กุ่มบก
กุ่มบก เป็นไม้ยืนต้นพื้นถิ่นของประเทศไทยที่มีความสำคัญทั้งในด้าน อาหารพื้นบ้าน สมุนไพรไทย และภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยเฉพาะใบและช่อดอกอ่อนที่นำมารับประทานหรือดองเป็นผัก ส่วนต่าง ๆ ของต้น เช่น ใบ เปลือกต้น แก่น ราก และดอก มีการใช้ในตำรับยาและการแพทย์พื้นบ้านมาเป็นเวลานาน ปัจจุบันชื่อวิทยาศาสตร์ของกุ่มบกมีประเด็นด้านอนุกรมวิธาน โดยชื่อที่พบในเอกสารไทยจำนวนมากคือ Crateva adansonii DC. subsp. trifoliata (Roxb.) Jacobs ขณะที่ฐานข้อมูล Plants of the World Online (Kew) ยอมรับ Crateva falcata (Lour.) DC. เป็นชื่อที่ยอมรับ และจัด C. adansonii subsp. trifoliata เป็นชื่อพ้องของชนิดนี้
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อสมุนไพร : กุ่มบก
- ชื่อไทย : กุ่มบก
- ชื่อท้องถิ่น : ผักกุ่ม, กุ่ม, กะงัน, ก่าม, ผักก่าม, สะเบาถะงัน, เดิมถะงัน, ทะงัน
- ชื่อสามัญ : Sacred barnar, Caper tree, Sacred garlic pear, Temple plant
- ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ใช้ในเอกสารไทย : Crateva adansonii DC. subsp. trifoliata (Roxb.) Jacobs
- ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ Kew ยอมรับปัจจุบัน : Crateva falcata (Lour.) DC.
- วงศ์ : Capparaceae
- สกุล : Crateva
- ลักษณะการใช้ประโยชน์ : สมุนไพร อาหารพื้นบ้าน และไม้ประดับ
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น : ไม้ยืนต้นขนาดกลางหรือไม้ต้นขนาดเล็กถึงกลาง ผลัดใบ สูงโดยทั่วไปประมาณ 6–10 เมตร และอาจพบต้นที่สูงได้มากกว่านี้ ลำต้นและกิ่งมักคดงอ เรือนยอดค่อนข้างโปร่ง เปลือกสีเทาหรือสีน้ำตาลอมเทา ผิวค่อนข้างเรียบหรือมีรอยแตก
- ใบ : ใบประกอบแบบนิ้วมือ มีใบย่อย 3 ใบ เรียงสลับ ใบย่อยมีรูปร่างรีหรือรูปไข่ โคนใบสอบ ขอบใบเรียบ เนื้อใบค่อนข้างหนา ผิวใบเรียบ
- ดอก : ออกเป็นช่อตามซอกใบใกล้ปลายยอด ดอกระยะแรกมีสีขาวหรือขาวอมเขียว แล้วเปลี่ยนเป็นสีเหลืองหรือชมพูอ่อน กลีบดอกมี 4 กลีบ เกสรตัวผู้จำนวนมากและมักมีก้านสีม่วง
- ผล : ผลสดค่อนข้างกลมหรือกลมแกมไข่ เปลือกค่อนข้างแข็ง ผลอ่อนสีเขียว เมื่อสุกเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลหรือสีน้ำตาลแดง ภายในมีเมล็ดจำนวนมาก
- เมล็ด : รูปคล้ายไตหรือเกือกม้า ผิวเรียบ
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
กุ่มบกในประเทศไทยพบได้ในพื้นที่ค่อนข้างแห้งหรือพื้นที่ดอน ป่าผลัดใบ รวมถึงบริเวณดินทรายและพื้นที่หินปูน ต่างจาก กุ่มน้ำ ที่มักพบตามริมตลิ่งหรือพื้นที่ชุ่มน้ำ การสำรวจพรรณไม้ในประเทศไทยมีรายงานกุ่มบกจากหลายจังหวัด เช่น เชียงใหม่ ลำปาง ตาก เลย สระบุรี ชลบุรี ระยอง และประจวบคีรีขันธ์
ตามฐานข้อมูล Kew ชื่อ Crateva falcata มีการกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติในจีนตอนใต้ ลาว เมียนมา ไทย กัมพูชา และเวียดนาม
