กล้วย

กล้วย

กล้วย

กล้วยเป็นพืชล้มลุกขนาดใหญ่ในวงศ์ Musaceae พบแพร่หลายในเขตร้อนและกึ่งร้อน โดยเฉพาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นพืชที่มีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของคนไทยมาเป็นเวลานาน นอกจากใช้เป็นอาหารแล้ว กล้วยหลายส่วนยังถูกนำมาใช้ตามภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้าน โดยเฉพาะ ผลกล้วยดิบ ซึ่งมีการพัฒนาเป็น “ยากล้วย” สำหรับใช้บรรเทาอาการท้องเสียที่ไม่เกิดจากการติดเชื้อและใช้รักษาแผลในกระเพาะอาหารตามบัญชียาหลักแห่งชาติ

ในทางอนุกรมวิธาน คำว่า “กล้วย” ครอบคลุมกลุ่มพืชในสกุล Musa หลายชนิดและหลายกลุ่มพันธุ์ กล้วยรับประทานส่วนใหญ่มีพื้นฐานทางพันธุกรรมจาก Musa acuminata และ Musa balbisiana รวมทั้งลูกผสมระหว่างสองชนิด ดังนั้นชื่อ Musa sapientum ที่พบในเอกสารสมุนไพรไทยรุ่นเก่าควรพิจารณาในบริบทของชื่อเดิมหรือชื่อที่ใช้ในเอกสาร ไม่ควรนำมาใช้แทนอนุกรมวิธานปัจจุบันโดยอัตโนมัติ

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร : กล้วย
  • ชื่อภาษาอังกฤษ : Banana
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Musa spp. สำหรับกล้วยโดยรวม
  • ชื่อที่พบในเอกสารสมุนไพรไทย : Musa sapientum L. และชื่ออื่นในกลุ่ม Musa
  • ชื่อที่ใช้ในเอกสารยากล้วยของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา : Musa sp. (ABB group) “Kluai Namwa” และ Musa sp. (ABB group) “Kluai Hakmuk”
  • วงศ์ : Musaceae
  • ชื่อท้องถิ่น : กล้วยน้ำว้า กล้วยหักมุก กล้วยหอม กล้วยไข่ กล้วยเล็บมือนาง และชื่อเรียกตามพันธุ์หรือท้องถิ่นต่าง ๆ
  • ลักษณะการใช้ : ใช้เป็นอาหาร ผลิตภัณฑ์อาหาร และสมุนไพร โดยส่วนที่มีข้อมูลรองรับในระบบยาสมุนไพรไทยอย่างชัดเจนคือผลกล้วยดิบแก่จัด

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ลำต้น : เป็นพืชล้มลุกหลายปี มีเหง้าอยู่ใต้ดิน ส่วนที่มองเห็นเป็น “ลำต้นเทียม” เกิดจากกาบใบหลายชั้นเรียงซ้อนและหุ้มกันแน่น
  • ลำต้นเทียม : มีลักษณะทรงกระบอก ความสูงแตกต่างกันตามชนิดและพันธุ์ บางพันธุ์อาจสูงประมาณ 3–5 เมตร
  • ใบ : ใบขนาดใหญ่ ก้านใบยาว แผ่นใบรูปขอบขนานหรือรูปรีแคบ เส้นกลางใบเด่นและมีเส้นใบจำนวนมากเรียงเกือบขนานกัน
  • ดอก : ออกเป็นช่อขนาดใหญ่ที่ปลายลำต้นเทียม มีใบประดับหุ้มช่อดอก เรียกโดยทั่วไปว่า “ปลี” เมื่อดอกพัฒนาเป็นผลจะรวมกันเป็น “หวี” และหลายหวีรวมกันเป็น “เครือ”
  • ผล : เป็นผลแบบเบอร์รี มีเปลือกหนา เนื้อภายในอ่อนนุ่มเมื่อสุก สีและขนาดแตกต่างกันตามพันธุ์ ผลดิบมีแป้งสูง โดยเฉพาะ resistant starch และเมื่อสุกแป้งบางส่วนเปลี่ยนเป็นน้ำตาล
  • เมล็ด : กล้วยปลูกเพื่อรับประทานส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ที่มีเมล็ดน้อยหรือไม่มีเมล็ด เนื่องจากผ่านการคัดเลือกและการปรับปรุงพันธุ์มาเป็นเวลานาน ขณะที่กล้วยป่ามักมีเมล็ดจำนวนมาก

