กราย
กราย เป็นไม้ต้นผลัดใบในวงศ์ Combretaceae มีชื่อที่พบในเอกสารไทยว่า Terminalia nigrovenulosa Pierre หรือ Terminalia nigrovenulosa Pierre ex Gagnep. โดยปัจจุบันฐานข้อมูล Plants of the World Online (Kew) จัดชื่อดังกล่าวเป็นชื่อพ้องของ Terminalia triptera Stapf ซึ่งเป็นชื่อที่ยอมรับในอนุกรมวิธานปัจจุบัน ในประเทศไทยกรายมีชื่อท้องถิ่นหลายชื่อ เช่น หางกราย หนามกราย ขี้อ้าย ตานแดง แสงคำ แสนคำ หอมกราย และหามกราย เป็นต้น
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อไทย: กราย
- ชื่ออื่น: หางกราย, หนามกราย, ขี้อ้าย, ตานแดง, แสงคำ, แสนคำ, หอมกราย, หามกราย, กำจาย, กำจำ, คำเจ้า, ปู่เจ้า, สลิง, สังคำ และชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ
- ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ใช้ในเอกสารไทย: Terminalia nigrovenulosa Pierre ex Gagnep. หรือ Terminalia nigrovenulosa Pierre
- ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับในปัจจุบัน: Terminalia triptera Stapf
- วงศ์: Combretaceae
- ลักษณะวิสัย: ไม้ต้นผลัดใบขนาดกลางถึงขนาดใหญ่
- ส่วนที่ใช้ทางยา: เปลือกต้นและผล
- รสยา: เปลือกและผลมีรสฝาด
- การใช้ตามภูมิปัญญาไทย: ใช้เกี่ยวกับอาการท้องร่วง โรคบิด อุจจาระเป็นมูกเลือด และใช้เปลือกเคี้ยวร่วมกับหมาก
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น: ไม้ต้นผลัดใบ สูงประมาณ 5–25 เมตร ลำต้นตั้งตรง โคนต้นอาจมีพูพอนขนาดเล็กและกิ่งย่อยที่มีลักษณะคล้ายหนาม เปลือกนอกสีน้ำตาลหรือสีเทา มีรอยแตกตามยาวตื้น ๆ เปลือกด้านในสีน้ำตาลแดง เมื่อสับหรือทำให้เกิดบาดแผลอาจพบยางสีแดงส้ม
- ใบ: ใบเดี่ยว เรียงสลับหรือเกือบตรงข้าม รูปไข่หรือรูปมนแกมรูปไข่ กว้างประมาณ 3–6 เซนติเมตร ยาวประมาณ 6–10 เซนติเมตร ปลายใบแหลมถึงเรียวแหลม โคนใบมนหรือสอบ ขอบใบเรียบ มีต่อมหนึ่งคู่บริเวณขอบใบใกล้โคนใบ ใบอ่อนมีขนสีน้ำตาลค่อนข้างหนาแน่น ใบแก่เปลี่ยนเป็นสีเหลืองก่อนร่วง
- ดอก: ออกเป็นช่อแบบช่อแยกแขนงบริเวณซอกใบหรือปลายกิ่ง ช่อดอกย่อยเป็นช่อเชิงลด ดอกมีขนาดเล็ก สีเหลืองอ่อนหรือขาวอมเหลือง มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ไม่มีกลีบดอก เกสรเพศผู้ประมาณ 10 อัน
- ผล: ผลเป็นผลผนังชั้นในแข็ง รูปกระสวยหรือรูปขอบขนาน มีปีก 3 ปีก ปีกบาง สีน้ำตาลอ่อนเมื่อแก่ ผลไม่แตกเมื่อแก่ มีเมล็ดเดี่ยว รูปรี ขนาดผลรวมปีกประมาณ 1.5–2.5 เซนติเมตร
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
- ถิ่นกำเนิด: อยู่ในเขตร้อนของเอเชีย
- การกระจายพันธุ์: พบในอินเดีย พม่า จีนตอนใต้ ภูมิภาคอินโดจีน คาบสมุทรมลายู และประเทศไทย
- ในประเทศไทย: พบได้หลายภูมิภาค โดยพบตามป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง ป่าเต็งรัง และพื้นที่ป่าที่มีหินทรายหรือหินปูน โดยพบได้ถึงระดับความสูงประมาณ 1,000 เมตร
