ขมิ้นชัน
ขมิ้นชัน เป็นสมุนไพรที่มีความสำคัญทั้งในด้าน การแพทย์แผนไทย อาหาร และผลิตภัณฑ์สมุนไพร โดยใช้เหง้าที่มีสีเหลืองส้มเป็นส่วนสำคัญ ขมิ้นชันมีสารกลุ่ม เคอร์คิวมินอยด์ (curcuminoids) และน้ำมันหอมระเหย ซึ่งเป็นสารสำคัญที่เกี่ยวข้องกับฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายด้าน ปัจจุบันขมิ้นชันได้รับความสนใจจากทั้งภูมิปัญญาการแพทย์ดั้งเดิมและงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะการใช้เพื่อ บรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นจุกเสียด และอาการอาหารไม่ย่อย
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อสมุนไพร : ขมิ้นชัน
- ชื่อวิทยาศาสตร์ : Curcuma longa L.
- ชื่อวงศ์ : Zingiberaceae หรือวงศ์ขิง
- ชื่อสามัญ : Turmeric
- ชื่อภาษาอังกฤษทางเภสัชกรรม : Rhizoma Curcumae Longae, Turmeric
- ชื่อท้องถิ่น : ขมิ้น, ขมิ้นแกง, ขมิ้นหยวก, ขมิ้นหัว, ขี้มิ้น, หมิ้น และชื่ออื่น ๆ ในแต่ละท้องถิ่น
- ส่วนที่ใช้เป็นยา : เหง้า
- ลักษณะเด่น : เหง้าภายในมีสีเหลืองส้มถึงสีส้ม มีกลิ่นเฉพาะ และมีสารกลุ่มเคอร์คิวมินอยด์เป็นองค์ประกอบสำคัญ
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น : เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี มีเหง้าอยู่ใต้ดิน ลำต้นเหนือดินเป็น ลำต้นเทียม ที่เกิดจากกาบใบเรียงซ้อนกันแน่น โดยทั่วไปสูงประมาณ 50–100 เซนติเมตร หรืออาจสูงกว่านี้ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม
- เหง้า : เหง้าหลักมีรูปร่างค่อนข้างกลมหรือรูปไข่ แตกแขนงเป็นเหง้าแขนงคล้ายนิ้วมือ เนื้อภายในมีสีเหลืองส้มถึงสีส้ม มีกลิ่นหอมเฉพาะ เป็นส่วนที่ใช้เป็นเครื่องยาและเครื่องเทศสำคัญ
- ใบ : เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับหนาแน่น ใบมีรูปรีถึงรูปรีแกมรูปขอบขนาน ปลายใบแหลมหรือเรียวแหลม ขอบใบเรียบ กาบใบยาวและรวมตัวกันเป็นลำต้นเทียม
- ดอก : ออกเป็นช่อบริเวณปลายต้นหรือระหว่างกาบใบ ช่อดอกมีลักษณะเป็นแท่ง ใบประดับจำนวนมากเรียงรอบแกนช่อ ดอกมีสีขาวหรือขาวแกมเขียว และกลีบปากมีสีเหลืองอ่อนถึงเหลือง
- ผลและเมล็ด : มีรายงานว่าสามารถเกิดผลและเมล็ดได้ แต่โดยทั่วไปมักไม่ติดผล และขมิ้นชันที่ปลูกใช้ในทางการเกษตรขยายพันธุ์ด้วยเหง้าเป็นหลัก

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
- ถิ่นกำเนิด : เชื่อว่าขมิ้นชันมีถิ่นกำเนิดในบริเวณเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็นพืชที่มีการเพาะปลูกและคัดเลือกพันธุ์มาเป็นเวลานาน จึงไม่สามารถระบุแหล่งกำเนิดตามธรรมชาติได้อย่างแน่ชัด
- การกระจายพันธุ์ : ปัจจุบันปลูกอย่างแพร่หลายในเขตร้อนและกึ่งร้อน โดยเฉพาะอินเดีย บังกลาเทศ จีน ไทย เมียนมา กัมพูชา อินโดนีเซีย มาเลเซีย และประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
- ประเทศไทย : สามารถปลูกได้หลายพื้นที่ โดยเหมาะกับบริเวณที่มีอากาศร้อนชื้น ดินระบายน้ำดี และมีความชื้นเพียงพอในช่วงการเจริญเติบโต
การปลูกและการขยายพันธุ์
- การเตรียมพันธุ์ : นิยมใช้ เหง้าแก่หรือแง่งที่มีตา เป็นหัวพันธุ์ โดยเลือกเหง้าที่สมบูรณ์ ปราศจากโรคและการเน่า
