ขมิ้นอ้อย
ขมิ้นอ้อย เป็นสมุนไพรในวงศ์ขิง (Zingiberaceae) มีเหง้าเป็นส่วนสำคัญที่ใช้เป็นยา มีกลิ่นหอมเฉพาะ รสออกเผ็ดขม และมีการใช้ในภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและเอเชียมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะด้านระบบทางเดินอาหาร การขับลม และเป็นส่วนประกอบของตำรับยาสมุนไพรหลายชนิด ทั้งนี้ ชื่อวิทยาศาสตร์ของขมิ้นอ้อยมีประเด็นด้านอนุกรมวิธานที่ควรระบุให้ชัดเจน เนื่องจากเอกสารไทยบางแหล่งใช้ Curcuma zedoarioides Chaveer. & Tanee ขณะที่ฐานข้อมูลสากล Kew ยอมรับ Curcuma zedoaria (Christm.) Roscoe เป็นชื่อชนิดที่ยอมรับในปัจจุบัน
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อสมุนไพร : ขมิ้นอ้อย
- ชื่อไทย : ขมิ้นอ้อย
- ชื่อท้องถิ่น : ขมิ้นขึ้น, ขมิ้นหัวขึ้น, ละเมียด, แฮ้วดำ, ขมิ้นเจดีย์, ว่านเหลือง, ขมิ้นหัวขึ้น และชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ
- ชื่อภาษาอังกฤษ : Zedoary, White turmeric, Long zedoaria
- ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ใช้กันทั่วไป : Curcuma zedoaria (Christm.) Roscoe
- วงศ์ : Zingiberaceae
- ส่วนที่ใช้ทำยา : เหง้า
- ลักษณะยา : เหง้าขมิ้นอ้อยแห้ง
- รสยา : ออกเผ็ดและขมเล็กน้อย มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น : เป็นพืชล้มลุกอายุหลายปี มีเหง้าขนาดใหญ่แตกแขนง เหง้าสามารถโผล่ขึ้นเหนือดินในช่วงหน้าแล้ง จึงเป็นที่มาของชื่อ ขมิ้นหัวขึ้น ต้นและกาบใบรวมกันเป็นลำต้นเทียม สูงได้ประมาณ 2 เมตร
- เหง้า : เหง้าเจริญดี มีลักษณะทรงกระบอกหรือรูปไข่ยาว แตกแขนง เนื้อภายในมีสีเหลืองส้มหรือเหลืองอ่อน มีกลิ่นหอม และมีน้ำมันหอมระเหย เหง้าเป็นส่วนที่นำมาใช้เป็นเครื่องยา
- ใบ : เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปหอกแกมขอบขนานหรือรูปใบหอก ใบมีขนาดค่อนข้างใหญ่ ยาวได้ประมาณ 90 เซนติเมตร กว้างได้ประมาณ 25 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบสอบ และอาจพบขนบริเวณใบ
- กาบใบและก้านใบ : ก้านใบยาวและมีปีกแคบ กาบใบซ้อนกันเป็นลำต้นเทียม
- ดอก : ออกเป็นช่อจากเหง้า ก้านช่อดอกยาว ช่อดอกมีลักษณะเป็นแท่งทรงกระบอก ดอกมีสีขาวนวลหรือเหลืองอ่อน และมีส่วนของกลีบปากสีเหลืองหรือมีสีชมพูร่วมด้วย
- ผล : เป็นผลแห้งแตก ลักษณะค่อนข้างกลมหรือรูปไข่และมี 3 พู
- เมล็ด : รูปรียาว มีเยื่อหุ้มเมล็ดหรือ aril
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
- ถิ่นกำเนิด : ฐานข้อมูล Plants of the World Online ระบุถิ่นกำเนิดของ Curcuma zedoaria ตั้งแต่บริเวณเทือกเขาหิมาลัยตะวันออกถึงรัฐอัสสัม โดยพบในเขตร้อนชื้น
- การกระจายพันธุ์ : พบและมีการนำไปปลูกในหลายพื้นที่ของเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงอินเดีย บังกลาเทศ เมียนมา ไทย เวียดนาม กัมพูชา มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ รวมถึงบางพื้นที่นอกถิ่นกำเนิด