- สภาพแวดล้อม: โดยทั่วไปชอบบริเวณที่ได้รับแสงแดด และสามารถพบในพื้นที่ป่าธรรมชาติที่มีฤดูแล้งชัดเจน
- ตามฐานข้อมูล Kew ชื่อที่ยอมรับคือ Terminalia triptera Stapf และมีเขตการกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติครอบคลุมกัมพูชา จีนเกาะไหหลำ ลาว มาเลเซีย เมียนมา ไทย และเวียดนาม
การปลูกและการขยายพันธุ์
- การขยายพันธุ์: นิยมขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด
- เมล็ด: ควรเลือกเมล็ดจากผลที่สมบูรณ์และแก่เต็มที่
- การปลูก: ควรปลูกในดินที่ระบายน้ำได้ดีและได้รับแสงแดดเพียงพอ
- การดูแล: ระยะต้นกล้าควรควบคุมวัชพืชและรักษาความชื้นให้เหมาะสม เมื่อพืชตั้งตัวได้สามารถเติบโตในสภาพพื้นที่ป่าและพื้นที่ค่อนข้างแห้งแล้งได้
- ข้อมูลด้านการเพาะปลูกเชิงพาณิชย์และการปรับปรุงพันธุ์ของกรายยังมีจำกัด จึงควรอาศัยข้อมูลจากแหล่งพันธุ์ท้องถิ่นและหน่วยงานด้านป่าไม้ประกอบการปลูก
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- เปลือกต้น: ใช้เป็นยาสมุนไพรไทย โดยเฉพาะในกลุ่มยารสฝาด
- ผล: ใช้เป็นสมุนไพรแก้อาการเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารตามภูมิปัญญาไทย
- องค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับฤทธิ์ฝาด: พบสารกลุ่มแทนนินและสารฟีนอลิกหลายชนิดในเปลือกและผล
สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา
- เปลือกต้น: รสฝาด ใช้ตามภูมิปัญญาไทยเพื่อช่วยกล่อมเสมหะและอาจม คุมธาตุ แก้อุจจาระเป็นฟอง แก้ท้องร่วง แก้บิดและบิดปวดเบ่ง และใช้เป็นยาขับปัสสาวะ
- เปลือกต้น: ใช้เคี้ยวร่วมกับหมาก และมีการใช้เพื่อดูแลอาการปากเปื่อยตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
- ผล: รสฝาด ใช้สำหรับอาการท้องร่วงอย่างแรง อุจจาระเป็นมูกเลือด และอาการบิดตามตำรับพื้นบ้าน
- การใช้ดังกล่าวเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและพื้นบ้าน ไม่ควรตีความว่าเป็นหลักฐานยืนยันประสิทธิผลทางคลินิกในมนุษย์
วิธีใช้
- ตามภูมิปัญญา: เปลือกต้นนำไปใช้เป็นเครื่องยาหรือใช้เคี้ยวร่วมกับหมาก
- ในตำรับยาแผนไทย: เปลือกต้นกราย หรือ Terminalia nigrovenulosa ถูกบันทึกเป็นตัวยาในตำรับยาแผนไทยบางตำรับ
- ยาประสะกานพลู: มี “เปลือกขี้อ้าย” เป็นส่วนประกอบของตำรับ โดยระบุปริมาณ 4 กรัมต่อผงยาสูตร 250 กรัม และตำรับนี้ใช้สำหรับบรรเทาอาการปวดท้อง จุกเสียด และแน่นเฟ้อจากอาหารไม่ย่อยเนื่องจากธาตุไม่ปกติ
- ข้อควรระวัง: ไม่ควรนำข้อมูลการใช้พื้นบ้านไปกำหนดขนาดรับประทานด้วยตนเอง เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลขนาดยามาตรฐานและข้อมูลความปลอดภัยทางคลินิกของกรายโดยตรงเพียงพอ
ในบัญชียาจากสมุนไพร
- พบการใช้เป็นตัวยาในตำรับยาแผนไทย: เปลือกต้นกราย หรือ Terminalia nigrovenulosa ถูกบันทึกในรายการตำรับยาแผนไทยแห่งชาติในชื่อ “ขี้อ้าย” และระบุส่วนที่ใช้เป็น “เปลือกต้น”
