ข่า
ข่า เป็นสมุนไพรและเครื่องเทศที่มีความสำคัญต่อวิถีอาหารไทยและภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะ เหง้าข่า ซึ่งมีกลิ่นหอม รสเผ็ดร้อน และนิยมนำมาใช้ทั้งเป็นอาหาร เครื่องเทศ และสมุนไพร ข่าที่ใช้กันทั่วไปในประเทศไทยมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Alpinia galanga (L.) Willd. อยู่ในวงศ์ขิง Zingiberaceae และเป็นพืชที่พบได้ทั่วไปในเขตร้อนของเอเชีย รวมถึงประเทศไทย
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อสมุนไพร : ข่า
- ชื่อไทย : ข่า
- ชื่อท้องถิ่น : ข่าหยวก, ข่าหลวง, ข่าตาแดง, ข่าใหญ่, กฏุกกโรหินี
- ชื่อสามัญ : Greater Galangal, Galangal
- ชื่อวิทยาศาสตร์ : Alpinia galanga (L.) Willd.
- วงศ์ : Zingiberaceae
- ส่วนที่นิยมใช้เป็นยา : เหง้าแก่ ทั้งสดและแห้ง
- ลักษณะเด่น : เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี มีเหง้าใต้ดินแตกแขนงเป็นแง่ง มีกลิ่นหอมเฉพาะตัวและมีรสเผ็ดร้อน
- การใช้ประโยชน์ : ใช้เป็นสมุนไพร เครื่องเทศ เครื่องปรุงอาหาร น้ำมันหอมระเหย และเป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตภัณฑ์สมุนไพรและเครื่องสำอาง
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น : เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี สูงประมาณ 1.5–2 เมตร มีลำต้นจริงอยู่ใต้ดินเป็นเหง้า ส่วนเหนือดินเป็นลำต้นเทียมที่เกิดจากกาบใบเรียงซ้อนกันเป็นทรงกระบอก สีเขียว
- เหง้า : เหง้าอยู่ใต้ดิน มีข้อและปล้องชัดเจน แตกแขนงเป็นแง่ง เหง้าอ่อนมีสีขาวหรือขาวอมเหลือง เมื่อแก่ภายนอกมีสีน้ำตาลหรือสีน้ำตาลอมแดง เนื้อภายในสีขาวถึงเหลืองอ่อน มีกลิ่นหอมและรสเผ็ดร้อน
- ใบ : ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปใบหอก รูปรี หรือเกือบขอบขนาน กว้างประมาณ 7–9 เซนติเมตร ยาวประมาณ 20–40 เซนติเมตร ปลายใบแหลม
- ดอก : ออกเป็นช่อบริเวณยอด ดอกย่อยขนาดเล็ก กลีบดอกสีขาว โคนกลีบเชื่อมติดกันเป็นหลอดสั้น ๆ ปลายแยกเป็น 3 กลีบ กลีบที่มีขนาดใหญ่ที่สุดมักมีริ้วหรือแต้มสีแดง
- ผล : เป็นผลแห้งแตกได้ ลักษณะค่อนข้างกลม
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
ข่ามีถิ่นกำเนิดอยู่ในบริเวณเอเชียเขตร้อน โดยฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew ระบุว่ามีถิ่นกำเนิดตั้งแต่จีนตอนใต้ไปจนถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และหมู่เกาะมลายู พบตามธรรมชาติในประเทศไทย กัมพูชา เมียนมา เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ บังกลาเทศ อัสสัม และบางพื้นที่ของจีน ข่าเจริญได้ดีในสภาพอากาศร้อนชื้น
การปลูกและการขยายพันธุ์
- สภาพแวดล้อม : ข่าชอบอากาศร้อนชื้น ต้องการความชื้นค่อนข้างสูง แต่ควรปลูกในพื้นที่ที่ระบายน้ำได้ดี
- ดิน : เจริญได้ในดินหลายชนิด โดยดินที่ร่วนและระบายน้ำดีเหมาะต่อการเจริญของเหง้า
- ฤดูปลูก : ในประเทศไทยนิยมปลูกช่วงต้นฤดูฝนประมาณเดือนพฤษภาคม–มิถุนายน
- การขยายพันธุ์ : นิยมใช้เหง้าหรือแง่งที่มีตาสมบูรณ์ รวมถึงการแยกกอ
- การเตรียมพันธุ์ : เลือกเหง้าจากต้นแข็งแรง ปราศจากโรคและแมลง แบ่งเป็นแง่งที่มีตาแล้วนำไปชำให้เริ่มงอกก่อนปลูก
