายงานการพบในหลายจังหวัด เช่น ตาก กรุงเทพมหานคร ชัยนาท จันทบุรี ชุมพร และพัทลุง

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การเพาะเมล็ด: สามารถใช้เมล็ดขยายพันธุ์ได้ โดยควรใช้เมล็ดที่สมบูรณ์จากผลแก่
  • การปักชำ: สามารถใช้กิ่งสำหรับการขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ
  • การตอนกิ่ง: เป็นอีกวิธีที่มีการระบุไว้สำหรับกุ่มน้ำ
  • สภาพพื้นที่: เหมาะกับพื้นที่ที่มีความชื้นค่อนข้างสูง เช่น ริมน้ำ ริมลำธาร และพื้นที่ที่มีน้ำใต้ดินสูง โดยต้นสามารถทนสภาพน้ำท่วมขังได้ดีในระดับหนึ่ง

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • เปลือกต้น: ใช้เป็นส่วนประกอบของตำรับยาแผนไทยหลายตำรับ โดยเฉพาะยาแก้ลมอัมพฤกษ์
  • ใบ: ใช้ตามตำรับยาไทยบางตำรับ
  • ดอก: ใช้ในตำรับยาไทย
  • ผล: มีการใช้ตามภูมิปัญญาเพื่อแก้ไข้
  • ราก: มีการใช้ในภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อบำรุงธาตุและขับหนอง
  • แก่นและกระพี้: มีการใช้ในตำรับยาไทยบางชนิด

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

ตามตำรายาไทย

  • ใบ: รสขมหอม ใช้ขับเหงื่อ แก้ไข้ เจริญอาหาร ระบาย บำรุงธาตุ ขับพยาธิ แก้ปวดเส้น แก้อาการอัมพาต แก้โรคไขข้ออักเสบ แก้สะอึก ขับผายลม และแก้ลมขึ้นเบื้องสูง
  • ดอก: รสเย็น ใช้แก้เจ็บตา แก้ไข้ครั่นเนื้อครั่นตัว และแก้เจ็บคอ
  • ผล: รสขม ใช้แก้ไข้
  • เปลือกต้น: รสขมหอม ใช้แก้สะอึก ขับผายลม ขับเหงื่อ แก้กองลม แก้กระษัย บรรเทาริดสีดวงผอมแห้ง แก้ไข้ ขับน้ำเหลือง ขับน้ำดี ขับนิ่วในทางเดินปัสสาวะ แก้อาเจียน และช่วยขับลม
  • แก่น: ใช้ตามตำรายาไทยเพื่อแก้นิ่ว
  • ราก: ใช้แช่น้ำรับประทานเพื่อบำรุงธาตุตามภูมิปัญญา

ข้อควรทำความเข้าใจ: สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากตำรายาและภูมิปัญญาดั้งเดิม ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อพิสูจน์ประสิทธิผลทางการแพทย์สำหรับทุกอาการ เนื่องจากหลักฐานทางคลินิกของกุ่มน้ำยังมีจำกัด

วิธีใช้

  • เปลือกต้น: ในตำรับยาไทยใช้เป็นเครื่องยาร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่น โดยเฉพาะตำรับ ยาแก้ลมอัมพฤกษ์ และตำรับยาขับลม/บรรเทาอาการตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย
  • ดอก: ตามภูมิปัญญามีการนำดอกแห้งมาต้มเป็นน้ำดื่มหรือชงดื่ม
  • ราก: มีการนำรากแห้งทุบหรือเตรียมตามวิธีพื้นบ้านเพื่อใช้เป็นยาบำรุงธาตุ
  • ส่วนที่ใช้เป็นอาหาร: ใบอ่อน ยอดอ่อน และดอกอ่อนควรผ่านการดองหรือต้มและเทน้ำทิ้งก่อนรับประทาน เพื่อช่วยลดสารที่อาจก่อพิษและลดรสขม

ไม่ควรนำส่วนสดของกุ่มน้ำมารับประทานโดยไม่ผ่านการเตรียมที่เหมาะสม โดยเฉพาะใบและกิ่ง เนื่องจากมีรายงานเกี่ยวกับสารที่สามารถให้ไฮโดรเจนไซยาไนด์ได้

