กุ่ยช่าย
กุ่ยช่าย เป็นพืชผักสมุนไพรในสกุล Allium ที่มีกลิ่นหอมฉุนเฉพาะตัว นิยมใช้เป็นผักประกอบอาหารในประเทศไทย จีน และประเทศในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากใช้เป็นอาหารแล้ว กุ่ยช่าย โดยเฉพาะเมล็ด ยังมีประวัติการใช้เป็นเครื่องยาตามภูมิปัญญาการแพทย์จีน ขณะที่การศึกษาสมัยใหม่พบสารพฤกษเคมีหลายกลุ่ม เช่น สารประกอบกำมะถัน ฟลาโวนอยด์ และซาโปนิน จึงเป็นพืชที่มีความสำคัญทั้งด้านอาหารและสมุนไพร
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อสมุนไพร : กุ่ยช่าย หรือ กุยช่าย
- ชื่อไทย : กุยช่าย
- ชื่อท้องถิ่น : ผักไม้กวาด, หอมแป้น, ผักแป้น, กูไฉ่
- ชื่อจีน : 韭菜 (Jiǔcài)
- ชื่อสามัญ : Chinese chives, Garlic chives, Chinese leek, Oriental garlic
- ชื่อวิทยาศาสตร์ : Allium tuberosum Rottler ex Spreng.
- วงศ์ : Amaryllidaceae
- สกุล : Allium L.
- ลักษณะการดำรงชีวิต : ไม้ล้มลุกอายุหลายปี เจริญเป็นกอ มีส่วนใต้ดินเป็นเหง้าและหัว
- ส่วนที่นิยมใช้เป็นอาหาร : ใบ ก้านดอก และดอก
- ส่วนที่ใช้ในทางสมุนไพร : ใบ เหง้า และเมล็ด
- กลิ่น : มีกลิ่นหอมฉุนคล้ายพืชในกลุ่มหอมและกระเทียม เนื่องจากมีสารประกอบกำมะถัน
ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับในปัจจุบันคือ Allium tuberosum Rottler ex Spreng. โดยฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew จัดให้เป็นชื่อที่ยอมรับ (accepted name) และระบุการกระจายพันธุ์ดั้งเดิมตั้งแต่แถบเทือกเขาหิมาลัยไปจนถึงจีน
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น : เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี เจริญรวมกันเป็นกอ โดยทั่วไปสูงประมาณ 20–45 เซนติเมตร และก้านช่อดอกอาจสูงได้ประมาณ 50–60 เซนติเมตร
- ราก : มีรากจำนวนมากแตกออกจากส่วนใต้ดิน
- เหง้า : มีเหง้าเจริญในแนวนอนและแตกกอ เป็นส่วนที่ช่วยให้พืชขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ
- หัว : หัวมีขนาดเล็ก รูปค่อนข้างยาวหรือรี อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม มีเปลือกด้านนอกเป็นเส้นใยสีน้ำตาล
- ใบ : ออกเป็นกระจุกจากโคน ใบรูปแถบ แบน ยาว สีเขียวถึงเขียวอมเทา ขอบใบเรียบ ปลายใบแหลม โดยทั่วไปกว้างประมาณ 1.5–10 มิลลิเมตร
- ช่อดอก : ออกที่ปลายก้านช่อดอก เป็นช่อแบบซี่ร่ม (umbel) รูปกลมหรือครึ่งทรงกลม
- ดอก : ดอกย่อยมีจำนวนมาก สีขาวหรือขาวอมครีม รูปดาว กลีบรวม 6 กลีบ เกสรเพศผู้ 6 อัน
- ผล : เป็นผลแห้งแตก มีลักษณะเป็น 3 พู
- เมล็ด : มีสีดำหรือดำอมเทา รูปค่อนข้างกลมหรือรี แบน และมีผิวเป็นรอยย่นหรือลายตาข่าย
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
กุ่ยช่ายมีถิ่นกำเนิดในภูมิภาคเอเชีย โดยฐานข้อมูล Kew ระบุถิ่นกำเนิดตั้งแต่บริเวณเทือกเขาหิมาลัยไปจนถึงจีนตะวันตกเฉียงใต้และจีนตอนเหนือบางพื้นที่ ขณะที่แหล่งข้อมูลพฤกษศาสตร์อื่นระบุว่าพบในจีนและมีการกระจายพันธุ์หรือปลูกอย่างแพร่หลายในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ปัจจุบันมีการปลูกกุ่ยช่ายในหลายประเทศ รวมถึง ประเทศไทย จีน ญี่ปุ่น เกาหลี และพื้นที่อื่น ๆ ของเอเชีย และมีการนำไปปลูกในภูมิภาคอื่นของโลกด้วย