- การขยายพันธุ์ : โดยทั่วไปขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศด้วยการแบ่งเหง้า ขมิ้นชันที่ใช้ในการเพาะปลูกจึงสามารถรักษาลักษณะพันธุ์เดิมได้ค่อนข้างดี
- การเตรียมดิน : ควรใช้ดินร่วนหรือดินร่วนปนทราย มีอินทรียวัตถุเพียงพอและระบายน้ำได้ดี ไม่ควรปลูกในพื้นที่ที่มีน้ำขัง
- การปลูก : ฝังเหง้าที่มีตาในดินและรักษาความชื้นอย่างเหมาะสม โดยควรหลีกเลี่ยงการให้น้ำมากจนเกิดน้ำขัง
- หัวพันธุ์ : งานศึกษาพบว่าเหง้าพันธุ์ที่มีขนาดใหญ่กว่า โดยเฉพาะประมาณ 30–40 กรัม มีแนวโน้มให้การเจริญเติบโตและผลผลิตเหง้าที่ดีกว่าเหง้าขนาดเล็ก
- การเก็บเกี่ยว : โดยทั่วไปเก็บเกี่ยวเมื่อใบและลำต้นเหนือดินเริ่มเหี่ยวแห้ง ซึ่งเป็นช่วงที่เหง้าเจริญเต็มที่
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- เหง้า : เป็นส่วนที่ใช้เป็นยาหลัก โดยใช้ทั้ง เหง้าสด เหง้าแห้ง และผงขมิ้นชัน ตามรูปแบบการใช้
- ในทางเภสัชกรรม เหง้าขมิ้นชันเป็นแหล่งของ น้ำมันหอมระเหยและสารเคอร์คิวมินอยด์ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของเครื่องยา
สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา
- ระบบทางเดินอาหาร : ใช้ขมิ้นชันเพื่อ บรรเทาอาการแน่น จุกเสียด ท้องอืด ท้องเฟ้อ และอาหารไม่ย่อย
- แผลในกระเพาะอาหาร : ภูมิปัญญาการใช้ขมิ้นชันมีการนำเหง้ามาใช้เพื่อช่วยบรรเทาอาการที่เกี่ยวข้องกับแผลในกระเพาะอาหาร และมีการศึกษาทางคลินิกเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว
- ขับลม : เหง้าขมิ้นชันมีรสเผ็ดร้อนและมีการใช้ตามภูมิปัญญาเพื่อช่วยขับลมและลดอาการท้องอืดท้องเฟ้อ
- การแพทย์แผนไทย : ตำรายาสรรพคุณยาไทยระบุการใช้ขมิ้นชันในด้านบำรุงธาตุ ฟอกโลหิต แก้พิษโลหิตและลม แก้เสมหะ แก้ไข้ แก้ผดผื่นคัน โรคผิวหนัง และใช้กับบาดแผลหรืออาการฟกบวม
- การใช้ภายนอก : มีการใช้ขมิ้นชันในภูมิปัญญาท้องถิ่นเกี่ยวกับการดูแลผิวหนังและบาดแผล
ควรแยก สรรพคุณตามภูมิปัญญา ออกจากข้อสรุปด้านประสิทธิผลทางการแพทย์ เนื่องจากหลักฐานทางคลินิกของขมิ้นชันแตกต่างกันไปตามโรค รูปแบบสารสกัด ขนาดยา และมาตรฐานของผลิตภัณฑ์
วิธีใช้
- ตามข้อมูล Monograph ของกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก : ใช้ผงขมิ้นชันประมาณ 1.5–4 กรัมต่อวัน แบ่งรับประทานวันละ 3–4 ครั้ง หลังอาหารและก่อนนอน สำหรับข้อบ่งใช้ด้านระบบทางเดินอาหาร
- รูปแบบแคปซูลตามผลิตภัณฑ์ยา : ปริมาณการรับประทานอาจแตกต่างกันตามปริมาณผงขมิ้นชันหรือสารสกัดมาตรฐานในแต่ละผลิตภัณฑ์ จึงควรใช้ตามฉลากหรือคำแนะนำของแพทย์ เภสัชกร หรือผู้ประกอบวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง
- ไม่ควรนำขนาดสารสกัด curcumin จากงานวิจัยมาเทียบโดยตรงกับปริมาณ ผงเหง้าขมิ้นชัน เพราะเป็นผลิตภัณฑ์คนละรูปแบบและมีปริมาณสารสำคัญแตกต่างกัน
ในบัญชียาจากสมุนไพร
ยาขมิ้นชัน อยู่ใน บัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร โดยใช้สำหรับกลุ่มอาการทางระบบทางเดินอาหาร โดยข้อมูลของบัญชีฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2568 ระบุข้อบ่งใช้เพิ่มเติมสำหรับ บรรเทากลุ่มอาการผิดปกติของทางเดินอาหารส่วนบน หรือ Functional dyspepsia นอกเหนือจากการบรรเทาอาการแน่นจุกเสียด ท้องอืด และท้องเฟ้อ
