กล้วยน้ำไท
กล้วยน้ำไท เป็นกล้วยพื้นเมืองหรือกล้วยโบราณของไทยที่มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า กล้วยน้ำไทย และ กล้วยหอมเล็ก จัดอยู่ในกลุ่มกล้วยจีโนม AA (Musa AA group) เป็นพันธุ์ที่พบไม่มากในประเทศไทย และมีความสำคัญทั้งในด้านอาหาร ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย และวัฒนธรรมดั้งเดิม โดยเฉพาะการใช้ผลในตำรับยาสมุนไพรบางชนิด เช่น ยาลูกแปลกแม่ และการใช้เป็น “กล้วยพิธี” ในวัฒนธรรมไทย
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อไทย : กล้วยน้ำไท
- ชื่ออื่น : กล้วยน้ำไทย, กล้วยหอมเล็ก
- ชื่อสามัญ : Banana, Cultivated banana
- ชื่อวิทยาศาสตร์ : Musa (AA group) ‘Kluai Nam Thai’
- วงศ์ : Musaceae
- ลักษณะการใช้ประโยชน์ : ใช้เป็นอาหาร ผลไม้ และใช้เป็นวัตถุดิบในภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย
- ส่วนที่ใช้เป็นยาในตำรับยาไทย : ผล
- ลักษณะเด่น : เป็นกล้วยโบราณที่พบได้น้อย ผลสุกมีสีเหลืองเข้ม เนื้อสีเหลืองอมส้ม กลิ่นหอม และไม่มีเมล็ด
กล้วยน้ำไทมีความแตกต่างจากกล้วยหลายพันธุ์ตรงที่เป็นกล้วยดิพลอยด์กลุ่ม AA และมีลักษณะทางพันธุกรรมและสัณฐานวิทยาเฉพาะตัว งานวิจัยในประเทศไทยจัดกล้วยน้ำไทไว้ในกลุ่ม Musa (AA group) เช่นเดียวกับกล้วยดิพลอยด์บางพันธุ์
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ลำต้นเทียม : เป็นพืชล้มลุกขนาดใหญ่ ลำต้นเทียมสูงประมาณ 2.5 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่า 15 เซนติเมตร กาบลำต้นเทียมด้านนอกมีประสีดำ บริเวณโคนมีสีชมพูอมแดง
- ใบ : ก้านใบตั้ง มีร่องกว้างและมีปีกสีชมพู เส้นกลางใบมีสีชมพูอมแดง
- ช่อดอก : ก้านช่อดอกมีขน ใบประดับมีลักษณะเป็นรูปไข่ค่อนข้างยาว ด้านบนสีม่วงอมแดง ด้านล่างสีซีด ปลายแหลมและม้วนขึ้น
- ปลี : มีลักษณะค่อนข้างยาวและปลายแหลม ก้านช่อดอกมีขน
- ผล : เครือหนึ่งมีประมาณ 5–8 หวี แต่ละหวีมีประมาณ 12–18 ผล ผลมีขนาดใกล้เคียงกล้วยหอมจันทน์ แต่มีลักษณะโค้งงอและเป็นเหลี่ยมมากกว่า เปลือกค่อนข้างหนา ปลายผลมีจุกและมักพบก้านเกสรตัวเมียติดอยู่
- ผลสุก : เปลือกเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเข้ม มีจุดดำเล็ก ๆ คล้ายกล้วยไข่ เนื้อมีสีเหลืองอมส้ม รสหวานและมีกลิ่นหอม ไม่มีเมล็ด
งานวิจัยด้านสัณฐานวิทยาระบุว่ากล้วยน้ำไทเป็นกล้วยดิพลอยด์ (diploid) กลุ่ม AA และพบว่ามีลักษณะทางสัณฐานวิทยาที่สามารถใช้แยกจากกล้วยกลุ่มจีโนมอื่นได้
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
กล้วยในสกุล Musa มีศูนย์กลางความหลากหลายอยู่ในเขตร้อนของเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่วนกล้วยน้ำไทเป็นกล้วยพันธุ์พื้นเมืองที่มีการปลูกและอนุรักษ์อยู่ในประเทศไทย โดยมีรายงานว่าเป็นกล้วยที่พบได้น้อยและมีความเสี่ยงต่อการสูญหายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมและกิจกรรมของมนุษย์
ข้อมูลจากหน่วยงานด้านการเกษตรของไทยระบุว่ากล้วยน้ำไทเป็นกล้วยโบราณที่หาได้ยาก และมีการส่งเสริมให้รวบรวมข้อมูลพันธุ์ การปลูก การบำรุงรักษา และการเก็บเกี่ยวเพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์
การปลูกและการขยายพันธุ์
- การขยายพันธุ์ตามธรรมชาติ : ใช้หน่อจากเหง้าเป็นหลัก