การปลูกและการขยายพันธุ์
- การเพาะเมล็ด : ใช้เมล็ดแก่ที่สมบูรณ์เพาะเป็นต้นกล้า
- การปักชำ : สามารถใช้กิ่งในการขยายพันธุ์
- การตอนกิ่ง : เป็นอีกวิธีหนึ่งที่มีการใช้ในภูมิปัญญาการขยายพันธุ์กุ่มบก
- สภาพพื้นที่ : เหมาะกับพื้นที่ค่อนข้างโปร่งและระบายน้ำได้ดี สามารถเจริญได้ในป่าผลัดใบและพื้นที่ดอน
- การปลูกเพื่อใช้ประโยชน์ : สามารถปลูกเป็นไม้ให้ร่มเงา ไม้ประดับ ไม้อาหาร และแหล่งวัตถุดิบสมุนไพร
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- ใบ
- ยอดอ่อน
- ดอก
- ผล
- เปลือกต้น
- กระพี้
- แก่น
- ราก
- เปลือกราก
ในตำรับยาไทยมีการเลือกใช้ส่วนต่าง ๆ แตกต่างกันตามสรรพคุณและตำรับยา
สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา
- ใบ : ตามภูมิปัญญาไทยใช้บำรุงหัวใจ ขับลม แก้ไข้ ขับเหงื่อ และใช้ภายนอกสำหรับอาการทางผิวหนัง เช่น กลาก เกลื้อน และผื่นคัน
- เปลือกต้น : มีการใช้เป็นยาขับลมในลำไส้ แก้แน่นท้อง ปวดท้อง ช่วยบำรุงธาตุ บำรุงไฟธาตุ และบำรุงหัวใจ
- กระพี้ : ตามตำรายาพื้นบ้านใช้ช่วยทำให้ขี้หูแห้งและหลุดออก
- แก่น : มีการใช้แก้อาการที่เกี่ยวข้องกับริดสีดวงทวารและอาการผอมเหลือง
- ราก : ใช้บำรุงธาตุ และตามภูมิปัญญาใช้แก้มานกษัยที่เกิดจากกองลม
- ดอก : ใช้เป็นยาเจริญอาหาร และมีการใช้ตามภูมิปัญญาเพื่อบรรเทาอาการเจ็บคอ
- ผล : มีการใช้เป็นยาพื้นบ้านสำหรับอาการท้องผูก
- เปลือกต้นร่วมกับสมุนไพรอื่น : มีการใช้ในตำรับยาไทยสำหรับอาการเกี่ยวกับลมและระบบทางเดินอาหาร
หมายเหตุ: สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากตำรายาและภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย/พื้นบ้าน ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการยืนยันจากการทดลองทางคลินิกทุกข้อ
วิธีใช้
- ต้มน้ำดื่ม : ใบหรือเปลือกต้นมีการใช้ตามภูมิปัญญาโดยนำมาต้มกับน้ำแล้วดื่ม
- ใช้ภายนอก : ใบสดนำมาตำหรือบดแล้วใช้พอกบริเวณผิวหนังตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
- ใช้เป็นเครื่องยา : เปลือกต้น แก่น และรากนำไปใช้เป็นเครื่องยาในตำรับยาไทย
- ใช้เป็นอาหาร : ยอดอ่อนและช่อดอกนำไปปรุงอาหารหรือนำไปดองเป็นผัก
ข้อควรระวัง: ไม่ควรนำข้อมูลวิธีใช้จากตำรับพื้นบ้านไปกำหนดขนาดรับประทานด้วยตนเอง เพราะยังไม่มีข้อมูลขนาดยามาตรฐานที่เพียงพอสำหรับการใช้กุ่มบกเดี่ยวในคน
ในบัญชียาจากสมุนไพร
มีหลักฐานจากประกาศกระทรวงสาธารณสุขเกี่ยวกับ ยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณ ที่ระบุ กุ่มบก (เปลือกต้น) เป็นรายการเครื่องยา
นอกจากนี้ Crateva adansonii ซึ่งเป็นชื่อที่ใช้ในเอกสารวิชาการไทย ยังปรากฏเป็นส่วนประกอบในตำรับยาสมุนไพรหลายชนิด เช่น ตำรับลมอัมมะพฤกษ์ ซึ่งใช้ในบริบทการแพทย์แผนไทยสำหรับอาการปวดทางระบบกล้ามเนื้อและกระดูก โดยใช้ส่วนเปลือกของกุ่มบกเป็นส่วนประกอบของตำรับ ไม่ใช่การใช้กุ่มบกเดี่ยวเป็นยา