สารสำคัญ
สารสำคัญในเหง้าขมิ้นชันสามารถแบ่งเป็นกลุ่มสำคัญ ได้แก่
- เคอร์คิวมินอยด์ (Curcuminoids) : เป็นกลุ่มสารสีเหลืองที่สำคัญ ประกอบด้วย curcumin, desmethoxycurcumin และ bisdesmethoxycurcumin
- น้ำมันหอมระเหย (Volatile oils) : ประกอบด้วยสารกลุ่ม monoterpenes และ sesquiterpenes เช่น turmerone, ar-turmerone, zingiberene และ curlone
- ปริมาณสารสำคัญสามารถแตกต่างกันตามพันธุ์ แหล่งปลูก อายุของเหง้า วิธีเก็บเกี่ยว และกระบวนการแปรรูป
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
- อาการอาหารไม่ย่อยและ Functional dyspepsia : การทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมในประเทศไทยพบว่า Curcuma longa สามารถช่วยปรับปรุงอาการของ functional dyspepsia ได้ และผลต่ออาการบางด้านไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญจาก omeprazole ในการศึกษาระยะสั้น
- อาการท้องอืดและ Dyspepsia : งานวิจัยแบบ randomized double-blind ในผู้ป่วย 116 รายพบว่ากลุ่มที่ได้รับ Curcuma domestica มีอัตราการตอบสนองต่อการรักษาสูงกว่ากลุ่ม placebo และอาการไม่พึงประสงค์ส่วนใหญ่ไม่รุนแรงและหายได้เอง
- โรคข้อเข่าเสื่อม : การทบทวนอย่างเป็นระบบและการวิเคราะห์อภิมานหลายฉบับพบสัญญาณว่าผลิตภัณฑ์ขมิ้นชันหรือเคอร์คิวมินอาจช่วยลดอาการปวดและปรับปรุงการทำงานของข้อเข่าได้ แต่ความแตกต่างของสูตรผลิตภัณฑ์ ขนาดยา และคุณภาพงานวิจัยยังทำให้ไม่สามารถกำหนดสูตรหรือขนาดที่เหมาะสมที่สุดได้อย่างชัดเจน
- การอักเสบและภาวะออกซิเดชัน : งานวิจัยระดับเซลล์ สัตว์ทดลอง และมนุษย์จำนวนมากสนับสนุนว่า curcuminoids มีฤทธิ์เกี่ยวข้องกับการควบคุมกระบวนการอักเสบและ oxidative stress แต่หลักฐานระดับคลินิกยังแตกต่างกันตามโรคและรูปแบบผลิตภัณฑ์
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
การศึกษาพรีคลินิกของขมิ้นชันและเคอร์คิวมินพบฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายด้าน ได้แก่
- ฤทธิ์ต้านการอักเสบ
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
- ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย
- ฤทธิ์ต้านเชื้อรา
- ฤทธิ์เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหาร
- ฤทธิ์กระตุ้นการขับน้ำดี
- ฤทธิ์ลดการอักเสบ
- ฤทธิ์เกี่ยวข้องกับการควบคุมไขมันในเลือด
- ฤทธิ์ปกป้องเซลล์จาก oxidative stress
- มีการศึกษาฤทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งในระดับเซลล์และสัตว์ทดลอง แต่ไม่ควรตีความว่าเป็นหลักฐานว่าขมิ้นชันสามารถรักษามะเร็งในมนุษย์ได้
ความปลอดภัย
โดยทั่วไป ขมิ้นชันในรูปอาหารและการใช้ในขนาดที่เหมาะสม มีประวัติการใช้มายาวนาน และงานวิจัยจำนวนหนึ่งพบว่าการรับประทาน curcumin ในระยะสั้นมีความปลอดภัยค่อนข้างดี อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์สารสกัดที่มีความเข้มข้นสูงไม่ควรถือว่าเทียบเท่ากับการบริโภคขมิ้นชันเป็นเครื่องเทศในอาหาร