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิด : กล้วยมีศูนย์กลางความหลากหลายสำคัญในเอเชียเขตร้อนและกึ่งร้อน โดยเฉพาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
  • การกระจายพันธุ์ : Musa acuminata ซึ่งเป็นบรรพบุรุษสำคัญของกล้วยกินผล มีถิ่นกำเนิดครอบคลุมอินเดีย จีนตอนใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และหมู่เกาะในเขตมลายู รวมถึงประเทศไทย
  • ในประเทศไทย : กล้วยสามารถปลูกได้ทั่วประเทศ และพบทั้งในพื้นที่เกษตรกรรม สวนผลไม้ พื้นที่บ้านเรือน และพื้นที่หัวไร่ปลายนา กรมส่งเสริมการเกษตรระบุว่ากล้วยน้ำว้ากระจายอยู่ในทุกภาคของประเทศไทย
  • กล้วยเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่อากาศอบอุ่นและมีความชื้นเพียงพอ และต่อมาได้แพร่กระจายไปยังเขตร้อนของเอเชีย แอฟริกา หมู่เกาะแปซิฟิก และทวีปอเมริกา

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การขยายพันธุ์ด้วยหน่อ : เป็นวิธีดั้งเดิมที่นิยมใช้มาก โดยเลือกหน่อที่แข็งแรง ปราศจากโรคและแมลง และมีลักษณะตรงตามพันธุ์
  • การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ : ใช้สำหรับผลิตต้นพันธุ์จำนวนมากในเวลาไม่นาน ต้นพันธุ์มีความสม่ำเสมอและสามารถผลิตต้นพันธุ์ปลอดโรคได้หากระบบผลิตมีมาตรฐาน
  • การเตรียมพื้นที่ : ควรเลือกพื้นที่ที่ระบายน้ำได้ดี มีความชื้นเพียงพอ และมีอินทรียวัตถุเหมาะสม
  • การปลูกกล้วยน้ำว้า : ระยะปลูกแตกต่างกันตามพันธุ์และวัตถุประสงค์ เช่น การปลูกเพื่อการค้าอาจใช้ระยะประมาณ 3 × 3 เมตร หรือปรับตามสภาพพื้นที่และระบบการจัดการ
  • การดูแล : ควรรักษาความชื้น กำจัดวัชพืช ตัดแต่งใบที่เสียหาย และเฝ้าระวังโรคตายพราย โรคใบจุด และแมลงศัตรู เช่น หนอนม้วนใบและด้วงงวง

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ผลกล้วยดิบแก่จัด : เป็นส่วนที่ใช้ทำ “ยากล้วย” ตามบัญชียาหลักแห่งชาติ โดยเฉพาะกล้วยน้ำว้าหรือกล้วยหักมุก
  • ผลกล้วยดิบ : มีแป้งทนการย่อยหรือ resistant starch, pectin, tannins และสารกลุ่มฟลาโวนอยด์และสเตอรอล
  • ส่วนอื่น ๆ : ใบ น้ำยางจากก้านใบ หัวปลี และส่วนต่าง ๆ ของต้น มีการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน แต่หลักฐานทางคลินิกและมาตรฐานการใช้แตกต่างกันไป

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

  • ผลกล้วยดิบแก่จัด : ใช้เป็นยาเพื่อบรรเทาอาการท้องเสียชนิดไม่เกิดจากการติดเชื้อ และใช้รักษาแผลในกระเพาะอาหารตามข้อบ่งใช้ของยากล้วยในบัญชียาหลักแห่งชาติ
  • ผลกล้วยดิบ : ตามภูมิปัญญาและงานวิจัย มีการนำมาใช้เกี่ยวข้องกับการลดความรุนแรงและระยะเวลาของอาการท้องเสีย โดยเฉพาะในเด็กเมื่อใช้ร่วมกับการดูแลมาตรฐาน
  • ผลกล้วยสุก : ใช้เป็นอาหาร มีใยอาหารและคาร์โบไฮเดรต และในภูมิปัญญาพื้นบ้านมีการใช้เพื่อช่วยให้การขับถ่ายเป็นปกติ
  • น้ำยางกล้วย : ในการแพทย์พื้นบ้านมีการใช้ทาบริเวณบาดแผลเพื่อช่วยห้ามเลือดและสมานแผล แต่ควรแยกจากข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการรับรอง
  • ใบกล้วย : มีการใช้ภายนอกตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน เช่น ใช้ประคบหรือปิดบริเวณที่มีอาการบางชนิด
  • หัวปลีและหยวกกล้วย : ใช้เป็นอาหารและเป็นส่วนประกอบของตำรับพื้นบ้านหลายพื้นที่

