กล้วยตีบ

กล้วยตีบ

กล้วยตีบ

กล้วยตีบ เป็นกล้วยพื้นเมืองกลุ่มจีโนม ABB ที่มีการใช้ประโยชน์ทั้งด้านอาหารและภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย โดยเฉพาะ ราก ซึ่งมีรสฝาดเย็นและใช้ในตำรับยาไทยสำหรับอาการร้อนใน กระหายน้ำ ไข้ และอาการผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร กล้วยตีบมีชื่อเรียกในท้องถิ่น เช่น กล้วยตีบยา กล้วยตีบคำ และกล้วยตีบราชบุรี กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกจัดข้อมูลกล้วยตีบไว้ในกลุ่มสมุนไพรที่มีการใช้ตามองค์ความรู้ดั้งเดิม

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อไทย: กล้วยตีบ
  • ชื่ออื่น: กล้วยตีบยา, กล้วยตีบคำ, กล้วยตีบราชบุรี, ตีบดำ, อีตีบ, กล้วยตีบน้อย
  • ชื่อสามัญ: Kluai Tip
  • ชื่อวิทยาศาสตร์: Musa (ABB) ‘Tip’
  • ชื่อที่ใช้ในฐานข้อมูลพรรณไม้บางแห่ง: Musa (ABB) ‘Tip Kam’
  • วงศ์: Musaceae
  • กลุ่มพันธุกรรม: ABB เป็นกล้วยลูกผสมสามชุดโครโมโซม (triploid)
  • ประเภท: ไม้ล้มลุกอายุหลายปี
  • การใช้ประโยชน์: เป็นทั้งพืชอาหารและพืชสมุนไพร โดยเฉพาะรากตามตำรายาไทย

กล้วยตีบแตกต่างจากกล้วยรับประทานทั่วไปตรงที่มีลักษณะต้นค่อนข้างโทรม ใบสั้นและเล็กกว่ากล้วยตานี และผลมีขนาดค่อนข้างเล็กและมีรสฝาดเมื่อเทียบกับกล้วยรับประทานหลายชนิด

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น: เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี มีลำต้นเทียมเกิดจากกาบใบซ้อนกันแน่น สูงประมาณ 3–4 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 20 เซนติเมตร สีเขียว และโดยข้อมูลของกรมการแพทย์แผนไทยฯ ไม่พบปื้นดำเด่นชัด กาบลำต้นด้านในสีเขียว ก้านใบสีเขียว ก้านใบมักสั้นกว่ากล้วยตานีและร่องก้านใบไม่เด่นหรือไม่มีร่อง
  • ใบ: เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ ลักษณะคล้ายใบกล้วยตานี แต่ใบสั้นและเล็กกว่า ด้านท้องใบมีนวลสีขาว ลักษณะโดยรวมทำให้ต้นดูคล้ายกล้วยที่กำลังทรุดโทรม
  • ดอก: ช่อดอกหรือเครือมีสีเขียว ไม่ค่อยมีขน ใบประดับปลีค่อนข้างป้อมและสั้น ปลายมน ด้านบนมีสีแดงอมม่วงและมีนวล ส่วนด้านล่างมีสีแดงเข้ม เมื่อใบประดับกางแล้วจะม้วนงอ
  • ผล: โดยทั่วไปหนึ่งเครือมีประมาณ 1–2 หวี แต่ละหวีมีประมาณ 7–8 ผล และไม่เกิน 10 ผล ผลสุกสีเหลือง ขนาดเล็กกว่ากล้วยตานี งอเล็กน้อย ปลายผลมีจุกใหญ่และมีเหลี่ยมประมาณ 5 เหลี่ยม รสชาติฝาดปนเย็น
  • เมล็ด: กล้วยตีบที่อยู่ในกลุ่มปลูกเพื่อรับประทานโดยทั่วไปเป็นกล้วยลูกผสมที่ไม่มีเมล็ดที่สมบูรณ์ จึงขยายพันธุ์ด้วยหน่อเป็นหลัก