- ในประเทศไทย : พบปลูกและใช้เป็นสมุนไพรในภูมิปัญญาท้องถิ่น และมีการบันทึกเป็นเครื่องยาในฐานข้อมูลสมุนไพรไทย
การปลูกและการขยายพันธุ์
- การขยายพันธุ์ : นิยมขยายพันธุ์ด้วย เหง้า โดยแบ่งเหง้าที่มีตาหรือส่วนเจริญไปปลูก การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดไม่ใช่วิธีหลัก
- สภาพแวดล้อม : เจริญได้ดีในพื้นที่เขตร้อนและกึ่งร้อน ชอบความชื้น แต่ไม่ควรมีน้ำขังเป็นเวลานาน
- ดิน : เหมาะกับดินร่วนหรือดินร่วนปนทรายที่ระบายน้ำได้ดี
- แสง : สามารถเจริญได้ทั้งบริเวณที่มีแสงและบริเวณร่มรำไร โดยสภาพชื้นและมีร่มเงาบางส่วนเหมาะกับการเจริญของพืช
- การเก็บเกี่ยว : โดยทั่วไปเก็บเกี่ยวเมื่อใบเริ่มเหี่ยวและต้นเข้าสู่ระยะพักตัว ระยะเวลาขึ้นอยู่กับวัสดุปลูกและสภาพแวดล้อม
- การขยายพันธุ์ระดับการผลิต : มีการพัฒนาเทคนิคเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อและการเพาะเลี้ยงรากเพื่อเพิ่มปริมาณต้นพันธุ์และสารสำคัญ โดยงานวิจัยปี 2025 รายงานความสำเร็จในการผลิตต้นพันธุ์จำนวนมากและตรวจสอบความสม่ำเสมอทางพันธุกรรมของต้นที่ได้
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- เหง้า : ใช้ทั้งเหง้าสดและเหง้าแห้ง โดยเฉพาะ เหง้าขมิ้นอ้อยแห้ง เป็นเครื่องยาที่มีการจัดทำมาตรฐานในตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา
- ระบบทางเดินอาหาร : ในตำรายาและภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย ขมิ้นอ้อยใช้เป็นยาช่วยเกี่ยวกับอาการ ท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียด ขับลม และช่วยย่อยอาหาร
- อาการท้องเสีย : ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยจัดขมิ้นอ้อยไว้ในกลุ่มเครื่องยาที่มีการใช้เกี่ยวกับ อาการท้องเสีย
- การกระตุ้นระบบทางเดินอาหาร : ข้อมูลจากการแพทย์พื้นบ้านและงานทบทวนระบุการใช้ขมิ้นอ้อยเพื่อช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบทางเดินอาหารและบรรเทาอาการอาหารไม่ย่อย
- เกี่ยวกับประจำเดือน : มีการใช้ในตำรับยาแผนไทยบางชนิดในกลุ่มยาที่เกี่ยวข้องกับประจำเดือนและการขับน้ำคาวปลา โดยขมิ้นอ้อยเป็นส่วนประกอบของ ยาประสะไพล
- อาการไอและเสมหะ : เหง้าขมิ้นอ้อยเป็นหนึ่งในสมุนไพรที่ปรากฏในตำรับยาสมุนไพรสำหรับบรรเทาอาการไอตามข้อมูลบัญชียาจากสมุนไพร พ.ศ. 2555
หมายเหตุ: สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาและเอกสารทางเภสัชกรรม ไม่ควรตีความว่าเป็นการยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์ทุกกรณี
วิธีใช้
- ใช้เป็นเครื่องยา : เหง้าขมิ้นอ้อยแห้งนำไปใช้เป็นส่วนประกอบของตำรับยาสมุนไพรตามหลักการแพทย์แผนไทย
- ยาประสะไพล : ขมิ้นอ้อยเป็นส่วนประกอบหนึ่งของตำรับ ยาประสะไพล ซึ่งใช้ตามภูมิปัญญาไทยสำหรับอาการปวดประจำเดือน ระดูมาไม่ปกติ และขับน้ำคาวปลาในหญิงหลังคลอด
