กระสัง

กระสัง

กระสัง

กระสัง หรือ ผักกระสัง เป็นพืชล้มลุกขนาดเล็กที่พบได้ทั่วไปในพื้นที่ชื้นและร่มรำไรของประเทศไทย นิยมนำยอดและใบมาใช้เป็นผักพื้นบ้าน และมีประวัติการใช้ตามภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อดูแลอาการต่าง ๆ เช่น อาการปวด อักเสบ และอาการผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร ทั้งยังมีการศึกษาทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสารสำคัญและฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายด้าน อย่างไรก็ตาม หลักฐานส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับการทดลองในหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง จึงไม่ควรนำผลการวิจัยไปเทียบเท่ากับประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์โดยตรง

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อไทย: กระสัง, ผักกระสัง, ผักกะสัง
  • ชื่อท้องถิ่น: ชากรูด (ภาคใต้), ตาฉี่โพ (กะเหรี่ยง–แม่ฮ่องสอน), ผักกูด (เพชรบุรี), ผักราชวงศ์ (แม่ฮ่องสอน), ผักสังเขา (สุราษฎร์ธานี), ผักฮากกล้วย (ภาคเหนือ) และมีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ในแต่ละพื้นที่
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับในปัจจุบัน: Peperomia pellucida (L.) Kunth
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ที่พบในเอกสารเก่า: Peperomia pellucida Korth.
  • วงศ์: Piperaceae
  • ชื่อสามัญภาษาอังกฤษ: Shiny bush, Shiny-leaf, Pepper elder, Silverbush และชื่อพื้นเมืองภาษาอังกฤษอื่น ๆ
  • ลักษณะการใช้: ใช้เป็นผักพื้นบ้านและสมุนไพรตามภูมิปัญญาท้องถิ่น
  • สถานะทางพฤกษศาสตร์: เป็นชนิดที่ได้รับการยอมรับทางอนุกรมวิธานในฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ลำต้น: เป็นพืชล้มลุกอายุค่อนข้างสั้น ลำต้นอวบน้ำ เปราะและหักง่าย มีสีเขียว ลักษณะอาจทอดนอนหรือชูตั้ง และสามารถเกิดรากตามข้อได้ ความสูงโดยทั่วไปประมาณ 10–30 เซนติเมตร แต่บางต้นอาจสูงได้ถึงประมาณ 40 เซนติเมตร
  • ใบ: ใบเดี่ยว เรียงเวียน แผ่นใบค่อนข้างหนาและอวบน้ำ รูปไข่กว้างหรือคล้ายสามเหลี่ยม โคนใบมักเป็นรูปหัวใจ ผิวใบเป็นมัน มีลักษณะค่อนข้างใสเมื่อส่องกับแสง ขนาดประมาณ 1–3.5 เซนติเมตร
  • ดอก: ดอกมีขนาดเล็กมาก ไม่มีก้านดอก ออกเป็นช่อรูปคล้ายช่อเชิงลดหรือช่อหางกระรอกตามปลายกิ่งหรือซอกใบ ดอกจำนวนมากเรียงอยู่บนแกนช่อ
  • ผล: ผลมีขนาดเล็กมาก ติดอยู่บนแกนช่อ และมีลักษณะเป็นผลขนาดจิ๋วที่สามารถกระจายพันธุ์ได้
  • ราก: ระบบรากค่อนข้างตื้น และสามารถเกิดรากบริเวณข้อของลำต้นได้
  • ช่วงออกดอกและติดผล: สามารถออกดอกและติดผลได้ตลอดปีในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

กระสังมีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมในเขตร้อนและกึ่งร้อนของทวีปอเมริกา รวมถึงเขตร้อนของแอฟริกาและมาดากัสการ์ ปัจจุบันแพร่กระจายไปยังหลายภูมิภาคของโลก โดยเฉพาะพื้นที่เขตร้อนและกึ่งร้อนของเอเชีย แอฟริกา อเมริกา และโอเชียเนีย

