กรุงเขมา

กรุงเขมา

กรุงเขมาเป็นไม้เถาสมุนไพรในวงศ์บอระเพ็ด (Menispermaceae) มีชื่อพื้นเมืองแตกต่างกันตามภูมิภาค เช่น ขงเขมา พระพาย เปล้าเลือด สีฟัน หมอน้อย ก้นปิด และเครือหมาน้อย โดยตำรับยาแผนไทยระบุส่วนรากเป็นส่วนที่นำมาใช้เป็นยา ปัจจุบันชื่อทางอนุกรมวิธานที่ยอมรับในระดับสากลคือ Cissampelos pareira L. ส่วนชื่อ Cissampelos pareira var. hirsuta (Buch.-Ham. ex DC.) Forman เป็นชื่อที่ปรากฏในเอกสารตำรับยาแผนไทยและฐานข้อมูลพรรณไม้ไทยบางแห่ง

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อไทย: กรุงเขมา
  • ชื่อท้องถิ่น: ขงเขมา, พระพาย, เปล้าเลือด, หมอน้อย, สีฟัน, ก้นปิด, เครือหมาน้อย, อะกามินเยาะ
  • ชื่อสามัญ: Icevine, Velvet leaf, Pareira brava
  • ชื่อวิทยาศาสตร์: Cissampelos pareira L.
  • ชื่อที่ใช้ในตำรับยาแผนไทย: Cissampelos pareira L. var. hirsuta (Buch.-Ham. ex DC.) Forman
  • วงศ์: Menispermaceae
  • ลักษณะทั่วไป: ไม้เถาเลื้อย มีขนอ่อนนุ่มตามเถา กิ่ง ใบ และช่อดอก
  • ส่วนที่ใช้เป็นยา: รากเป็นส่วนสำคัญที่มีการระบุไว้ในตำรับยาแผนไทย

หมายเหตุเรื่องชื่อ “เครือหมาน้อย”: ในแหล่งข้อมูลไทยชื่อเครือหมาน้อยถูกใช้กับกรุงเขมา แต่มีข้อมูลด้านอนุกรมวิธานสมัยใหม่บางแหล่งเสนอว่า “เครือหมาน้อย” ที่ใช้ทำวุ้นในภาคอีสานอาจหมายถึงพืชสกุล Cyclea ซึ่งแตกต่างจาก Cissampelos ดังนั้นในการจัดทำฐานข้อมูลสมุนไพรควรยึดชื่อวิทยาศาสตร์เป็นหลักเพื่อป้องกันการสับสนของชนิดพืช

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น: เป็นไม้เถาเลื้อยเนื้อค่อนข้างแข็ง ไม่มีมือเกาะ สามารถเลื้อยพาดพันต้นไม้อื่น เถา กิ่ง และช่อดอกมีขนอ่อนนุ่มปกคลุมหนาแน่น มีรากสะสมอาหารอยู่ใต้ดิน
  • ใบ: ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปกลม รูปหัวใจ หรือรูปไต ฐานใบมักมีลักษณะคล้ายก้นปิด ขอบใบเรียบ ปลายใบแหลมหรือเป็นติ่งเล็ก ๆ ใบอ่อนมีขนนุ่มปกคลุมทั้งสองด้าน
  • ดอก: ดอกแยกเพศและอยู่ต่างต้น ดอกมีขนาดเล็ก สีเขียวอมเหลืองถึงเหลืองอ่อน ดอกเพศผู้และดอกเพศเมียออกตามซอกใบ
  • ผล: ผลสดค่อนข้างกลมหรือกลมรี เมื่อสุกมีสีแดงถึงแดงคล้ำ มีขนและมีเมล็ดเดียว
  • เมล็ด: มีลักษณะโค้งคล้ายพระจันทร์เสี้ยวหรือรูปเกือกม้า ผิวค่อนข้างขรุขระ