- การดูแล : ควรรักษาความชื้นในดินอย่างสม่ำเสมอ คลุมดินด้วยฟางหรือวัสดุอินทรีย์เพื่อช่วยรักษาความชื้นและลดวัชพืช
- ระยะเก็บเกี่ยว : ข่าอ่อนสามารถเก็บได้ประมาณ 6 เดือน ส่วนข่าแก่สามารถเก็บเกี่ยวได้ประมาณ 1 ปี ทั้งนี้ขึ้นกับวัตถุประสงค์ในการใช้
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- เหง้าแก่ : ใช้ทั้งเหง้าสดและเหง้าแห้ง เป็นส่วนที่ใช้เป็นยาตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยมากที่สุด
- เหง้าแห้ง : ใช้เป็นวัตถุดิบในการเตรียมยาสมุนไพรและสามารถนำไปบดเป็นผง
- น้ำมันหอมระเหยจากเหง้า : นำไปศึกษาวิจัยและใช้ประโยชน์ด้านผลิตภัณฑ์สมุนไพร เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ไล่แมลง
สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา
ตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย เหง้าข่า มีรสเผ็ดร้อนและใช้เป็นยาขับลมและบำรุงธาตุ โดยมีการใช้ในตำรับพื้นบ้านสำหรับอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารและการใช้ภายนอกหลายลักษณะ
- ขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ : ใช้เหง้าข่าเป็นยาขับลมและช่วยบรรเทาอาการแน่นท้อง
- ช่วยย่อยอาหาร : ใช้ตามภูมิปัญญาเพื่อช่วยการย่อยอาหาร
- บรรเทาอาการปวดท้องและจุกเสียด : ใช้ในตำรับยาที่เกี่ยวข้องกับอาการปวดท้องและจุกเสียด
- แก้ไอ : มีการใช้เหง้าข่าในภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยสำหรับบรรเทาอาการไอ
- แก้บิด : เป็นการใช้ตามตำรายาไทยและภูมิปัญญาดั้งเดิม
- บำรุงธาตุ : ใช้เป็นสมุนไพรรสร้อนเพื่อส่งเสริมการทำงานของธาตุตามแนวคิดการแพทย์แผนไทย
- ใช้ภายนอกสำหรับโรคผิวหนังบางชนิด : มีการใช้เหง้าข่าทาภายนอกสำหรับกลาก เกลื้อน และอาการคันหรือผื่นบางชนิด
- บรรเทาอาการฟกช้ำและบวม : พบการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้าน
- ขับน้ำคาวปลาและขับรก : พบการใช้ในตำรับยาสตรีตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย
หมายเหตุด้านหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ : สรรพคุณข้างต้นจำนวนมากเป็นการใช้ตามภูมิปัญญาและตำรายาไทย ไม่ควรตีความว่าได้รับการยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์ทุกข้อ
วิธีใช้
- ใช้เป็นอาหาร : ใช้เหง้าข่าสดหั่นหรือทุบเพื่อเพิ่มกลิ่นและรสชาติในอาหาร เช่น ต้มข่า ต้มยำ แกง และอาหารประเภทน้ำพริก
- ใช้เป็นสมุนไพรพื้นบ้าน : ใช้เหง้าสดหรือแห้งเป็นส่วนประกอบในตำรับยาตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย
- ใช้ภายนอก : ภูมิปัญญาบางพื้นที่นำเหง้าสดมาตำหรือบดแล้วใช้ภายนอกในลักษณะการดูแลปัญหาผิวหนัง
- ใช้ในตำรับยาแผนไทย : ข่าอาจเป็นหนึ่งในตัวยาของตำรับยาหลายชนิด โดยควรใช้ตามสูตรตำรับและคำแนะนำของผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทย ไม่ควรนำข่ามารับประทานในปริมาณสูงเพื่อหวังผลรักษาโรคโดยไม่มีคำแนะนำ
ในบัญชียาจากสมุนไพร