- ยาประสะกานพลู: เปลือกขี้อ้ายเป็นส่วนประกอบของสูตรตำรับยาประสะกานพลู ซึ่งเป็นตำรับยาที่มีการใช้ในระบบยาจากสมุนไพร
- หมายเหตุด้านอนุกรมวิธาน: เอกสารด้านตำรับยาไทยจำนวนมากยังใช้ชื่อ Terminalia nigrovenulosa Pierre ขณะที่ฐานข้อมูล Kew ปัจจุบันจัดชื่อนี้เป็นชื่อพ้องของ Terminalia triptera Stapf
สารสำคัญ
- สารแทนนิน: เป็นกลุ่มสารสำคัญที่สัมพันธ์กับรสฝาดของเปลือกและผล
- สารฟีนอลิก: งานวิจัยพบปริมาณสารฟีนอลิกรวมในสารสกัดผลทั้งแบบน้ำและเอทานอล
- สารฟลาโวนอยด์: พบสารฟลาโวนอยด์ในสารสกัดผล
- Gallic acid: พบและสามารถแยกสารบริสุทธิ์จากเปลือกกรายได้
- Ellagic acid: ตรวจพบในส่วนสกัดของเปลือกและใบ
- Catechin: พบในเปลือกและใบ และเป็นหนึ่งในสารที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในการทดลอง
- Ethyl gallate: ตรวจพบในส่วนสกัดเปลือก
- Luteolin: ตรวจพบในส่วนสกัดใบ
- งานวิจัยปี 2021 รายงานว่าผลมีปริมาณสารฟีนอลิกรวมค่อนข้างสูง โดยสารสกัดผลด้วยเอทานอลมีค่า 371.97 ± 6.13 mg gallic acid equivalent/g extract ในการทดลองดังกล่าว
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
- ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย: งานวิจัยในปี 2021 ศึกษาสารสกัดเปลือกและผลของกรายต่อเชื้อแบคทีเรียที่เกี่ยวข้องกับโรคท้องร่วง พบว่าสารสกัดผลด้วยเอทานอลสามารถยับยั้ง Shigella sonnei, Shigella flexneri, Shigella dysenteriae, Salmonella typhimurium, Escherichia coli, Bacillus subtilis และ Staphylococcus aureus ในการทดสอบแบบห้องปฏิบัติการ
- ฤทธิ์ต้านเชื้อรา: งานวิจัยพบว่าสารสกัดเปลือกมีฤทธิ์ต่อ Fusarium solani และสามารถแยก gallic acid เป็นสารออกฤทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับฤทธิ์ต้านเชื้อราได้
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ: งานวิจัยจากเวียดนามพบว่าส่วนสกัดจากเปลือกและใบมีฤทธิ์กำจัดอนุมูลอิสระในการทดสอบ DPPH และสามารถแยก gallic acid, ethyl gallate, ellagic acid, catechin และ luteolin ได้
- ฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็ง: สารสกัดและสารบริสุทธิ์บางชนิดลดความมีชีวิตของเซลล์ human fibrosarcoma HT1080 และเพิ่มกิจกรรมของ caspase-3 ในการทดลองระดับเซลล์ อย่างไรก็ตามข้อมูลดังกล่าวเป็นเพียงการศึกษานอกร่างกาย ไม่ใช่หลักฐานว่ากรายสามารถรักษาโรคมะเร็งในมนุษย์ได้
- ข้อจำกัดของหลักฐาน: งานวิจัยของกรายส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับสารสกัด การทดสอบในหลอดทดลอง หรือระดับเซลล์ จึงยังจำเป็นต้องมีการศึกษาในสัตว์ทดลองและการศึกษาทางคลินิกเพิ่มเติมก่อนสรุปประสิทธิผลในการรักษาโรคในคน
เภสัชวิทยา
- ฤทธิ์ต้านจุลชีพ: สารสกัดผลและเปลือกแสดงฤทธิ์ต่อเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราบางชนิดในการทดลอง
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ: สารกลุ่มฟีนอลิก เช่น gallic acid, ellagic acid, catechin และ flavonoids มีส่วนเกี่ยวข้องกับความสามารถในการกำจัดอนุมูลอิสระของสารสกัด
- ฤทธิ์ต้านเชื้อรา: gallic acid ที่แยกจากเปลือกมีฤทธิ์ต่อ Fusarium solani แบบขึ้นกับความเข้มข้น
- ฤทธิ์ต่อเซลล์: สารบางชนิดจากกรายสามารถกระตุ้นกระบวนการ apoptosis และเพิ่มกิจกรรมของ caspase-3 ในเซลล์ HT1080 ในการทดลองระดับเซลล์
- ความเกี่ยวข้องกับอาการท้องร่วง: ผลของกรายมีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรียบางชนิดที่เกี่ยวข้องกับโรคท้องร่วงในหลอดทดลอง แต่ยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคท้องร่วงในมนุษย์
ความปลอดภัย
- ข้อมูลด้านความปลอดภัยของกรายในมนุษย์โดยตรงยังมีจำกัด และยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับกำหนดขนาดรับประทานที่ปลอดภัยในระยะยาว
- การศึกษาระดับเซลล์พบว่าสารสกัดและสารบางชนิดมีผลต่อความมีชีวิตของเซลล์เมื่อใช้ในความเข้มข้นสูงขึ้น จึงไม่ควรนำผลการทดลองดังกล่าวมาตีความว่าเป็นความปลอดภัยหรือความเป็นพิษในมนุษย์โดยตรง
- หญิงตั้งครรภ์ เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว หรือผู้ที่ใช้ยาหลายชนิด: ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้กรายในรูปแบบยา เนื่องจากยังขาดข้อมูลความปลอดภัยเฉพาะกลุ่ม
- ไม่ควรใช้กรายแทนการรักษาโรคติดเชื้อหรือโรคท้องร่วงที่มีอาการรุนแรง เช่น ถ่ายเป็นเลือด ไข้สูง ขาดน้ำ หรืออาการไม่ดีขึ้น
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
- ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกที่ชัดเจนเกี่ยวกับปฏิกิริยาระหว่างกรายกับยาแผนปัจจุบันโดยตรง
- เนื่องจากกรายมีสารแทนนินและสารโพลีฟีนอลในปริมาณที่มีนัยสำคัญ จึงควรระมัดระวังการรับประทานสารสกัดเข้มข้นร่วมกับยาหรือผลิตภัณฑ์อื่น ๆ โดยเฉพาะเมื่อใช้เป็นประจำ
- ผู้ที่รับประทานยาประจำควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ผลิตภัณฑ์กรายในรูปแบบสารสกัดหรือยา เพื่อประเมินความเหมาะสมเป็นรายบุคคล
การใช้ในอาหาร
- ไม่พบข้อมูลที่น่าเชื่อถือเพียงพอว่าผลหรือใบกรายเป็นผักหรืออาหารที่นิยมบริโภคทั่วไปในประเทศไทย
- เปลือกต้น: มีประวัติการใช้เคี้ยวร่วมกับหมากในวัฒนธรรมพื้นบ้าน โดยเปลือกมีรสฝาด
- ผลมีแทนนินสูงและมีรสฝาด จึงไม่ใช่ผลไม้ที่ใช้บริโภคทั่วไปเหมือนพืชอาหาร
การใช้ในผลิตภัณฑ์
- ผลิตภัณฑ์สมุนไพร: เปลือกต้นกรายถูกใช้เป็นวัตถุดิบในตำรับยาแผนไทยบางตำรับ
- ยาประสะกานพลู: ใช้เปลือกขี้อ้ายเป็นส่วนประกอบของตำรับในปริมาณที่กำหนด
- สารสกัดเพื่อการวิจัย: มีการศึกษาสารสกัดเปลือกและผลเพื่อพัฒนาสารออกฤทธิ์ด้านต้านจุลชีพและสารต้านอนุมูลอิสระ
