กันเกรา
กันเกราเป็นไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ที่มีกลิ่นหอมจากดอก และเป็นพืชพื้นถิ่นที่พบในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากมีคุณค่าด้านภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยแล้ว เนื้อไม้ยังแข็งและทนทาน นิยมนำไปใช้ประโยชน์ด้านงานไม้และการก่อสร้าง ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ใช้ในเอกสารไทยจำนวนมากคือ Fagraea fragrans Roxb. ขณะที่ฐานข้อมูลอนุกรมวิธานสมัยใหม่ของ Kew และหน่วยงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพยอมรับชื่อ Cyrtophyllum fragrans (Roxb.) DC. เป็นชื่อที่ยอมรับ และ Fagraea fragrans Roxb. เป็นชื่อพ้อง
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อไทย : กันเกรา
- ชื่ออื่น : มันปลา, ตำเสา, ทำเสา, ตะเตรา, ตราเตรา, ปันปลา และชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ
- ชื่อสามัญ : Tembusu, Ironwood
- ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ใช้ในเอกสารสมุนไพรไทย : Fagraea fragrans Roxb.
- ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับในอนุกรมวิธานปัจจุบัน : Cyrtophyllum fragrans (Roxb.) DC.
- วงศ์ปัจจุบัน : Gentianaceae
- ลักษณะการใช้ประโยชน์ : ใช้เป็นสมุนไพรตามภูมิปัญญาไทย โดยเฉพาะแก่นและใบ และใช้เนื้อไม้เป็นไม้ก่อสร้างและงานช่างเนื่องจากมีความแข็งและทนทาน
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น : ไม้ต้นไม่ผลัดใบ ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูงประมาณ 15–30 เมตร ลำต้นค่อนข้างใหญ่ เปลือกสีน้ำตาลเข้มหรือเทาปนดำ แตกเป็นร่องลึกไม่เป็นระเบียบ กิ่งแตกค่อนข้างต่ำและปลายกิ่งมักห้อยลง
- ใบ : ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปรีถึงรูปรีแกมรูปใบหอกหรือรูปขอบขนาน ใบค่อนข้างหนา ผิวใบเรียบ ด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน ปลายใบเรียวแหลม โคนใบสอบ ขอบใบเรียบ
- ดอก : ออกเป็นช่อตามซอกใบใกล้ปลายกิ่งหรือบริเวณปลายกิ่ง ดอกมีกลิ่นหอม ดอกแรกบานมีสีขาวหรือขาวครีม แล้วค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีเหลือง ดอกมีหลอดกลีบดอกและปลายแยกเป็น 5 แฉก มีเกสรเพศผู้ 5 อัน
- ผล : ผลมีเนื้อ รูปทรงกลม ขนาดประมาณ 4.5–8 มิลลิเมตร เมื่ออ่อนมีสีเขียว เมื่อแก่เปลี่ยนเป็นสีส้มหรือสีแดง ภายในมีเมล็ดขนาดเล็กจำนวนมาก
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
- ถิ่นกำเนิด : พบตามธรรมชาติในเขตร้อนของเอเชีย ตั้งแต่อินโดจีนไปจนถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และนิวกินี
- การกระจายพันธุ์ในประเทศไทย : พบในหลายภูมิภาค โดยมีรายงานจากภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงใต้ และภาคใต้
- แหล่งอาศัย : ป่าดิบ ป่าเบญจพรรณที่มีความชื้น บริเวณที่ลุ่มใกล้น้ำ ชายหาดที่มีดินทราย รวมถึงบริเวณริมถนนและพื้นที่ที่ปลูกเป็นไม้ประดับหรือไม้ใช้สอย
การปลูกและการขยายพันธุ์
- การปลูก : กันเกราเหมาะกับพื้นที่ที่มีความชื้นเพียงพอ ดินระบายน้ำได้ดี และได้รับแสงแดด การปลูกควรเผื่อพื้นที่สำหรับการเจริญเติบโตของต้น เนื่องจากสามารถพัฒนาเป็นไม้ต้นขนาดใหญ่ได้