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิด: เป็นพืชเขตร้อนและกึ่งเขตร้อน
  • การกระจายพันธุ์: พบอย่างกว้างขวางในเอเชีย แอฟริกา และเขตร้อนของทวีปอเมริกา รวมถึงประเทศไทย
  • ประเทศไทย: พบในพื้นที่ป่า ป่าดิบ ป่าผลัดใบ ป่าไผ่ และบริเวณริมลำธารหรือพื้นที่ที่มีความชื้น โดยสามารถพบตั้งแต่พื้นที่ระดับใกล้น้ำทะเลจนถึงพื้นที่สูงประมาณ 1,100 เมตรตามข้อมูลพรรณไม้ไทย

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด: ใช้เมล็ดที่สมบูรณ์เพาะในวัสดุปลูกที่ระบายน้ำได้ดี
  • การขยายพันธุ์ด้วยส่วนใต้ดิน: แหล่งข้อมูลภูมิปัญญาท้องถิ่นระบุว่าสามารถขยายพันธุ์ด้วยเหง้าหรือหน่อได้
  • สภาพแวดล้อม: เหมาะกับดินที่มีความชื้นพอสมควรและมีอินทรียวัตถุ ไม่ควรมีน้ำขังเป็นเวลานาน
  • แสง: สามารถเจริญได้ในพื้นที่ที่มีแสงรำไรหรือบริเวณชายป่า

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ราก: เป็นส่วนที่ใช้เป็นยาหลักและเป็นส่วนที่ระบุในตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ
  • ลำต้น: มีการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
  • ใบ: มีการใช้ในภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยเฉพาะการใช้ภายนอกและการใช้เป็นอาหารในบางพื้นที่
  • ส่วนเหนือดินหรือทั้งต้น: มีรายงานการใช้ตามตำรับพื้นบ้านบางแห่ง

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

  • ราก: ตำรายาไทยระบุว่ามีรสหอมเย็นสุขุม ใช้แก้ไข้ แก้พิษร้อน แก้ดีซ่าน บำรุงร่างกาย และมีการใช้เป็นยาขับปัสสาวะ
  • ราก: มีการใช้ตามภูมิปัญญาเพื่อช่วยบรรเทาอาการปวดท้อง ท้องเสีย ขัดเบา บวมน้ำ และอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินปัสสาวะ
  • ราก: มีการใช้เป็นยาบำรุงและยาอายุวัฒนะในตำรับพื้นบ้านบางพื้นที่
  • ใบและส่วนเหนือดิน: มีการใช้แก้ร้อนใน และใช้ภายนอกสำหรับปัญหาผิวหนังบางชนิด
  • ลำต้น: มีการใช้เป็นยาดับพิษไข้และบำรุงโลหิตตามตำรายาพื้นบ้าน
  • ทั้งต้น: มีรายงานการใช้เป็นยาฟอกเลือด แก้เลือดกำเดา และใช้ลดความดันโลหิตในภูมิปัญญาบางพื้นที่

ข้อควรเข้าใจ: สรรพคุณข้างต้นจำนวนมากเป็นข้อมูลจากตำรายาและภูมิปัญญาดั้งเดิม ไม่ได้หมายความว่ามีหลักฐานทางคลินิกยืนยันประสิทธิผลในมนุษย์สำหรับทุกข้อบ่งใช้

วิธีใช้

  • ตามภูมิปัญญาไทย: รากนำมาต้มเป็นน้ำสมุนไพร หรือบดเป็นผงแล้วใช้ตามตำรับยา
  • การใช้ภายนอก: ใบหรือรากอาจนำมาตำหรือพอกตามวิธีพื้นบ้าน
  • ในตำรับยาแผนไทย: รากกรุงเขมาถูกใช้เป็นส่วนประกอบของยาหลายตำรับ โดยต้องใช้ตามสูตรตำรับและขนาดที่กำหนด ไม่ควรนำขนาดของตำรับหนึ่งไปใช้กับสมุนไพรเดี่ยวโดยตรง
  • ตัวอย่าง: ยาประสะเจตพังคีมีรากกรุงเขมาเป็นส่วนประกอบในตำรับ ใช้ตามข้อบ่งใช้ของตำรับสำหรับอาการกษัยจุกเสียดและขับผายลม