ในประเทศไทยพบกระจายอยู่ทั่วไปหลายภูมิภาค โดยมักพบในพื้นที่ชื้น ร่มรำไร ตามสวน พื้นที่เกษตร ริมทาง และบริเวณที่มีความชื้นในดินเพียงพอ เอกสารด้านพฤกษศาสตร์ของประเทศไทยระบุว่าพบ P. pellucida ในประเทศไทยทั่วไปและสามารถออกดอกติดผลได้ตลอดปี

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • สภาพแวดล้อม: เจริญได้ดีในพื้นที่ชื้นและมีแสงแดดไม่จัด โดยเฉพาะบริเวณที่มีร่มเงาหรือแสงรำไร
  • ดิน: ควรเป็นดินที่มีอินทรียวัตถุและระบายน้ำได้ดี แต่สามารถรักษาความชื้นได้พอสมควร
  • น้ำ: ต้องการความชื้นอย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่ควรมีน้ำขังเป็นเวลานาน
  • การขยายพันธุ์: สามารถขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด และอาจใช้ส่วนของลำต้นที่มีข้อในการขยายพันธุ์ได้ เนื่องจากลำต้นสามารถเกิดรากบริเวณข้อ
  • การดูแล: เนื่องจากเป็นพืชล้มลุกที่เจริญเติบโตเร็ว ควรรักษาความชื้นของวัสดุปลูกและหลีกเลี่ยงแสงแดดจัดโดยตรง

ลักษณะทางนิเวศของกระสังสัมพันธ์กับบริเวณที่มีความชื้นสูงและแสงค่อนข้างต่ำ จึงมักพบเป็นพืชพื้นล่างหรือวัชพืชในบริเวณที่เหมาะสม

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ทั้งต้น
  • ใบ
  • ลำต้นและส่วนเหนือดิน

งานวิจัยทางเภสัชวิทยาหลายชิ้นศึกษาส่วนเหนือดิน ใบ ลำต้น หรือทั้งต้น โดยพบสารพฤกษเคมีหลายกลุ่มแตกต่างกันตามส่วนของพืชและวิธีการสกัด

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

  • ทั้งต้น: ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านมีการใช้เพื่อบรรเทาอาการปวด อาการอักเสบ อาการผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร และอาการอื่น ๆ ในแต่ละท้องถิ่น
  • ใบ: มีการใช้ใบสดหรือใบตำตามภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อบรรเทาอาการปวดศีรษะ ไข้ และอาการอักเสบ
  • ทั้งต้น: ในบางตำรับพื้นบ้านใช้เพื่อบรรเทาอาการปวดเมื่อย ปวดข้อ และอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินปัสสาวะ
  • ใช้เป็นผัก: ใบและยอดอ่อนสามารถรับประทานเป็นผักพื้นบ้าน โดยเฉพาะในบางพื้นที่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย

มีรายงานการใช้กระสังในภูมิปัญญาของหลายประเทศเพื่อดูแลอาการ เช่น ปวดท้อง ฝี สิว แผลผิวหนัง เยื่อบุตาอักเสบ ปัญหาเกี่ยวกับไต และอาการอักเสบ แต่การใช้ดังกล่าวเป็นข้อมูลด้านชาติพันธุ์พฤกษศาสตร์หรือภูมิปัญญาพื้นบ้าน ไม่ได้หมายความว่ามีหลักฐานทางคลินิกเพียงพอที่จะยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคเหล่านั้น

วิธีใช้

  • รับประทานเป็นผัก: ใช้ยอดอ่อนและใบสดเป็นผัก โดยรับประทานร่วมกับอาหารตามวิถีอาหารพื้นบ้าน
  • การใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน: มีรายงานการนำใบหรือทั้งต้นมาตำ คั้น หรือต้มเป็นน้ำสำหรับรับประทานหรือใช้ภายนอก ทั้งนี้วิธีเตรียมและปริมาณแตกต่างกันตามพื้นที่และตำรับ
  • สารสกัดในการวิจัย: งานวิจัยใช้สารสกัดด้วยน้ำ เอทานอล เมทานอล หรือสารทำละลายชนิดอื่น ซึ่งไม่ควรนำปริมาณสารสกัดจากการทดลองมาใช้เป็นขนาดรับประทานของคนโดยตรง