ในบัญชียาจากสมุนไพร

กุ่มน้ำมีความเกี่ยวข้องกับ บัญชียาหลักแห่งชาติและตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ โดยเฉพาะ เปลือกต้นกุ่มน้ำ ซึ่งใช้เป็นส่วนประกอบของ ยาแก้ลมอัมพฤกษ์ สำหรับบรรเทาอาการปวดตามเส้นเอ็นและกล้ามเนื้อ รวมถึงอาการมือและเท้าตึงหรือชา

ใน รายการตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ ฉบับ พ.ศ. 2564 มีการระบุ Crateva religiosa ในส่วนพืชวัตถุ ได้แก่ กุ่มน้ำ–เปลือกต้น และกุ่มน้ำ–ใบ แสดงให้เห็นถึงการรับรองตัวสมุนไพรในระบบตำรับยาแผนไทยอย่างเป็นทางการ

สารสำคัญ

การศึกษาทางเภสัชเคมีพบว่าส่วนต่าง ๆ ของ Crateva religiosa มีสารพฤกษเคมีหลายกลุ่ม ได้แก่

  • ฟลาโวนอยด์ (flavonoids)
  • สารฟีนอลิก (phenolic compounds)
  • เทอร์พีนอยด์ (terpenoids)
  • สเตียรอยด์ (steroids)
  • ซาโปนิน (saponins)
  • แอลคาลอยด์ (alkaloids)
  • แทนนิน (tannins)
  • สารประกอบระเหยและน้ำมันหอมระเหยบางชนิด

มีการรายงานสารประกอบที่แยกได้จากเปลือกและผล เช่น lupeol, betulinic acid, diosgenin, β-sitosterol, friedelin, catechin และ glucocapparin เป็นต้น โดยองค์ประกอบทางเคมีอาจแตกต่างกันตามส่วนของพืช วิธีสกัด แหล่งปลูก และสภาพตัวอย่าง

งานศึกษาปี 2025 ที่ใช้ฐานข้อมูลสารออกฤทธิ์ของกุ่มน้ำรายงานสารที่น่าสนใจ ได้แก่ dillapiole, β-ionone, 10-epi-γ-eudesmol, cis/trans-linalool oxide และ nerolidol แต่ผลดังกล่าวเป็นข้อมูลด้านองค์ประกอบและการวิเคราะห์เชิงคอมพิวเตอร์ ไม่ควรนำมาแปลว่าเป็นยาที่มีประสิทธิผลในคนโดยตรง

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

งานวิจัยเกี่ยวกับกุ่มน้ำในปัจจุบันมีทั้งการศึกษาระดับ หลอดทดลอง สัตว์ทดลอง การวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมี และการศึกษาทางคอมพิวเตอร์ แต่หลักฐานในมนุษย์ยังมีจำกัด

  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบและต้านจุลชีพ: งานวิจัยสารสกัดใบพบกิจกรรมต้านการอักเสบและต้านจุลชีพบางชนิด โดยสารสกัดและองค์ประกอบที่ใช้ในการทดลองมีผลแตกต่างกัน
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ: สารสกัดจากเปลือกมีสารกลุ่มฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์ และมีรายงานฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระจากการทดลองในห้องปฏิบัติการ
  • การศึกษาด้านมะเร็ง: งานวิจัยปี 2024 พบว่าสารสกัดเปลือกกุ่มน้ำด้วย hydroalcoholic extract มีฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็งรังไข่ของมนุษย์ในหลอดทดลอง และพบปริมาณสารฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์สูง อย่างไรก็ตามยังไม่ใช่หลักฐานว่ากุ่มน้ำสามารถใช้รักษามะเร็งในผู้ป่วยได้
  • การศึกษาภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ: งานวิจัยปี 2025 ในหนูทดลองพบว่าสารสกัดเปลือกกุ่มน้ำมีผลต่อรอบการเป็นสัด ความผิดปกติของรังไข่/มดลูก ความเครียดออกซิเดชัน และตัวชี้วัดฮอร์โมนบางชนิด แต่ยังต้องมีการศึกษาทางคลินิกในมนุษย์ก่อนพิจารณาการใช้ทางการแพทย์
  • การศึกษาภาวะไตจากเบาหวาน: งานวิจัยปี 2025 ใช้ network pharmacology และ molecular docking เพื่อเสนอสารออกฤทธิ์และเป้าหมายระดับโมเลกุลที่อาจเกี่ยวข้องกับ diabetic nephropathy แต่เป็นหลักฐานระดับการคำนวณและการวิเคราะห์เชิงกลไก ไม่ใช่หลักฐานประสิทธิผลทางคลินิก