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

กล้วยในกลุ่ม ABB มีความสัมพันธ์กับแหล่งกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และกล้วยตีบเป็นกล้วยลูกผสมระหว่างกล้วยป่ากับกล้วยตานีตามข้อมูลภูมิปัญญาและข้อมูลของกรมการแพทย์แผนไทยฯ ในประเทศไทยพบการปลูกและอนุรักษ์ในหลายพื้นที่ โดยมีชื่อพันธุ์หรือชื่อท้องถิ่นแตกต่างกัน เช่น กล้วยตีบคำ กล้วยตีบนครสวรรค์ และกล้วยตีบมุกดาหาร

ฐานข้อมูลพรรณไม้ของอุทยานหลวงราชพฤกษ์มีข้อมูล กล้วยตีบคำ (Musa (ABB) ‘Tip Kam’) เป็นพันธุ์ที่มีการรวบรวมและบันทึกข้อมูลในประเทศไทย

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การขยายพันธุ์: ใช้หน่อเป็นหลัก เนื่องจากกล้วยกลุ่ม ABB ที่ปลูกทั่วไปมีการติดเมล็ดที่ไม่สมบูรณ์
  • การเตรียมพื้นที่: ควรปลูกในดินร่วนหรือดินร่วนเหนียวที่ระบายน้ำได้ดี มีอินทรียวัตถุเพียงพอ และมีความชื้นสม่ำเสมอ
  • น้ำ: ต้องการน้ำสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในระยะตั้งตัวและระยะสร้างใบและเครือ แต่ไม่ควรปล่อยให้น้ำขังเป็นเวลานาน
  • แสง: เจริญได้ดีในบริเวณที่ได้รับแสงแดดเพียงพอ
  • การดูแล: ควรกำจัดหน่อที่ไม่ต้องการ ตัดใบแห้งหรือใบที่เป็นโรค และใส่ปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยตามความเหมาะสมของพื้นที่
  • การเก็บพันธุ์: ควรเลือกหน่อจากต้นแม่ที่สมบูรณ์ ไม่มีอาการโรค และมีลักษณะตรงตามพันธุ์

ข้อมูลของคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลระบุ การแยกหน่อ เป็นวิธีขยายพันธุ์ของกล้วยตีบโดยตรง

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ราก: เป็นส่วนที่มีการกล่าวถึงมากที่สุดในตำรายาไทย ใช้เป็นยารสฝาดเย็น
  • ใบ: มีการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านบางพื้นที่ ทั้งการใช้ภายนอกและเป็นส่วนประกอบในการเตรียมยา

กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกเน้น รากกล้วยตีบ เป็นส่วนที่ใช้ทำยา และระบุสรรพคุณตามตำรายาไทย เช่น แก้ร้อนใน กระหายน้ำ แก้ไข้ แก้ท้องร่วง และแก้บิดมูกเลือด

สรรพคุณทางสมุนไพร มีการใช้ตามภูมิปัญญา

  • ราก: รสฝาดเย็น ใช้แก้ร้อนใน กระหายน้ำ แก้ไข้ แก้ท้องร่วง แก้บิด และอาการถ่ายเป็นมูกเลือด ตามองค์ความรู้การแพทย์แผนไทย
  • ตำรายาไทยบางแหล่งระบุการใช้รากในอาการปากเปื่อย ปวดตามข้อและกล้ามเนื้อ และใช้ในตำรับที่เกี่ยวข้องกับการขับปัสสาวะและบำรุงธาตุ
  • ใบ: ภูมิปัญญาพื้นบ้านมีการนำใบมาใช้ต้มอาบสำหรับอาการผื่นคัน และใช้เป็นส่วนประกอบหรือน้ำกระสายยาในบางตำรับ
  • ลูกประคบ: มีข้อมูลภูมิปัญญาท้องถิ่นบางแห่งนำใบสดตำละเอียด ห่อผ้าแล้วอังไฟอ่อน ๆ ใช้ประคบบริเวณที่มีอาการปวดข้อหรือกล้ามเนื้อ

ควรแยกให้ชัดเจนว่า สรรพคุณข้างต้นเป็นการใช้ตามตำรายาไทยและภูมิปัญญาพื้นบ้าน ไม่ได้หมายความว่ามีหลักฐานการทดลองทางคลินิกยืนยันประสิทธิผลของกล้วยตีบโดยตรงทุกข้อ

