กฤษณา

กฤษณา

กฤษณา

กฤษณาเป็นไม้ยืนต้นเขตร้อนที่มีคุณค่าทั้งด้านสมุนไพร เครื่องหอม และวัฒนธรรม โดยเฉพาะ “ไม้กฤษณา” หรือ agarwood ซึ่งเป็นเนื้อไม้ที่เกิดการสะสมของเรซินและสารหอมภายในเนื้อไม้เมื่อได้รับบาดแผลหรือการกระตุ้นจากจุลินทรีย์ ทำให้เกิดกลิ่นหอมเฉพาะตัว กฤษณาที่พบในประเทศไทยชนิดสำคัญคือ Aquilaria crassna Pierre ex Lecomte ซึ่งเป็นชื่อวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับในปัจจุบัน และมีถิ่นกำเนิดในภูมิภาคอินโดจีน

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อไทย: กฤษณา
  • ชื่ออื่น: ไม้หอม, ไม้กฤษณา, สีเสียดน้ำ, ตะเกราน้ำ และชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ
  • ชื่อสามัญ: Agarwood, Eagle wood, Aloeswood
  • ชื่อวิทยาศาสตร์: Aquilaria crassna Pierre ex Lecomte
  • วงศ์: Thymelaeaceae
  • ลักษณะเด่น: เป็นต้นไม้ไม่ผลัดใบขนาดกลางถึงใหญ่ เนื้อไม้ปกติสีอ่อน แต่เมื่อเกิดบาดแผลหรือการติดเชื้อจากจุลินทรีย์ ต้นจะสร้างเรซินขึ้นสะสมในเนื้อไม้ ทำให้เนื้อไม้มีสีเข้มและมีกลิ่นหอม เรียกว่า “ไม้กฤษณา” หรือ agarwood
  • ชื่อที่เกี่ยวข้องกับการค้า: Agarwood, Agar wood, Eagle wood และ Aloeswood

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น: ไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบ สูงได้ถึงประมาณ 30 เมตร ลำต้นเปลาตรง เปลือกเรียบ สีเทาหรือสีเทาอมขาว กิ่งอ่อนและส่วนต่าง ๆ ของช่อดอกอาจมีขนสั้นนุ่ม
  • ใบ: ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปรีหรือรูปไข่กลับ ปลายใบเรียวแหลม โคนใบมน ขอบใบเรียบ แผ่นใบค่อนข้างหนา มีขนประปรายบริเวณขอบใบและเส้นกลางใบด้านล่าง ก้านใบสั้น
  • ดอก: ออกเป็นช่อตามซอกใบ ดอกมีขนาดเล็ก กลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็นแฉก กลีบดอกมีขนาดเล็กและมีเกสรเพศผู้หลายอัน
  • ผล: ผลแห้งแตก รูปรีหรือเกือบกลม มีขนประปราย เมื่อแก่จะแตกออก
  • เมล็ด: รูปรี มีขนและมีส่วนที่เป็นปีกหรือหางเมล็ด ช่วยในการกระจายพันธุ์

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิด: ภูมิภาคอินโดจีน
  • การกระจายพันธุ์: พบตามธรรมชาติในกัมพูชา ลาว เมียนมา ไทย และเวียดนาม
  • ในประเทศไทย: พบโดยเฉพาะบริเวณภาคตะวันออกและพื้นที่ป่าดิบแล้งหรือป่าดิบชื้น เช่น บริเวณเขาใหญ่ จังหวัดปราจีนบุรีและนครนายก รวมถึงพื้นที่ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ โดยพบได้ตั้งแต่พื้นที่ระดับต่ำจนถึงประมาณ 1,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การปลูก: กฤษณาเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่เขตร้อนชื้น ดินควรมีการระบายน้ำดี มีอินทรียวัตถุ และมีความชื้นเหมาะสม สามารถปลูกเป็นสวนป่าเพื่อผลิตไม้และวัตถุดิบกฤษณาได้
  • การขยายพันธุ์: นิยมขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด โดยเก็บเมล็ดจากผลที่แก่และนำไปเพาะทันที เนื่องจากเมล็ดกฤษณามีอายุการเก็บรักษาค่อนข้างสั้น
  • การผลิตไม้กฤษณา: ต้นกฤษณาที่ปลูกเพื่อการค้าอาจมีการกระตุ้นให้เกิดเรซินในเนื้อไม้ด้วยวิธีทางกายภาพ เคมี หรือการใช้เชื้อจุลินทรีย์ เพื่อเร่งการสร้าง agarwood
  • ข้อควรคำนึง: การผลิตและการค้าไม้กฤษณาควรดำเนินการตามกฎหมายและข้อกำหนดด้าน CITES เนื่องจาก Aquilaria อยู่ภายใต้การควบคุมการค้าระหว่างประเทศ