หมายเหตุ : สรรพคุณจากภูมิปัญญาพื้นบ้านไม่ได้หมายความว่าได้รับการพิสูจน์ทางคลินิกทุกข้อ ควรแยก “การใช้ตามภูมิปัญญา” ออกจาก “ข้อบ่งใช้ของยา” อย่างชัดเจน

วิธีใช้

  • ยากล้วยในบัญชียาหลักแห่งชาติ : ใช้ผงจากผลกล้วยน้ำว้าดิบแก่จัด หรือผงจากผลกล้วยหักมุกดิบแก่จัด
  • ขนาดที่ระบุในเอกสารยา : รับประทานครั้งละ 10 กรัม ชงกับน้ำร้อนประมาณ 150–200 มิลลิลิตร วันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหาร
  • ระยะเวลาการใช้ : ควรใช้ตามข้อบ่งใช้และแนวทางของบุคลากรทางการแพทย์ โดยเฉพาะกรณีท้องเสียที่อาการรุนแรงหรือไม่ดีขึ้น
  • การใช้เป็นอาหาร : กล้วยสุกสามารถรับประทานสด ส่วนกล้วยดิบสามารถนำไปต้ม นึ่ง ทอด หรือแปรรูปเป็นแป้งกล้วยได้

ในบัญชียาจากสมุนไพร

  • ชื่อยา : ยากล้วย
  • รูปแบบยา : ยาผง (โรงพยาบาล)
  • ตัวยาสำคัญ : ผงจากผลกล้วยน้ำว้าดิบชนิดแก่จัด หรือผงจากผลกล้วยหักมุกดิบชนิดแก่จัด
  • ข้อบ่งใช้ : รักษาแผลในกระเพาะอาหาร และบรรเทาอาการท้องเสียชนิดไม่เกิดจากการติดเชื้อ
  • ขนาดและวิธีใช้ : ครั้งละ 10 กรัม ชงน้ำร้อน 150–200 มิลลิลิตร วันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหาร
  • คำเตือน : ไม่ควรใช้ในผู้ที่มีอาการท้องผูก
  • ข้อควรระวัง : การรับประทานติดต่อกันเป็นเวลานานอาจทำให้ท้องอืด
  • อาการไม่พึงประสงค์ : ข้อมูลในเอกสารหลักระบุประเด็นสำคัญเรื่องท้องอืดและการหลีกเลี่ยงในผู้ที่ท้องผูก
  • อันตรกิริยากับยา : เอกสารหลักฐานเชิงประจักษ์ของยากล้วยระบุว่ายังไม่มีรายงานอันตรกิริยาของยาในข้อมูลชุดดังกล่าว

ปัจจุบันสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยายังแสดง “ยากล้วย” อยู่ในกลุ่มยารักษาอาการของระบบทางเดินอาหารในบัญชียาจากสมุนไพร

สารสำคัญ

  • Resistant starch (แป้งทนการย่อย) : พบมากในผลกล้วยดิบ มีบทบาทเป็นสารตั้งต้นของการหมักในลำไส้และอาจเกี่ยวข้องกับการทำงานของระบบทางเดินอาหาร
  • Pectin : ใยอาหารชนิดหนึ่งที่มีคุณสมบัติในการอุ้มน้ำและเกี่ยวข้องกับลักษณะของอุจจาระ
  • Tannins : สารกลุ่มโพลีฟีนอลที่มีฤทธิ์ฝาดสมาน
  • Flavonoids : เช่น leucocyanidin ซึ่งมีการศึกษาถึงบทบาทในการปกป้องเยื่อบุกระเพาะอาหาร
  • Sitoindosides : กลุ่มสารสเตอรอลไกลโคไซด์ที่มีรายงานเกี่ยวข้องกับฤทธิ์ป้องกันแผลในกระเพาะอาหาร
  • Phenolic compounds : พบในหลายส่วนของต้นและเกี่ยวข้องกับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
  • Carotenoids, phytosterols และสารระเหย : พบในส่วนต่าง ๆ ของกล้วย โดยปริมาณแตกต่างกันตามพันธุ์ ระยะสุก และส่วนของพืช