- อาการไม่พึงประสงค์ที่อาจพบ ได้แก่ ปวดท้อง ไม่สบายท้อง คลื่นไส้ หรืออาการทางระบบทางเดินอาหาร
- อาจเกิด ผื่นหรืออาการแพ้ทางผิวหนัง ในบางราย
- มีรายงานกรณี ตับอักเสบจากผลิตภัณฑ์ขมิ้นชันหรือ curcumin แม้จะพบไม่บ่อย และผู้ใช้ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดภาวะแทรกซ้อนดังกล่าว
- หากใช้ผลิตภัณฑ์สารสกัดขมิ้นชันแล้วมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม คลื่นไส้รุนแรง หรืออ่อนเพลียผิดปกติ ควรหยุดใช้และพบแพทย์
ข้อห้ามใช้
- ห้ามใช้ในผู้ที่มีการอุดตันของท่อน้ำดี
- ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้ขมิ้นชัน
- ผู้ที่มี นิ่วในถุงน้ำดี ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากขมิ้นชันมีฤทธิ์เกี่ยวข้องกับการขับน้ำดี
- หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร หากจะใช้ในรูปแบบยา/สารสกัด ควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือรับประทานยาหลายชนิดควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ผลิตภัณฑ์สารสกัดขมิ้นชัน
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
- ยาต้านการแข็งตัวของเลือดและยาต้านเกล็ดเลือด : มีข้อกังวลว่าขมิ้นชันอาจเสริมฤทธิ์ยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด จึงควรระมัดระวังเป็นพิเศษในผู้ใช้ warfarin, aspirin หรือยาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิดอื่น
- ยาต้านการอักเสบและยาแก้ปวดบางชนิด : มีข้อมูลด้านปฏิกิริยาระหว่าง curcumin กับยาบางชนิดจากการศึกษาทางห้องปฏิบัติการ แต่ความสำคัญทางคลินิกยังขึ้นกับขนาดและรูปแบบของผลิตภัณฑ์
- ยากดภูมิคุ้มกัน เช่น tacrolimus : มีรายงานความเป็นไปได้ที่ผลิตภัณฑ์ curcumin อาจเพิ่มผลข้างเคียงหรือเปลี่ยนระดับยา จึงควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้ร่วมกัน
- ยาต้านมะเร็ง : มีข้อมูลระดับห้องปฏิบัติการเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงฤทธิ์ของยาต้านมะเร็งบางชนิด จึงไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์สารสกัดขมิ้นชันร่วมกับเคมีบำบัดโดยไม่แจ้งแพทย์
การใช้ในอาหาร
- ใช้ เหง้าขมิ้นชันสด เป็นเครื่องเทศและเครื่องปรุงอาหาร
- ใช้ ผงขมิ้นชัน เป็นส่วนประกอบของเครื่องแกง เช่น แกงเหลือง แกงกะหรี่ และอาหารที่ต้องการสีเหลือง
- ใช้เป็น สารให้สีธรรมชาติ โดยเฉพาะสีเหลืองจาก curcuminoids
- ใช้แต่งกลิ่นและรสอาหาร
- การใช้ขมิ้นชันเป็นเครื่องเทศในอาหารมีปริมาณสารสำคัญแตกต่างจากการใช้ผลิตภัณฑ์สารสกัดเข้มข้น จึงไม่ควรนำข้อมูลขนาดยาของสารสกัดมาเทียบกับการบริโภคขมิ้นชันในอาหารโดยตรง
การใช้ในผลิตภัณฑ์
ขมิ้นชันถูกนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์หลายประเภท ได้แก่
- ยาสมุนไพร เช่น ยาขมิ้นชันชนิดแคปซูลหรือยาเม็ด
- ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ที่มีสารสกัดขมิ้นชันหรือ curcuminoids
- เครื่องเทศและผลิตภัณฑ์อาหาร
- เครื่องดื่มสมุนไพร
- ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและดูแลผิว
- ผลิตภัณฑ์ที่ใช้เป็นสีธรรมชาติ