ข่าไม่ได้ถูกใช้เป็นยาเดี่ยวในลักษณะผลิตภัณฑ์ข่าบริสุทธิ์เป็นรายการหลักของบัญชียาจากสมุนไพร แต่มีบทบาทเป็น ตัวยาประกอบในตำรับยาแผนไทย โดยมีหลักฐานจากตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ เช่น ยาประสะผิวมะกรูด ซึ่งมีข่าเป็นหนึ่งในส่วนประกอบ และมีสรรพคุณตามตำรับสำหรับใช้ตามศาสตร์การแพทย์แผนไทย
ทั้งนี้ บัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพรมีการปรับปรุงเป็นระยะ จึงควรตรวจสอบประกาศฉบับล่าสุดของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาเมื่อจะนำข้อมูลไปใช้ในเชิงวิชาชีพหรือการสั่งจ่ายยา
สารสำคัญ
เหง้าข่ามีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพหลายกลุ่ม โดยองค์ประกอบอาจแตกต่างกันตามพันธุ์ แหล่งปลูก อายุของเหง้า และวิธีสกัด
- 1′-Acetoxychavicol acetate (ACA) : เป็นสารสำคัญกลุ่ม phenylpropanoid ที่ได้รับการศึกษาอย่างมาก และพบในเหง้าข่า
- 1′-Acetoxyeugenol acetate : สารกลุ่ม phenylpropanoid ที่พบในเหง้าข่า
- Galangin : ฟลาโวนอยด์ที่มีการศึกษาฤทธิ์ทางชีวภาพหลายด้าน
- Kaempferol : ฟลาโวนอยด์ที่พบในพืชชนิดนี้
- Quercetin : สารกลุ่ม flavonoid ที่มีรายงานในข่า
- 1,8-Cineole : เป็นองค์ประกอบหนึ่งของน้ำมันหอมระเหย
- Camphor : พบในองค์ประกอบของน้ำมันหอมระเหย
- Methyl cinnamate : สารระเหยที่พบในเหง้าข่า
- β-sitosterol, alpinin และ zerumbone : มีรายงานการแยกและศึกษาสารกลุ่มต่าง ๆ จากข่า
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
งานวิจัยเกี่ยวกับ Alpinia galanga มีทั้งการศึกษาระดับหลอดทดลอง สัตว์ทดลอง และการศึกษาทางคลินิกบางส่วน แต่หลักฐานส่วนใหญ่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าข่าสามารถใช้รักษาโรคในมนุษย์แทนการรักษามาตรฐานได้
- งานวิจัยปี 2023 พบว่าสารสกัดเอทานอลจากเหง้าข่ามีผลต่อเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ถูกกระตุ้นให้เกิดการอักเสบ โดยเพิ่มการแสดงออกของ IL-10 และ TGF-β และไม่พบความเป็นพิษต่อเซลล์ในระดับที่ทดสอบ
- งานวิจัยปี 2024 รายงานว่าสารสกัดเหง้าข่ามีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและต้านเชื้อแบคทีเรียในหลอดทดลอง รวมถึงมีผลต่อเซลล์มะเร็งบางชนิด แต่ผลดังกล่าวยังเป็นหลักฐานระดับห้องปฏิบัติการ ไม่ใช่หลักฐานยืนยันประสิทธิผลในการรักษามะเร็งในมนุษย์
- งานวิจัยเกี่ยวกับ 1′-Acetoxychavicol acetate (ACA) พบว่ามีศักยภาพด้านต้านการอักเสบ ต้านจุลชีพ ปกป้องเยื่อบุกระเพาะ และฤทธิ์ทางชีวภาพอื่น ๆ แต่ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาทางคลินิกเพิ่มเติม
- มีการทดลองทางคลินิกที่ศึกษาสารสกัดมาตรฐานของข่าร่วมกับขิงในผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อม ซึ่งเป็นข้อมูลที่น่าสนใจด้านประสิทธิผลและความปลอดภัย แต่ไม่ควรนำผลดังกล่าวไปสรุปว่าเหง้าข่าทั่วไปมีประสิทธิผลเท่ากับสารสกัดมาตรฐานในการรักษาโรค
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
มีรายงานการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของข่าหลายด้าน ได้แก่
- ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : มีข้อมูลจากการทดลองในเซลล์และสัตว์ทดลอง