การปลูกและการขยายพันธุ์
- สภาพแวดล้อม : ชอบแสงแดดและพื้นที่มีอากาศถ่ายเท
- ดิน : เหมาะกับดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีอินทรียวัตถุ และระบายน้ำได้ดี
- น้ำ : ต้องการความชื้นสม่ำเสมอ แต่ไม่ควรมีน้ำขัง
- การขยายพันธุ์ : สามารถทำได้ทั้งการเพาะเมล็ดและการแยกกอ
- การเพาะเมล็ด : ใช้เมล็ดแก่เพาะในแปลงเพาะหรือภาชนะ แล้วจึงย้ายปลูกเมื่อกล้าแข็งแรง
- การแยกกอ : แยกกอที่มีหัวและรากติดอยู่แล้วนำไปปลูกใหม่ เป็นวิธีที่ทำให้ตั้งตัวและให้ผลผลิตได้เร็วกว่าการเพาะเมล็ด
- การผลิตในประเทศไทย : มีการศึกษาการผลิตกุ่ยช่ายในภาคกลางของประเทศไทย พบว่าสามารถปลูกเพื่อผลิตใบได้ตลอดปี และการแยกกอสามารถให้เก็บเกี่ยวครั้งแรกได้เร็วกว่าการเพาะเมล็ด
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- ใบ : ใช้ใบสดตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
- เมล็ด : ใช้เมล็ดแก่เป็นเครื่องยาที่เรียกว่า กุยช่าย (เมล็ด) หรือ Allii Tuberosi Semen
- เหง้าและส่วนใต้ดิน : มีการใช้ตามภูมิปัญญาไทยบางตำรับ
ในทางการแพทย์แผนจีน เมล็ดกุ่ยช่าย (韭菜子; Jiǔcài Zǐ) ถือเป็นส่วนที่มีการกำหนดเป็นเครื่องยาชัดเจน และมีการใช้เป็นยาสมุนไพรตามตำรายาจีน
สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา
หมายเหตุ : สรรพคุณต่อไปนี้เป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้าน และการแพทย์แผนจีน ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ที่ได้รับการพิสูจน์ทางคลินิกทั้งหมด
- ใบ : ตามภูมิปัญญาไทยใช้เพื่อขับลม บรรเทาอาการแน่นหน้าอก ใช้ภายนอกบริเวณฟกช้ำ บวม และใช้เกี่ยวกับอาการจากแมลงสัตว์กัดต่อย
- ใบ : มีการใช้ตามภูมิปัญญาในกรณีไอ อาเจียนหรือมีเลือดปน และความผิดปกติของปัสสาวะบางประการ
- เมล็ด : ในการแพทย์แผนจีนใช้ในกลุ่มยาบำรุงหยาง มีแนวคิดในการ บำรุงตับและไต อุ่นไต เสริมพลังหยาง และช่วยเก็บกักสารจำเป็นของร่างกาย
- เมล็ด : ตามตำราจีนใช้สำหรับอาการที่เกี่ยวข้องกับภาวะพร่องของไต เช่น ปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะรดที่นอน น้ำกามเคลื่อน และสมรรถภาพทางเพศลดลง
- เหง้า : ตามภูมิปัญญาไทยมีการใช้เพื่อขับลม แก้แน่นหน้าอก และใช้ภายนอกในกรณีฟกช้ำหรือบวม
วิธีใช้
ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านไทย
- ใบสด : นำมาตำหรือบด คั้นเอาน้ำรับประทาน หรือใช้เป็นอาหารหลังปรุงสุก
- ใช้ภายนอก : ใบสดบดหรือตำ ใช้พอกหรือคั้นน้ำสำหรับใช้บริเวณที่ต้องการตามภูมิปัญญา
- เหง้า : มีข้อมูลการใช้สดประมาณ 30–60 กรัมสำหรับต้มรับประทานตามตำรายาพื้นบ้าน และใช้บดหรือตำสำหรับภายนอก
ตามการแพทย์แผนจีน
- เมล็ดกุ่ยช่าย : ใช้แบบยาต้ม โดยแหล่งข้อมูลการแพทย์จีนระบุขนาดทั่วไปประมาณ 3–9 กรัมต่อวัน ทั้งนี้การใช้เป็นยาไม่ควรนำขนาดดังกล่าวไปใช้เองโดยไม่มีผู้ประกอบวิชาชีพที่มีความรู้ด้านการแพทย์แผนจีนกำกับ