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • เนื้อไม้ที่มีเรซิน: เป็นส่วนที่ใช้มากที่สุดในตำรับยาไทยและการแพทย์แผนโบราณ
  • แก่นไม้: ใช้เป็นเครื่องยาและเป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตน้ำมันกฤษณา
  • ชันหรือเรซิน: เป็นส่วนที่ให้กลิ่นหอมและมีสารสำคัญจำนวนมาก
  • ใบ: มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับสารสำคัญและฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา แต่การใช้เป็นยาควรแยกจากการใช้ “ไม้กฤษณา” ซึ่งมีองค์ประกอบทางเคมีแตกต่างกัน

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

  • เนื้อไม้กฤษณา: ตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยใช้เป็นเครื่องยารสสุขุม มีกลิ่นหอม และมักเป็นส่วนประกอบของตำรับยาหอม
  • ใช้ในตำรับยาหอม: ใช้ร่วมกับสมุนไพรหอมชนิดอื่นเพื่อบรรเทาอาการที่เกี่ยวข้องกับระบบไหลเวียนโลหิตตามแนวทางการแพทย์แผนไทย เช่น หน้ามืด ตาลาย วิงเวียน ใจสั่น และอาการที่เรียกว่า “ลม”
  • การแพทย์ดั้งเดิมของเอเชีย: มีรายงานการใช้ agarwood สำหรับอาการปวดข้อ อาการอักเสบ ท้องเสีย ไอ หอบหืด รวมถึงใช้เป็นยากล่อมประสาทหรือช่วยให้สงบ อย่างไรก็ตาม หลักฐานดังกล่าวจำนวนมากเป็นข้อมูลจากการใช้แบบดั้งเดิมและการทดลองก่อนคลินิก ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ที่ได้รับการยืนยันในมนุษย์

วิธีใช้

  • ในตำรับยาไทย: ใช้เนื้อไม้หรือไม้กฤษณาที่เตรียมเป็นเครื่องยาและนำไปปรุงร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นตามสูตรตำรับ
  • ยาหอม: กฤษณาเป็นส่วนประกอบของตำรับยาหอมหลายชนิด เช่น ยาหอมทิพโอสถ ยาหอมเทพจิตร ยาหอมนวโกฐ ยาหอมแก้ลมวิงเวียน และยาหอมอินทจักร์
  • การใช้เป็นวัตถุดิบเครื่องหอม: นำไม้ที่มีเรซินไปกลั่นเพื่อผลิตน้ำมันกฤษณา หรือใช้เป็นเครื่องหอม
  • ข้อสำคัญ: ไม่ควรนำไม้กฤษณามาต้มรับประทานเองโดยกำหนดขนาดยาแบบตายตัว เพราะปริมาณสารสำคัญแตกต่างกันตามชนิดของไม้ ระดับการเกิดเรซิน และวิธีเตรียม

ในบัญชียาจากสมุนไพร

กฤษณาเป็นส่วนประกอบในตำรับยาจากสมุนไพร โดยเฉพาะกลุ่ม ยาหอม ในบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร เช่น