- การขยายพันธุ์เพื่ออนุรักษ์ : สามารถใช้เทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเพื่อเพิ่มจำนวนต้นพันธุ์
- การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ : งานวิจัยพบว่าการเพาะเลี้ยงปลายยอดของกล้วยน้ำไทบนอาหารสูตร Murashige and Skoog (MS) ที่เติมน้ำมะพร้าว 200 มิลลิลิตรต่อลิตร สามารถให้จำนวนหน่อเฉลี่ย 1.71 หน่อต่อชิ้นส่วนที่เพาะเลี้ยง ความยาวหน่อเฉลี่ย 4.25 เซนติเมตร และจำนวนใบเฉลี่ย 4 ใบต่อต้น ภายในระยะเวลาการทดลอง 4 เดือน
- สภาพแวดล้อม : ควรปลูกในบริเวณที่มีแสงแดดเพียงพอ ดินระบายน้ำดี มีอินทรียวัตถุ และมีความชื้นเหมาะสม
- การดูแล : ควรรักษาความชื้นของดิน กำจัดวัชพืช และใส่ปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยที่เหมาะสมกับระยะการเจริญเติบโต
เนื่องจากกล้วยน้ำไทเป็นพันธุ์ที่พบได้น้อย การขยายพันธุ์ด้วยหน่อและการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจึงมีบทบาทสำคัญต่อการอนุรักษ์พันธุกรรมของพันธุ์นี้
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- ผล : เป็นส่วนที่ระบุไว้ในรายการวัตถุยาของตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ โดยใช้ชื่อว่า Musae Fructus และระบุแหล่งพืชว่า Musa (AA) “Kluai Nam Thai”
- เปลือกผลดิบ : มีข้อมูลภูมิปัญญาท้องถิ่นเกี่ยวกับการใช้สดภายนอกบริเวณลิ้นหรือภายในปากเด็กที่มี “ละอองขาว” แต่ข้อมูลดังกล่าวเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น ไม่ควรถือเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว
สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา
- ผลสุก : ตามภูมิปัญญาไทยนำมาใช้เป็นส่วนประกอบของตำรับที่มีแนวคิดเกี่ยวกับการบำรุงร่างกายและการเจริญอายุ โดยเฉพาะตำรับ ยาลูกแปลกแม่
- ผลสุกดองน้ำผึ้ง : มีการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้าน โดยนำผลกล้วยสุกใส่ภาชนะแล้วเติมน้ำผึ้ง ปิดภาชนะและหมักไว้ก่อนรับประทาน โดยมีความเชื่อว่าเป็นยาบำรุงและยาอายุวัฒนะ
- เปลือกผลดิบ : มีรายงานการใช้ทาภายในปากเด็กที่มีอาการ “ละอองขาว”
- เถ้าจากเปลือกหรือส่วนของผล : มีข้อมูลภูมิปัญญาว่านำมาใช้ทาบริเวณที่มีอาการปวดเมื่อยตามข้อ แต่ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกเพียงพอที่จะยืนยันประสิทธิผลดังกล่าว
สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดอ่างทองระบุว่ากล้วยน้ำไทเป็น “กล้วยพิธี” และเป็นส่วนประกอบสำคัญในเครื่องยาสมุนไพรที่ใช้ในตำรับยาไทยสำหรับผู้สูงอายุ โดยเฉพาะยาลูกแปลกแม่ ซึ่งในภูมิปัญญาโบราณกล่าวถึงการใช้เพื่อบำรุงร่างกายและอายุวัฒนะ
หมายเหตุสำคัญ : คำว่า “ยาอายุวัฒนะ” ในที่นี้เป็นแนวคิดและการใช้ตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย ไม่ได้หมายความว่ามีหลักฐานทางคลินิกยืนยันว่าการรับประทานกล้วยน้ำไทสามารถทำให้อายุยืนหรือย้อนวัยได้
วิธีใช้
- รับประทานเป็นอาหาร : ผลสุกสามารถรับประทานสดได้
- ภูมิปัญญาผลสุกดองน้ำผึ้ง : มีการนำผลสุกปอกเปลือกแล้วดองหรือแช่ในน้ำผึ้งในภาชนะปิดสนิทก่อนนำมารับประทาน
- ตำรับยาไทย : กล้วยน้ำไทถูกระบุเป็นวัตถุยาในรูป ผล (Musae Fructus) และปรากฏอยู่ในรายการตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ พ.ศ. 2564