ข้อสำคัญ: ปัจจุบันยังไม่มีขนาดยามาตรฐานสำหรับการใช้กระสังเพื่อรักษาโรคในมนุษย์ที่ได้รับการยืนยันจากการศึกษาทางคลินิกอย่างเพียงพอ

ในบัญชียาจากสมุนไพร

จากการตรวจสอบข้อมูลที่เผยแพร่ พบกระสังหรือผักกระสังในเอกสารด้านสมุนไพรและภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้าน แต่ ไม่พบหลักฐานเพียงพอที่จะระบุว่ากระสังเป็นตัวยาสำคัญที่มีข้อบ่งใช้เป็นยาเดี่ยวในบัญชียาจากสมุนไพรแห่งชาติ จึงไม่ควรระบุว่ากระสังอยู่ในบัญชียาดังกล่าวโดยไม่มีการอ้างอิงจากประกาศบัญชีฉบับปัจจุบันโดยตรง

มีข้อมูลในงานด้านเภสัชศาสตร์ไทยที่บันทึกการใช้ ทั้งต้นของผักกะสังรับประทานเพื่อแก้อาการท้องอืดเฟ้อ และมีการกล่าวถึงหลักฐานการทดลองเกี่ยวกับฤทธิ์ป้องกันแผลในกระเพาะอาหาร

สารสำคัญ

กระสังมีสารพฤกษเคมีหลายกลุ่ม โดยองค์ประกอบแตกต่างกันตามแหล่งที่ปลูก ส่วนของพืช อายุพืช และวิธีสกัด ได้แก่

  • Dillapiole เป็นสารกลุ่ม phenylpropanoid ที่พบในน้ำมันหอมระเหยของกระสัง และมักเป็นองค์ประกอบสำคัญ
  • Apiol พบในน้ำมันหอมระเหยของพืช
  • Pellucidin A เป็นสารกลุ่ม lignan-like compound ที่พบในส่วนเหนือดิน
  • Sesamin
  • Flavonoids หลายชนิด
  • Tetrahydrofuran lignans
  • Secolignans
  • Phenylpropanoids
  • β-caryophyllene
  • Carotol
  • Phytol
  • สารฟีนอลิกและสารประกอบอื่น ๆ อีกหลายชนิด

การวิเคราะห์ทางเคมีพบว่ากระสังจากแต่ละภูมิภาคอาจมีองค์ประกอบของน้ำมันหอมระเหยแตกต่างกัน โดย dillapiole, carotol และสารกลุ่ม sesquiterpenes เป็นองค์ประกอบที่มีรายงานบ่อย

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

งานวิจัยของกระสังมีจำนวนมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา แต่หลักฐานส่วนใหญ่ยังเป็น in vitro, in vivo และการศึกษาทางเภสัชวิทยาก่อนคลินิก ขณะที่ข้อมูลการศึกษาในมนุษย์ยังมีจำกัด

มีรายงานการศึกษาที่น่าสนใจ เช่น

  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ: สารสกัดและสารบางชนิดจากกระสังแสดงฤทธิ์ลดกระบวนการอักเสบในแบบจำลองการทดลอง โดยเกี่ยวข้องกับเส้นทาง COX, NF-κB และ nitric oxide
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ: สารสกัดบางชนิดสามารถกำจัดอนุมูลอิสระได้ในการทดลอง
  • ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด: มีรายงานผลในแบบจำลองสัตว์ทดลองและการทดลองในหลอดทดลอง แต่ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกเพียงพอ
  • ฤทธิ์ลดความดันโลหิต: มีข้อมูลจากการทดลองในสัตว์และการศึกษาระดับโมเลกุล
  • ฤทธิ์ระงับปวด: สารสกัดและ pellucidin A มีรายงานฤทธิ์ลดความเจ็บปวดในแบบจำลองสัตว์ทดลอง
  • ฤทธิ์ต้านจุลชีพ: สารสกัดและน้ำมันหอมระเหยแสดงฤทธิ์ต่อจุลชีพบางชนิดในหลอดทดลอง
  • ฤทธิ์ปกป้องกระเพาะอาหาร: มีการทดลองในสัตว์ที่รายงานว่าสารสกัดจากพืชอาจช่วยลดการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร
  • ฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็ง: มีงานวิจัยในหลอดทดลองพบว่าสารสกัดบางส่วนมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งบางชนิด แต่ยังไม่สามารถสรุปว่ากระสังใช้รักษามะเร็งในคนได้
  • ด้านโรคตา: มีการทบทวนข้อมูลเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านการอักเสบและกลไกที่อาจเกี่ยวข้องกับโรคตา เช่น ต้อกระจก ต้อหิน และเบาหวานขึ้นจอประสาทตา แต่ยังต้องการหลักฐานทางคลินิกเพิ่มเติม