  • ยาหอมทิพโอสถ: มีกฤษณาเป็นหนึ่งในส่วนประกอบ และมีข้อบ่งใช้แก้ลมวิงเวียน
  • ยาหอมเทพจิตร: มีกฤษณาเป็นส่วนประกอบ ใช้สำหรับกลุ่มอาการหน้ามืด ตาลาย สวิงสวาย ใจสั่น และบำรุงดวงจิตตามข้อบ่งใช้ของตำรับ
  • ยาหอมนวโกฐ: มีเนื้อไม้กฤษณาเป็นส่วนประกอบ
  • ยาหอมแก้ลมวิงเวียน: มีกฤษณาเป็นส่วนประกอบ
  • ยาหอมอินทจักร์: มีกฤษณาเป็นส่วนประกอบ

ฐานข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาระบุสูตรและข้อบ่งใช้ของตำรับยาหอมที่มีกฤษณาเป็นส่วนประกอบ ส่วนประกาศบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพรมีการปรับปรุงเป็นระยะ จึงควรตรวจสอบฉบับที่มีผลใช้บังคับล่าสุดก่อนนำข้อมูลไปใช้ในเชิงกฎหมายหรือการสั่งจ่ายยา

สารสำคัญ

  • Sesquiterpenes (เซสควิเทอร์พีน): เป็นกลุ่มสารระเหยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับกลิ่นหอมของ agarwood
  • 2-(2-Phenylethyl)chromones: เป็นกลุ่มสารสำคัญที่พบเด่นในเนื้อไม้กฤษณาที่เกิดเรซิน
  • Terpenoids: พบในส่วนต่าง ๆ ของพืชและมีความหลากหลายทางโครงสร้าง
  • Phenolic compounds และ phenolic acids: พบในสารสกัดจากส่วนต่าง ๆ ของกฤษณา
  • Flavonoids, benzophenones, xanthonoids และสารกลุ่มอื่น: มีรายงานในใบและส่วนต่าง ๆ ของ Aquilaria
  • องค์ประกอบทางเคมีของไม้ปกติกับไม้ที่เกิด agarwood แตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยการเกิดเรซินสัมพันธ์กับการตอบสนองของต้นต่อบาดแผลหรือการเข้าทำลายของจุลินทรีย์

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

งานวิจัยเกี่ยวกับ Aquilaria และ agarwood มีจำนวนมาก แต่หลักฐานส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับการทดลองในหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง

  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ: สารจาก agarwood โดยเฉพาะ sesquiterpenoids และ 2-(2-phenylethyl)chromones มีแนวโน้มยับยั้งกระบวนการอักเสบผ่านหลายกลไก เช่น NF-κB และ MAPK
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ: สารสกัดจากใบและเนื้อไม้มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในแบบจำลองทดลอง
  • ฤทธิ์ต้านจุลชีพ: มีรายงานฤทธิ์ต่อเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราในระดับห้องปฏิบัติการ
  • ฤทธิ์ต่อระบบประสาท: มีการศึกษาฤทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับการสงบประสาทและระบบประสาทส่วนกลาง
  • ฤทธิ์ต้านมะเร็ง: สารสกัดและน้ำมันกฤษณาบางชนิดแสดงฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็งในหลอดทดลอง และมีงานทดลองในสัตว์บางการศึกษาที่ให้ผลน่าสนใจ แต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าใช้รักษามะเร็งในมนุษย์ได้
  • ฤทธิ์ด้านเมตาบอลิซึม: มีงานศึกษาฤทธิ์ต้านเบาหวานและการควบคุมไขมันบางรูปแบบ
  • หลักฐานในมนุษย์: ยังมีช่องว่างของข้อมูลการทดลองทางคลินิกที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะการกำหนดขนาดยา ความปลอดภัยระยะยาว และประสิทธิผลของสารสกัดมาตรฐาน

เภสัชวิทยา

จากการศึกษาในระดับก่อนคลินิก กฤษณาและพืชสกุล Aquilaria มีรายงานฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายด้าน ได้แก่