- ตำรับแก้ไอ : เหง้าขมิ้นอ้อยเป็นส่วนประกอบของตำรับยาสมุนไพรบางชนิดสำหรับบรรเทาอาการไอและช่วยขับเสมหะ
- การใช้รับประทาน : ควรใช้ในรูปแบบตำรับหรือผลิตภัณฑ์ที่มีการกำหนดขนาดการใช้ชัดเจน และไม่ควรนำข้อมูลขนาดยาจากตำรับพื้นบ้านหนึ่งไปใช้กับผลิตภัณฑ์สกัดอีกชนิดหนึ่งโดยตรง
ในบัญชียาจากสมุนไพร
- ขมิ้นอ้อยมีบทบาทเป็นส่วนประกอบของตำรับยาสมุนไพร มากกว่าการเป็นยาสำเร็จรูปเดี่ยว ๆ โดยมีการระบุอยู่ในตำรับ ยาประสะไพล และตำรับยาสำหรับบรรเทาอาการไอบางตำรับ
- ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์มี monograph ของ ขมิ้นอ้อย (Khamin Oi) โดยระบุเป็นเหง้าแห้งและกำหนดรายละเอียดด้านเอกลักษณ์และการเก็บรักษา
- การระบุว่าเป็นส่วนประกอบในตำรับยา ไม่ควรตีความว่าขมิ้นอ้อยเดี่ยว ๆ มีข้อบ่งใช้เหมือนกับตำรับยาทั้งตำรับ
สารสำคัญ
ขมิ้นอ้อยมีสารออกฤทธิ์หลายกลุ่ม โดยเฉพาะสารในเหง้า ได้แก่
- Curcuminoids : curcumin, desmethoxycurcumin และ bisdesmethoxycurcumin
- น้ำมันหอมระเหย : มีองค์ประกอบหลายชนิด เช่น curdione, germacrone, curzerene, furanodiene, β-elemene และสารกลุ่ม sesquiterpenes
- สารประกอบอื่น ๆ : มีการรายงาน zingiberene, β-turmerone, β-eudesmol, dihydrocurcumin และสารระเหยอื่น ๆ
องค์ประกอบทางเคมีอาจแตกต่างกันตามสายพันธุ์ แหล่งปลูก อายุของเหง้า วิธีสกัด และสภาพการเก็บรักษา
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
งานวิจัยเกี่ยวกับ Curcuma zedoaria ครอบคลุมทั้งด้านองค์ประกอบทางเคมี ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ และการใช้ประโยชน์จากน้ำมันหอมระเหย โดยงานทบทวนทางวิชาการรวบรวมข้อมูลว่าสารจากขมิ้นอ้อยมีศักยภาพด้านต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ ต้านจุลชีพ และฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็งในระดับหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง
อย่างไรก็ตาม หลักฐานทางคลินิกในมนุษย์ยังมีจำกัด จึงไม่ควรสรุปว่าขมิ้นอ้อยสามารถใช้รักษาโรคมะเร็งหรือโรคเรื้อรังแทนการรักษามาตรฐานได้
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
- ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : สารสกัดและสารประกอบจากขมิ้นอ้อยมีรายงานฤทธิ์ลดกระบวนการอักเสบในการทดลองหลายรูปแบบ
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : มีรายงานว่าสารกลุ่ม phenolics และ curcuminoids มีความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระ
- ฤทธิ์ต้านจุลชีพ : น้ำมันหอมระเหยจากเหง้ามีรายงานฤทธิ์ต่อจุลชีพบางชนิด
- ฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็ง : สารบางชนิด เช่น β-elemene และน้ำมันหอมระเหยจากเหง้า แสดงฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็งในการทดลอง และมีการศึกษาการเสริมฤทธิ์ร่วมกับ cisplatin หรือ docetaxel อย่างไรก็ตาม ข้อมูลส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับเซลล์หรือสัตว์ทดลอง