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สารสกัดจากเหง้าข่ามีความสามารถในการกำจัดอนุมูลอิสระในการทดสอบหลายระบบ
- ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย : สารสกัดและน้ำมันหอมระเหยจากข่ามีฤทธิ์ต่อแบคทีเรียบางชนิด
- ฤทธิ์ต้านเชื้อรา : สาร 1′-Acetoxychavicol acetate และองค์ประกอบจากน้ำมันหอมระเหยมีรายงานฤทธิ์ต้านเชื้อรา
- ฤทธิ์ต้านไวรัส : มีข้อมูลระดับห้องปฏิบัติการเกี่ยวกับสารบางชนิดจากข่า แต่ยังไม่ใช่หลักฐานเพียงพอสำหรับใช้รักษาการติดเชื้อไวรัสในคน
- ฤทธิ์ปกป้องกระเพาะอาหาร : สารกลุ่ม phenylpropanoid บางชนิดจากข่าแสดงฤทธิ์ป้องกันการเกิดแผลกระเพาะในสัตว์ทดลอง
- ฤทธิ์ต้านมะเร็ง : พบผลต่อการเพิ่มจำนวน การตายของเซลล์ และกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับเซลล์มะเร็งในระดับหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง ซึ่งยังต้องการหลักฐานทางคลินิกเพิ่มเติม
งานวิจัยเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านแบคทีเรียที่ก่อสิวยังพบว่าสารสกัดจากเหง้าข่ามีฤทธิ์ต้านเชื้อ Cutibacterium acnes, Staphylococcus aureus และ Staphylococcus epidermidis ในหลอดทดลอง และสารสกัดที่ทดสอบไม่แสดงความเป็นพิษต่อเซลล์ผิวหนังบางชนิดในระดับความเข้มข้นที่ศึกษา
ความปลอดภัย
- การใช้เป็นอาหาร : ข่าที่ใช้ในปริมาณตามปกติของอาหารโดยทั่วไปถือว่ามีประวัติการบริโภคมายาวนาน
- การใช้เป็นสารสกัด : ความปลอดภัยขึ้นกับชนิดของสารสกัด ขนาด และระยะเวลาการใช้
- การศึกษาความเป็นพิษแบบกึ่งเรื้อรังของสารสกัดมาตรฐานจากเหง้าข่าในหนูเป็นเวลา 90 วัน ไม่พบความผิดปกติที่สัมพันธ์กับการให้สารสกัดในระดับที่ศึกษา และรายงานค่า NOAEL ที่ 3,000 มก./กก./วันในสัตว์ทดลอง
- อย่างไรก็ตาม ผลการทดลองในสัตว์ไม่สามารถนำมาใช้กำหนดขนาดยาสำหรับมนุษย์โดยตรง
- การใช้ข่าเป็นอาหารกับการใช้สารสกัดเข้มข้นเป็นยาหรืออาหารเสริมมีความแตกต่างกัน จึงไม่ควรใช้ข้อมูลความปลอดภัยของรูปแบบหนึ่งไปแทนอีกรูปแบบหนึ่ง
ข้อห้ามใช้
- หญิงตั้งครรภ์ : ยังมีข้อมูลความปลอดภัยไม่เพียงพอสำหรับการใช้ข่าในขนาดทางยา จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้สารสกัดหรือขนาดสูง เว้นแต่ได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
- หญิงให้นมบุตร : ข้อมูลด้านความปลอดภัยในขนาดทางยายังไม่เพียงพอ
- ผู้มีภาวะเลือดออกง่ายหรือใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด : ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้สารสกัดข่า
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือใช้ยาหลายชนิด : ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ผลิตภัณฑ์สารสกัดจากข่า
ข้อมูลด้านความปลอดภัยในการตั้งครรภ์และให้นมบุตรยังมีจำกัด และข้อมูลปฏิกิริยาระหว่างยาส่วนใหญ่ยังเป็นข้อมูลจากการทดลองหรือการประเมินเชิงทฤษฎี ไม่ใช่หลักฐานทางคลินิกที่ชัดเจน
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