  • ต้านการอักเสบ
  • ต้านอนุมูลอิสระ
  • ต้านเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา
  • ต้านอาการแพ้
  • มีผลต่อระบบประสาทส่วนกลางและมีฤทธิ์สงบประสาท
  • ปกป้องตับ
  • มีฤทธิ์ช่วยการทำงานของระบบทางเดินอาหารในแบบจำลองบางชนิด
  • มีฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็งในหลอดทดลองและสัตว์ทดลองบางรูปแบบ
  • ยับยั้งเอนไซม์ acetylcholinesterase ในการทดลองบางชนิด

อย่างไรก็ตาม ฤทธิ์เหล่านี้เป็นหลักฐานทางเภสัชวิทยาระดับก่อนคลินิกเป็นส่วนใหญ่ จึงยังไม่ควรนำมาเทียบเท่ากับประสิทธิผลในการรักษาโรคของผู้ป่วยโดยตรง

ความปลอดภัย

  • ข้อมูลด้านความปลอดภัยของกฤษณายังมีจำกัดเมื่อเปรียบเทียบกับยาสมัยใหม่
  • งานทดลองน้ำมันหอมระเหยจาก Aquilaria crassna ในหนูพบว่า การให้ทางปากขนาด 2,000 มก./กก. ในการศึกษาความเป็นพิษเฉียบพลันไม่ทำให้เกิดการตาย และค่า LD50 มากกว่า 2,000 มก./กก. นอกจากนี้การให้ซ้ำในขนาด 100 และ 500 มก./กก. เป็นเวลา 28 วันไม่พบความผิดปกติสำคัญในตัวชี้วัดที่ศึกษา อย่างไรก็ตาม ผลดังกล่าวเป็นข้อมูลในสัตว์ทดลอง ไม่สามารถใช้ยืนยันความปลอดภัยในมนุษย์ได้
  • ควันจากการเผาไม้กฤษณา: ควรระวังเป็นพิเศษ เพราะการเผาไหม้ทำให้เกิดควันและมลพิษในอากาศภายในอาคาร งานวิจัยบางส่วนพบความสัมพันธ์กับกระบวนการอักเสบของเซลล์ทางเดินหายใจ
  • ผู้ที่ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว หรือผู้ที่รับประทานยาหลายชนิด ควรปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพก่อนใช้สารสกัดหรือผลิตภัณฑ์กฤษณา

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ข้อมูลเฉพาะของ กฤษณาเดี่ยว ๆ เกี่ยวกับปฏิกิริยาระหว่างยากับสมุนไพรยังไม่เพียงพอที่จะระบุคู่ยาที่แน่นอนได้

อย่างไรก็ตาม สำหรับ ตำรับยาหอมที่มีกฤษณาเป็นส่วนประกอบ ฐานข้อมูลบัญชียาจากสมุนไพรของ อย. ระบุข้อควรระวังของบางตำรับ เช่น การใช้ร่วมกับยาต้านการแข็งตัวของเลือดหรือยาต้านการจับตัวของเกล็ดเลือด และควรระวังการใช้ต่อเนื่องในผู้มีความผิดปกติของตับหรือไต เนื่องจากส่วนประกอบอื่นในตำรับ เช่น การบูร อาจเกิดการสะสมและก่อพิษได้ ดังนั้นไม่ควรเหมารวมว่าความเสี่ยงดังกล่าวเกิดจากกฤษณาเพียงตัวเดียว

การใช้ในอาหาร

  • ใบกฤษณามีการนำมาแปรรูปเป็น ชากฤษณา (agarwood tea) โดยเฉพาะจากต้นที่ปลูกในระบบสวน
  • มีงานทบทวนพบว่าใบ Aquilaria มีสารกลุ่ม phenolic acids, flavonoids, terpenoids, benzophenones และสารอื่น ๆ ที่อาจเกี่ยวข้องกับฤทธิ์ทางชีวภาพ
  • อย่างไรก็ตาม “ชากฤษณา” ไม่ควรนำข้อมูลฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาจากสารสกัดเข้มข้นไปตีความเทียบเท่ากับการดื่มชาในชีวิตประจำวัน