ในบัญชียาจากสมุนไพร

กรุงเขมามีการระบุไว้ใน ตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ พ.ศ. 2564 โดยระบุส่วนที่ใช้คือ ราก และชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Cissampelos pareira var. hirsuta (Buch.-Ham. ex DC.) Forman

ตัวอย่างตำรับที่มีรากกรุงเขมา ได้แก่

  • ยาประสะเจตพังคี: มีรากกรุงเขมาเป็นส่วนประกอบ ใช้สำหรับแก้กษัยจุกเสียดและขับผายลม
  • ยาประสะกานพลู: มีรากกรุงเขมาเป็นส่วนประกอบ ใช้บรรเทาอาการปวดท้อง จุกเสียด และแน่นเฟ้อจากอาหารไม่ย่อยเนื่องจากธาตุไม่ปกติ
  • ยาหอมเบญโกฏ: ตำรับยาแผนไทยแห่งชาติระบุกรุงเขมาเป็นหนึ่งในตัวยาประกอบของตำรับ

สารสำคัญ

งานวิจัยพบว่ากรุงเขมามีสารพฤกษเคมีหลายกลุ่ม โดยเฉพาะ อัลคาลอยด์กลุ่ม isoquinoline alkaloids ซึ่งเป็นกลุ่มสารสำคัญที่มีการศึกษามากที่สุด นอกจากนี้ยังพบ flavonoids, flavonoid glycosides, กรดไขมัน และสารประกอบฟีนอลิกบางชนิด

สารที่มีรายงานจาก Cissampelos pareira ได้แก่

  • Cissampeline
  • Berberine
  • Magnoflorine
  • Laudanosine
  • Nuciferine
  • Bulbocarpine
  • Corytuberine
  • Isocondodendrine
  • Tetrahydropalmatine
  • สารกลุ่ม tropoloisoquinoline alkaloids และ isoquinoline alkaloids อื่น ๆ

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

งานทบทวนวรรณกรรมปี ค.ศ. 2021 รวบรวมข้อมูลของ Cissampelos pareira ทั้งด้านภูมิปัญญา พฤกษเคมี เภสัชวิทยา และพิษวิทยา พบว่ามีการศึกษาฤทธิ์ทางชีวภาพหลายด้าน แต่ส่วนใหญ่ยังเป็นการศึกษาในระดับ หลอดทดลองหรือสัตว์ทดลอง และยังมีข้อมูลการทดลองทางคลินิกในมนุษย์ค่อนข้างจำกัด

มีรายงานการศึกษาฤทธิ์ ได้แก่

  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ
  • ฤทธิ์ลดปวด
  • ฤทธิ์ลดไข้
  • ฤทธิ์ต้านอาการท้องเสีย
  • ฤทธิ์ต้านมาลาเรีย
  • ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
  • ฤทธิ์ปกป้องตับ
  • ฤทธิ์ปรับภูมิคุ้มกัน
  • ฤทธิ์ต้านพิษงู

อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาดังกล่าวยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่ากรุงเขมาสามารถใช้ทดแทนยามาตรฐานในการรักษาโรคเหล่านี้ในมนุษย์ได้

เภสัชวิทยา

จากการศึกษาในหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง สารสกัดและสารประกอบบางชนิดจาก Cissampelos pareira แสดงฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายประการ เช่น