การนำวิธีใช้จากตำรับโบราณมาใช้เอง โดยเฉพาะสูตรที่มีการกำหนดระยะเวลาหมัก ปริมาณ หรือใช้ร่วมกับสมุนไพรอื่น ควรปรึกษาแพทย์แผนไทยหรือผู้ประกอบวิชาชีพที่มีใบอนุญาตก่อน
ในบัญชียาจากสมุนไพร
กล้วยน้ำไท ไม่ควรระบุว่าเป็น “รายการยา” ในบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร พ.ศ. 2566 โดยตรง เพียงเพราะมีชื่ออยู่ในตำรับยาไทย
อย่างไรก็ตาม กล้วยน้ำไทมีสถานะที่สำคัญใน รายการตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ โดยระบุเป็นวัตถุพืชลำดับที่ 27 คือ
- ชื่อยา : กล้วยน้ำไท
- ส่วนที่ใช้ : ผล
- ชื่อยาละติน : Musae Fructus
- ชื่อวิทยาศาสตร์ : Musa (AA) “Kluai Nam Thai”
ดังนั้นในการจัดหมวดหมู่ข้อมูลบนเว็บไซต์ ควรแยกหัวข้อ “ตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ” ออกจาก “บัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร” เพื่อความถูกต้องทางวิชาการ
สารสำคัญ
ข้อมูลเฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับสารเคมีของ กล้วยน้ำไทพันธุ์ ‘Kluai Nam Thai’ ยังมีค่อนข้างจำกัด เมื่อเทียบกับกล้วยพันธุ์ที่ได้รับการศึกษามากกว่า
งานวิจัยในกล้วยสกุล Musa พบสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพหลายกลุ่ม เช่น
- สารประกอบฟีนอลิก (phenolic compounds)
- ฟลาโวนอยด์ (flavonoids)
- แคโรทีนอยด์ (carotenoids)
- แทนนิน (tannins)
- ไบโอเจนิกเอมีน (biogenic amines) เช่น serotonin และ dopamine
- เพกทิน (pectin)
- สเตอรอลจากพืช (phytosterols)
- สารประกอบอะโรมาติกและสารเมแทบอไลต์ทุติยภูมิอื่น ๆ
สำหรับกล้วยน้ำไทโดยเฉพาะ งานวิจัยพบว่ามี สารประกอบฟีนอลิกรวมและฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ในส่วนของใบ ก้านใบ ลำต้นเทียม และปลี โดยปริมาณแตกต่างกันตามส่วนของพืช
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
งานวิจัยเกี่ยวกับกล้วยน้ำไทโดยตรงยังมีจำนวนไม่มาก แต่มีงานที่น่าสนใจดังนี้
- การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ : งานวิจัยของ Kassanuk และคณะ ศึกษาการเพิ่มจำนวนหน่อกล้วยน้ำไทในสภาพปลอดเชื้อ พบว่าน้ำมะพร้าวในอาหาร MS ที่ระดับ 200 มิลลิลิตรต่อลิตรช่วยให้เกิดหน่อได้ดีที่สุดในการทดลอง โดยมีจำนวนหน่อเฉลี่ย 1.71 หน่อต่อชิ้นส่วนที่เพาะเลี้ยง
- สารประกอบฟีนอลิกและฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : งานวิจัยของใจตรงและ Manthey ศึกษากล้วย 5 พันธุ์ รวมถึงกล้วยน้ำไท พบว่ากล้วยน้ำไทมีปริมาณฟีนอลิกรวมในใบ 141.4 mg GAE/g และมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระจากการทดสอบ DPPH และ FRAP เท่ากับ 7.9 และ 26.5 mg TEAC/g ตามลำดับ ส่วนปลีมีค่า DPPH 5.1 และ FRAP 21.8 mg TEAC/g
- สารสกัดจากส่วนต่าง ๆ ของกล้วย : ผลการวิจัยดังกล่าวสนับสนุนว่ากล้วยน้ำไทมีศักยภาพเป็นแหล่งสารต้านอนุมูลอิสระ แต่เป็นการศึกษาในระดับสารสกัดและการทดสอบในห้องปฏิบัติการ จึงยังไม่สามารถสรุปว่าการรับประทานกล้วยน้ำไทสามารถรักษาโรคใดโรคหนึ่งในมนุษย์ได้