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ด้านท้องเสีย : การทดลองแบบสุ่มในเด็กที่มี persistent diarrhea พบว่าอาหารที่มีกล้วยดิบช่วยเพิ่มสัดส่วนผู้ป่วยที่อาการดีขึ้นและลดปริมาณอุจจาระ รวมถึงลดการสูญเสียน้ำเมื่อเทียบกับอาหารควบคุม
  • งานวิจัยในเด็กที่มีท้องเสียเฉียบพลัน : การทดลองแบบสุ่มพบว่าการเสริมกล้วยเขียวที่ปรุงสุกควบคู่กับการรักษามาตรฐานเพิ่มสัดส่วนเด็กที่ฟื้นตัวภายใน 72 ชั่วโมงเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม
  • หลักฐานจากการทบทวนอย่างเป็นระบบ : การวิเคราะห์งานวิจัยแบบ randomized controlled trials ที่เผยแพร่ถึงต้นปี 2024 พบงานวิจัย 9 การศึกษา รวมผู้เข้าร่วม 3,996 ราย โดยส่วนใหญ่เป็นเด็ก และสนับสนุนศักยภาพของกล้วยเขียวในการช่วยจัดการอาการท้องเสียเมื่อใช้ร่วมกับการรักษามาตรฐาน
  • แผลในกระเพาะอาหาร : งานวิจัยในสัตว์ทดลองพบว่าผงกล้วยดิบสามารถช่วยป้องกันและลดความเสียหายของเยื่อบุกระเพาะอาหารจากสารที่ก่อแผล เช่น aspirin และ indomethacin
  • หลักฐานทางคลินิกด้านแผลในกระเพาะอาหาร : เอกสารหลักฐานของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาระบุว่ายังไม่มีการศึกษาทางคลินิกโดยตรงเกี่ยวกับประสิทธิผลในการป้องกันและรักษาแผลในกระเพาะอาหาร แม้มีการใช้ในโรงพยาบาลมาเป็นเวลานาน
  • ภาพรวมงานวิจัย : งานทบทวนเกี่ยวกับ Musa acuminata รายงานฤทธิ์ทางชีวภาพหลายด้าน เช่น antioxidant, antidiabetic, antimicrobial, hypolipidemic และ antiulcerogenic แต่หลักฐานจำนวนมากยังเป็นการศึกษาในหลอดทดลองหรือสัตว์ทดลอง จึงไม่ควรสรุปว่าใช้รักษาโรคในคนได้ทุกกรณี

เภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ต้านอาการท้องเสีย : resistant starch, pectin และ tannins อาจมีส่วนช่วยเพิ่มความคงตัวของอุจจาระ ลดการสูญเสียน้ำ และปรับสภาพแวดล้อมในลำไส้
  • ฤทธิ์ลดการซึมผ่านของเยื่อบุลำไส้ : งานวิจัยในเด็กที่มี persistent diarrhea พบว่ากล้วยและ pectin ช่วยปรับปรุงความผิดปกติของ intestinal permeability และลดการสูญเสียน้ำ
  • ฤทธิ์ต้านเชื้อจุลชีพ : สารสกัดจากกล้วยดิบมีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรียหลายชนิดในการทดลองในหลอดทดลอง แต่ผลดังกล่าวไม่สามารถนำไปเทียบเท่ากับการรักษาการติดเชื้อในคนโดยตรง
  • ฤทธิ์ปกป้องเยื่อบุกระเพาะอาหาร : flavonoids เช่น leucocyanidin และสารกลุ่ม sitoindosides มีการศึกษาถึงบทบาทในการเพิ่มความแข็งแรงของเยื่อเมือกและลดความเสียหายของกระเพาะอาหาร
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สารกลุ่ม phenolics และ flavonoids ในผล เปลือก และส่วนอื่นของกล้วยมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในระบบทดลอง

ความปลอดภัย

  • กล้วยที่ใช้เป็นอาหารโดยทั่วไปถือว่ามีความปลอดภัยเมื่อรับประทานในปริมาณปกติ
  • ผลกล้วยดิบและผงกล้วยดิบ มีแป้งทนการย่อยและ tannins ในปริมาณสูงกว่าในผลสุก จึงอาจทำให้ท้องอืดหรือท้องผูกในบางคน
  • ผู้ที่มีอาการท้องผูกหรือลำไส้อุดตัน ไม่ควรใช้ยากล้วยโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์
  • เอกสารหลักฐานของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาระบุว่าไม่พบข้อมูลพิษวิทยาที่เกี่ยวข้องกับยากล้วยในข้อมูลที่ประเมินไว้ แต่ข้อมูลดังกล่าวไม่ควรตีความว่าการใช้สารสกัดเข้มข้นหรือการใช้ในขนาดสูงเป็นเวลานานจะปลอดภัยในทุกคน
  • ผู้ที่มีโรคไตหรือมีภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูงควรปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารก่อนรับประทานกล้วยในปริมาณมากเป็นประจำ เนื่องจากกล้วยเป็นอาหารที่มีโพแทสเซียม

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

  • เอกสารหลักฐานเชิงประจักษ์ของ ยากล้วย ที่เผยแพร่โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาระบุว่า ยังไม่มีรายงานอันตรกิริยาระหว่างยา ในข้อมูลที่ประเมินไว้
  • อย่างไรก็ตาม กล้วยเป็นอาหารที่มีโพแทสเซียม จึงควรระมัดระวังการรับประทานในปริมาณมากร่วมกับยาหรือภาวะที่ทำให้ระดับโพแทสเซียมในเลือดสูง โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคไต
  • มีงานวิจัยในสัตว์ทดลองเกี่ยวกับการใช้กล้วยร่วมกับ ramipril ซึ่งไม่พบการเพิ่มระดับโพแทสเซียมอย่างมีนัยสำคัญ แต่เป็นข้อมูลในสัตว์ ไม่ควรใช้ยืนยันความปลอดภัยในมนุษย์
  • ผู้ที่รับประทานยาประจำหลายชนิดควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรเมื่อใช้ผงกล้วยหรือผลิตภัณฑ์กล้วยในรูปแบบเข้มข้น

การใช้ในอาหาร

  • ผลกล้วยสุก : รับประทานเป็นผลไม้สด
  • กล้วยดิบ : ใช้ประกอบอาหาร เช่น ต้ม แกง ทอด และแปรรูปเป็นกล้วยฉาบ
  • กล้วยสุก : ใช้ทำกล้วยบวชชี กล้วยเชื่อม กล้วยตาก ขนมกล้วย และข้าวต้มมัด
  • หัวปลี : ใช้ทำยำหัวปลี แกงหัวปลี และเป็นผักเครื่องเคียง
  • หยวกกล้วย : ใช้ทำแกงหรืออาหารพื้นบ้านในหลายภูมิภาค
  • แป้งกล้วยดิบ : สามารถนำไปใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อเพิ่มใยอาหารและ resistant starch

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • แป้งกล้วยดิบ : ใช้เป็นวัตถุดิบอาหารและผลิตภัณฑ์อาหารที่ต้องการเพิ่ม resistant starch
  • กล้วยอบและกล้วยตาก : ผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปที่มีการผลิตในระดับครัวเรือนและเชิงพาณิชย์
  • กล้วยฉาบ : ผลิตจากผลกล้วยดิบและเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปที่พบทั่วไป
  • ผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพ : มีการศึกษาการใช้แป้งกล้วยและเปลือกกล้วยเป็นส่วนประกอบของอาหารฟังก์ชัน เนื่องจากมีใยอาหารและสารฟีนอลิก
  • ผลิตภัณฑ์สมุนไพร : ผลกล้วยดิบแก่จัดสามารถนำไปผลิตเป็นผงกล้วยสำหรับใช้เป็นยากล้วยตามมาตรฐานและข้อบ่งใช้ที่กำหนด

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ผลสำหรับทำยากล้วย : ควรใช้ผลกล้วยดิบที่แก่จัดตามชนิดหรือพันธุ์ที่กำหนด
  • หลังเก็บเกี่ยวควรคัดเลือกผลที่สมบูรณ์ ปราศจากโรคและแมลง และทำความสะอาดก่อนนำไปแปรรูป
  • หากผลิตเป็นผง ควรทำให้แห้งอย่างเหมาะสมและเก็บในภาชนะสะอาด ปิดสนิท ป้องกันความชื้นและการปนเปื้อน
  • ควรเก็บวัตถุดิบแห้งในบริเวณที่แห้ง อากาศถ่ายเท และหลีกเลี่ยงความร้อนหรือแสงแดดโดยตรง
  • สำหรับกล้วยรับประทานสด ระยะเก็บเกี่ยวขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ หากต้องการขนส่งมักเก็บในระยะผลแก่แต่ยังไม่สุกเต็มที่ ส่วนการบริโภคสดสามารถปล่อยให้สุกตามต้องการ