เภสัชวิทยา

จากงานวิจัยที่มีอยู่ กุ่มน้ำมีแนวโน้มแสดงฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายด้าน ได้แก่

  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
  • ฤทธิ์ต้านจุลชีพและเชื้อรา
  • ฤทธิ์ลดการสะสมไขมันในระดับเซลล์
  • ฤทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินปัสสาวะและนิ่ว ตามการศึกษาทางเภสัชวิทยาและภูมิปัญญาดั้งเดิม
  • ฤทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมเมแทบอลิซึมและการอักเสบ ในงานวิจัยสัตว์ทดลองและการวิเคราะห์ระดับโมเลกุล

อย่างไรก็ตาม ยังไม่ควรสรุปว่ากุ่มน้ำใช้รักษาโรคดังกล่าวในมนุษย์ได้ เนื่องจากหลักฐานส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับก่อนคลินิก

ความปลอดภัย

กุ่มน้ำเป็นสมุนไพรที่มีทั้งส่วนที่ใช้เป็นอาหารและส่วนที่ใช้เป็นยา แต่ต้องให้ความสำคัญกับ การเตรียมวัตถุดิบก่อนรับประทาน

  • ใบและกิ่งมีรายงานเกี่ยวกับสารที่สามารถให้ ไฮโดรเจนไซยาไนด์ (hydrogen cyanide) ได้
  • ไม่ควรรับประทานใบแก่หรือส่วนสดในปริมาณมาก
  • ใบอ่อนและดอกอ่อนที่ใช้เป็นอาหารควรผ่านการ ดองหรือต้มและเทน้ำทิ้ง ก่อนรับประทาน
  • อาการพิษจากการได้รับสารไซยาไนด์ในปริมาณมากอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ อ่อนแรง หายใจลำบาก กล้ามเนื้อกระตุก ชัก และหมดสติได้

การใช้เป็นยาไม่ควรนำส่วนสดมาดัดแปลงใช้เอง โดยเฉพาะเปลือกต้น ซึ่งควรใช้ในรูปแบบวัตถุดิบยาที่ผ่านการเตรียมตามหลักเภสัชกรรมไทย

ข้อห้ามใช้

  • ห้ามรับประทานกิ่ง ใบแก่ หรือส่วนสดของกุ่มน้ำในปริมาณมาก
  • ไม่ควรนำสมุนไพรไปใช้แทนการรักษามาตรฐานในโรครุนแรง เช่น นิ่ว ไต มะเร็ง หรือโรคทางระบบประสาท
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือใช้ยาหลายชนิดควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้สารสกัดกุ่มน้ำในรูปแบบเข้มข้น
  • หญิงตั้งครรภ์ เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ควรหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์สารสกัดที่ไม่มีข้อมูลความปลอดภัยชัดเจน

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับยืนยัน ปฏิกิริยาระหว่างกุ่มน้ำกับยาชนิดใดชนิดหนึ่งอย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยเชิงคอมพิวเตอร์พบว่าสารพฤกษเคมีบางชนิดของ Crateva religiosa อาจเกี่ยวข้องกับเอนไซม์ในระบบ CYP450 จึงเป็นประเด็นที่ควรศึกษาเพิ่มเติม และยังไม่ควรนำผลการทดลองดังกล่าวไปสรุปว่าเกิดปฏิกิริยากับยาชนิดใดในผู้ป่วยจริง

ผู้ที่ใช้ยาประจำ โดยเฉพาะยาที่มีช่วงการรักษาแคบ ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้สารสกัดกุ่มน้ำเข้มข้น

การใช้ในอาหาร

กุ่มน้ำเป็นผักพื้นบ้านที่รับประทานกันในประเทศไทย โดยนิยมใช้

  • ยอดอ่อน
  • ใบอ่อน
  • ดอกอ่อน
  • ช่อดอกอ่อน

ภูมิปัญญาการปรุงอาหารมักนำใบอ่อนหรือดอกอ่อนไป ดองเป็นผักกุ่ม หรือ ต้มและคั้นน้ำทิ้ง 1–2 ครั้ง เพื่อลดรสขมและลดสารที่ไม่พึงประสงค์ก่อนนำไปประกอบอาหาร เช่น แกงหรือรับประทานเป็นผัก

ในบางพื้นที่นิยมรับประทานผักกุ่มดองกับอาหารพื้นบ้าน เช่น ขนมจีนน้ำยา หรือนำยอดกุ่มเผารับประทานร่วมกับลาบปลา