สารสำคัญ
มีการตรวจพบสารพฤกษเคมีหลายกลุ่มในสกุลและชนิดที่ใช้ชื่อ Crateva adansonii ในงานวิจัย ได้แก่
- ฟลาโวนอยด์ (flavonoids)
- สารประกอบฟีนอลิก (phenolic compounds)
- แทนนิน (tannins)
- ซาโปนิน (saponins)
- สเตียรอยด์/ไฟโตสเตอรอล
- ไตรเทอร์พีน
- อัลคาลอยด์
- กรดอินทรีย์และสารประกอบฟีนอลิกบางชนิด
ฐานข้อมูล IMPPAT รายงานสารที่พบในส่วนต่าง ๆ ของ Crateva adansonii เช่น lupeol, β-sitosterol, rutin, oleic acid, linolenic acid, astragalin และ myricetin
งานวิเคราะห์ด้วย UHPLC-MS ใน C. adansonii ตรวจพบสารจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่จัดอยู่ในกลุ่มฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์ รวมทั้งมีรายงานสารอย่าง catechin, gallic acid, rutin, chlorogenic acid, naringenin และสารอื่น ๆ อีกหลายชนิด
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
- การศึกษาด้านสารพฤกษเคมีและฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : งานวิจัยใน C. adansonii พบสารฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์ในสารสกัด และพบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระจากการทดสอบหลายระบบ เช่น DPPH, ABTS, FRAP และ CUPRAC
- การศึกษาฤทธิ์ระงับปวด : สารสกัดเมทานอลจากเปลือกต้น C. adansonii แสดงฤทธิ์ลดการตอบสนองต่อความเจ็บปวดในแบบจำลองสัตว์ทดลอง และมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในการทดลองดังกล่าว
- การศึกษาฤทธิ์ต้านการอักเสบ : มีงานศึกษาสารสกัด C. adansonii ที่ใช้ในตำรับยาบรรเทาอาการปวดของไทย โดยพบศักยภาพด้านการต้านการอักเสบในแบบจำลองทดลอง อย่างไรก็ตามผลดังกล่าวเป็นหลักฐานระดับสารสกัดและตำรับ ไม่ใช่หลักฐานยืนยันประสิทธิผลของกุ่มบกเดี่ยวในผู้ป่วย
- การศึกษาฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ : สารสกัดของ C. adansonii แสดงฤทธิ์ต่อเอนไซม์บางชนิด เช่น tyrosinase, α-amylase และ cholinesterases ในการทดลองในหลอดทดลอง
- การศึกษาด้านมะเร็ง : มีงานวิจัยใน C. adansonii จากแอฟริกาที่รายงานฤทธิ์เป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งเต้านมและการลดการเกิดเนื้องอกในแบบจำลองสัตว์ทดลอง แต่ไม่ควรนำผลดังกล่าวไปกล่าวอ้างว่ากุ่มบกสามารถรักษามะเร็งในมนุษย์ได้
ภาพรวมหลักฐาน: งานวิจัยปัจจุบันสนับสนุนศักยภาพทางเภสัชวิทยาหลายด้าน แต่หลักฐานส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับ in vitro และสัตว์ทดลอง และชื่อทางอนุกรมวิธานของกุ่มบกไทยกับ C. adansonii ที่ใช้ในงานวิจัยบางฉบับอาจไม่ตรงกับการจัดจำแนกปัจจุบัน จึงควรระบุชนิดพืชและแหล่งตัวอย่างให้ชัดเจนก่อนนำผลวิจัยมาอ้างอิง
เภสัชวิทยา
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สารสกัดมีศักยภาพในการกำจัดอนุมูลอิสระและลดปฏิกิริยาออกซิเดชันในการทดลอง