- การขยายพันธุ์โดยเมล็ด : เป็นวิธีที่ใช้กันทั่วไป เก็บผลที่แก่แล้วนำเมล็ดออก ทำความสะอาดและเพาะในวัสดุเพาะที่เหมาะสม
- การขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ : มีรายงานว่าสามารถใช้หน่อหรือหน่อที่เกิดจากรากได้ ส่วนการปักชำควรเลือกกิ่งหรือหน่อที่มีความเหมาะสม เนื่องจากกิ่งแก่ทั่วไปอาจออกรากได้ไม่ดี
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- แก่น : เป็นส่วนที่ใช้ในตำรับยาไทยและมีการกล่าวถึงบ่อยที่สุด
- ใบ : ใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านในบางพื้นที่
- เปลือก : มีรายงานการใช้เป็นยาพื้นบ้าน โดยเฉพาะการใช้ต้มเพื่อแก้ไข้
- รากและดอก : มีการศึกษาทางเคมีและเภสัชวิทยา แต่ไม่ควรนำผลการทดลองมาแทนการใช้เป็นยาโดยตรง
สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา
- แก่น : มีรสฝาดขม ตามตำรายาไทยใช้บำรุงร่างกาย บำรุงธาตุ บำรุงโลหิต ขับลม แก้ไข้จับสั่น แก้ไอ แก้หืด แก้ริดสีดวง แก้ท้องเดิน แก้แน่นหน้าอก และใช้เป็นยาอายุวัฒนะ
- ใบ : ตามภูมิปัญญาการใช้สมุนไพร มีการใช้แก้ไข้มาลาเรีย แก้หอบหืด บำรุงธาตุ และใช้เกี่ยวกับโรคผิวหนัง
- เปลือก : มีรายงานการใช้ต้มเป็นยาลดไข้ และใช้เกี่ยวกับอาการท้องเสียในภูมิปัญญาท้องถิ่นบางพื้นที่
- ข้อควรเข้าใจ : สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านและตำรายาไทย ไม่ได้หมายความว่าสรรพคุณทุกข้อได้รับการยืนยันประสิทธิผลในมนุษย์จากการทดลองทางคลินิก
วิธีใช้
- การใช้แก่นหรือเปลือกตามภูมิปัญญา : นิยมนำส่วนที่ใช้มาหั่นหรือทำให้แห้ง แล้วนำไปต้มเป็นน้ำยาสมุนไพร หรือใช้เป็นส่วนประกอบในตำรับยาไทย
- การใช้ในตำรับยา : แก่นกันเกราสามารถใช้เป็นตัวยาตรงในกลุ่มตำรับยาแก้ไข้ตามประกาศยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณ
- ข้อควรระวัง : ไม่ควรกำหนดขนาดรับประทานเฉพาะของกันเกราเองจากข้อมูลพื้นบ้าน หากต้องการใช้เพื่อรักษาอาการเจ็บป่วยควรใช้ตามตำรับที่มีมาตรฐานและคำแนะนำของแพทย์แผนไทยหรือบุคลากรทางการแพทย์
ในบัญชียาจากสมุนไพร
- สถานะที่พบในตำรับยาแผนโบราณ : แก่นกันเกราได้รับการระบุเป็น “ตัวยาตรง” ในกลุ่ม ยาแก้ไข้ ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณ พ.ศ. 2556
- ส่วนที่ใช้ : แก่น
- ลักษณะการใช้ : ใช้เป็นส่วนประกอบของตำรับยา ไม่ได้หมายความว่าสามารถนำสมุนไพรเดี่ยวมารักษาโรคได้ทุกกรณี
- หมายเหตุ : การระบุในประกาศยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณควรแยกจากการกล่าวว่า “กันเกราเป็นยาเดี่ยวในบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร” เพราะเป็นคนละกรอบรายการและข้อกำหนดทางกฎหมาย
สารสำคัญ
- กลุ่ม secoiridoids และ secoiridoid glycosides : มีรายงานการพบสาร เช่น fagraldehyde, gentiopicroside, sweroside และ swertiamarin ในส่วนเปลือกและใบ
- สารกลุ่ม lignans : มีรายงานการแยกสาร pinoresinol และสารใหม่ชื่อ fagraeanolide จากเปลือกลำต้น
- สารจากรากและดอก : มีการแยกสารหลายชนิด รวมถึงสารกลุ่ม secoiridoid glycosides เช่น 3′-O-p-trans-coumaroylsweroside