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

  • กล้วยเป็นพืชที่คนไทยสามารถใช้ประโยชน์ได้แทบทุกส่วน ตั้งแต่ผล ใบ กาบ ก้าน หยวก ปลี ไปจนถึงน้ำยาง
  • ใบกล้วย ใช้ห่ออาหาร ทำภาชนะชั่วคราว และใช้ในพิธีกรรมบางประเภท
  • ก้านกล้วย ใช้ทำของเล่นพื้นบ้าน เช่น ม้าก้านกล้วย
  • กาบกล้วย สามารถลอกเป็นเส้นใช้ทำเชือกกล้วยและงานจักสานบางชนิด
  • หัวปลี เป็นอาหารพื้นบ้านที่พบในหลายภูมิภาค
  • หยวกกล้วย ใช้ประกอบอาหารและเป็นอาหารสัตว์
  • ผลกล้วย ใช้รับประทานและแปรรูปเป็นอาหารและขนมจำนวนมาก
  • ผลกล้วยดิบ มีภูมิปัญญาการใช้เพื่อบรรเทาอาการท้องเสีย ซึ่งต่อมามีการศึกษาทางคลินิกและพัฒนาเป็นตำรับ “ยากล้วย” ในระบบยาสมุนไพรของประเทศไทย

ประวัติและวัฒนธรรม

  • กล้วยเป็นพืชพื้นถิ่นสำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีประวัติความสัมพันธ์กับมนุษย์ในภูมิภาคนี้มาเป็นเวลานาน
  • กรมวิชาการเกษตรระบุว่ากล้วยเป็นพืชท้องถิ่นของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเป็นผลไม้เก่าแก่ที่มีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของผู้คนในภูมิภาคนี้
  • ในสังคมไทย กล้วยมีบทบาททั้งในด้านอาหาร การเกษตร ประเพณี และการดำรงชีวิต เช่น การใช้ใบตองห่ออาหาร การทำบายศรี การใช้กล้วยในงานพิธี และการทำของเล่นพื้นบ้าน
  • กล้วยน้ำว้าถือเป็นพืชที่มีความสำคัญทางวัฒนธรรมของสังคมไทยและปลูกกันอย่างแพร่หลายทั้งในบริเวณบ้านและพื้นที่เกษตรกรรม
  • ปัจจุบันมีการรวบรวมและอนุรักษ์พันธุกรรมกล้วยพื้นเมืองหลายชนิดในประเทศไทย เพื่อรักษาความหลากหลายทางพันธุกรรมสำหรับการปรับปรุงพันธุ์และการใช้ประโยชน์ในอนาคต

สถานะการอนุรักษ์

  • กล้วยปลูกโดยทั่วไป : เป็นพืชเกษตรที่มีการปลูกอย่างแพร่หลายและไม่ได้อยู่ในภาวะเสี่ยงสูญพันธุ์ในระดับชนิดพันธุ์ปลูกทั่วไป
  • พันธุกรรมกล้วยพื้นเมือง : มีความสำคัญต่อความมั่นคงทางอาหารและการปรับปรุงพันธุ์ จึงมีการรวบรวมและอนุรักษ์พันธุกรรมกล้วยในประเทศไทยโดยหน่วยงานด้านการเกษตร
  • กล้วยป่าและพันธุกรรมบางชนิด : อาจมีความเสี่ยงแตกต่างกันไปตามชนิดและถิ่นอาศัย เช่น Musa acuminata บางชนิดย่อยมีข้อมูลด้านการอนุรักษ์แตกต่างกัน จึงควรพิจารณาเป็นรายอนุกรมวิธาน ไม่ควรใช้สถานะเดียวกับ “กล้วย” ทั้งหมด