- ฤทธิ์ระงับปวด : พบในแบบจำลองสัตว์ทดลองจากสารสกัดเปลือกต้น
- ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : พบในแบบจำลองทางห้องปฏิบัติการ และมีข้อมูลสนับสนุนจากการศึกษาพืชที่ใช้เป็นส่วนประกอบในตำรับยาไทย
- ฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ : พบการยับยั้ง tyrosinase, α-amylase, acetylcholinesterase และ butyrylcholinesterase ในการทดสอบบางรูปแบบ
- ฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็ง : มีข้อมูลจากการทดลองระดับเซลล์และสัตว์ทดลองของ C. adansonii บางสายพันธุ์/แหล่งตัวอย่าง
ความปลอดภัย
ข้อมูลด้าน ความปลอดภัยของกุ่มบกในมนุษย์และการใช้ระยะยาวยังมีจำกัด โดยเฉพาะการใช้สารสกัดเข้มข้นหรือผลิตภัณฑ์ที่มีปริมาณสารสำคัญสูง จึงไม่ควรสรุปว่าการใช้กุ่มบกในรูปแบบสมุนไพรเข้มข้นมีความปลอดภัยเทียบเท่าการรับประทานเป็นผัก
ควรให้ความสำคัญกับ การระบุชนิดพืชให้ถูกต้อง เนื่องจากกุ่มบกและกุ่มน้ำมีลักษณะคล้ายกัน และมีงานวิจัยในประเทศไทยที่ศึกษาการใช้ DNA barcoding เพื่อแยกเครื่องยาทั้งสองชนิด
ข้อห้ามใช้
- ไม่ควรใช้กุ่มบกเป็นยารักษาโรคแทนการรักษามาตรฐานโดยไม่มีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
- หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร ควรหลีกเลี่ยงการใช้ในรูปแบบยาหรือสารสกัดเข้มข้น เนื่องจากข้อมูลความปลอดภัยยังไม่เพียงพอ
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือใช้ยาหลายชนิด ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ผลิตภัณฑ์กุ่มบกในรูปแบบยา
- ไม่ควรรับประทานส่วนของพืชแบบดิบโดยไม่ทราบวิธีเตรียมที่เหมาะสม โดยเฉพาะยอดและใบที่ใช้เป็นอาหาร
- ควรหลีกเลี่ยงการใช้วัตถุดิบที่ไม่สามารถยืนยันชนิดพืชได้
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
ปัจจุบัน ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอในการยืนยันปฏิกิริยาระหว่างกุ่มบกกับยาชนิดใดอย่างชัดเจน จึงไม่ควรระบุว่ากุ่มบกปลอดจากปฏิกิริยาระหว่างยาโดยสมบูรณ์
มีงานวิจัยสมัยใหม่ที่ศึกษาสารพฤกษเคมีของพืชสกุล Crateva และการทำงานที่เกี่ยวข้องกับเอนไซม์และเป้าหมายทางชีวภาพ แต่ข้อมูลดังกล่าวยังไม่เพียงพอที่จะใช้กำหนดคำเตือนเฉพาะสำหรับยารายชนิดในมนุษย์
การใช้ในอาหาร
- ยอดอ่อนและใบอ่อน : ใช้เป็นผักพื้นบ้าน
- ช่อดอกอ่อนและดอก : นำมารับประทานเป็นผัก
- ผักกุ่มดอง : เป็นรูปแบบการถนอมอาหารที่พบในภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยนำส่วนอ่อนมาดองและรับประทานร่วมกับอาหารอื่น เช่น น้ำพริก
- อาหารพื้นบ้าน : กุ่มบกเป็นหนึ่งในพืชอาหารพื้นถิ่นที่มีการนำส่วนอ่อนมาใช้ประโยชน์
การใช้ในผลิตภัณฑ์
- ผลิตภัณฑ์สมุนไพรและเครื่องยาไทย : เปลือกต้นใช้เป็นเครื่องยาในตำรับยาแผนโบราณ
- ตำรับยาสมุนไพร : มีการใช้ C. adansonii เป็นส่วนประกอบในตำรับยาสมุนไพรไทยบางตำรับ เช่น ลมอัมมะพฤกษ์