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • น้ำมันกฤษณา: ผลิตจากไม้ที่มีเรซินโดยการกลั่น
  • น้ำกลั่นไม้กฤษณา: เป็นผลิตภัณฑ์จากกระบวนการกลั่นและมีกลิ่นหอมเฉพาะ
  • น้ำหอม: ใช้เป็นวัตถุดิบให้กลิ่นหอมและเป็น base note ในผลิตภัณฑ์น้ำหอม
  • เครื่องหอมและธูป: ใช้ไม้กฤษณาที่มีเรซินเป็นวัตถุดิบ
  • เครื่องสำอาง: น้ำมันและสารสกัดกฤษณาสามารถนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับกลิ่นหอม
  • ผลิตภัณฑ์สปา: เช่น น้ำมันหอมระเหยและผลิตภัณฑ์สร้างกลิ่น
  • ชาสมุนไพร: ใช้ใบกฤษณาที่ผ่านกระบวนการเตรียมที่เหมาะสม

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ควรเก็บเกี่ยวไม้กฤษณาจากแหล่งปลูกที่ถูกต้องตามกฎหมายและมีเอกสารรับรองแหล่งที่มา
  • ไม้ที่มีเรซินมากมักมีสีเข้ม น้ำหนักมาก และมีกลิ่นหอมชัดเจนกว่ากระพี้หรือไม้ปกติ
  • หลังเก็บเกี่ยวควรลดความชื้นของไม้และเก็บในสถานที่แห้ง อากาศถ่ายเท และป้องกันเชื้อราและแมลง
  • น้ำมันกฤษณาควรเก็บในภาชนะที่ปิดสนิท ป้องกันแสงและความร้อน เพื่อลดการเสื่อมสภาพของสารระเหย
  • การเก็บและเคลื่อนย้ายผลิตภัณฑ์กฤษณาเพื่อการค้าระหว่างประเทศต้องคำนึงถึงข้อกำหนด CITES เนื่องจาก Aquilaria อยู่ในบัญชีควบคุม

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

กฤษณามีความเกี่ยวข้องกับภูมิปัญญาของคนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาเป็นเวลานาน ทั้งในด้านยา เครื่องหอม และพิธีกรรม เนื้อไม้ที่มีกลิ่นหอมถูกนำมาใช้เป็นเครื่องยาในตำรับแพทย์แผนไทย โดยเฉพาะตำรับยาหอม และยังมีการใช้เป็นเครื่องหอมสำหรับสร้างบรรยากาศและประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ

ในบางพื้นที่มีภูมิปัญญาในการคัดเลือกไม้จากลักษณะ สี น้ำหนัก และกลิ่น เพื่อประเมินคุณภาพของไม้กฤษณา รวมทั้งมีการพัฒนาวิธีปลูกและการกระตุ้นให้ต้นสร้างเรซินเพื่อทดแทนการเก็บจากป่าธรรมชาติ

ประวัติและวัฒนธรรม

กฤษณาเป็นไม้หอมที่มีคุณค่าสูงและมีประวัติการใช้ในวัฒนธรรมเอเชียมายาวนาน ทั้งในอินเดีย จีน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และภูมิภาคอื่น ๆ โดยใช้เป็นเครื่องหอม ยา และวัตถุดิบในพิธีกรรมทางศาสนา

ในบริบทของไทย กฤษณาปรากฏอยู่ในองค์ความรู้การแพทย์แผนไทยและตำรับยาหอมมาเป็นเวลานาน อีกทั้งยังเป็นสินค้าที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงจากกลิ่นหอมของเนื้อไม้และน้ำมันกฤษณา