- ยาต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น warfarin : มีข้อกังวลเชิงทฤษฎีว่าข่าอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อเลือดออก เนื่องจากมีข้อมูลเกี่ยวกับผลต่อการทำงานของเกล็ดเลือด จึงควรใช้ด้วยความระมัดระวัง
- ยาต้านเกล็ดเลือดและยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs : แม้หลักฐานทางคลินิกยังไม่เพียงพอ แต่การใช้สารสกัดข่าร่วมกับยาที่เพิ่มความเสี่ยงเลือดออกควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ
- ยาที่ผ่านเอนไซม์ CYP450 : มีการศึกษาระดับห้องปฏิบัติการพบว่าสารสกัดจากเหง้าข่าอาจมีผลต่อ CYP2D6 แต่ยังไม่สามารถสรุปว่ามีผลต่อการใช้ยาในมนุษย์อย่างมีนัยสำคัญทางคลินิก
การใช้ในอาหาร
ข่าเป็นเครื่องเทศสำคัญในอาหารไทย โดยเฉพาะเหง้าสดที่มีกลิ่นหอมและรสเผ็ดร้อน นิยมใช้เพื่อเพิ่มกลิ่นและลดกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์
- ต้มข่าไก่
- ต้มยำ
- แกงและแกงเผ็ด
- น้ำพริกและเครื่องแกง
- อาหารทะเลและอาหารที่มีกลิ่นคาว
- อาหารพื้นบ้านไทยและอาหารเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ข่าเป็นทั้งเครื่องเทศและพืชสมุนไพรที่มีการใช้ในอาหารเอเชียมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะประเทศไทยและอินโดนีเซีย
การใช้ในผลิตภัณฑ์
- น้ำมันหอมระเหยข่า : ใช้เป็นวัตถุดิบในผลิตภัณฑ์ที่ต้องการกลิ่นหอมเฉพาะตัว
- ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง : มีการศึกษาการใช้สารสกัดข่าในผลิตภัณฑ์ดูแลผิว เนื่องจากมีข้อมูลด้านฤทธิ์ต้านจุลชีพและต้านอนุมูลอิสระ
- ผลิตภัณฑ์สมุนไพรสำหรับผิว : สารสกัดข่าและน้ำมันหอมระเหยได้รับความสนใจในผลิตภัณฑ์ดูแลผิว
- ผลิตภัณฑ์ไล่แมลง : มีการศึกษาน้ำมันหอมระเหยจากเหง้าข่าเพื่อใช้เป็นสารไล่ยุงและแมลง
- ผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องเทศ : ใช้เป็นวัตถุดิบแต่งกลิ่นและรสชาติ
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- ข่าอ่อน : โดยทั่วไปสามารถเก็บเกี่ยวได้ประมาณ 6 เดือนหลังปลูก เหมาะสำหรับนำไปประกอบอาหาร
- ข่าแก่ : สามารถเก็บเกี่ยวได้ประมาณ 10–12 เดือน หรือประมาณ 1 ปี เหมาะสำหรับใช้เป็นสมุนไพรและวัตถุดิบที่ต้องการเหง้าแก่
- ก่อนขุดควรรดน้ำให้ดินชุ่ม เพื่อช่วยลดความเสียหายของเหง้า
- เลือกเหง้าที่สมบูรณ์ ไม่มีรอยเน่า ไม่มีเชื้อรา และไม่มีแมลงทำลาย
- การเก็บรักษาเหง้าสด : ควรเก็บในที่เย็น อากาศถ่ายเท และหลีกเลี่ยงความชื้นสะสม
- การเก็บรักษาเหง้าแห้ง : ล้างให้สะอาด หั่นเป็นชิ้น และทำให้แห้งสนิทก่อนเก็บในภาชนะปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง และแมลง
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
ข่าเป็น สมุนไพรประจำครัวไทย ที่เชื่อมโยงทั้งด้านอาหารและการดูแลสุขภาพในครัวเรือน โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคกลางมีชื่อเรียกท้องถิ่นแตกต่างกัน เช่น ข่าหลวง ข่าหยวก และกฏุกกโรหินี
ภูมิปัญญาไทยนิยมใช้ เหง้าข่าแก่รสเผ็ดร้อน เพื่อขับลม บำรุงธาตุ แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ จุกเสียด และช่วยย่อยอาหาร นอกจากนี้ยังมีการใช้ภายนอกสำหรับปัญหาผิวหนังบางชนิด และใช้เป็นส่วนประกอบของตำรับยาแผนไทยหลายตำรับ