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ผลิตภัณฑ์ยาสมุนไพรและตำรับยาแผนไทย: เปลือกต้นเป็นวัตถุดิบสำคัญในตำรับยาแก้ลมอัมพฤกษ์และตำรับยาแผนไทยอื่น ๆ
  • ผลิตภัณฑ์อาหารพื้นบ้าน: ใบอ่อนและดอกอ่อนนำไปทำผักกุ่มดองหรือผลิตภัณฑ์อาหารพื้นบ้าน
  • ผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อการวิจัย: มีการนำเปลือก ใบ และส่วนต่าง ๆ ไปศึกษาสารสกัดเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ในอนาคต แต่หลักฐานด้านประสิทธิผลและความปลอดภัยสำหรับผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • เปลือกต้น: ควรเก็บจากต้นที่สมบูรณ์และไม่ควรลอกเปลือกรอบลำต้นจนหมด เพราะอาจทำให้ต้นตาย
  • ใบและดอก: หากใช้เป็นอาหารควรเก็บยอดอ่อน ใบอ่อน และดอกอ่อนที่สดสมบูรณ์
  • การทำเป็นยาแห้ง: ควรทำความสะอาด หั่นตามความเหมาะสม และทำให้แห้งสนิทก่อนเก็บ
  • การเก็บรักษา: เก็บในภาชนะสะอาด แห้ง ปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง แมลง และเชื้อรา
  • วัตถุดิบที่เปลี่ยนสี มีกลิ่นผิดปกติ มีเชื้อรา หรือมีความชื้นสูงไม่ควรนำมาใช้

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

กุ่มน้ำมีความสัมพันธ์กับภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านและอาหารของหลายภูมิภาค โดยพบการใช้เปลือกต้น ใบ ดอก ราก และส่วนอื่น ๆ ในการดูแลสุขภาพตามตำรายาพื้นบ้าน ขณะเดียวกัน ใบอ่อนและดอกอ่อนถูกนำมาดองเป็นผักกุ่ม ซึ่งเป็นรูปแบบการถนอมอาหารที่พบในหลายพื้นที่ของประเทศไทย

ฐานข้อมูลพรรณไม้ของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานียังบันทึกถิ่นอาศัยของกุ่มน้ำในบริเวณ ริมลำธาร เขตริมน้ำ พื้นที่ชุ่มน้ำ และป่าเบญจพรรณ ซึ่งสอดคล้องกับลักษณะทางนิเวศของพืชชนิดนี้

ประวัติและวัฒนธรรม

ชื่อสามัญภาษาอังกฤษของกุ่มน้ำ เช่น Sacred garlic pear และ Temple plant สะท้อนความเกี่ยวข้องของพืชชนิดนี้กับบริเวณสถานที่ทางศาสนาในบางวัฒนธรรมของเอเชีย ขณะที่ชื่อ religiosa ในชื่อวิทยาศาสตร์ก็มีความเกี่ยวข้องกับแนวคิดดังกล่าว

ในบริบทของไทย กุ่มน้ำมีคุณค่าทั้งในฐานะ พืชอาหาร สมุนไพร และไม้พื้นถิ่น และมีการนำยอด ใบ และดอกมาใช้เป็นอาหารพื้นบ้านมาช้านาน

สถานะการอนุรักษ์

ตามข้อมูล Plants of the World Online (Kew) ชนิด Crateva religiosa ได้รับการจัดสถานะตามข้อมูล IUCN เป็น Least Concern (LC) หรือมีความเสี่ยงต่ำ และฐานข้อมูล Kew ระบุว่าพืชชนิดนี้มีถิ่นกระจายพันธุ์กว้างในเอเชียเขตร้อนและแปซิฟิก

อย่างไรก็ตาม การอนุรักษ์ในระดับท้องถิ่นยังมีความสำคัญ เพราะกุ่มน้ำเป็นพืชที่สัมพันธ์กับระบบนิเวศริมน้ำและพื้นที่ชุ่มน้ำ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom): Plantae
  • ไฟลัม (Phylum): Streptophyta
  • ชั้น (Class): Equisetopsida
  • ชั้นย่อย (Subclass): Magnoliidae
  • อันดับ (Order): Brassicales
  • วงศ์ (Family): Capparaceae
  • สกุล (Genus): Crateva L.
  • ชนิด (Species): Crateva religiosa G.Forst.

ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับ: Crateva religiosa G.Forst.