วิธีใช้

การใช้ตามภูมิปัญญาไทยมีหลายรูปแบบ แต่ส่วนที่มีข้อมูลชัดเจนที่สุดคือราก เช่น

  • ราก: นำไปต้มเป็นน้ำดื่มตามตำรับยาไทย สำหรับอาการที่ระบุในตำรายา เช่น ร้อนใน กระหายน้ำ ไข้ หรือท้องเสีย
  • ใบแห้ง: บางพื้นที่นำไปต้มเป็นน้ำสำหรับอาบเมื่อมีผื่นคัน
  • ใบสด: บางภูมิปัญญานำมาตำและทำเป็นลูกประคบสำหรับอาการปวดข้อหรือกล้ามเนื้อ
  • ตำรับยา: รากกล้วยตีบใช้เป็นส่วนประกอบในตำรับยาไทยบางชนิด โดยไม่ได้ใช้เป็นยาเดี่ยวเสมอไป

ไม่ควรนำวิธีใช้ตามภูมิปัญญาไปกำหนดเป็นขนาดยาสำหรับรักษาโรคด้วยตนเอง โดยเฉพาะอาการท้องเสียที่มีไข้ ถ่ายเป็นเลือด หรือสงสัยการติดเชื้อ ควรได้รับการประเมินจากบุคลากรทางการแพทย์

ในบัญชียาจากสมุนไพร

กล้วยตีบไม่ได้เป็นชื่อยาเดี่ยวในบัญชียาจากสมุนไพร แต่รากกล้วยตีบเป็นส่วนประกอบของตำรับ “ยาเหลืองปิดสมุทร” ซึ่งอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร โดยตำรับนี้ใช้สำหรับบรรเทาอาการท้องเสียที่ไม่ติดเชื้อ เช่น อุจจาระไม่เป็นมูกหรือปนเลือด และไม่มีไข้

ในสูตรตำรับยาเหลืองปิดสมุทร รากกล้วยตีบเป็นหนึ่งในสมุนไพรที่ใช้ร่วมกับสมุนไพรอื่น ๆ เช่น ขมิ้นชัน ชันย้อย ครั่ง สีเสียดเทศ สีเสียดไทย ใบเทียน ใบทับทิม หัวแห้วหมู ขมิ้นอ้อย เปลือกเพกา กระเทียมคั่ว และดีปลี

สารสำคัญ

สำหรับ กล้วยตีบ (Musa (ABB) ‘Tip’) โดยตรง ยังมีข้อมูลการศึกษาทางเคมีและสารออกฤทธิ์เฉพาะพันธุ์ค่อนข้างจำกัดเมื่อเทียบกับกล้วยเศรษฐกิจ เช่น กล้วยน้ำว้า

อย่างไรก็ตาม งานศึกษากล้วยกลุ่ม ABB ชนิดอื่นพบสารกลุ่มที่มีความสำคัญทางชีวภาพ ได้แก่

  • สารประกอบฟีนอลิก (phenolic compounds)
  • ฟลาโวนอยด์ (flavonoids)
  • แทนนิน (tannins)
  • สารประกอบที่เกี่ยวข้องกับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ

การศึกษาผลกล้วย Musa ABB cv. Pisang Awak พบปริมาณสารฟีนอลรวมและฟลาโวนอยด์ และพบความสัมพันธ์ระหว่างสารกลุ่มดังกล่าวกับความสามารถในการกำจัดอนุมูลอิสระในหลอดทดลอง

ข้อควรระวังในการนำเสนอข้อมูล: ไม่ควรระบุว่าสารเหล่านี้เป็น “สารสำคัญเฉพาะของกล้วยตีบ” จนกว่าจะมีการวิเคราะห์ตัวอย่าง Musa (ABB) ‘Tip’ โดยตรง

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

งานวิจัยเฉพาะ กล้วยตีบ (Musa (ABB) ‘Tip’) ยังมีจำนวนน้อย และเอกสารของกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกที่รวบรวมข้อมูลกล้วยตีบระบุช่องรายงานการวิจัยปัจจุบันไว้โดยไม่มีรายละเอียดงานวิจัยเฉพาะชนิดมากนัก

อย่างไรก็ตาม มีงานวิจัยในกล้วยกลุ่ม ABB ที่ช่วยสนับสนุนความสนใจทางเภสัชวิทยาในระดับกลุ่มพืช ดังนี้