- ฤทธิ์ต่อระบบทางเดินอาหาร : มีข้อมูลการใช้ตามภูมิปัญญาและงานวิจัยบางส่วนสนับสนุนศักยภาพในการช่วยเกี่ยวกับการย่อยอาหารและอาการท้องอืด แต่หลักฐานทางคลินิกยังไม่เพียงพอที่จะกำหนดเป็นการรักษามาตรฐาน
ความปลอดภัย
- การใช้ขมิ้นอ้อยในรูปแบบอาหารหรือเครื่องเทศในปริมาณทั่วไปแตกต่างจากการรับประทานสารสกัดเข้มข้นหรือน้ำมันหอมระเหย ซึ่งอาจมีความเสี่ยงแตกต่างกัน
- หญิงตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยง การใช้ขมิ้นอ้อยเป็นยา เนื่องจากตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยระบุเป็นข้อห้ามใช้ และงานวิจัยด้านน้ำมันหอมระเหยพบข้อมูลเกี่ยวกับฤทธิ์ต่อการตั้งครรภ์และระบบสืบพันธุ์จากการทดลอง
- ยังมีข้อมูลด้านความปลอดภัยในมนุษย์ระยะยาวไม่มากพอสำหรับการใช้สารสกัดขนาดสูง จึงควรระมัดระวังการใช้ผลิตภัณฑ์เข้มข้น
ข้อห้ามใช้
- ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์ โดยเฉพาะการใช้ในรูปแบบยาและสารสกัดเข้มข้น ตามข้อมูลในตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือใช้ยาต่อเนื่องควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ผลิตภัณฑ์ขมิ้นอ้อยในขนาดยา
- ไม่ควรนำขมิ้นอ้อยที่ใช้ในอาหารมาเทียบเท่ากับการใช้สารสกัดหรือน้ำมันหอมระเหยทางยา
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
มีข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลเกี่ยวกับ อันตรกิริยาระหว่างขมิ้นอ้อยกับยาแผนปัจจุบัน โดยเฉพาะ
- Cisplatin : การทดลองระดับเซลล์พบว่าสาร β-elemene และน้ำมันหอมระเหยจากขมิ้นอ้อยอาจเสริมฤทธิ์ของ cisplatin ต่อเซลล์มะเร็ง
- Docetaxel : มีข้อมูลจากการทดลองในเซลล์และสัตว์ทดลองว่าสารสกัดขมิ้นอ้อยอาจเพิ่มฤทธิ์ของยา
- เอนไซม์ Cytochrome P450 : สารสกัดขมิ้นอ้อยมีรายงานว่ายับยั้ง CYP2B1, CYP2B2 และ CYP3A4 ในการทดลอง
ข้อมูลเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็น หลักฐานระดับหลอดทดลองหรือสัตว์ทดลอง ยังไม่ใช่หลักฐานยืนยันว่าปฏิกิริยาดังกล่าวจะเกิดขึ้นในผู้ป่วยทุกคน แต่ผู้ที่ได้รับยาเคมีบำบัดหรือยาที่มีการเมแทบอลิซึมผ่าน CYP450 ควรแจ้งแพทย์ก่อนใช้ขมิ้นอ้อย
การใช้ในอาหาร
- เหง้าขมิ้นอ้อยสามารถใช้เป็น เครื่องเทศและเครื่องปรุงอาหาร ในบางวัฒนธรรมของเอเชีย
- มีกลิ่นหอมเฉพาะและรสเผ็ดขม จึงมีการนำไปใช้แต่งกลิ่นและรสอาหาร
- มีการใช้เป็นวัตถุดิบที่ให้สีธรรมชาติ และมีการใช้ในอาหารพื้นบ้านบางพื้นที่
การใช้ในผลิตภัณฑ์
- ผลิตภัณฑ์สมุนไพร : ใช้เหง้าขมิ้นอ้อยแห้งหรือผงเหง้าเป็นวัตถุดิบ
- น้ำมันหอมระเหย : สกัดจากเหง้าและนำไปศึกษาหรือใช้เป็นวัตถุดิบในผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับกลิ่นหอม
- เครื่องสำอาง : มีการนำสารสกัดและน้ำมันหอมระเหยไปศึกษาสำหรับผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและเครื่องสำอาง
- ผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องเทศ : ใช้เป็นเครื่องเทศ แต่งกลิ่น และให้สี
- ผลิตภัณฑ์วิจัย : มีการพัฒนาการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อและรากเพื่อเป็นแหล่งผลิตสารสำคัญจากขมิ้นอ้อย
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- การเก็บเกี่ยว : เก็บเหง้าเมื่อใบเริ่มเหี่ยวหรือแห้งและพืชเข้าสู่ระยะพักตัว จากนั้นขุดเหง้า ล้างดินและสิ่งสกปรก ตัดส่วนของรากและกาบใบออก
- การทำแห้ง : หั่นเหง้าเป็นชิ้นแล้วทำให้แห้งอย่างเหมาะสมเพื่อช่วยลดความชื้นและป้องกันเชื้อรา
- การเก็บรักษา : ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยแนะนำให้เก็บในภาชนะปิดสนิท ควรเป็นภาชนะโลหะหรือแก้ว ป้องกันแสง และเก็บในบริเวณที่เย็นและแห้ง
- ข้อควรระวัง : ควรป้องกันความชื้น ความร้อน แสง และแมลง เพราะอาจทำให้คุณภาพและปริมาณสารสำคัญลดลง
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
ขมิ้นอ้อยปรากฏในภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยในฐานะ ยารสร้อนและเครื่องยาที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหาร มีการใช้ในตำรับสำหรับอาการจุกเสียด ท้องอืด ท้องเฟ้อ และการขับลม นอกจากนี้ยังปรากฏเป็นส่วนประกอบของ ยาประสะไพล ซึ่งเป็นตำรับยาแผนไทยที่ใช้เกี่ยวกับอาการปวดประจำเดือน ระดูผิดปกติ และขับน้ำคาวปลา
ยังมีการใช้ขมิ้นอ้อยในตำรับพื้นบ้านสำหรับอาการไอและเสมหะ และการใช้ในรูปแบบเครื่องเทศหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพรในหลายพื้นที่ของเอเชีย
ประวัติและวัฒนธรรม
ขมิ้นอ้อยหรือ zedoary เป็นพืชสมุนไพรที่มีประวัติการใช้ในระบบการแพทย์ดั้งเดิมของเอเชีย โดยพบการใช้ใน อายุรเวทและการแพทย์พื้นบ้านของเอเชีย รวมถึงอินเดีย ญี่ปุ่น และประเทศไทย มีการใช้เหง้าเป็นยา เครื่องเทศ และวัตถุดิบสำหรับผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ
ชื่อภาษาอังกฤษ zedoary เป็นชื่อที่ใช้ในวงการสมุนไพรและเครื่องเทศของเอเชีย และขมิ้นอ้อยยังมีความเกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์ด้านกลิ่น สี อาหาร และการแพทย์พื้นบ้าน
สถานะการอนุรักษ์
- ฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Kew ระบุข้อมูลสถานะการอนุรักษ์ของ Curcuma zedoaria ตาม IUCN เป็น Data Deficient (DD) หมายถึงข้อมูลยังไม่เพียงพอสำหรับประเมินระดับความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์อย่างชัดเจน
- ในการประเมินแบบ Angiosperm Extinction Risk Predictions มีการคาดการณ์ว่า ไม่อยู่ในกลุ่มที่ถูกคุกคาม แต่เป็นการประเมินเชิงคาดการณ์ ไม่ใช่สิ่งเดียวกับสถานะ IUCN อย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- Kingdom : Plantae
- Phylum : Tracheophyta
- Class : Liliopsida
- Order : Zingiberales
- Family : Zingiberaceae
- Genus : Curcuma L.