  • ต้านการอักเสบ: มีผลต่อกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบในแบบจำลองทดลอง
  • ระงับปวด: สารสกัดจากรากมีรายงานฤทธิ์ลดปวดและต้านการอักเสบ
  • ลดไข้: มีข้อมูลสนับสนุนจากการทดลองสัตว์
  • ต้านมาลาเรีย: มีการศึกษาอัลคาลอยด์และสารสกัดจากพืชต่อเชื้อ Plasmodium
  • ต้านอนุมูลอิสระ: พบกิจกรรมต้านอนุมูลอิสระจากสารสกัดและส่วนประกอบบางชนิด
  • ลดน้ำตาลในเลือด: มีการศึกษาในแบบจำลองสัตว์ทดลอง
  • ต้านอาการท้องเสีย: มีข้อมูลจากแบบจำลองทดลองของสารสกัดจากพืช
  • ต้านพิษงู: มีการศึกษาฤทธิ์ของสารสกัดต่อองค์ประกอบบางชนิดของพิษงู

หลักฐานเหล่านี้เป็นข้อมูลทางเภสัชวิทยาระยะก่อนคลินิก จึงยังต้องมีการศึกษาด้านขนาดยา กลไก อาการไม่พึงประสงค์ และการทดลองในมนุษย์เพิ่มเติมก่อนนำไปสรุปเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์

ความปลอดภัย

ข้อมูลด้านความปลอดภัยของกรุงเขมายังมีไม่มากเมื่อเทียบกับสมุนไพรที่มีการใช้แพร่หลาย งานทบทวนวรรณกรรมระบุว่าการศึกษาพิษวิทยายังไม่ครอบคลุมเพียงพอ และจำเป็นต้องมีการศึกษาความเป็นพิษแบบเรื้อรัง รวมถึงผลต่อระบบสืบพันธุ์และการพัฒนาของทารกเพิ่มเติม

มีการศึกษาความเป็นพิษเฉียบพลันของสารสกัดรากแบบ hydro-ethanolic ในสัตว์ทดลองบางการศึกษา โดยไม่พบความผิดปกติหรือการเสียชีวิตในขนาดทดลองสูงถึง 2 กรัม/กิโลกรัม แต่ข้อมูลดังกล่าวไม่ควรนำมาแปลงเป็นขนาดรับประทานสำหรับมนุษย์โดยตรง

หญิงตั้งครรภ์: ควรหลีกเลี่ยงการใช้กรุงเขมาในรูปแบบยาสมุนไพรโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากผู้ประกอบวิชาชีพ เนื่องจากข้อมูลด้านความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์ยังไม่เพียงพอ และตำรับยาไทยบางตำรับที่มีกรุงเขมาระบุห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอในการกำหนดรายการปฏิกิริยาระหว่างกรุงเขมากับยาทั้งหมดอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม มีรายงานในวรรณกรรมด้านสมุนไพรและยาเกี่ยวกับ cissampeline ซึ่งเป็นอัลคาลอยด์จาก Cissampelos pareira ว่าอาจมีฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อ และจึงมีข้อควรระวังหากใช้ร่วมกับยาคลายกล้ามเนื้อ

เนื่องจากกรุงเขมามีอัลคาลอยด์หลายชนิด ผู้ที่รับประทานยาประจำ โดยเฉพาะยาที่มีผลต่อระบบประสาท ระบบหัวใจและหลอดเลือด ความดันโลหิต หรือยาที่มีช่วงความปลอดภัยแคบ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้สารสกัดกรุงเขมาในปริมาณเข้มข้น

การใช้ในอาหาร

มีข้อมูลในประเทศไทยที่เชื่อมโยงกรุงเขมากับชื่อท้องถิ่น เครือหมาน้อยหรือหมาน้อย และการใช้ใบทำอาหารพื้นบ้าน เช่น วุ้นหมาน้อยและลาบหมาน้อย โดยใบสามารถให้สารเพกทินที่ช่วยทำให้เกิดเจลได้