  • การศึกษาผลกล้วย Musa ABB cv. Pisang Awak พบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดเมทานอลจากผล และพบสารฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์ในสารสกัด
  • งานวิจัยกล้วย Musa ABB cv. Namwa Mali-Ong พบว่าสารสกัดจากช่อดอกมีสารฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์ และมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในหลอดทดลอง รวมทั้งกระตุ้นการนำกลูโคสเข้าสู่เซลล์กล้ามเนื้อ C2C12 ในระดับเซลล์
  • งานวิจัยเกี่ยวกับกล้วยกลุ่ม ABB ยังพบว่าส่วนต่าง ๆ ของกล้วยมีสารประกอบฟีนอลิกและสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพหลายกลุ่ม แต่ผลดังกล่าวไม่ควรนำไปสรุปเป็นประสิทธิผลทางยาของกล้วยตีบโดยตรง
  • งานวิจัยหนึ่งศึกษาจุลินทรีย์เอนโดไฟต์ที่แยกจากรากกล้วย Musa (ABB) cv. ‘Kluai Sao Kratuep Ho’ และพบสารเมแทบอไลต์บางชนิดที่มีฤทธิ์ต้านจุลชีพ แต่เป็นการศึกษาจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในราก ไม่ใช่หลักฐานว่ารากกล้วยตีบมีฤทธิ์ดังกล่าวโดยตรง

ดังนั้นในเว็บไซต์ควรใช้ถ้อยคำว่า “มีหลักฐานเบื้องต้นจากการศึกษากล้วยในกลุ่ม ABB” มากกว่าการกล่าวว่ากล้วยตีบมีฤทธิ์รักษาโรคที่ได้รับการยืนยันแล้ว

เภสัชวิทยา

หลักฐานเภสัชวิทยาที่เกี่ยวข้องกับกล้วยกลุ่ม ABB ส่วนใหญ่เป็นการศึกษาในระดับ สารสกัดและหลอดทดลอง โดยพบประเด็นที่น่าสนใจ เช่น

  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระจากสารกลุ่มฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์
  • การยับยั้งกระบวนการออกซิเดชันในระบบทดลอง
  • การศึกษาฤทธิ์เกี่ยวกับการควบคุมกลูโคสในระดับเซลล์ของสารสกัดช่อดอกกล้วยบางพันธุ์
  • การศึกษาสารออกฤทธิ์จากส่วนต่าง ๆ ของกล้วยและจุลินทรีย์เอนโดไฟต์ที่เกี่ยวข้องกับกล้วย

อย่างไรก็ตาม ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่ากล้วยตีบเป็นยารักษาโรคในมนุษย์ และควรแยกผลการทดลองของกล้วยพันธุ์อื่นออกจากข้อมูลของกล้วยตีบอย่างชัดเจน

ความปลอดภัย

ข้อมูลด้านความปลอดภัยเฉพาะของรากกล้วยตีบยังมีจำกัด จึงควรใช้ด้วยความระมัดระวัง โดยเฉพาะเมื่อใช้ในรูปแบบสารสกัดเข้มข้นหรือใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน

  • การรับประทานผลสุกเป็นอาหารมีประวัติการใช้เป็นอาหาร แต่กล้วยตีบมีรสฝาดและลักษณะเฉพาะของพันธุ์
  • การใช้ รากเป็นยา ควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยหรือบุคลากรสาธารณสุข
  • ผู้ที่มีอาการท้องเสียร่วมกับไข้ ถ่ายเป็นเลือดหรือมูกมาก อ่อนเพลียมาก หรือมีภาวะขาดน้ำ ไม่ควรพึ่งสมุนไพรเพียงอย่างเดียว
  • หญิงตั้งครรภ์ เด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่รับประทานยาหลายชนิด ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้รากหรือสารสกัดเป็นยา

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

สำหรับ กล้วยตีบเดี่ยว ๆ ยังไม่มีข้อมูลปฏิกิริยาระหว่างยาที่ชัดเจนเพียงพอ

อย่างไรก็ตาม หากกล่าวถึง ยาเหลืองปิดสมุทร ซึ่งมีรากกล้วยตีบเป็นส่วนประกอบ ควรระบุข้อมูลอย่างชัดเจนว่าเป็นปฏิกิริยาของ ตำรับยา ไม่ใช่หลักฐานของรากกล้วยตีบเพียงชนิดเดียว โดยมีข้อควรระวังเกี่ยวกับยาต้านการแข็งตัวของเลือดและยาต้านเกล็ดเลือดบางชนิด เช่น warfarin, ยากลุ่ม DOACs และ aspirin ตามข้อมูลคู่มือการใช้ยาสมุนไพรของหน่วยงานสาธารณสุข