สถานะการอนุรักษ์

  • สถานภาพระดับประเทศไทย: ฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทยระบุ Aquilaria crassna เป็น Vulnerable (VU) – มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ ตามข้อมูล Thailand Red Data Plants
  • สถานภาพตามข้อมูล IUCN ที่ Kew อ้างถึง: Critically Endangered (CR) – ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง โดยใช้ข้อมูลภายใต้ชื่อพ้อง Aquilaria crasna
  • CITES: Aquilaria spp. อยู่ใน บัญชีหมายเลข II (Appendix II) ซึ่งควบคุมการค้าระหว่างประเทศเพื่อป้องกันการใช้ประโยชน์จนส่งผลกระทบต่อประชากรในธรรมชาติ
  • ภัยคุกคามสำคัญ: การลักลอบตัดต้นกฤษณาจากป่าเพื่อเอาไม้ที่มีเรซิน ซึ่งเป็นสินค้าที่มีราคาสูง
  • แนวทางอนุรักษ์: ส่งเสริมการปลูกกฤษณาในสวน การผลิตไม้กฤษณาจากแหล่งที่ถูกกฎหมาย การควบคุมการค้า และการพัฒนาวิธีผลิต agarwood อย่างยั่งยืน

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • Domain: Eukaryota
  • Kingdom: Plantae
  • Phylum: Streptophyta
  • Class: Equisetopsida
  • Subclass: Magnoliidae
  • Order: Malvales
  • Family: Thymelaeaceae
  • Genus: Aquilaria Lam.
  • Species: Aquilaria crassna Pierre ex Lecomte

ชื่อ Aquilaria crassna Pierre ex Lecomte เป็นชื่อที่ได้รับการยอมรับในฐานข้อมูล Plants of the World Online (POWO) ของ Royal Botanic Gardens, Kew โดยมีชื่อพ้องที่สำคัญคือ Aquilaria crasna Pierre

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (ม.ป.ป.). กฤษณา. กระทรวงสาธารณสุข.
  2. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (ม.ป.ป.). Aquilaria crassna Pierre ex Lecomte. สารานุกรมพืช.
  3. กองนโยบายแห่งชาติด้านยา. (2568). ประกาศบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568. กระทรวงสาธารณสุข.
  4. สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. (ม.ป.ป.). ไม้กฤษณา (ไม้หอม): ไม้ทรงคุณค่า. มหาวิทยาลัยมหิดล.
  5. สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. (ม.ป.ป.). คุณประโยชน์ของใบกฤษณา. มหาวิทยาลัยมหิดล.
  6. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. (ม.ป.ป.). บัญชียาสมุนไพร. กองนโยบายแห่งชาติด้านยา กระทรวงสาธารณสุข.
  7. ฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทย. (ม.ป.ป.). Aquilaria crassna. สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม.
  8. Adam, A. Z., Lee, S. Y., & Mohamed, R. (2017). Pharmacological properties of agarwood tea derived from Aquilaria (Thymelaeaceae) leaves: An emerging contemporary herbal drink. Journal of Herbal Medicine, 10, 37–44. https://doi.org/10.1016/j.hermed.2017.06.002
  9. Hashim, Y. Z. H.-Y., Kerr, P. G., Abbas, P., & Salleh, H. M. (2016). Aquilaria spp. (agarwood) as source of health beneficial compounds: A review of traditional use, phytochemistry and pharmacology. Journal of Ethnopharmacology, 189, 331–360. https://doi.org/10.1016/j.jep.2016.06.055
  10. Kew Science, Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Aquilaria crassna Pierre ex Lecomte. Plants of the World Online.
  11. National Institutes of Health. (n.d.). Aquilaria spp. (agarwood) as source of health beneficial compounds: A review of traditional use, phytochemistry and pharmacology. PubMed.
  12. Suhardiman, A., Muhaimin, Chaerunisaa, A. Y., & Mulyani, Y. (2025). Review of potential pharmacological activities of agarwood plants (Aquilaria sp.) as herbal medicine and development as potential herbal preparations. Tropical Journal of Natural Product Research, 9(8).
  13. Wang, Y., Nevling, L. I., & Gilbert, M. G. (2007). Thymelaeaceae. In Flora of China (Vol. 13).
  14. Wang, S., et al. (2021). Aquilaria species (Thymelaeaceae) distribution, volatile and non-volatile phytochemicals, pharmacological uses, agarwood grading system, and induction methods. Molecules, 26(24), 7708. https://doi.org/10.3390/molecules26247708

 

Scroll to top