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมีประเด็นเรื่องการใช้ชื่อ “เครือหมาน้อย” กับพืชต่างสกุล จึงควรตรวจสอบ ชื่อวิทยาศาสตร์ของวัตถุดิบ ก่อนนำข้อมูลด้านอาหารดังกล่าวมาอ้างว่าเป็นกรุงเขมาโดยตรง

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ผลิตภัณฑ์สมุนไพร: รากเป็นวัตถุดิบในตำรับยาแผนไทยหลายชนิด
  • ผลิตภัณฑ์อาหารพื้นบ้าน: ใบของพืชที่ใช้ในชื่อหมาน้อย/เครือหมาน้อยมีการศึกษานำเพกทินธรรมชาติมาใช้เป็นสารก่อเจล
  • ผลิตภัณฑ์อาหารและเจล: งานวิจัยด้านอาหารพบว่าเพกทินจากใบสามารถสร้างเจลได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้สารก่อเจลสังเคราะห์บางชนิด และมีศักยภาพในการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารพื้นถิ่น

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ราก: ควรเก็บจากต้นที่เจริญเติบโตสมบูรณ์และมีการระบุชนิดพืชถูกต้อง
  • หลังเก็บเกี่ยวควรทำความสะอาดและหั่นเป็นชิ้นตามวิธีเตรียมวัตถุดิบสมุนไพร
  • ควรทำให้แห้งอย่างเหมาะสมเพื่อลดความชื้นและป้องกันเชื้อรา
  • เก็บในภาชนะสะอาด แห้ง ปิดสนิท และป้องกันแสง ความร้อน และความชื้น
  • ควรติดฉลากชื่อพืช ชื่อวิทยาศาสตร์ ส่วนที่ใช้ และวันที่เก็บเกี่ยว เพื่อป้องกันการปะปนกับพืชเถาชนิดอื่น

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

กรุงเขมามีการใช้ในตำรายาไทยและการแพทย์พื้นบ้านหลายภูมิภาค โดยเฉพาะ ราก ซึ่งใช้เป็นยาบำรุง แก้ไข้ แก้พิษร้อน และช่วยขับปัสสาวะ นอกจากนี้ยังมีการใช้ลำต้น ใบ และส่วนเหนือดินในตำรับพื้นบ้านแตกต่างกันไปตามพื้นที่

ในบางชุมชนมีการใช้ทั้งต้นต้มน้ำสำหรับอาบเพื่อบรรเทาผื่นคัน ซึ่งเป็นตัวอย่างการใช้ตามภูมิปัญญาท้องถิ่นของกลุ่มชาติพันธุ์ในภาคเหนือ

ประวัติและวัฒนธรรม

กรุงเขมาเป็นพืชที่มีชื่อเรียกพื้นเมืองจำนวนมาก สะท้อนการใช้ประโยชน์และการรับรู้พืชชนิดนี้ในแต่ละภูมิภาคของประเทศไทย เช่น กรุงเขมาในนครศรีธรรมราช ขงเขมาและพระพายในภาคกลาง เปล้าเลือดในแม่ฮ่องสอน สีฟันในเพชรบุรี และหมอน้อยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

นอกจากภูมิปัญญาด้านยาแล้ว ชื่อพื้นเมืองที่เกี่ยวข้องกับ “หมาน้อย” ยังปรากฏในวัฒนธรรมอาหารพื้นบ้าน โดยมีการนำส่วนใบมาใช้ในอาหารและขนมพื้นถิ่นบางชนิด แต่ควรตรวจสอบชนิดพืชด้วยชื่อวิทยาศาสตร์ เนื่องจากชื่อพื้นเมืองเดียวกันอาจใช้กับพืชมากกว่าหนึ่งชนิด