สารสำคัญ
กุ่ยช่ายมีสารพฤกษเคมีหลายกลุ่ม โดยองค์ประกอบแตกต่างกันตามส่วนของพืช อายุพันธุ์ และวิธีการสกัด
- สารประกอบกำมะถัน (organosulfur compounds) : เป็นกลุ่มสารสำคัญที่สัมพันธ์กับกลิ่นเฉพาะตัวของกุ่ยช่าย
- Diallyl disulfide
- Diallyl trisulfide
- Allyl methyl trisulfide
- Dimethyl trisulfide
- ฟลาโวนอยด์ (flavonoids) : พบสารในกลุ่ม kaempferol derivatives และสารฟลาโวนอยด์ชนิดอื่น
- ซาโปนินชนิดสเตียรอยด์ (steroidal saponins) : โดยเฉพาะในเมล็ดและส่วนใต้ดิน
- สารประกอบฟีนอลิกและโพลีฟีนอล
- สารประกอบไนโตรเจนและสารอะโรมาติก
- วิตามินและแร่ธาตุ โดยเฉพาะในส่วนที่ใช้เป็นอาหาร
การศึกษาด้านองค์ประกอบทางเคมีของกุ่ยช่ายพบสารจำนวนมาก โดยงานวิจัยหนึ่งสามารถแยกสารได้ 40 ชนิด ประกอบด้วยสารที่รู้จักแล้ว 32 ชนิดและสารใหม่ 8 ชนิด รวมถึง pyrazines, lignan และ flavonoids
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
มีการศึกษากุ่ยช่ายทั้งในระดับสารสกัด เซลล์ และสัตว์ทดลอง แต่ หลักฐานทางคลินิกในมนุษย์ยังมีจำกัด จึงยังไม่ควรสรุปว่ากุ่ยช่ายสามารถใช้รักษาโรคแทนยาแผนปัจจุบันได้
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : งานทบทวนทางวิชาการรายงานว่ากุ่ยช่ายมีสารประกอบกำมะถัน ฟลาโวนอยด์ และซาโปนินที่มีศักยภาพเกี่ยวข้องกับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
- ฤทธิ์ต้านจุลชีพ : งานวิจัยปี 2022 ศึกษาสารสกัดจากราก ใบ และก้านช่อดอก พบว่าสารสกัดโดยเฉพาะจากก้านช่อดอกมีฤทธิ์ต้านจุลชีพ และเสนอว่า 2-amino-5-methylbenzoic acid เป็นหนึ่งในสารสำคัญที่เกี่ยวข้องกับฤทธิ์ดังกล่าว
- ฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลและปกป้องตับ : การทดลองในสัตว์พบว่าสารสกัดกุ่ยช่ายมีผลลดระดับน้ำตาลและตัวชี้วัดความเครียดออกซิเดชัน รวมทั้งมีผลต่อเอนไซม์ตับในแบบจำลองสัตว์ทดลอง แต่ยังไม่ใช่หลักฐานเพียงพอสำหรับการใช้รักษาโรคเบาหวานหรือโรคตับในคน
- สารออกฤทธิ์ในเมล็ด : มีการค้นพบ steroidal saponins หลายชนิดจากเมล็ดกุ่ยช่าย รวมถึง tuberosides หลายชนิด
- การศึกษาเกี่ยวกับตับ : งานวิจัยปี 2025 พบสาร steroidal saponins จากเมล็ดหลายชนิดที่มีฤทธิ์ยับยั้งการกระตุ้น hepatic stellate cells ในระดับเซลล์ และเกี่ยวข้องกับเส้นทาง TGF-β1/Smad และ PI3K/Akt แต่ยังเป็นหลักฐานก่อนการศึกษาทางคลินิก
เภสัชวิทยา
จากการศึกษาในห้องปฏิบัติการและสัตว์ทดลอง กุ่ยช่ายมีแนวโน้มของฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายด้าน ได้แก่
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ จากสารกลุ่มฟลาโวนอยด์และสารฟีนอลิก
- ฤทธิ์ต้านจุลชีพ โดยเกี่ยวข้องกับสารประกอบกำมะถันและสารออกฤทธิ์อื่น
- ฤทธิ์ต้านการอักเสบ มีรายงานในระดับเซลล์และสัตว์ทดลอง
- ฤทธิ์เกี่ยวกับการควบคุมระดับน้ำตาลและไขมัน พบในแบบจำลองสัตว์ทดลอง
- ฤทธิ์ปกป้องตับ มีหลักฐานจากการทดลองในสัตว์และระดับเซลล์