ดังนั้นผู้ที่ใช้ยาละลายลิ่มเลือด ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด หรือยาอื่นเป็นประจำ ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ตำรับที่มีกล้วยตีบเป็นส่วนประกอบ

การใช้ในอาหาร

ผลสุกของกล้วยตีบสามารถรับประทานเป็นผลไม้ได้ แต่มี รสฝาดและเนื้อแตกต่างจากกล้วยรับประทานทั่วไป ข้อมูลภูมิปัญญาระบุว่าเหมาะกับการรับประทานสดมากกว่าการนำไปย่างหรือต้ม เนื่องจากความร้อนอาจทำให้รสฝาดเด่นขึ้น

กรมวิชาการเกษตรจัดกล้วยตีบคำ กล้วยตีบนครสวรรค์ และกล้วยตีบมุกดาหารไว้ในกลุ่มกล้วย Musa (ABB) ที่มีการใช้ผลสุกเป็นอาหาร

การใช้ในผลิตภัณฑ์

สามารถนำกล้วยในกลุ่ม ABB ไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร เช่น

  • กล้วยรับประทานสด
  • กล้วยแปรรูป
  • แป้งกล้วย
  • ผลิตภัณฑ์อาหารว่าง
  • ส่วนผสมของอาหารที่ต้องการเพิ่มใยอาหารหรือสารจากพืช

อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์สมุนไพรหรือสารสกัดจากรากกล้วยตีบสำหรับใช้เป็นยา ควรมีการศึกษาด้านมาตรฐานวัตถุดิบ ความคงตัว ความปลอดภัย และประสิทธิผลก่อนนำไปพัฒนาเชิงพาณิชย์

งานวิจัยด้านอาหารของกล้วยกลุ่ม ABB แสดงให้เห็นศักยภาพในการนำแป้งกล้วยและส่วนต่าง ๆ ของกล้วยไปใช้พัฒนาอาหารและผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • รากสำหรับใช้เป็นยา: ควรเก็บจากต้นที่สมบูรณ์และทราบชนิดหรือพันธุ์แน่นอน เพื่อป้องกันการปะปนกับกล้วยชนิดอื่น
  • หลังเก็บควรล้างดินและสิ่งสกปรกออก ตัดส่วนที่เสียหรือขึ้นรา
  • หากต้องการเก็บเป็นวัตถุดิบแห้ง ควรหั่นเป็นชิ้นและทำให้แห้งอย่างเหมาะสมจนมีความชื้นต่ำ
  • เก็บในภาชนะสะอาด แห้ง ปิดสนิท และป้องกันแสง ความร้อน และความชื้น
  • ไม่ควรเก็บวัตถุดิบที่มีเชื้อรา กลิ่นผิดปกติ หรือมีการเปลี่ยนสีอย่างชัดเจน

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

กล้วยตีบมีความเกี่ยวข้องกับภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านไทย โดยเฉพาะ รากซึ่งมีรสฝาดเย็น และนำไปใช้ในตำรับยาสำหรับอาการร้อนใน กระหายน้ำ ไข้ และท้องเสีย

มีข้อมูลจากฐานทรัพยากรท้องถิ่นระบุการใช้รากหรือเหง้าต้มดื่ม รวมถึงการใช้ใบแห้งต้มอาบแก้ผื่นคัน และการใช้ใบสดทำลูกประคบสำหรับอาการปวดข้อและกล้ามเนื้อ

นอกจากนี้รากกล้วยตีบยังเป็นส่วนประกอบของ พิกัดตรีอมฤต ตามตำรายาไทย โดยใช้ร่วมกับรากกระดอมและรากมะกอกในสัดส่วนที่กำหนด และมีการกล่าวถึงสรรพคุณด้านแก้ไข้ แก้ร้อนใน กระหายน้ำ ขับปัสสาวะ บำรุงธาตุ และเจริญอาหาร