- น้ำมันหอมระเหยจากดอก : มีการศึกษาส่วนประกอบระเหยจำนวนมากและศักยภาพในการประยุกต์ใช้ด้านน้ำหอมและเครื่องสำอาง
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
- ฤทธิ์ต้านมาลาเรีย : สารสกัดและสารบางชนิดจากกันเกราถูกศึกษาด้านฤทธิ์ต่อ Plasmodium falciparum โดยสาร fagraldehyde มีฤทธิ์ในระดับอ่อนในการทดลองในหลอดทดลอง ขณะที่ gentiopicroside, sweroside และ swertiamarin มีฤทธิ์ต่ำในแบบทดสอบดังกล่าว
- ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : มีรายงานการศึกษาสารสกัดจากกันเกราเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านการอักเสบในงานวิจัยระดับก่อนคลินิก
- ฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็ง : งานวิจัยสารจากรากและดอกพบว่าสารบางชนิดมีความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งท่อน้ำดีในระดับอ่อนถึงปานกลางในการทดลองในหลอดทดลอง ยังไม่สามารถสรุปว่าใช้รักษามะเร็งในคนได้
- ฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย : มีการศึกษาน้ำมันหอมระเหยและสารสกัดจากดอกกันเกราเพื่อประเมินฤทธิ์ต้านจุลชีพและองค์ประกอบทางเคมี
- งานวิจัยด้านสารพฤกษเคมี : การศึกษาใหม่เกี่ยวกับใบพบสารเมแทบอไลต์จำนวนมาก และเสนอศักยภาพด้านสารต้านอนุมูลอิสระ ต้านจุลชีพ และฤทธิ์ทางชีวภาพอื่น ๆ แต่ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาความปลอดภัยและประสิทธิผลเพิ่มเติม
เภสัชวิทยา
- งานวิจัยระดับหลอดทดลองและก่อนคลินิกชี้ให้เห็นว่ากันเกรามีศักยภาพทางเภสัชวิทยาหลายด้าน เช่น ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ ต้านจุลชีพ และต้านเชื้อมาลาเรีย
- ฤทธิ์ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับสารพฤกษเคมีหลายกลุ่ม โดยเฉพาะ secoiridoids, iridoid glycosides, lignans และสารระเหย
- หลักฐานส่วนใหญ่ยังเป็นการทดลองในหลอดทดลองหรือการศึกษาสารสกัด จึงยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์
ความปลอดภัย
- ข้อมูลด้านความปลอดภัยของกันเกราในมนุษย์ยังมีจำกัดเมื่อเทียบกับสมุนไพรที่มีการศึกษาทางคลินิกอย่างกว้างขวาง
- งานวิจัยหนึ่งที่ศึกษาสารสกัดหยาบจากเปลือกลำต้นรายงานว่าไม่พบความเป็นพิษต่อเซลล์ในแบบจำลองที่ใช้ในการศึกษา แต่ผลดังกล่าวไม่สามารถใช้ยืนยันความปลอดภัยจากการรับประทานในมนุษย์ได้โดยตรง
- มีข้อมูลพิษวิทยาเก่าจากการทดลองในหนูที่รายงานค่า LD50 ของสารสกัดจาก Fagraea fragrans เมื่อให้ทางช่องท้องมากกว่า 1 กรัม/กิโลกรัม แต่ข้อมูลดังกล่าวไม่ใช่ข้อมูลขนาดรับประทานในคน และไม่ควรนำไปใช้กำหนดขนาดยา
- ข้อควรระวัง : หญิงตั้งครรภ์ เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว หรือผู้ที่รับประทานยาประจำ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้กันเกราในรูปแบบยา
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
- ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับระบุปฏิกิริยาระหว่างกันเกรากับยาสำคัญในมนุษย์อย่างชัดเจน
- เนื่องจากกันเกรามีสารออกฤทธิ์หลายกลุ่ม และมีการศึกษาฤทธิ์ทางชีวภาพหลายด้าน จึงไม่ควรสรุปว่าปลอดภัยเมื่อใช้ร่วมกับยาทุกชนิด
- ผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาลดน้ำตาล ยากดภูมิคุ้มกัน ยาต้านมะเร็ง หรือยาที่มีดัชนีการรักษาแคบ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้สารสกัดกันเกราเข้มข้น
การใช้ในผลิตภัณฑ์
- น้ำมันหอมระเหย : ดอกกันเกรามีกลิ่นหอมและมีการศึกษาการสกัดน้ำมันหอมระเหยเพื่อใช้ประโยชน์ด้านน้ำหอมและเครื่องสำอาง
- เครื่องสำอาง : มีงานวิจัยประเมินศักยภาพของน้ำมันหอมระเหยและสารสกัดจากดอกสำหรับการประยุกต์ใช้ด้านผลิตภัณฑ์น้ำหอมและเครื่องสำอาง
- ผลิตภัณฑ์สมุนไพร : แก่นและส่วนอื่นของต้นสามารถพบในบริบทของตำรับยาไทยและผลิตภัณฑ์สมุนไพร แต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อใช้รักษาโรคต้องเป็นไปตามข้อกำหนดด้านยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- แก่น : เก็บจากต้นที่มีขนาดเหมาะสม แล้วผ่าเอาเนื้อไม้ส่วนแก่นออก หั่นเป็นชิ้นและทำให้แห้งสนิทก่อนนำไปเก็บ
- ใบ : เลือกใบที่สมบูรณ์ ไม่เป็นโรคหรือถูกแมลงทำลาย ทำความสะอาดและทำให้แห้งก่อนเก็บ
- การเก็บรักษา : เก็บวัตถุดิบแห้งในภาชนะสะอาด ปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสงแดด และแมลง เพื่อรักษาคุณภาพของวัตถุดิบ
- ข้อควรคำนึง : ควรระบุแหล่งที่มา ส่วนของพืช วันเก็บเกี่ยว และสภาวะการทำแห้งเพื่อช่วยควบคุมคุณภาพวัตถุดิบสมุนไพร
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
- ชื่อ “ตำเสา” หรือ “ทำเสา” สะท้อนการใช้ประโยชน์จากเนื้อไม้ซึ่งมีความแข็งแรงและทนทาน
- ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือเรียกว่า “มันปลา” ส่วนพื้นที่ภาคใต้พบชื่อ “ตำเสา” และ “ทำเสา”
- ในภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้าน มีการใช้แก่น เปลือก และใบเพื่อดูแลอาการไข้ ท้องเสีย ระบบทางเดินหายใจ และอาการอื่น ๆ ตามบริบทของแต่ละท้องถิ่น
ประวัติและวัฒนธรรม
- กันเกราเป็นต้นไม้ที่มีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของคนไทยมาเป็นเวลานาน ทั้งในฐานะไม้สมุนไพร ไม้ใช้สอย และไม้ดอกหอม
- หลักฐานทางวรรณกรรมและเอกสารเก่าของไทยมีการกล่าวถึงกันเกราในชื่อ “กันเตรา” โดยกล่าวถึงการนำแก่นไปทำเสาและใช้เป็นยา
- ดอกกันเกรามีกลิ่นหอมเด่นและเป็นเอกลักษณ์ จึงมีคุณค่าทั้งในด้านภูมิทัศน์ วัฒนธรรม และการใช้ประโยชน์จากพืชพื้นถิ่น
สถานะการอนุรักษ์
- สถานะระดับโลก : Cyrtophyllum fragrans (ชื่อพ้อง Fagraea fragrans) ถูกจัดอยู่ในสถานะ Least Concern (LC) หรือมีความเสี่ยงต่ำต่อการสูญพันธุ์ ตามข้อมูลที่ Kew อ้างอิงจาก IUCN
- อย่างไรก็ตาม การที่สถานะระดับโลกอยู่ในระดับ LC ไม่ได้หมายความว่าประชากรในทุกพื้นที่จะไม่ถูกคุกคาม การตัดต้นขนาดใหญ่เพื่อใช้เนื้อไม้และการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าอาจส่งผลต่อประชากรในระดับท้องถิ่นได้
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
- ไฟลัม (Phylum) : Tracheophyta
- ชั้น (Class) : Magnoliopsida
- อันดับ (Order) : Gentianales
- วงศ์ (Family) : Gentianaceae
- สกุล (Genus) : Cyrtophyllum
- ชนิด (Species) : Cyrtophyllum fragrans (Roxb.) DC.