- ตำรับยาลูกแปลกแม่ : มีงานวิจัยที่ศึกษาฤทธิ์ต้านปฏิกิริยาออกซิเดชันของพืชที่เป็นส่วนประกอบของตำรับยาลูกแปลกแม่ ซึ่งรวมถึงกล้วยน้ำไท อย่างไรก็ตาม หลักฐานดังกล่าวเป็นการศึกษาระดับสารสกัด ไม่ใช่การทดลองทางคลินิกเพื่อพิสูจน์ผลด้านการชะลอวัยหรืออายุยืน
เภสัชวิทยา
จากการศึกษาในพืชสกุล Musa พบฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายด้านในระดับหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง เช่น
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
- ฤทธิ์ต้านจุลชีพ
- ฤทธิ์ต้านการอักเสบ
- ฤทธิ์ปกป้องเยื่อบุกระเพาะอาหาร
- ฤทธิ์เกี่ยวข้องกับการควบคุมระดับน้ำตาลและไขมันในเลือดในงานทดลองบางประเภท
- ฤทธิ์ปรับการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน
อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นข้อมูลจาก Musa spp. หรือกล้วยสายพันธุ์อื่น ไม่ควรนำมาอ้างว่าเป็นฤทธิ์ทางยาที่ได้รับการพิสูจน์เฉพาะสำหรับกล้วยน้ำไททั้งหมด
สำหรับกล้วยน้ำไทโดยตรง หลักฐานที่มีชัดเจนในปัจจุบันคือศักยภาพด้าน สารฟีนอลิกและฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดจากส่วนต่าง ๆ ของพืช
ความปลอดภัย
- ผลกล้วยน้ำไทที่สุกสามารถรับประทานเป็นอาหารได้
- ยังมีข้อมูลด้านความเป็นพิษและความปลอดภัยเฉพาะของกล้วยน้ำไทในมนุษย์ค่อนข้างจำกัด
- การใช้กล้วยน้ำไทเป็นอาหารในปริมาณทั่วไปแตกต่างจากการใช้สารสกัดเข้มข้นหรือตำรับยา ซึ่งไม่ควรถือว่ามีความปลอดภัยเทียบเท่ากัน
- การนำผลไปหมักกับน้ำผึ้งเป็นระยะเวลานานควรควบคุมความสะอาด ภาชนะ และสภาวะการเก็บรักษา เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของจุลินทรีย์
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือใช้ยาหลายชนิด ควรปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพก่อนใช้ในลักษณะเป็นยา
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอเกี่ยวกับ ปฏิกิริยาระหว่างกล้วยน้ำไทโดยเฉพาะกับยาแผนปัจจุบัน
เนื่องจากกล้วยเป็นอาหารที่มีสารชีวภาพหลายชนิด รวมถึงสารกลุ่มไบโอเจนิกเอมีน และมีรายงานเกี่ยวกับปฏิกิริยาระหว่างการรับประทานกล้วยกับยาบางชนิดในกล้วยทั่วไป จึงควรใช้ความระมัดระวังหากรับประทานในปริมาณมากหรือใช้เป็นผลิตภัณฑ์เข้มข้น โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ยารักษาโรคพาร์กินสันหรือยาที่ต้องควบคุมระดับยาอย่างใกล้ชิด
ข้อมูลดังกล่าว ไม่ควรนำไปตีความว่ากล้วยน้ำไทมีปฏิกิริยากับยาเหล่านี้แน่นอน เพราะหลักฐานที่มีส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับกล้วยทั่วไป ไม่ใช่กล้วยน้ำไทโดยตรง
การใช้ในอาหาร
- รับประทานผลสุกเป็นผลไม้
- ใช้เป็นวัตถุดิบในอาหารและขนมไทย
- ผลสุกมีเนื้อสีเหลืองอมส้ม รสหวาน และมีกลิ่นหอม
- สามารถนำไปแปรรูปเป็นอาหารหรือผลิตภัณฑ์จากกล้วยได้
กล้วยน้ำไทมีคุณค่าทางวัฒนธรรมมากกว่าการเป็นผลไม้ทั่วไป เนื่องจากในอดีตมีการใช้เป็น “กล้วยพิธี” ในงานประเพณีและพิธีกรรมต่าง ๆ
การใช้ในผลิตภัณฑ์
จากคุณสมบัติของกล้วยและสารชีวภาพในสกุล Musa กล้วยน้ำไทมีศักยภาพในการพัฒนาเป็น
- ผลิตภัณฑ์อาหารและอาหารแปรรูป
- กล้วยอบแห้งหรือผลิตภัณฑ์จากผลกล้วย
- ผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพ
- วัตถุดิบจากเปลือกหรือส่วนเหลือทิ้งทางการเกษตร
- วัตถุดิบสำหรับศึกษาสารต้านอนุมูลอิสระ