- แทนนิน: เปลือกและผลเป็นแหล่งของสารแทนนิน จึงมีศักยภาพสำหรับการศึกษาด้านวัตถุดิบธรรมชาติและผลิตภัณฑ์จากสารฝาด
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- เปลือกต้น: ควรเก็บจากต้นที่สมบูรณ์และไม่ทำลายเนื้อเยื่อรอบลำต้นมากเกินไป เพื่อป้องกันการตายของต้นและลดผลกระทบต่อประชากรธรรมชาติ
- ผล: ควรเก็บเมื่อผลแก่สมบูรณ์และมีลักษณะสีน้ำตาล
- การทำแห้ง: ควรทำความสะอาดและทำให้แห้งสนิทก่อนเก็บ เพื่อป้องกันเชื้อราและการเสื่อมสภาพ
- การเก็บรักษา: เก็บในภาชนะปิดสนิท บริเวณแห้ง อากาศถ่ายเทดี พ้นแสงแดด ความชื้น และแมลง
- เนื่องจากสารออกฤทธิ์ของพืชอาจเปลี่ยนแปลงตามแหล่งปลูก อายุพืช ส่วนที่ใช้ และวิธีสกัด จึงควรควบคุมคุณภาพวัตถุดิบก่อนนำไปผลิตเป็นยา
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
- ภาคกลาง: มีชื่อเรียกกราย หางกราย และหนามกราย
- ภาคเหนือ: พบชื่อขี้อ้าย ปู่เจ้า หามก๋าย พระเจ้าหอมก๋าย และสลิง
- ภาคตะวันออก: พบชื่อหอมกราย หนามกราย และหามกราย
- ภาคใต้: พบชื่อกำจำและตานแดง
- ภาคอีสาน: พบชื่อสังคำ แสงคำ และแสนคำ
- การใช้พื้นบ้าน: เปลือกมีรสฝาด ใช้เคี้ยวกับหมาก และมีการนำเปลือกหรือผลมาใช้ในตำรับพื้นบ้านสำหรับอาการท้องร่วงและบิด
- รายงานการสำรวจพรรณไม้ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือระบุว่าชาวบ้านนิยมใช้เปลือกขี้อ้ายเกี่ยวกับการเคี้ยวหมาก สะท้อนการใช้ประโยชน์จากพืชในวัฒนธรรมท้องถิ่น
ประวัติและวัฒนธรรม
- กรายหรือขี้อ้ายมีความสัมพันธ์กับวัฒนธรรมการเคี้ยวหมากของคนไทยในอดีต โดยเปลือกชั้นในมีรสฝาดและถูกนำมาใช้ร่วมกับหมาก
- ชื่อพื้นเมืองที่หลากหลายสะท้อนการใช้และการรู้จักพืชชนิดนี้ในหลายพื้นที่ของประเทศไทย
- กรายยังปรากฏในตำรับยาแผนไทยของชาติในรูป “ขี้อ้าย” โดยใช้เปลือกต้นเป็นเครื่องยา แสดงให้เห็นถึงการสืบทอดองค์ความรู้จากภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้าสู่ระบบการแพทย์แผนไทย
สถานะการอนุรักษ์
- ปัจจุบัน Kew Plants of the World Online ยอมรับ Terminalia triptera Stapf เป็นชื่อวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้อง และจัด Terminalia nigrovenulosa เป็นชื่อพ้อง
- ฐานข้อมูล Kew ที่อ้างอิง Angiosperm Extinction Risk Predictions v1 ประเมิน Terminalia triptera ว่ามีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ที่คาดการณ์ว่า “not threatened” และมีระดับความเชื่อมั่นสูง อย่างไรก็ตามสถานะดังกล่าวเป็นการประเมินความเสี่ยง ไม่ได้หมายความว่าประชากรทุกพื้นที่ไม่มีความเสี่ยง
- ในประเทศไทยควรส่งเสริมการเก็บเปลือกอย่างยั่งยืน เนื่องจากการลอกเปลือกออกเป็นวงรอบลำต้นอาจทำให้ต้นไม้เสียหายหรือตายได้
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- อาณาจักร (Kingdom): Plantae
- ไฟลัม/ดิวิชัน (Phylum/Division): Tracheophyta
- ชั้น (Class): Magnoliopsida