- ผลิตภัณฑ์สารสกัดมาตรฐานที่มีการควบคุมปริมาณ curcuminoids และ/หรือน้ำมันหอมระเหย
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- การเก็บเกี่ยว : เก็บเมื่อใบและลำต้นเหนือดินเริ่มเหี่ยวหรือแห้ง ซึ่งเป็นช่วงที่เหง้าแก่และมีสารสำคัญสะสมเหมาะสม
- หลังเก็บเกี่ยวควรทำความสะอาดเหง้า คัดส่วนที่เสียหายออก และนำไปแปรรูปเป็นเหง้าแห้งหรือผงตามวัตถุประสงค์
- การเก็บรักษา : ควรเก็บผงหรือเหง้าแห้งในภาชนะปิดสนิท ป้องกัน แสง ความชื้น และอากาศ
- ควรหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีความชื้นสูง เพราะอาจทำให้เกิดเชื้อราและทำให้คุณภาพของเครื่องยาลดลง
- ตามข้อมูล Monograph แนะนำให้เก็บในภาชนะปิดสนิท ป้องกันแสงและความชื้น และนำออกมาผึ่งลมให้แห้งทุก 2–3 เดือนตามความเหมาะสม
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
ขมิ้นชันเป็นสมุนไพรที่มีบทบาทในภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านของไทยมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะการนำ เหง้าขมิ้นชัน มาใช้เกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารและการดูแลผิวหนัง
- ใช้เป็นเครื่องเทศในอาหารเพื่อเพิ่มสี กลิ่น และรส
- ใช้เหง้าขมิ้นชันสำหรับ ขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ และแน่นจุกเสียด
- ใช้ในตำรับยาไทยเกี่ยวกับธาตุ ระบบเลือด เสมหะ และโรคผิวหนัง
- มีการใช้ภายนอกเกี่ยวกับผิวหนังและบาดแผลตามภูมิปัญญาท้องถิ่น
- ขมิ้นชันยังเป็นสมุนไพรที่สะท้อนการผสมผสานระหว่าง อาหารกับการดูแลสุขภาพ ในวัฒนธรรมไทยอย่างชัดเจน
ประวัติและวัฒนธรรม
ขมิ้นชันเป็นพืชที่มีประวัติการใช้ในภูมิภาคเอเชียมายาวนาน ทั้งในฐานะ เครื่องเทศ สีย้อม สมุนไพร และพืชที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรม โดยเหง้าสีเหลืองมีบทบาทสำคัญในการประกอบอาหารและการใช้ในระบบการแพทย์ดั้งเดิมของหลายประเทศในเอเชีย
ในประเทศไทย ขมิ้นชันเป็นทั้งพืชอาหารและสมุนไพรที่ปรากฏในตำรับยาไทยหลายประเภท และได้รับการส่งเสริมให้เป็นหนึ่งในสมุนไพรเศรษฐกิจที่มีศักยภาพสูง
สถานะการอนุรักษ์
ขมิ้นชันเป็นพืชที่มีการเพาะปลูกอย่างแพร่หลายและใช้เป็นพืชเศรษฐกิจในหลายประเทศ โดยข้อมูล Plants of the World Online ระบุว่า Curcuma longa เป็นพืชที่รู้จักในลักษณะ พืชปลูกหรือพืชที่ผ่านการทำให้เป็นพืชปลูก (cultigen) และไม่เป็นที่รู้จักในฐานะประชากรพืชป่าตามธรรมชาติอย่างชัดเจน ดังนั้นประเด็นสำคัญด้านการอนุรักษ์จึงอยู่ที่ การรักษาความหลากหลายทางพันธุกรรมของพันธุ์ปลูกและทรัพยากรพันธุกรรมของสกุล Curcuma มากกว่าการอนุรักษ์ประชากรขมิ้นชันป่า
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- Kingdom : Plantae
- Phylum : Streptophyta
- Class : Equisetopsida
- Subclass : Magnoliidae
- Order : Zingiberales
- Family : Zingiberaceae
- Genus : Curcuma
- Species : Curcuma longa L.
ชื่อพ้องทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญ :
- Amomum curcuma Jacq.
- Curcuma domestica Valeton
- Curcuma rotunda L.
ปัจจุบันชื่อที่ยอมรับคือ Curcuma longa L.