เภสัชวิทยา

จากการศึกษาทางเภสัชวิทยา กระสังมีแนวโน้มของฤทธิ์หลายด้าน ได้แก่

  • ต้านการอักเสบ: อาจเกี่ยวข้องกับการลดการทำงานของ inflammatory mediators และเส้นทาง NF-κB, COX และ nitric oxide
  • ระงับปวด: มีหลักฐานจากแบบจำลองสัตว์ทดลอง
  • ต้านอนุมูลอิสระ: เกี่ยวข้องกับสารกลุ่ม flavonoids และ phenolic compounds
  • ต้านจุลชีพ: สารสกัดและน้ำมันหอมระเหยมีฤทธิ์ต่อแบคทีเรียและเชื้อราบางชนิด
  • ลดน้ำตาลในเลือด: มีผลในแบบจำลองก่อนคลินิก โดยอาจเกี่ยวข้องกับเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมระดับน้ำตาล
  • ลดความดันโลหิต: มีข้อมูลจากแบบจำลองสัตว์ทดลองและการศึกษาเชิงโมเลกุล
  • ปกป้องกระเพาะอาหาร: มีข้อมูลการทดลองในสัตว์
  • ฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็ง: พบในระดับเซลล์เพาะเลี้ยงสำหรับสารสกัดบางชนิด

การทบทวนงานวิจัยปี 2025 ระบุว่าหลักฐานทางเภสัชวิทยาของ P. pellucida มีความหลากหลาย แต่การประยุกต์ใช้ทางคลินิกยังมีข้อจำกัดจากจำนวนการศึกษาในมนุษย์ที่น้อยและยังไม่สามารถกำหนดขนาดยาที่เหมาะสมและความปลอดภัยในระยะยาวได้อย่างชัดเจน

ความปลอดภัย

กระสังเป็นพืชที่มีการรับประทานเป็นผักในบางพื้นที่ และมีการศึกษาความเป็นพิษในสัตว์ทดลอง อย่างไรก็ตาม การรับประทานเป็นอาหารตามปกติไม่ควรนำไปเทียบเท่ากับการรับประทานสารสกัดเข้มข้นหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพร

ข้อมูลการทดลองบางส่วนพบว่าสารสกัดเอทานอลในขนาดสูงไม่ทำให้เกิดความเป็นพิษเฉียบพลันอย่างชัดเจนในหนูทดลอง และการทดลองระยะ 28 วันในขนาดหนึ่งไม่พบความผิดปกติทางโลหิตวิทยาที่สำคัญ แต่มีงานอีกส่วนหนึ่งที่พบผลไม่พึงประสงค์บางอย่างเมื่อใช้สารสกัดในขนาดหรือความเข้มข้นสูง

ควรระมัดระวังเป็นพิเศษในผู้ป่วยโรคไต เนื่องจากกระสังมีผลึกแคลเซียมออกซาเลตอยู่ในเซลล์ของใบและลำต้น และมีข้อเสนอให้ระมัดระวังการใช้ในผู้ที่มีโรคไตเรื้อรัง โดยเฉพาะการใช้ในรูปสารสกัดเข้มข้น

หญิงตั้งครรภ์ เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และผู้ที่รับประทานยาหลายชนิด ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้กระสังในรูปผลิตภัณฑ์สมุนไพรเข้มข้น

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับยืนยันปฏิกิริยาระหว่างกระสังกับยาชนิดใดอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม งานวิจัยระดับสารเคมีพบว่า dillapiole ซึ่งเป็นองค์ประกอบหนึ่งของน้ำมันหอมระเหยกระสัง มีรายงานฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ CYP3A4 ในการทดลอง ซึ่งในทางทฤษฎีอาจมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงยาบางชนิดที่อาศัยเอนไซม์นี้