- ผลิตภัณฑ์อาหารพื้นบ้าน : ใบ ยอด และช่อดอกสามารถนำไปทำผักดองหรือแปรรูปเป็นอาหาร
- ไม้ประดับ : ด้วยทรงต้นและดอกที่สวยงาม จึงสามารถใช้ปลูกประดับได้
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- ใบและยอดอ่อน : เก็บในระยะที่ใบยังอ่อนและสมบูรณ์
- ดอก : เก็บในระยะดอกอ่อนตามวัตถุประสงค์ในการใช้เป็นอาหารหรือเครื่องยา
- เปลือกต้นและราก : ควรเก็บจากต้นที่สมบูรณ์และไม่ทำลายประชากรธรรมชาติมากเกินไป
- การทำแห้ง : หากใช้เป็นเครื่องยา ควรทำความสะอาดและทำให้แห้งสนิทก่อนบรรจุ
- การเก็บรักษา : เก็บวัตถุดิบแห้งในภาชนะปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง แมลง และเชื้อรา พร้อมระบุชนิดพืชและส่วนที่ใช้ให้ชัดเจน
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
กุ่มบกมีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของชุมชนในหลายพื้นที่ ทั้งในฐานะ ผักพื้นบ้านและสมุนไพร มีการนำใบ ยอดอ่อน และดอกมาเป็นอาหาร ขณะเดียวกันส่วนต่าง ๆ ของต้นก็ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องยาในตำรับพื้นบ้าน
นอกจากนี้ยังมีภูมิปัญญาด้านการจำแนกกุ่มบกออกจากกุ่มน้ำ โดยอาศัยลักษณะของใบ ผล และสภาพถิ่นอาศัย และปัจจุบันมีการนำวิธี DNA barcoding มาช่วยยืนยันชนิดของวัตถุดิบสมุนไพรด้วย
ประวัติและวัฒนธรรม
ในวัฒนธรรมไทย ต้นกุ่ม มีความเชื่อเกี่ยวข้องกับความเป็นสิริมงคล โดยมีการตีความจากชื่อ “กุ่ม” ในลักษณะของการรวมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน จึงมีความเชื่อว่าการปลูกต้นกุ่มช่วยเสริมความมั่นคงและความเป็นปึกแผ่นของครอบครัว และในบางท้องถิ่นนิยมปลูกไว้บริเวณทิศตะวันตกของบ้าน
สถานะการอนุรักษ์
ในระดับสากล สถานะของ Crateva adansonii ซึ่งเป็นชื่อที่ใช้ในฐานข้อมูลและงานวิจัยจำนวนมาก ได้รับการประเมินโดย IUCN เป็น Least Concern (LC) หรือมีความเสี่ยงต่ำ
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในระดับท้องถิ่นอาจแตกต่างกัน งานศึกษาด้านการอนุรักษ์พืชในบางพื้นที่ของประเทศไทยรายงานกุ่มบกเป็นพืชที่มีแนวโน้มเสี่ยงต่อการลดจำนวนในพื้นที่สำรวจ โดยปัจจัยสำคัญ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ การตัดต้นทิ้ง และการมีต้นแม่พันธุ์ตามธรรมชาติจำนวนน้อย
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
- กลุ่มพืช (Clade) : Angiosperms
- กลุ่มพืช (Clade) : Eudicots
- อันดับ (Order) : Brassicales
- วงศ์ (Family) : Capparaceae
- สกุล (Genus) : Crateva
- ชนิด (Species) : Crateva falcata (Lour.) DC.
ชื่อพ้องที่สำคัญ :
- Capparis falcata Lour.
- Capparis trifoliata Roxb.
- Crateva adansonii subsp. trifoliata (B.S.Sun) Jacobs
- Crateva erythrocarpa Gagnep.
- Crateva trifoliata (Roxb.) B.S.Sun
- Triclanthera falcata Raf.