ชื่อพ้องที่สำคัญ: Crateva brownii Korth. ex Miq., Crateva hansemannii K.Schum., Crateva macrocarpa Kurz, Crateva membranifolia Miq., Crateva speciosa Volkens

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

การตรวจสอบ เอกลักษณ์กุ่มน้ำ ควรพิจารณาร่วมกันทั้งลักษณะทางพฤกษศาสตร์และชื่อวิทยาศาสตร์ เนื่องจากในเอกสารเก่าอาจพบชื่อ Crateva magna หรือชื่อพ้องอื่น

  • เป็นไม้ต้นขนาดกลาง สูงได้ถึงประมาณ 20 เมตร
  • ใบประกอบแบบนิ้วมือ มี ใบย่อย 3 ใบ
  • ใบย่อยรูปรี รูปไข่ หรือรูปใบหอก ขอบเรียบ
  • ดอกออกเป็นช่อบริเวณปลายกิ่ง
  • ดอกมี 4 กลีบ สีขาวและเปลี่ยนเป็นเหลืองอ่อนเมื่อแก่
  • เกสรตัวผู้จำนวนมาก ก้านเกสรมีสีม่วงหรือชมพู
  • ผลสดรูปกลมหรือรี มีเมล็ดจำนวนมาก
  • เมล็ดมีลักษณะคล้ายรูปเกือกม้า/รูปไต

ตัวอย่างพรรณไม้แห้งหรือ Herbarium specimen: ฐานข้อมูลคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีมีตัวอย่าง Crateva religiosa G.Forst. หมายเลข UBUPH00155 และ PHUBU00196 ซึ่งสามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบการตรวจสอบเอกลักษณ์ของพรรณไม้ได้

สำหรับวัตถุดิบยา ควรตรวจสอบ ชนิดพืช ส่วนที่ใช้ ลักษณะทางมหภาค และหากจำเป็นควรตรวจลักษณะทางจุลทรรศน์หรือสารสำคัญ โดยผู้เชี่ยวชาญด้านเภสัชเวท เพื่อป้องกันการปะปนกับกุ่มชนิดอื่น

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. (ม.ป.ป.). กุ่มพืชพิษ กินได้ใช้ทำยา.
  2. คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. (ม.ป.ป.). ฐานข้อมูลสมุนไพร: กุ่มน้ำ.
  3. กองคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและแพทย์พื้นบ้านไทย. (2564). รายการตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ ฉบับ พ.ศ. 2564. กระทรวงสาธารณสุข.
  4. ราชบัณฑิตยสถาน. (2538). อนุกรมวิธานพืช อักษร ก. กรุงเทพฯ: เพื่อนพิมพ์.
  5. Smitinand, T., & Larsen, K. (Eds.). (1991). Flora of Thailand: Volume 5, Part 3. Bangkok: Chutima Press.
  6. สำนักงานราชบัณฑิตยสภา/หน่วยงานด้านพฤกษศาสตร์. ข้อมูลพรรณไม้สกุล Crateva.
  7. Ezealisiji, K. M. (2018). Evaluation of antimicrobial and anti-inflammatory properties of leaf extracts of Crateva religiosa. Journal of Pharmacognosy and Phytochemistry, 7(6), 646–649.
  8. Behera, B. (2024). Varuna (Crateva religiosa G. Forst.): A medicinal tree of India. Zenodo.
  9. Kumar, et al. (2020). รายงานองค์ประกอบทางพฤกษเคมีและฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของ Crateva religiosa ซึ่งถูกอ้างถึงในงานวิจัยร่วมสมัยด้านพฤกษเคมีและเภสัชวิทยา
  10. Vijaya, et al. (2024). In vitro anticancer efficacy of hydroalcoholic extract from Crateva religiosa G. Forst. bark on human ovarian cancer cells. Journal of Herbal Medicine, 45, 100870.
  11. Protective effect of hydroalcoholic Crateva religiosa G. Forst. bark extract on oxidative stress, hormonal imbalance and gene expressions (CYP19A1 and PPARγ) in letrozole-induced polycystic ovarian syndrome rats. (2025). Journal of Ethnopharmacology, 353, 120354.
  12. Therapeutic role of Crateva religiosa in diabetic nephropathy: Insights into key signaling pathways. (2025). PLOS ONE.
  13. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Crateva religiosa G.Forst. Plants of the World Online.
  14. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Crateva religiosa: Medicinal Plant Names Services.

 

Scroll to top