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
  • หมวด (Phylum/Division) : Streptophyta
  • ชั้น (Class) : Equisetopsida
  • ชั้นย่อย (Subclass) : Magnoliidae
  • อันดับ (Order) : Zingiberales
  • วงศ์ (Family) : Musaceae
  • สกุล (Genus) : Musa L.
  • ชนิดที่มีความสำคัญต่อกล้วยกินผล : Musa acuminata Colla
  • อีกชนิดสำคัญ : Musa balbisiana Colla
  • ลูกผสมที่สำคัญ : Musa × paradisiaca L. ซึ่งมีพื้นฐานจาก M. acuminata × M. balbisiana
  • กลุ่มพันธุ์กล้วยน้ำว้า : กล้วยน้ำว้าจัดอยู่ในกลุ่ม ABB ซึ่งมีพื้นฐานทางพันธุกรรมจาก M. balbisiana และ M. acuminata
  • หมายเหตุด้านชื่อวิทยาศาสตร์ : Musa sapientum L. เป็นชื่อที่พบในเอกสารสมุนไพรไทยและเอกสารเก่า แต่ฐานข้อมูลอนุกรมวิธานสมัยใหม่ เช่น Plants of the World Online ยอมรับชนิดและกลุ่มพันธุ์ของ Musa ในรูปแบบที่ละเอียดกว่า จึงควรใช้ Musa spp. สำหรับหน้าข้อมูล “กล้วย” ที่ครอบคลุมหลายพันธุ์ และระบุชื่อเฉพาะเมื่อกล่าวถึงกล้วยชนิดหรือกลุ่มพันธุ์ใดโดยตรง

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมวิชาการเกษตร. (ม.ป.ป.). ฐานข้อมูลพรรณพืชและเชื้อพันธุกรรมพืช: กล้วย. กรมวิชาการเกษตร.
  2. กรมวิชาการเกษตร. (ม.ป.ป.). กล้วยกินได้: สถานภาพการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์พันธุกรรมกล้วยของกรมวิชาการเกษตร. กรมวิชาการเกษตร.
  3. กรมส่งเสริมการเกษตร. (2567). แนะเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยน้ำว้า ปรับตัวรับความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.
  4. คณะอนุกรรมการพัฒนาบัญชียาหลักแห่งชาติ. (2555). คู่มือการใช้ยาจากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. 2555. กรุงเทพฯ: ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.
  5. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. (ม.ป.ป.). กล้วย: หลักฐานเชิงประจักษ์ Monograph ยาจากสมุนไพร. กระทรวงสาธารณสุข.
  6. สถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร. (ม.ป.ป.). DB กล้วยน้ำว้ามะลิอ่อง. กรมวิชาการเกษตร.
  7. Mathew, N. S., & Negi, P. S. (2017). Traditional uses, phytochemistry and pharmacology of wild banana (Musa acuminata Colla): A review. Journal of Ethnopharmacology, 196, 124–140. https://doi.org/10.1016/j.jep.2016.12.009
  8. Rabbani, G. H., Teka, T., Zaman, B., Majid, N., Khatun, M., & Fuchs, G. J. (2001). Clinical studies in persistent diarrhea: Dietary management with green banana or pectin in Bangladeshi children. Gastroenterology, 121(3), 554–560. https://doi.org/10.1053/gast.2001.27178
  9. Rabbani, G. H., Ahmed, S., Hossain, I., Islam, R., Marni, F., & others. (2009). Green banana reduces clinical severity of childhood shigellosis: A double-blind, randomized, controlled clinical trial. The Pediatric Infectious Disease Journal, 28(5), 420–425. https://doi.org/10.1097/INF.0b013e31819510b5
  10. Gunasekaran, D., et al. (2020). Effect of green banana (Musa paradisiaca) on recovery in children with acute watery diarrhea with no dehydration: A randomized controlled trial. Indian Pediatrics, 57(12), 1114–1118.
  11. Goel, R. K., Gupta, S., Shankar, R., & Sanyal, A. K. (1986). Anti-ulcerogenic effect of banana powder (Musa sapientum var. paradisiaca) and its effect on mucosal resistance. Journal of Ethnopharmacology, 18(1), 33–44. https://doi.org/10.1016/0378-8741(86)90041-3
  12. Lewis, D. A., Fields, W. N., & Shaw, G. P. (1999). A natural flavonoid present in unripe banana pulp (Musa sapientum L. var. paradisiaca) protects the gastric mucosa from aspirin-induced erosions. Journal of Ethnopharmacology, 65, 283–288.
  13. Kew Science. (2026). Musa acuminata Colla. Plants of the World Online.
  14. Kew Science. (2026). Musa × paradisiaca L. Plants of the World Online.
  15. Kew Science. (2026). Musa acuminata subsp. acuminata. Plants of the World Online.

 

Scroll to top