- ฤทธิ์ทางชีวภาพของ steroidal saponins โดยเฉพาะสารจากเมล็ดและรากอยู่ระหว่างการศึกษา
ความปลอดภัย
กุ่ยช่ายเป็นผักที่รับประทานกันทั่วไปในหลายประเทศ และการใช้เป็นอาหารในปริมาณปกติถือเป็นการใช้ที่แตกต่างจากการใช้สารสกัดเข้มข้นหรือการใช้เมล็ดเป็นยา
งานวิจัยด้านพิษวิทยาพบว่า สารสกัดจากกุ่ยช่ายสด สามารถทำให้เกิดความเป็นพิษต่อเซลล์ตับและไตของหนูในหลอดทดลอง ขณะที่สารสกัดจากกุ่ยช่ายที่ผ่านการนึ่งมีความปลอดภัยมากกว่าในแบบจำลองดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ผลการทดลองระดับเซลล์ไม่สามารถนำมาเทียบโดยตรงกับความปลอดภัยของการรับประทานกุ่ยช่ายในมนุษย์ได้
การใช้ สารสกัดเข้มข้น เมล็ด หรือผลิตภัณฑ์สมุนไพร ควรระมัดระวังมากกว่าการรับประทานเป็นผัก เนื่องจากปริมาณสารออกฤทธิ์และรูปแบบการได้รับแตกต่างกัน
ข้อห้ามใช้
- ตามข้อมูลตำราจีน ผู้ที่มีภาวะหยินพร่องและมีความร้อนภายในมาก ไม่ควรใช้เมล็ดกุ่ยช่ายเป็นยา
- แหล่งข้อมูลสมุนไพรไทยบางแห่งระบุข้อห้ามใช้ของกุ่ยช่ายในผู้ที่ร่างกายอ่อนแอ รวมถึงผู้ที่มีโรคผิวหนังเป็นหนองเรื้อรังหรือมีโรคตา
- ผู้ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร เด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวและรับประทานยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้ประกอบวิชาชีพก่อนใช้กุ่ยช่ายในรูปแบบยาเข้มข้น
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
ปัจจุบันยังมีข้อมูลทางคลินิกโดยตรงเกี่ยวกับ ปฏิกิริยาระหว่างกุ่ยช่ายกับยาแผนปัจจุบัน ค่อนข้างจำกัด จึงไม่ควรสรุปว่าปลอดจากปฏิกิริยาระหว่างยา
สารออกฤทธิ์ในกลุ่ม Allium มีรายงานเกี่ยวกับฤทธิ์ทางชีวภาพหลายด้าน เช่น การต้านอนุมูลอิสระ การต้านการอักเสบ และผลต่อการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือดจากงานวิจัยของพืชในกลุ่มนี้ ดังนั้นผู้ที่ใช้ ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด หรือยาลดระดับน้ำตาลในเลือด และต้องการใช้กุ่ยช่ายในรูปแบบสารสกัดหรือผลิตภัณฑ์เข้มข้น ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้ โดยไม่ควรเหมารวมผลจากงานวิจัยในพืช Allium ชนิดอื่นว่าเกิดกับกุ่ยช่ายในมนุษย์อย่างแน่นอน
การใช้ในอาหาร
กุ่ยช่ายเป็นผักสมุนไพรที่มีบทบาทสำคัญในอาหารเอเชีย โดยใช้ทั้งใบ ดอก และก้านดอก
- ใช้ผัดกับเนื้อสัตว์ เช่น หมูและตับ
- ใช้เป็นส่วนประกอบของ กุยช่ายทอด
- ใช้เป็นผักในอาหารประเภทผัดและแกง
- ใช้รับประทานสดเป็นผักเคียง
- ใช้ปรุงอาหารจีนและอาหารเอเชียตะวันออก
- กุยช่ายขาว เป็นกุยช่ายที่นำไปปลูกในสภาพลดแสง ทำให้ใบมีสีขาวหรือเหลืองอ่อนและมีลักษณะนุ่มกว่ากุยช่ายเขียว
- ดอกและก้านดอกสามารถนำมาประกอบอาหารได้
กุ่ยช่ายมีคุณค่าทางโภชนาการ โดยข้อมูล PROSEA ระบุว่าใบสด 100 กรัมมีน้ำประมาณ 93 กรัม โปรตีนประมาณ 2.1 กรัม คาร์โบไฮเดรตประมาณ 2.8 กรัม ใยอาหารประมาณ 0.9 กรัม และวิตามินซีประมาณ 25 มิลลิกรัม
การใช้ในผลิตภัณฑ์
กุ่ยช่ายสามารถนำไปใช้พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลายรูปแบบ เช่น