ดังนั้น ผู้ที่ใช้ยาที่มีช่วงความปลอดภัยแคบ หรือยาที่มีการเปลี่ยนแปลงผ่านระบบ CYP450 ควรหลีกเลี่ยงการใช้สารสกัดกระสังในขนาดสูงโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์

การใช้ในอาหาร

กระสังหรือผักกระสังเป็นผักพื้นบ้านที่รับประทานได้ โดยเฉพาะ ใบและยอดอ่อน สามารถรับประทานสดหรือนำไปประกอบอาหารได้ และมีการใช้เป็นผักในหลายพื้นที่ของเอเชีย รวมถึงประเทศไทย โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

มีรายงานองค์ประกอบทางโภชนาการของใบสด เช่น น้ำ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก เบตาแคโรทีน และวิตามินบางชนิด แต่ปริมาณสารอาหารอาจแตกต่างตามพันธุ์ อายุ และสภาพแวดล้อมที่ปลูก

การใช้ในผลิตภัณฑ์

กระสังมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อาหารสุขภาพ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์จากสารสกัด เนื่องจากมีสารพฤกษเคมีหลายกลุ่มและมีการศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ และฤทธิ์ทางชีวภาพอื่น ๆ

อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์ที่มีสารสกัดเข้มข้นจำเป็นต้องมีการประเมินคุณภาพ ปริมาณสารสำคัญ ความปลอดภัย และขนาดการใช้ที่เหมาะสมก่อนนำมาใช้ในเชิงสุขภาพ เนื่องจากหลักฐานทางคลินิกยังมีจำกัด

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ส่วนที่นำมารับประทาน: เก็บยอดอ่อนและใบที่สด สมบูรณ์ และไม่ถูกทำลายจากแมลง
  • ส่วนที่ใช้ทำวัตถุดิบสมุนไพร: สามารถเก็บส่วนเหนือดินหรือทั้งต้นตามวัตถุประสงค์
  • การเตรียมสด: ควรล้างให้สะอาดและใช้โดยเร็ว
  • การทำให้แห้ง: หากต้องการเก็บเป็นวัตถุดิบแห้ง ควรทำความสะอาด หั่นเป็นชิ้น และทำให้แห้งในที่อากาศถ่ายเทหรือใช้อุณหภูมิที่เหมาะสม เพื่อป้องกันความชื้นและเชื้อรา
  • การเก็บรักษา: เก็บในภาชนะสะอาด แห้ง ปิดสนิท พ้นแสง ความร้อน และความชื้น

งานวิจัยบางชิ้นเกี่ยวกับกระสังในประเทศไทยเตรียมตัวอย่างโดยล้าง หั่น ผึ่งให้แห้ง และอบที่อุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียสเป็นเวลา 2 วัน ก่อนบดเป็นผงสำหรับการสกัด

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

กระสังเป็นพืชที่มีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของชุมชนในหลายพื้นที่ เนื่องจากพบง่ายและสามารถนำมาใช้เป็นอาหารและสมุนไพรพื้นบ้าน มีการใช้ในตำรับพื้นบ้านเพื่อบรรเทาอาการปวด อักเสบ ปวดศีรษะ ไข้ อาการทางเดินอาหาร และอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย

ข้อมูลชาติพันธุ์พฤกษศาสตร์จากประเทศไทยพบการใช้ ทั้งต้น เพื่อดูแลอาการบางอย่าง และมีการใช้เป็นผักพื้นบ้าน ขณะที่งานศึกษาร่วมสมัยยังพบว่าชุมชนในประเทศไทยมีความรู้เกี่ยวกับการนำพืชชนิดนี้มาใช้เป็นอาหารและสมุนไพร

ประวัติและวัฒนธรรม

กระสังเป็นพืชที่รู้จักในสังคมไทยในฐานะ ผักพื้นบ้านและวัชพืชที่รับประทานได้ ชื่อเรียกแตกต่างกันตามภูมิภาค สะท้อนถึงการใช้ประโยชน์จากพืชท้องถิ่นในวิถีชีวิตของชุมชน

ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กระสังหรือผักกะสังเป็นผักพื้นบ้านที่มีการบริโภค และมีการศึกษาองค์ประกอบทางจุลกายวิภาคของพืชที่เก็บจากประเทศไทย ซึ่งแสดงถึงความสนใจของนักวิทยาศาสตร์ไทยต่อพืชชนิดนี้ในฐานะทั้งอาหารและสมุนไพร

สถานะการอนุรักษ์

กระสังเป็นพืชที่มีการกระจายพันธุ์กว้างขวางในเขตร้อนและกึ่งร้อน และไม่ได้เป็นพืชที่มีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ในระดับโลกตามข้อมูลการประเมินที่ปรากฏในฐานข้อมูล Plants of the World Online และการประเมินความเสี่ยงของพืชดอก

เนื่องจากเป็นพืชที่สามารถเจริญได้ดีในพื้นที่ชื้นและแพร่กระจายได้กว้าง จึงไม่จัดเป็นสมุนไพรที่มีข้อจำกัดด้านทรัพยากรในระดับเดียวกับพืชสมุนไพรหายาก อย่างไรก็ตาม การเก็บจากธรรมชาติควรหลีกเลี่ยงพื้นที่ปนเปื้อนสารเคมีและควรส่งเสริมการปลูกเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบสมุนไพรที่มีคุณภาพ

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom): Plantae
  • กลุ่มพืชมีท่อลำเลียง (Clade): Tracheophytes
  • กลุ่มพืชดอก (Clade): Angiosperms
  • กลุ่มพืชใบเลี้ยงคู่แท้ (Clade): Eudicots
  • กลุ่ม Magnoliids: Magnoliidae
  • อันดับ (Order): Piperales
  • วงศ์ (Family): Piperaceae
  • สกุล (Genus): Peperomia Ruiz & Pav.
  • ชนิด (Species): Peperomia pellucida (L.) Kunth

ชื่อ Peperomia pellucida (L.) Kunth เป็นชื่อที่ได้รับการยอมรับใน Plants of the World Online ส่วนชื่อ Piper pellucidum L. และ Micropiper pellucidum (L.) Miq. เป็นชื่อพ้องที่มีการบันทึกไว้

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2560). ผักกระสัง: Peperomia pellucida (L.) Kunth. สารานุกรมพืช.
  2. มหาวิทยาลัยมหิดล. (2562). ดูแลสุขภาพด้วยสมุนไพร: ผักกระสัง (Peperomia pellucida).
  3. Paopun, Y., Thanomchat, P., Umroong, P., & Seraphin, S. (2022). Calcium oxalate crystals in Thai Peperomia pellucida (L.) Kunth stems and leaves. Microscopy and Microanalysis Research, 35(1).
  4. Royal Forest Department / Forest Herbarium. (2022). Peperomia pellucida (L.) Kunth. Thai Forest Bulletin (Botany), 50(2), 104–119.
  5. Ho, K. L., Yong, P. H., Wang, C. W., Kuppusamy, U. R., Ngo, C. T., Massawe, F., & Ng, Z. X. (2022). Peperomia pellucida (L.) Kunth and eye diseases: A review on phytochemistry, pharmacology and toxicology. Journal of Integrative Medicine, 20(4), 292–304.
  6. Alves, N. S. F., et al. (2019). The chemistry and biological activities of Peperomia pellucida (Piperaceae): A critical review. Journal of Ethnopharmacology, 232, 90–102.
  7. de Moraes, M. M., & Kato, M. J. (2021). Biosynthesis of Pellucidin A in Peperomia pellucida (L.) HBK. Frontiers in Plant Science, 12, 641717.
  8. Teodhora, Hendriani, R., & Sumiwi, S. A. (2025). Peperomia pellucida (L.) Kunth: A decade of ethnopharmacological, phytochemical, and pharmacological insights (2014–2025). Journal of Experimental Pharmacology, 17, 417–454.
  9. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Peperomia pellucida (L.) Kunth. Plants of the World Online.
  10. Verma, R. S., et al. (2015). Essential oil composition of Peperomia pellucida (L.) Kunth from India. Journal of Essential Oil Research, 27(2), 89–95.

 

Scroll to top