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
การตรวจสอบเอกลักษณ์ ขมิ้นชัน สามารถพิจารณาทั้งลักษณะทางกายภาพ ลักษณะทางจุลทรรศน์ และองค์ประกอบทางเคมี
- ลักษณะทางกายภาพ : เหง้าหลักมีรูปร่างกลมหรือรูปไข่ เหง้าแขนงมีลักษณะคล้ายนิ้วมือ ผิวภายนอกสีเหลืองถึงน้ำตาลแกมเหลือง มีรอยวงตามขวางและรอยย่นตามยาว
- ลักษณะเนื้อใน : เนื้อเหง้าสีเหลืองส้มถึงสีส้ม มีลักษณะเป็นมัน และมีกลิ่นเฉพาะ
- ลักษณะทางกายวิภาค : เมื่อตัดขวางสามารถเห็นบริเวณ cortex และ stele แยกจากกัน รวมทั้งโครงสร้างเซลล์และองค์ประกอบต่าง ๆ ที่ใช้ประกอบการตรวจสอบเอกลักษณ์
- การตรวจสอบทางเคมี : สามารถตรวจสอบสารกลุ่ม curcuminoids และองค์ประกอบของน้ำมันหอมระเหย โดยใช้วิธีทางเภสัชเวทและการวิเคราะห์ทางเคมี เช่น chromatographic fingerprint
- สารบ่งชี้สำคัญ : curcumin, desmethoxycurcumin และ bisdesmethoxycurcumin รวมทั้งองค์ประกอบในน้ำมันหอมระเหย เช่น turmerone และ ar-turmerone
การตรวจสอบเอกลักษณ์เพื่อใช้เป็น วัตถุดิบยาสมุนไพร ควรอ้างอิงมาตรฐาน Thai Herbal Pharmacopoeia และมาตรฐานสมุนไพรไทยที่เกี่ยวข้อง เพื่อควบคุมคุณภาพ ความถูกต้อง และปริมาณสารสำคัญ
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (ม.ป.ป.). ขมิ้นชัน: ข้อมูล Monograph. กระทรวงสาธารณสุข.
- กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. (2544). มาตรฐานสมุนไพรไทย: ขมิ้นชัน. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์บ้านสวนศิลป์.
- คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. (ม.ป.ป.). ขมิ้นชันกับฤทธิ์รักษาข้ออักเสบ. จุลสารข้อมูลสมุนไพร.
- คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. (ม.ป.ป.). สมุนไพรสู้ลมหนาว. มหาวิทยาลัยมหิดล.
- ชยันต์ พิเชียรสุนทร, แม้นมาศ ชวลิต, และวิเชียร จีรวงส์. (2548). คำอธิบายตำราพระโอสถพระนารายณ์. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์อมรินทร์ และมูลนิธิภูมิปัญญา.
- Hidayat, R., Parlindungan, F., Nisa, J. I., Mahendra, A. I., Indika, M. I., & Efendi, C. (2025). Efficacy of Curcuma longa in relieving pain symptoms of knee osteoarthritis patients: A systematic review and meta-analysis of clinical trials. Journal of Rheumatic Diseases, 32(1), 17–29.
- Paultre, K., Cade, W., Hernandez, D., Reynolds, J., Greif, D., & Best, T. M. (2021). Therapeutic effects of turmeric or curcumin extract on pain and function for individuals with knee osteoarthritis: A systematic review. BMJ Open Sport & Exercise Medicine, 7(1), e000935.
- Prucksunand, C., Indrasukhsri, B., Leethochawalit, M., & Hungspreugs, K. (2001). Phase II clinical trial on effect of the long turmeric (Curcuma longa Linn) on the healing of peptic ulcer. Southeast Asian Journal of Tropical Medicine and Public Health, 32(1), 208–215.
- Thamlikitkul, V., Bunyapraphatsara, N., Dechatiwongse, T., Theerapong, S., Chantrakul, C., Thanaveerasuwan, T., Nimitnon, S., Boonroj, P., Punkrut, W., & Gingsungneon, V. (1989). Randomized double blind study of Curcuma domestica Val. for dyspepsia. Journal of the Medical Association of Thailand, 72(11), 613–620.
- Vesal Bideshki, M., Jourabchi-Ghadim, N., Radkhah, N., Behzadi, M., Asemani, S., Jamilian, P., & Zarezadeh, M. (2024). The efficacy of curcumin in relieving osteoarthritis: A meta-analysis of meta-analyses. Phytotherapy Research.
- World Health Organization. (1999). WHO monographs on selected medicinal plants: Volume 1. Geneva: World Health Organization.
- Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Curcuma longa L. Plants of the World Online.