- ผลิตภัณฑ์อาหาร เช่น ผักสด ผักแห้ง และเครื่องปรุง
- ผลิตภัณฑ์สมุนไพรจากเมล็ด โดยเฉพาะในระบบการแพทย์แผนจีน
- สารสกัดจากใบและส่วนใต้ดิน สำหรับศึกษาฤทธิ์ทางชีวภาพ
- ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมและสารสกัดพฤกษเคมี ซึ่งเป็นประเด็นที่มีการวิจัยต่อเนื่อง
- ผลิตภัณฑ์สารกันเสียหรือสารต้านจุลชีพจากธรรมชาติ เป็นแนวทางที่อยู่ระหว่างการวิจัย
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- ใบ : สามารถตัดเก็บได้เมื่อใบเจริญเต็มที่และยังมีสีเขียวสด การตัดใบสามารถกระตุ้นให้เกิดใบชุดใหม่ได้
- เมล็ด : เก็บเมื่อผลแก่และแห้ง จากนั้นเก็บช่อผล ตากให้แห้ง และแยกเมล็ดออก
- เมล็ดสำหรับทำยา : ควรคัดเมล็ดที่แก่สมบูรณ์ สีดำหรือดำเข้ม ไม่มีเชื้อราและสิ่งเจือปน
- การเก็บรักษา : สมุนไพรแห้งและเมล็ดควรเก็บในภาชนะปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง และความร้อน
- ใบสด : ควรเก็บในที่เย็นและใช้ภายในระยะเวลาเหมาะสมเพื่อรักษาคุณภาพและกลิ่นหอม
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
กุ่ยช่ายมีการใช้เป็นทั้ง อาหารและสมุนไพร ในภูมิปัญญาของชุมชนไทยและจีน ในประเทศไทยมีชื่อท้องถิ่นแตกต่างกัน เช่น ผักไม้กวาด หอมแป้น และผักแป้น ส่วนการแพทย์แผนจีนมีการใช้เมล็ดกุ่ยช่ายเป็นเครื่องยา Allii Tuberosi Semen มาเป็นเวลานาน
ในภูมิปัญญาจีน เมล็ดกุ่ยช่ายมีแนวคิดในการ บำรุงตับและไต เสริมพลังหยาง และช่วยควบคุมการสูญเสียสารจำเป็นของร่างกาย โดยใช้กับกลุ่มอาการปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะรดที่นอน น้ำกามเคลื่อน และภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศตามแนวคิดการแพทย์แผนจีน
ประวัติและวัฒนธรรม
กุ่ยช่ายมีความสัมพันธ์กับวัฒนธรรมอาหารของจีนและเอเชียตะวันออกมาเป็นเวลานาน โดยมีการใช้ทั้งเป็นผักและเป็นสมุนไพร เมล็ดกุ่ยช่ายได้รับการพัฒนาเป็นเครื่องยาในตำรับการแพทย์แผนจีน และมีชื่อเครื่องยาว่า Allii Tuberosi Semen
ในวัฒนธรรมอาหารไทย กุ่ยช่ายเป็นผักที่รู้จักอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะอาหารจีนที่ได้รับความนิยมในประเทศไทย เช่น กุยช่ายทอด และอาหารประเภทผัด นอกจากนี้ยังมีการเพาะปลูกเชิงการค้าในประเทศไทยและสามารถผลิตได้ตลอดปี
สถานะการอนุรักษ์
ฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Kew อ้างอิงการประเมิน Angiosperm Extinction Risk Predictions v1 ระบุว่า Allium tuberosum มีการคาดการณ์สถานะ not threatened หรือไม่อยู่ในกลุ่มที่ถูกคุกคาม โดยมีระดับความเชื่อมั่นสูง อย่างไรก็ตาม สถานะดังกล่าวเป็นการประเมินความเสี่ยงในระดับชนิดพันธุ์ ไม่ได้หมายความว่าประชากรกุ่ยช่ายในทุกพื้นที่จะไม่มีปัญหาด้านการอนุรักษ์
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- Kingdom : Plantae
- Phylum : Streptophyta
- Class : Equisetopsida
- Subclass : Magnoliidae
- Order : Asparagales
- Family : Amaryllidaceae
- Genus : Allium L.