- อันดับ (Order): Myrtales
- วงศ์ (Family): Combretaceae
- สกุล (Genus): Terminalia
- ชนิด (Species): Terminalia triptera Stapf
- ชื่อพ้องสำคัญ: Terminalia nigrovenulosa Pierre ex Gagnep., Terminalia nigrovenulosa Pierre, Terminalia hainanensis Exell, Terminalia obliqua Craib และ Terminalia tripteroides Craib
หมายเหตุด้านชื่อวิทยาศาสตร์: ฐานข้อมูลพฤกษศาสตร์ของไทยจำนวนหนึ่งยังใช้ชื่อ Terminalia nigrovenulosa ขณะที่ Plants of the World Online (Kew) ซึ่งเป็นฐานข้อมูลอนุกรมวิธานสากลปัจจุบันจัดชื่อนี้เป็นชื่อพ้องของ Terminalia triptera Stapf ดังนั้นในการทำฐานข้อมูลเว็บไซต์ควรระบุทั้งชื่อที่ใช้ในเอกสารไทยและชื่อที่ยอมรับในปัจจุบัน เพื่อให้ผู้ค้นหาสามารถเชื่อมโยงข้อมูลได้ถูกต้อง
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2559). สารานุกรมพืช: ขี้อ้าย (Terminalia nigrovenulosa Pierre).
- มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. (ม.ป.ป.). โครงการพัฒนาคลังข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์: ขี้อ้าย (Terminalia nigrovenulosa).
- สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. (2568). ประกาศบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2568.
- กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2564). รายการตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ ฉบับ พ.ศ. 2564.
- Padumanonda, T., & Phontree, K. (2021). Total phenolic, total flavonoid, total condensed tannin contents and antimicrobial activity against diarrheal bacteria of the bark and fruit of Terminalia nigrovenulosa Pierre ex Laness. Science & Technology Asia, 26(1), 162–169.
- Nguyen, D. M. C., Seo, D. J., Lee, H. B., Kim, I. S., Kim, K. Y., & Jung, W. J. (2013). Antifungal activity of gallic acid purified from Terminalia nigrovenulosa bark against Fusarium solani. Microbial Pathogenesis, 56, 8–15. doi:10.1016/j.micpath.2013.01.001
- Nguyen, Q.-V. (2017). Antioxidant and anticancer activities of extracts and compounds isolated from Terminalia nigrovenulosa plant grown in Vietnam. Asian Journal of Biology, 3(4), 1–10. doi:10.9734/AJOB/2017/35611
- Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Terminalia triptera Stapf. Plants of the World Online.
- Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Terminalia nigrovenulosa Pierre ex Gagnep. Plants of the World Online.
- World Health Organization. (1989). Medicinal plants in Vietnam. World Health Organization. ข้อมูลการใช้ผลและแทนนินของ Terminalia nigrovenulosa สืบค้นผ่าน Tropical Plants Database.