- ชื่อพ้องที่สำคัญ (Synonym) : Fagraea fragrans Roxb.
ปัจจุบันฐานข้อมูล Kew Plants of the World Online และฐานข้อมูล TH-BIF ยอมรับ Cyrtophyllum fragrans (Roxb.) DC. เป็นชื่อที่ยอมรับ ขณะที่ Fagraea fragrans Roxb. เป็นชื่อพ้อง ดังนั้นสำหรับเว็บไซต์สมุนไพรไทยสามารถใช้ “Fagraea fragrans Roxb.” เป็นชื่อที่ผู้ค้นหาคุ้นเคย และระบุชื่ออนุกรมวิธานปัจจุบันกำกับไว้เพื่อความถูกต้องทางวิชาการ
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมป่าไม้. (ม.ป.ป.). รายชื่อพันธุ์ไม้และข้อมูลต้นกันเกรา. กรมป่าไม้.
- กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (ม.ป.ป.). Fagraea fragrans Roxb. — e-Flora of Thailand.
- โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ. (ม.ป.ป.). กันเกรา (Fagraea fragrans Roxb.).
- มูลนิธิหมอชาวบ้าน. (2546). กันเกรา : สุดยอดของความหอมและเนื้อไม้. หมอชาวบ้าน.
- ทุมปัด, อ., และ จันทร์สุข, ก. (ม.ป.ป.). ลักษณะทางมหภาคและจุลภาคของเครื่องยาสมุนไพรไทย : แก่นกันเกรา. วารสารสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา.
- กระทรวงสาธารณสุข. (2556). ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณ พ.ศ. 2556. ราชกิจจานุเบกษา.
- Anggraini, M., Harmida, H., Juswardi, J., & Tanzerina, N. (2026). Phytochemical analysis and bioactivity evaluation of ethanolic extract of ironwood (Fagraea fragrans Roxb.) leaves. Biology, Medicine, & Natural Product Chemistry, 15(1), 575–584.
- Jonville, M.-C., Baghdikian, B., Ollivier, E., Angenot, L., Frédérich, M., & Legault, J. (2010). Anti-inflammatory potency of the traditionally used antimalarial plant Fagraea fragrans. Planta Medica, 76(12).
- Pripdeevech, P., & Saansoomchai, J. (2013). Antibacterial activity and chemical composition of essential oil and various extracts of Fagraea fragrans Roxb. flowers. Chiang Mai Journal of Science, 40(2), 214–223.
- Yingngam, B., & Brantner, A. H. (2015). Factorial design of essential oil extraction from Fagraea fragrans Roxb. flowers and evaluation of its biological activities for perfumery and cosmetic applications. International Journal of Cosmetic Science, 37(3), 272–281.
- Zhang, et al. (2020). The complete chloroplast genome sequence of Fagraea fragrans. Mitochondrial DNA Part B, 5(2).
- Kew Science. (2026). Cyrtophyllum fragrans (Roxb.) DC. Plants of the World Online.
- World Flora Online. (2026). Cyrtophyllum fragrans (Roxb.) DC.
- National Center for Biotechnology Information. (2020). The complete chloroplast genome sequence of Fagraea fragrans. PubMed Central.