Kew Plants of the World Online ปัจจุบันยอมรับ Crateva falcata เป็นชื่อวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้องสำหรับพืชที่เอกสารไทยจำนวนมากเคยระบุเป็น Crateva adansonii subsp. trifoliata ขณะที่ฐานข้อมูลไทยบางแห่งยังใช้ชื่อเดิมอยู่ ดังนั้นในการทำฐานข้อมูลเว็บไซต์ควรเก็บ ชื่อเดิมเป็นชื่อพ้อง/ชื่อที่ใช้ในเอกสารไทย เพื่อช่วยให้ผู้ค้นหาข้อมูลพบข้อมูลได้ครบถ้วน
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
การตรวจสอบกุ่มบกมีความสำคัญอย่างมาก เนื่องจาก กุ่มบกและกุ่มน้ำมีลักษณะใกล้เคียงกัน และวัตถุดิบประเภทเปลือกต้นอาจแยกจากกันได้ยากเมื่อผ่านการทำแห้งแล้ว
- ลักษณะใบ : กุ่มบกมีใบประกอบ 3 ใบย่อย ใบย่อยค่อนข้างกว้าง ปลายใบมนหรือมีติ่งสั้น และมีเส้นแขนงใบประมาณ 5–7 คู่
- กุ่มน้ำ : โดยทั่วไปใบย่อยมีปลายเรียวแหลมกว่า และมีเส้นแขนงใบจำนวนมากกว่า
- ลักษณะผล : ผลกุ่มบกเมื่อสุกมีผิวค่อนข้างเรียบและมีสีเหลืองถึงน้ำตาลแดง ขณะที่กุ่มน้ำมีลักษณะผิวผลแตกต่างกัน
- ถิ่นอาศัย : กุ่มบกมักพบในพื้นที่ดอนและป่าผลัดใบ ส่วนกุ่มน้ำสัมพันธ์กับพื้นที่ริมน้ำและพื้นที่ชื้น
- การตรวจทางพันธุศาสตร์ : มีการศึกษาการใช้ DNA barcode บริเวณ matK และ ycf1 เพื่อแยกกุ่มบกและกุ่มน้ำ และยืนยันตัวอย่างกุ่มบกที่เก็บจากประเทศไทยโดยผู้เชี่ยวชาญ
สำหรับการจัดทำ วัตถุดิบสมุนไพรเพื่อการค้า ควรเก็บตัวอย่างพรรณไม้อ้างอิง (voucher specimen) และระบุชื่อวิทยาศาสตร์ ส่วนของพืช แหล่งเก็บ และวันที่เก็บ เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมป่าไม้. (2568). ป่าบุ่งป่าทาม ภาคอีสาน. สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กรมป่าไม้.
- กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2568). ก่าม (กุ่มบก): Crateva adansonii DC. subsp. trifoliata (Roxb.) Jacobs. สำนักหอพรรณไม้.
- มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. (ม.ป.ป.). Crateva falcata (Lour.) DC.: กุ่มบก. โครงการพัฒนาคลังข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์.
- มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง. (ม.ป.ป.). กุ่มบก. โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช.
- มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร. (2563). กุ่มบก. สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ.
- สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. (2556). ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณ พ.ศ. 2556. กระทรวงสาธารณสุข.
- Theanphong, O., & Somwong, P. (2022). Combination of selected Thai traditional pain relief medicinal plants with anti-inflammatory abilities in a protein denaturation assay. Pharmacia, 69(3), 745–753. https://doi.org/10.3897/pharmacia.69.e86904
- Ali, M., Irfan, H. M., Alamgeer, Ullah, A., Abdellattif, M. H., Elodemi, M., Zubair, M., Khan, A., & Al-Harrasi, A. (2025). Therapeutic role of Crateva religiosa in diabetic nephropathy: Insights into key signaling pathways. PLOS ONE, 20(5), e0324028.
- Atchou, K., Lawson-Evi, P., Metowogo, K., Bakoma, B., Eklu-Gadegbeku, K., & AkliKokou, K. (2020). Antihyperglycaemic and antioxidant activities of Crataeva adansonii DC. ssp. adansonii leaves extract on ICR mice. Journal of Drug Delivery and Therapeutics, 10(1-s), 30–38.
- Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Crateva falcata (Lour.) DC. Plants of the World Online.
- Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Crateva adansonii DC. Plants of the World Online.
- Theanphong, O., & Somwong, P. (2022). Combination of selected Thai traditional pain relief medicinal plants with anti-inflammatory abilities in a protein denaturation assay. Pharmacia, 69(3), 745–753.