- ผลิตภัณฑ์จากสารสกัดพืชในอนาคต
มีการศึกษากล้วยน้ำไทในด้านสารประกอบฟีนอลิกและฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งอาจนำไปต่อยอดด้านผลิตภัณฑ์อาหารหรือผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มได้ แต่ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมด้านประสิทธิภาพ ความปลอดภัย มาตรฐานสารสำคัญ และการทดลองในมนุษย์ก่อนพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ทางสุขภาพที่มีข้อกล่าวอ้างทางการแพทย์
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- ผลสำหรับรับประทานสด : ควรเก็บเมื่อผลแก่เต็มที่ตามวัตถุประสงค์การใช้ แล้วปล่อยให้สุกตามธรรมชาติ
- ผลสำหรับการแปรรูป : สามารถกำหนดระยะความแก่ของผลตามประเภทผลิตภัณฑ์
- การเก็บรักษาผลสด : ควรเก็บในสถานที่สะอาด อากาศถ่ายเท และหลีกเลี่ยงความร้อนสูง
- การเก็บวัตถุดิบเพื่อการศึกษา : ควรทำให้แห้งอย่างเหมาะสมและเก็บในภาชนะที่ป้องกันความชื้น แสง และการปนเปื้อน
- การอนุรักษ์พันธุ์ : ควรเก็บรักษาหน่อพันธุ์จากต้นที่มีลักษณะตรงตามพันธุ์ และสามารถใช้การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อช่วยเพิ่มจำนวนต้นพันธุ์ได้
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
กล้วยน้ำไทมีความเกี่ยวข้องกับภูมิปัญญาไทยทั้งด้านอาหาร ยาสมุนไพร และพิธีกรรม โดยเฉพาะการใช้ผลสุกเป็นส่วนประกอบในตำรับ ยาลูกแปลกแม่ ซึ่งเป็นตำรับที่กล่าวถึงแนวคิดเรื่องการบำรุงร่างกายและอายุวัฒนะ
มีการบันทึกภูมิปัญญาการนำผลกล้วยน้ำไทสุกมาดองหรือแช่น้ำผึ้ง และรับประทานเป็นยาอายุวัฒนะ นอกจากนี้ยังมีการใช้เปลือกผลดิบในภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับทาบริเวณภายในปากเด็กที่มี “ละอองขาว”
ภูมิปัญญาเหล่านี้ควรนำเสนอในฐานะ องค์ความรู้ดั้งเดิมและการใช้ตามประสบการณ์ของชุมชน ไม่ควรใช้เป็นหลักฐานยืนยันประสิทธิผลทางการแพทย์โดยปราศจากการศึกษาทางคลินิก
ประวัติและวัฒนธรรม
กล้วยน้ำไทเป็นหนึ่งในกล้วยโบราณของประเทศไทยและเคยมีบทบาทในวัฒนธรรมไทยมากกว่าการเป็นอาหาร โดยมีข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐระบุว่า คนโบราณถือกล้วยน้ำไทเป็นผลไม้ศักดิ์สิทธิ์หรือ “กล้วยพิธี” และใช้เป็นส่วนประกอบในพิธีกรรมต่าง ๆ
เมื่อกล้วยน้ำไทหาได้ยากขึ้น กล้วยชนิดอื่นที่หาได้ง่ายกว่า เช่น กล้วยน้ำว้า จึงเข้ามาทดแทนการใช้งานบางประเภท ส่งผลให้กล้วยน้ำไทกลายเป็นพันธุ์ที่มีคุณค่าด้านการอนุรักษ์พันธุกรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นมากขึ้น
สถานะการอนุรักษ์
กล้วยน้ำไทเป็นกล้วยที่ พบได้น้อยและควรได้รับการอนุรักษ์ โดยงานวิจัยด้านการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อระบุว่ากล้วยน้ำไทมีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์จากการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมและกิจกรรมของมนุษย์
แนวทางอนุรักษ์ที่เหมาะสม ได้แก่
- การรวบรวมและรักษาต้นพันธุ์แท้
- การปลูกอนุรักษ์ในแปลงรวบรวมพันธุ์
- การขยายพันธุ์ด้วยหน่อ
- การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ
- การบันทึกลักษณะทางพันธุกรรมและสัณฐานวิทยา
- การรวบรวมภูมิปัญญาการใช้กล้วยน้ำไทในแต่ละท้องถิ่น