- Species : Allium tuberosum Rottler ex Spreng.
ชื่อพ้องที่พบในฐานข้อมูลอนุกรมวิธาน : Allium argyi H.Lév., Allium clarkei Hook.f., Allium roxburghii Kunth, Allium sulvia Buch.-Ham. ex D.Don และชื่ออื่น ๆ โดย Kew ยอมรับ Allium tuberosum Rottler ex Spreng. เป็นชื่อวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้องในปัจจุบัน
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
การตรวจสอบเอกลักษณ์ของกุ่ยช่าย ควรพิจารณาทั้งลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ลักษณะของเครื่องยา และวิธีทางเภสัชเวท
- เอกลักษณ์ของต้นสด : เป็นพืชแตกกอ ใบแบนเป็นรูปแถบ มีกลิ่นฉุนเฉพาะตัว ดอกสีขาวออกเป็นช่อซี่ร่ม
- เอกลักษณ์ของเมล็ด : เมล็ดแก่มีสีดำ รูปครึ่งวงกลมหรือครึ่งรูปไข่ค่อนข้างแบน ผิวมีรอยย่นและลายตาข่ายละเอียด
- การตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ : สามารถตรวจลักษณะเซลล์ชั้นเมล็ด เนื้อเยื่อ endosperm และโครงสร้างเฉพาะของผงยา
- การตรวจทางโครมาโทกราฟี : สามารถใช้ TLC เพื่อช่วยยืนยันเอกลักษณ์ของ Allii Tuberosi Semen
- การตรวจสอบเชิงเภสัชเวท : ควรเปรียบเทียบกับตัวอย่างมาตรฐานและมาตรฐานเภสัชตำรับ เพื่อป้องกันการปะปนกับเมล็ดของพืชสกุล Allium ชนิดอื่น
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- วิทยาลัยจีนศึกษา มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ. (ม.ป.ป.). กุยช่าย (เมล็ด): Allii Tuberosi Semen. ศูนย์ข้อมูลสมุนไพรจีน.
- สมุนไพรดอทคอม. (ม.ป.ป.). กุยช่าย.
- สมุนไพรดอทคอม. (ม.ป.ป.). กุยช่าย: สมุนไพรและสรรพคุณ.
- Gao, Q., Li, X.-B., Sun, J., Xia, E.-D., Tang, F., Cao, H.-Q., & Xun, H. (2018). Isolation and identification of new chemical constituents from Chinese chive (Allium tuberosum) and toxicological evaluation of raw and cooked Chinese chive. Food and Chemical Toxicology, 112, 400–411. https://doi.org/10.1016/j.fct.2017.02.011
- Liu, H.-L., Zhao, Y.-Y., Chen, X.-F., & Liu, Z.-B. (2022). Antimicrobial activity, chemical composition and mechanism of action of Chinese chive (Allium tuberosum Rottler) extracts. Frontiers in Microbiology.
- Muchjajib, U., & Muchjajib, S. (2012). Optimal propagation technique for the production of green Chinese chive in Thailand. Acta Horticulturae, 969, 159–164. https://doi.org/10.17660/ActaHortic.2012.969.21
- Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Allium tuberosum Rottler ex Spreng. Plants of the World Online.
- Shi, J., et al. (2015). Laboratory evaluation of acute toxicity of the essential oil of Allium tuberosum leaves and its selected major constituents against Apolygus lucorum. Journal of Insect Science, 15.
- Zeng, Y., et al. (2017). Therapeutic role of functional components in Alliums for preventive chronic disease in human being. Evidence-Based Complementary and Alternative Medicine, 2017, 9402849. https://doi.org/10.1155/2017/9402849
- World Flora Online. (2026). Allium tuberosum Rottler ex Spreng.