- Species : Curcuma zedoaria (Christm.) Roscoe
ชื่อพ้องที่สำคัญ : Amomum zedoaria Christm., Amomum latifolium Salisb. และชื่อพ้องอื่น ๆ อีกหลายชื่อ
ข้อสังเกตด้านอนุกรมวิธาน : เอกสารของศูนย์ข้อมูลสมุนไพร มหาวิทยาลัยมหิดลบางฉบับระบุขมิ้นอ้อยไทยเป็น Curcuma zedoarioides Chaveer. & Tanee ขณะที่ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย พ.ศ. 2564 ใช้คำว่า Curcuma sp. “Khamin Oi” และ Kew POWO ยอมรับ Curcuma zedoaria (Christm.) Roscoe เป็นชื่อที่ยอมรับ ดังนั้นในการจัดทำฐานข้อมูลเว็บไซต์ควรระบุประเด็นนี้เพื่อป้องกันความสับสนระหว่างขมิ้นอ้อยกับพืชสกุล Curcuma ชนิดอื่น
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
- ลักษณะทางมหภาค : เหง้าแห้งมีรูปร่างค่อนข้างคดงอ มีเหง้าหลักและแขนง สีตั้งแต่เหลืองส้มอมน้ำตาลไปจนถึงน้ำตาลเทาหรือสีน้ำตาลเหลือง มีกลิ่นหอมและรสเผ็ดขมเล็กน้อย
- ลักษณะทางจุลทรรศน์ : พบชั้น epidermis, cork, cortex ที่มีเซลล์พาเรงคิมาและเม็ดแป้งจำนวนมาก รวมถึงชั้น pseudoendodermis และมัดท่อลำเลียง
- การตรวจสอบทางเคมี : ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยระบุวิธีตรวจสอบเอกลักษณ์โดยสกัดผงตัวอย่างด้วย acetic anhydride แล้วเติม sulfuric acid และตรวจภายใต้รังสี UV 366 นาโนเมตร ซึ่งให้สีแดงเลือด
- สารสำคัญสำหรับการควบคุมคุณภาพ : สามารถตรวจสอบกลุ่ม curcuminoids และองค์ประกอบของน้ำมันหอมระเหยร่วมกับลักษณะทางมหภาคและจุลทรรศน์ เพื่อช่วยยืนยันเอกลักษณ์และคุณภาพของวัตถุดิบ
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. (2564). ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย (Thai Herbal Pharmacopoeia). สำนักยาและวัตถุเสพติด.
- คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, ศูนย์ข้อมูลสมุนไพร. (2567). ขมิ้นอ้อย.
- คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. (2557). สมุนไพรแก้ไอ.
- คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. (2559). ปวดประจำเดือนกับยาตำรับประสะไพล.
- สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. (2555). บัญชียาจากสมุนไพร ในบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. 2555. กระทรวงสาธารณสุข.
- มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี คณะเภสัชศาสตร์. (ม.ป.ป.). ขมิ้นอ้อย. ฐานข้อมูลสมุนไพร.
- Gharge, S., Hiremath, S. I., Kagawad, P., Jivaje, K., Palled, M. S., & Suryawanshi, S. S. (2021). Curcuma zedoaria Rosc (Zingiberaceae): A review on its chemical, pharmacological and biological activities. Future Journal of Pharmaceutical Sciences, 7, 166. https://doi.org/10.1186/s43094-021-00316-1
- Lobo, R., Prabhu, K. S., Shirwaikar, A., & Shirwaikar, A. (2009). Curcuma zedoaria Rosc. (white turmeric): A review of its chemical, pharmacological and ethnomedicinal properties. Journal of Pharmacy and Pharmacology, 61(1), 13–21. https://doi.org/10.1211/jpp.61.01.0003
- Skaria, B. P., Joy, P. P., Mathew, S., & Mathew, G. (2002). Agrotechniques for the cultivation of Curcuma zedoaria (Berg.) Rosc. Ancient Science of Life, 21(4), 260–263.
- Subramanian, M., Gantait, S., Jaafar, J. N., Ismail, M. F., & Sinniah, U. R. (2025). Micropropagation of white turmeric (Curcuma zedoaria (Christm.) Roscoe) and establishment of adventitious root culture for the production of phytochemicals. Industrial Crops and Products, 223, 120101. https://doi.org/10.1016/j.indcrop.2024.120101
- Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Curcuma zedoaria (Christm.) Roscoe. Plants of the World Online.