- การส่งเสริมให้ชุมชนปลูกและใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
- กลุ่มพืชมีท่อลำเลียง (Tracheophytes) : Tracheophyta
- ชั้น (Class) : Liliopsida
- อันดับ (Order) : Zingiberales
- วงศ์ (Family) : Musaceae
- สกุล (Genus) : Musa
- กลุ่มจีโนม (Genome group) : AA
- พันธุ์/กลุ่มพันธุ์ : ‘Kluai Nam Thai’
ชื่อที่เหมาะสำหรับใช้อ้างอิงในฐานข้อมูลสมุนไพรไทยคือ Musa (AA group) ‘Kluai Nam Thai’ โดยแหล่งข้อมูลของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์และงานวิจัยไทยระบุชื่อในรูปแบบดังกล่าว
ทั้งนี้ กล้วยที่ปลูกเพื่อบริโภคมีความซับซ้อนทางอนุกรมวิธาน เนื่องจากเกิดจากการผสมและการคัดเลือกพันธุ์ของกล้วยในสกุล Musa ดังนั้นการใช้ชื่อระดับ “กลุ่มจีโนม” จึงมีความสำคัญในการระบุพันธุ์ปลูกแต่ละชนิด
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- ใจตรง, ส., & Manthey, J. A. (2566). สัณฐานวิทยาและฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในลำต้นเทียม ใบ ก้านใบ และปลีของกล้วยดิพลอยด์และไตรพลอยด์. วารสารวิชาการเกษตร, 41(3), 307–318.
- ธันวมาส กาศสนุก, อรพิน เสละคร, คงเดช พะสีนาม, และสุดารัตน์ สุตพันธ์. (2563). อิทธิพลของสารอินทรีย์ต่อการแตกหน่อของกล้วยน้ำไทในสภาพปลอดเชื้อ. Life Sciences and Environment Journal, 21(2), 347–353.
- สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดอ่างทอง. (2566, 18 เมษายน). การปลูกกล้วยน้ำไท. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.
- มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์. (ม.ป.ป.). กล้วยน้ำไท (Musa (AA) ‘Kluai Nam Thai’). Resource Portal.
- คณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ. (2566). บัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร พ.ศ. 2566.
- รายการตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ ฉบับ พ.ศ. 2564. (2564). รายการพืชวัตถุ: กล้วยน้ำไท ผล (Musae Fructus, Musa (AA) “Kluai Nam Thai”).
- Kassanuk, T., Selakorn, O., Phasinam, K., & Sutaphan, S. (2020). Influence of organic additives on multiple shoot formation of Musa (AA group) ‘Kluai Nam Thai’ in vitro. Life Sciences and Environment Journal, 21(2), 347–353.
- Jaitrong, S., & Manthey, J. A. (2023). Morphology and antioxidant properties in pseudostem, leaf, petiole and inflorescences of diploid and triploid banana. Thai Agricultural Research Journal, 41(3), 307–318.
- Pereira, A., Maraschin, M., & others. (2015). Banana (Musa spp.) from peel to pulp: Ethnopharmacology, source of bioactive compounds and its relevance for human health. Journal of Ethnopharmacology, 160, 149–163.
- Singh, B., Singh, J. P., Kaur, A., & Singh, N. (2016). Bioactive compounds in banana and their associated health benefits: A review. Food Chemistry, 206, 1–11.
- Imam, M. Z., & Akter, S. (2011). Musa paradisiaca L. and Musa sapientum L.: A phytochemical and pharmacological review. Journal of Applied Pharmaceutical Science, 1(5), 14–20.