สถานะการอนุรักษ์

  • Cissampelos pareira* เป็นพืชที่มีการกระจายพันธุ์กว้างขวางในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อน และฐานข้อมูล Plants of the World Online ระบุว่าการประเมินความเสี่ยงการสูญพันธุ์เชิงคาดการณ์จัดอยู่ในกลุ่ม ไม่ถูกคุกคาม (not threatened)
  • อย่างไรก็ตาม สถานะในระดับประชากรของประเทศไทยยังควรติดตาม เนื่องจากการเก็บรากจากธรรมชาติโดยตรงสามารถกระทบต่อต้นแม่ได้
  • การเพาะปลูกและเก็บเกี่ยวอย่างยั่งยืนจึงเป็นแนวทางที่เหมาะสมสำหรับการใช้ประโยชน์ในระยะยาว

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom): Plantae
  • หมวด (Phylum): Tracheophyta
  • กลุ่มพืชมีดอก (Angiosperms): Angiosperms
  • ชั้น (Class): Magnoliopsida
  • อันดับ (Order): Ranunculales
  • วงศ์ (Family): Menispermaceae
  • วงศ์ย่อย (Subfamily): Menispermoideae
  • เผ่า (Tribe): Cissampelideae
  • สกุล (Genus): Cissampelos
  • ชนิด (Species): Cissampelos pareira L.
  • ชื่อระดับพันธุ์ที่ใช้ในเอกสารไทย: Cissampelos pareira var. hirsuta (Buch.-Ham. ex DC.) Forman

ปัจจุบัน Plants of the World Online ของ Kew ยอมรับ Cissampelos pareira L. เป็นชื่อที่ยอมรับ และจัด Cissampelos pareira var. hirsuta เป็นชื่อพ้องในระบบอนุกรมวิธานของ Kew ขณะที่ NCBI ยังคงแสดง var. hirsuta เป็นระดับ varietas ดังนั้นการจัดทำเว็บไซต์ควรแสดงทั้งชื่อที่ใช้ในตำรับยาไทยและชื่อที่ยอมรับในฐานข้อมูลอนุกรมวิธานสากลเพื่อความชัดเจน

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กระทรวงสาธารณสุข. (2564). รายการตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ ฉบับ พ.ศ. 2564 (National Thai Traditional Medicine Formulary 2021 Edition). กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก.
  2. มูลนิธิสุขภาพไทย. (2567). กรุงเขมา สมุนไพรอินเตอร์. มูลนิธิสุขภาพไทย.
  3. สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย. (ม.ป.ป.). กรุงเขมา: Cissampelos pareira L. var. hirsuta (Buch. ex DC.) Forman.
  4. มหาวิทยาลัยขอนแก่น คณะเภสัชศาสตร์. (ม.ป.ป.). กรุงเขมา. Smart Herb Platform.
  5. Pornanun, P., Boonchai, C., Thawonrak, S., & Fakkham, S. (2026). Khruea ma noi (Cissampelos pareira) the rich natural pectin from local Thai plant to healthy dish menus. Journal of Thai Food Culture.
  6. Kumari, S., Anmol, Bhatt, V., Suresh, P. S., & Sharma, U. (2021). Cissampelos pareira L.: A review of its traditional uses, phytochemistry, and pharmacology. Journal of Ethnopharmacology, 274, 113850. https://doi.org/10.1016/j.jep.2021.113850
  7. Bhatt, V., Kumari, S., Upadhyay, P., Agrawal, P., Anmol, Sahal, D., & Sharma, U. (2020). Chemical profiling and quantification of potential active constituents responsible for the antiplasmodial activity of Cissampelos pareira. Journal of Ethnopharmacology, 262, 113185. https://doi.org/10.1016/j.jep.2020.113185
  8. Yang, S.-Z., Chen, P.-H., Chen, C.-F., & Chen, C.-W. (2016). Identity of a problematic Menispermaceae in Taiwan, Cissampelos pareira L. var. hirsuta (Buch. ex DC.) Forman. Taiwania, 61(1), 27–33. https://doi.org/10.6165/tai.2016.61.27
  9. Kew Science. (2026). Cissampelos pareira L. Plants of the World Online. Royal Botanic Gardens, Kew.

 

Scroll to top