ประวัติและวัฒนธรรม

กล้วยเป็นพืชที่อยู่คู่กับวิถีชีวิตของคนไทยมาเป็นเวลานาน ทั้งในฐานะอาหาร พืชใช้สอย และสมุนไพร กล้วยตีบเป็นหนึ่งในกล้วยพื้นเมืองที่มีการรักษาไว้ในฐานพันธุกรรมพืชและมีชื่อเรียกแตกต่างกันตามท้องถิ่น

การที่กล้วยตีบมีชื่อเรียก เช่น กล้วยตีบยา สะท้อนถึงความสัมพันธ์กับการใช้ประโยชน์ทางยา ขณะที่ชื่อกล้วยตีบคำ กล้วยตีบนครสวรรค์ และกล้วยตีบมุกดาหารสะท้อนการจำแนกพันธุ์และการกระจายของกล้วยกลุ่มนี้ในพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศไทย

สถานะการอนุรักษ์

ยังไม่พบข้อมูลที่เพียงพอที่จะระบุว่ากล้วยตีบเป็นพืชที่ได้รับการจัดสถานะ ใกล้สูญพันธุ์ (Endangered) หรือมีสถานะเสี่ยงตามบัญชีแดงของ IUCN ในระดับพันธุ์ปลูกโดยเฉพาะ

อย่างไรก็ตาม กล้วยพื้นเมืองและกล้วยพันธุ์ท้องถิ่นมีคุณค่าด้านความหลากหลายทางพันธุกรรม จึงควรอนุรักษ์โดยการเก็บรักษาพันธุ์ในแหล่งรวบรวมพันธุ์พืช สวนเกษตร และแหล่งพันธุกรรมท้องถิ่น อุทยานหลวงราชพฤกษ์มีการรวบรวมข้อมูลกล้วยตีบคำไว้เป็นทรัพยากรพืชของประเทศไทย

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom): Plantae
  • หมวด (Division): Angiosperms
  • ชั้น (Class): Monocotyledons
  • อันดับ (Order): Zingiberales
  • วงศ์ (Family): Musaceae
  • สกุล (Genus): Musa L.
  • กลุ่มพันธุกรรม (Genome group): ABB
  • ระดับพันธุ์ (Cultivar): ‘Tip’ / ‘Tip Kam’
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ใช้ในเอกสารไทย: Musa (ABB) ‘Tip’

การจัดกล้วยตีบในเอกสารไทยมักใช้ระบบ genome group ABB เนื่องจากเป็นกล้วยลูกผสมสามชุดโครโมโซม มากกว่าการระบุเป็นชนิด (species) เดียวแบบพืชป่าทั่วไป

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2568). กล้วยตีบ (Kluai Tip): Musa (ABB) ‘Tip’. กระทรวงสาธารณสุข.
  2. กรมวิชาการเกษตร. (2561). กล้วยกินได้. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.
  3. คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. (ม.ป.ป.). ตารางสรุปรายชื่อและรายละเอียดของพืชสมุนไพร. มหาวิทยาลัยมหิดล.
  4. มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์. (ม.ป.ป.). ฐานข้อมูลทรัพยากร: กล้วยตีบ. Resource Portal.
  5. อุทยานหลวงราชพฤกษ์. (ม.ป.ป.). กล้วยตีบคำ: Musa (ABB) ‘Tip Kam’.
  6. Aiemcharoen, P., Wichienchot, S., & Sermwittayawong, D. (2022). Antioxidant and anti-diabetic activities of crude ethanolic extract from the banana inflorescence of Musa (ABB group) Namwa Mali-Ong. Functional Foods in Health and Disease, 12(4).
  7. Darsini, D. T. P., Maheshu, V., Vishnupriya, M., & Sasikumar, J. M. (2012). In vitro antioxidant activity of banana (Musa spp. ABB cv. Pisang Awak). Indian Journal of Biochemistry & Biophysics, 49(2), 124–129.
  8. Khamsaw, P., Sommano, S. R., & colleagues. (2024). Banana peel (Musa ABB cv. Nam Wa Mali-Ong) as a source of value-adding components and the functional properties of its bioactive ingredients. Plants, 13(5), 593. https://doi.org/10.3390/plants13050593

 

Scroll to top