ประวัติและวัฒนธรรม
ข่ามีความสัมพันธ์กับวัฒนธรรมอาหารของประเทศไทยอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นหนึ่งในเครื่องเทศสำคัญของ อาหารไทย โดยเฉพาะอาหารประเภทต้มและแกง กลิ่นหอมและรสเผ็ดร้อนของข่าช่วยสร้างเอกลักษณ์ให้กับอาหารไทยหลายชนิด
นอกจากบทบาทด้านอาหารแล้ว ข่ายังได้รับการสืบทอดเป็น สมุนไพรในภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย และปรากฏเป็นส่วนประกอบของตำรับยาแผนไทยที่ได้รับการรวบรวมและจัดทำเป็นตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ เช่น ยาประสะผิวมะกรูด
สถานะการอนุรักษ์
ข้อมูลจาก Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew ระบุ Alpinia galanga (L.) Willd. เป็นชนิดที่ยอมรับทางอนุกรมวิธาน และข้อมูลการประเมิน Angiosperm Extinction Risk Predictions ระบุว่ามีการคาดการณ์ว่า ไม่อยู่ในกลุ่มถูกคุกคาม (not threatened) ด้วยระดับความเชื่อมั่นสูง อย่างไรก็ตาม การอนุรักษ์แหล่งพันธุกรรมและการใช้วัตถุดิบอย่างยั่งยืนยังมีความสำคัญต่อการผลิตสมุนไพรในระยะยาว
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- Kingdom : Plantae
- Phylum : Streptophyta
- Class : Equisetopsida
- Subclass : Magnoliidae
- Order : Zingiberales
- Family : Zingiberaceae
- Genus : Alpinia
- Species : Alpinia galanga (L.) Willd.
ชื่อ Languas galanga (L.) Stuntz เป็นชื่อพ้องที่ได้รับการจัดให้เป็น synonym ของ Alpinia galanga (L.) Willd. ในฐานข้อมูล Plants of the World Online
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
การตรวจสอบเอกลักษณ์ของ ข่า (Alpinia galanga) ควรพิจารณาร่วมกันทั้งลักษณะทางสัณฐานวิทยา กายวิภาค และองค์ประกอบทางเคมี
- ลักษณะภายนอกของเหง้า : เหง้าทรงกระบอก แตกแขนง มีรอยข้อหรือวงรอบจากกาบใบ ผิวด้านนอกมีสีน้ำตาลอมแดงถึงน้ำตาล ภายในมีสีขาวอมเหลืองหรือเหลืองอ่อน มีกลิ่นหอมเฉพาะตัวและรสเผ็ด
- ลักษณะทางจุลทรรศน์ : พบเนื้อเยื่อชั้น epidermis, cortex, vascular bundles, endodermis และเซลล์หรือโครงสร้างที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันหอมระเหย รวมทั้งเม็ดแป้ง ซึ่งสามารถใช้เป็นลักษณะช่วยยืนยันเอกลักษณ์ของเหง้าได้
- การตรวจสอบทางเคมี : สามารถใช้วิธีทางเภสัชเวท เช่น TLC เพื่อสร้าง chemical fingerprint และช่วยควบคุมคุณภาพวัตถุดิบ
- การตรวจสอบด้วย DNA barcode : มีการจัดทำฐานข้อมูล DNA barcode ของพืชที่อยู่ใน Thai Herbal Pharmacopoeia และพบ Alpinia galanga (L.) Willd. อยู่ในชุดข้อมูลดังกล่าว จึงสามารถใช้ข้อมูลระดับโมเลกุลช่วยยืนยันชนิดของสมุนไพรได้
- การควบคุมคุณภาพ : ควรตรวจสอบความชื้น เถ้า สารสกัดที่ละลายในตัวทำละลายต่าง ๆ การปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ โลหะหนัก สารกำจัดศัตรูพืช และสิ่งแปลกปลอมตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- คณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ. (2564). บัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร พ.ศ. 2564. ราชกิจจานุเบกษา.
- กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข. (2564). รายการตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ ฉบับ พ.ศ. 2564. กระทรวงสาธารณสุข.
- สถานการแพทย์แผนไทยประยุกต์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. (ม.ป.ป.). ข่า: สมุนไพรสาธารณสุขมูลฐาน.
- สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. (2566). ฤทธิ์ต้านการอักเสบของข่า. มหาวิทยาลัยมหิดล.
- สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. (2567). ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียของข่าและกระทือในหลอดทดลอง. มหาวิทยาลัยมหิดล.
- สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดอำนาจเจริญ. (ม.ป.ป.). ภูมิปัญญาท้องถิ่น: ข่า. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.
- Aziz, M. M., Alfuraydi, A. A., Almarfadi, O. M., Aboul-Soud, M. A. M., Alshememry, A. K., Alsaleh, A. N., & Almajhdi, F. A. (2024). Phytochemical analysis, antioxidant, anticancer, and antibacterial potential of Alpinia galanga (L.) rhizome. Heliyon, 10(17), e37196. https://doi.org/10.1016/j.heliyon.2024.e37196
- Cahyono, B., Suzery, M., & Amalina, N. D. (2023). Anti-inflammatory effect of Alpinia galanga extract on acute inflammatory cell model of peripheral blood mononuclear cells stimulated with TNF-α. Medical Glas, 20(2). https://doi.org/10.17392/1561-23
- Chouni, A., & Paul, S. (2018). A review on phytochemical and pharmacological potential of Alpinia galanga. Pharmacognosy Journal, 10(1), 9–15.
- Janssen, A. M., & Scheffer, J. J. C. (1985). Acetoxychavicol acetate, an antifungal component of Alpinia galanga. Planta Medica, 51(6), 507–511. https://doi.org/10.1055/s-2007-969577
- Kojima-Yuasa, A., & Matsui-Yuasa, I. (2020). Pharmacological effects of 1′-acetoxychavicol acetate, a major constituent in the rhizomes of Alpinia galanga and Alpinia conchigera. Journal of Medicinal Food, 23(5), 465–475. https://doi.org/10.1089/jmf.2019.4490
- Kew Science. (2026). Alpinia galanga (L.) Willd. Plants of the World Online. Royal Botanic Gardens, Kew.
- Muangnoi, P., Lu, M., Lee, J., Thepouyporn, A., Mirzayans, R., Le, X. C., Weinfeld, M., & Changbumrung, S. (2007). Cytotoxicity, apoptosis and DNA damage induced by Alpinia galanga rhizome extract. Planta Medica, 73(8), 748–754. https://doi.org/10.1055/s-2007-981542
- Shanmugasundaram, D., et al. (2022). Subchronic toxicological evaluation of EnXtra™ (standardised extract of Alpinia galanga rhizome) in rats. Journal of Complementary & Integrative Medicine.
- Tanat Na Nongkhai, et al. (2024). In vitro cytotoxicity and antimicrobial activity against acne-causing bacteria and phytochemical analysis of galangal (Alpinia galanga) and bitter ginger (Zingiber zerumbet) extracts. International Journal of Molecular Sciences.
